
บทที่ ๔๓
ประโยค... ผมสัญญา คุณจะมีลูก จากปากของวรุต คล้ายดังสะท้อนสะท้านอยู่ในหัวใจผู้เป็น ‘ภักติ’ ตน รอยยิ้มขมขื่นประดับใบหน้าพยาบาลสาว...
“เป็นไปไม่ได้!” ศศิประไพส่ายหน้าพึมพำเพราะเจ้าตัวรู้ การก้าวกลับสู่ปรภพของสามีในเวลาอันใกล้ ฤาจะละทิ้งศีลพรหมจรรย์เพื่อหาห่วงร้อยรัดวิญญาณของตน
“เป็นไปได้แน่...” รอยยิ้มคล้ายมีเลศนัย อยู่บนริมฝีปากของร่างแห่งมหาเทพ
“คุณกำลังล้อเล่นในสิ่งที่ไม่ควรล้อนะคะยอดรัก” ฝ่ายหญิงทำซุ่มเสียงตำหนิเบา ๆ หากอีกฝ่ายยังคงยืนยันด้วยทีท่าจริงจัง...
“ศศิ...คุณก็รู้ว่าผมไม่เคยล้อเล่นในเรื่องแบบนี้ ที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง...”
คิ้วเรียวของอดีตพยาบาลสาวขมวดคล้ายไม่แน่ใจ ทว่าเจ้าตัวก็อดถามไม่ได้...
“ลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย” แก้มนวลไร้เครื่องประทินผิวร้อนเรื่อขึ้นตามประสาหญิงเมื่อกล่าวถึงลูก....
“ทั้งหญิงและชาย!” คำตอบกลั้วหัวเราะอารมณ์ดี ขณะที่คนฟังหน้ามุ่ย... “ก็ไหนบอกว่าไม่ได้ล้อเล่น...”
“เหอะน่า...แล้วคุณก็จะรู้เองว่าที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง” ฝ่ายชายตัดบททั้ง ๆ ที่ใบหน้ายิ้มละมุน
“ชอบทำอะไรลับลมคมใน...” ศศิประไพอุบอิบ
“พรุ่งนี้เราไปกราบหลวงพ่อกันไหม?” วรุตเปลี่ยนเรื่องคุย
“หลวงพ่อวัดป่านะหรือคะ?” หญิงสาวย้อนถาม ขณะที่อีกฝ่ายพยักหน้าเพราะรู้ว่าคนถามหมายถึง หลวงพ่อผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานของตน
“ดีจัง!” คนอยู่ในฐานะเมียยิ้มกว้างดีใจ “คิดถึงหลวงพ่อ นานแล้วไม่ได้ไปเยี่ยมท่านเลย”
“ฮื่อ...วันแต่งงานก็ไม่ได้นิมนต์ท่าน เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นไปรบกวนพระ” ชายหนุ่มพูดเรียบ ๆ ก่อนบอกอีกฝ่ายคล้ายสั่ง... “คุณช่วยหาผ้าไตรจีวรให้ผมชุดนะ”
“ถวายหลวงพ่อหรือคะ?” คนถาม ถามทั้งที่รู้
“ใช่...จ้ะ...” ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะรับคำ และนิ่งไปชั่วขณะ...ก่อนเอ่ยคำช้าชัด...ทว่าแผ่วเบา
“ซื้อกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพไว้ด้วยนะ...จะไปกราบขอขมาลาหลวงพ่อด้วย”
เป็นประโยคที่สามารถทำให้สีหน้าอันกำลังเกิดปีติของศศิประไพเปลี่ยนแปรไปได้โดยทันที รอยเจ็บลึก ทออยู่ในดวงตาของเธอ...เงารื้นวาววับฉายขึ้นรวดเร็วจนเจ้าตัวต้องหันหน้าซ่อนความขมขื่นมิให้ผู้เป็น ภัสดา เห็น...เพราะ...เธอรู้ยิ่งกว่ารู้...
“เขาไปครั้งนี้ไปลาตาย...!”
รถคันสีน้ำเงินเข้มท้ายตัด ที่มีปรเมศว์เป็นผู้ขับขี่หักเลี้ยวเข้าประตูกำแพงสีขาว โดยมีคนวัยสามสิบเศษกับหญิงสาววัยไล่เลี่ยกันนั่งอยู่เบาะหลัง ทั้งคู่ยังอยู่ในชุดขาวสะอ้านลักษณะแห่งพราหมณ์และพราหมณีดุจเดิม
วรุตชำเลืองมองซุ้มประตูที่มีภาพปูนปั้นนูนต่ำพุทธประวัติฝีมือช่างพื้นบ้าน แล้วอมยิ้ม...
“ถ้าเราเป็นเจ้าอาวาส คงต้องรื้อทิ้งทำใหม่...” คนคิ้วเข้มคิดในใจ เพราะทุกครั้งที่ผ่านเข้ามาในบริเวณวัด เจ้าตัวมักจะอดตำหนิพุทธลักษณะอันผิดส่วนของภาพปูนปั้นนั้นไม่ได้ หากสติก็เตือนตนรวดเร็ว...
“คนปั้น...ตั้งใจสุดฝีมือแล้ว กุศลเกิดจากเจตนาบริสุทธิ์อันมีศรัทธาเป็นเครื่องน้อมนำ...” ถึงประโยคความคิดนี้เจ้าตัวหัวเราะ “เรามันพวกราคะจริตชอบของสวยของงาม...”
“ถึงแล้วครับเจ้านาย...” ปรเมศว์ส่งเสียงด้วยอารมณ์แจ่มใส หลังจากเหยียบห้ามล้อจอดรถเสร็จแล้ว
“ศศิ!” ร่างทรงหนุ่มเรียกคนที่นั่งเคียงข้างมาด้วย
“คะ...”
“คุณว่าที่นี่มันเปลี่ยนไปไหม?” คำถามเรียบ
“ค่ะ...” ศศิประไพรับคำ “มีโรงเรือนปลูกขึ้นกับมีเด็ก ๆ” คนพูดชี้ไปที่สิ่งก่อสร้างเป็นลักษณะโรงเรือนกว้างหลังคามุงสังกะสีเก่า ๆ ไม่มีผนังกั้น หากก็มีบางส่วนที่ใช้เสื่อลำแพนผูกเอาไว้กันลมฝน ทว่าในสายตาที่เห็นแทบจะไร้ประโยชน์ เพราะมีรอยโหว่เล็ก ๆ เท่ากำปั้นเต็มไปหมด...
“รอยโหว่นั้นคงเป็นการประลองกำลังของไอ้ตัวเล็กที่ซุกซนพวกนั้นแน่ ๆ...” วรุตพูดกลั้วหัวเราะขัน
“หลวงพ่อไปเอาเด็กมาจากไหนเยอะแยะ...?” หญิงสาวตั้งข้อสงสัย...แม้เจ้าตัวจะก้าวตามปรเมศว์ที่หอบข้าวของเดินลิ่วไปยังกุฏิของหลวงตา หากตายังอดหันกลับไปมองกลุ่มเด็ก ๆ ในโรงเรียนกว้างนั้นอีกครั้งไม่ได้
“หลงพ่อ...อยู่ไหนเณร...?” เสียงของบรรณาธิการหนุ่มดังขึ้น โดยมีร่างเล็ก ๆ ในผ้าจีวรเก่าคร่ำที่กำลังนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนกุฏิตอบรับ
“อยู่ข้างบนครับ...”
คนทั้งสามทรุดตัวลงกราบพระภิกษุวัยชราร่างผอมเกร็งที่นั่งเอกเขนกบนอาสนะ ด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์อย่างนอบน้อม
ดวงตาคมคล้า อันผิดจากวัยไม้ใกล้ฝั่ง มองมาพร้อมรอยยิ้มแจ่มใส...
“อายุ วรรโน สุขขัง พลัง” หลวงพ่อให้พรเบา ๆ
“ไม่ได้มาเยี่ยมหลวงพ่อซะนาน สบายดีหรือครับ? ” วรุตถามขึ้นหลังกราบเสร็จ
“ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก อายุมากขึ้นอะไร ๆ มันก็ช้าลง สังขารยืมเขามาใช้ก็เป็นแบบนี้แหละ ใกล้ถึงเวลาคืนโลกแล้ว...” ผู้เป็นสงฆ์พูดกลั้วหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ พร้อมกับนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจก่อนถามคนเป็นร่างมหาเทพ...
“ใกล้เวลากลับบ้านแล้วสินะโยม...”
“ครับ...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มรับคำพร้อมกับในใจนึกทึ่ง เจโตปริยญาณ อันว่องไวของหลวงพ่อ
“หลวงพ่อช่วยไม่ได้เลยหรือครับ?” ปรเมศว์รีบแทรกวาจาถามด้วยความห่วง หากคนเป็นนักบวชส่ายหน้าช้า ๆ ...
“ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก...ตัวอาตมาเองก็ยังหนีไม่พ้นเลย จะไปอาลัยทำไมกับชีวิต ถ้าเรารู้ว่าเกิดมาแล้วไม่ได้ทำความเลวอะไรมาก แถมยังได้กระทำกุศลผลบุญ มีสมาธิจิตอันเป็นมรรคแล้วเราย่อมมีชีวิตอันแท้จริงในโลกหน้า...”
“ก็แสดงว่าหมดหวัง!” บรรณาธิการหนุ่มรำพึงในใจ ขณะที่หลวงพ่อหันมาที่วรุตอีกครั้ง เอ่ยถ้อยคำละมุน...
“สภาวะจิตไปถึงไหนแล้ว?”
“เริ่มทิ้งสมถกรรมฐาน มาระวังสติไม่ให้เผลอแทนครับ!” คำตอบราบเรียบ
“ดี!” ผู้ทรงศีลวัยชราเน้นคำก่อนขยายความ... “เอาสติจับไม่ให้จิตเกิดอารมณ์ปรุงแต่งเป็นหัวใจของการปฏิบัติ...แต่ไม่ควรละทิ้งการทำสมาธิแบบสมถกรรมฐานเลย”
“ทำไมหรือครับ?” ร่างทรงหนุ่มสงสัยเจ้าตัวรีบถามอย่างรวดเร็ว “เห็นเขาว่าเมื่อทำสมาธิถึงขั้นหนึ่งแล้วควรหันไปทำวิปัสสนาไม่ใช่หรือครับ?”
“ใช่...ทำสมาธิจนถึงระดับหนึ่งแล้วทำวิปัสสนา แต่ไม่ใช่ทิ้งสมาธิ เพราะสมาธิเป็นการทำให้จิตมีกำลังสูงขึ้นในการนำมาพิจารณาธรรม... เปรียบเสมือน จิตเป็นตัวเราต้องการเปิดประตูตรงนั้น...” หลวงพ่อชี้ไปที่ประตูกุฏิเป็นการเปรียบเทียบ “สมาธิคือกำลังที่ทำให้เดินไปถึงประตูได้...วิปัสสนาเป็นปัญญาที่จะบอกเราว่าวิธีเปิดประตูคือต้องถอดกลอนก่อนแล้วผลักออกจริงไหม?”
“จริงครับ!”
“นั่นแหละสมาธิอันถือว่าเป็นสมถกรรมฐาน จึงต้องเป็นของคู่กันกับวิปัสสนา” ผู้ครองเพศสมณะสรุป ซึ่งวรุตต้องยอมรับโดยดุษฎี
“ใช่...การพิจารณาโดยไม่มีสมาธิเป็นตัวนำ ก็เสมือนการคิดฟุ้งซ่าน ถ้าน้อมจิตเข้าสู่สมาธิเป็นอารมณ์เดียวได้แล้วค่อยพิจารณาธรรมจึงเรียกว่า วิปัสสนา...” คนคิดกราบลงด้วยสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ตนนับถือเป็น ครุ ซึ่งหมายถึง ครู ในการสอนกรรมฐานอย่างนอบน้อม.. “ขอบพระคุณครับหลวงพ่อ...”
“ผู้เป็นสงฆ์ยิ้มอ่อนโยน..ก่อนเอ่ยเตือน... “ก่อนทิ้งสังขารให้เจริญสติเต็มพละกำลังอย่าเผลอ...อย่าพะวักพะวน ลังเลสงสัยเด็ดขาด จำไว้ให้แม่นเดินฌานให้เต็มที่ ดำรงสติอย่างมั่นคงเท่านั้นจึงจะก้าวผ่านกำแพงของกรรมได้!”
“ครับหลวงพ่อ!” ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะรับคำหนักแน่น
“จะมาลาอาตมาเลยรึ?” คนเป็นพระถามเหมือนรู้ความในใจของอีกฝ่ายล่วงหน้า
“ครับ...ผมเอาผ้าไตรมาถวาย แล้วก็เอาธูปเทียนแพมาลาครับ...” คำตอบแผ่วคล้ายหายลงไปในอก
“เอ้า...เอาเลย” หลวงพ่อลุกเดินเข้าไปในห้อง หายไปชั่วระยะก่อนก้าวเดินออกมาพร้อมกับห่มครองจีวรเรียบร้อย...ผ้าสังฆาฏิพาดอังสะเตรียมทำพิธีเต็มยศ
...ผ้าไตรที่เตรียมมาถูกจัดวางบนพานตั้งตรงหน้า พร้อมธูปเทียนแพ วรุต ก้มกราบ ผู้เป็นอาจารย์ ก่อนอาราธนาศีลกังวานกุฏิหลังน้อยของภิกษุวัยชรา...
ศศิประไพกระทำหน้าที่จัดวางข้าวของลงตรงหน้าให้ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างเงียบงัน... โดยมีสายตาของ หลวงพ่อ จับมองด้วยความ เวทนา สตรีหนึ่งจะทุกข์ทรมานร้านร้าวเพียงใด เมื่อต้องอยู่เฝ้าปรนนิบัติบุรุษอันเป็นที่รักด้วยความสงบ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอีกไม่กี่เวลาข้างหน้า...เขากำลังจะจากไป ณ อีกที่แห่งหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าอยู่... ณ ขอบจักรวาลใด...
“น่าเวทนานัก” ผู้มากวัยรำพึงในจิต หากแต่ด้วยจิตอันถูกฝึกฝนมานานทำให้ ผู้ทรงศีลวาง อุเบกขา ได้ในทันที... “กัมมุนา...วัตตะตี โลโก...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...” หลวงพ่อยกพุทธพจน์ขึ้นมาระงับอารมณ์
วรุตเปิดกรวยดอกไม้สดที่วางบนธูปเทียนแพออก ยกถวายผู้เป็นอาจารย์ ก่อนกราบลงอย่างนอบน้อม ตั้งสมาธิขออโหสิกรรมกล่าวลา โดยมีหลวงพ่อให้พรอย่างที่ไม่เคยให้แก่ใครมาก่อน...น้ำเสียงแม้แหบห้าว หากมีความกังวานมั่นคง...ประหนึ่งพยัคฆ์คำรณ...
“ด้วยสัจจะวาจาของข้าพเจ้า และด้วยกุศลกรรมที่ดำรงอยู่ในสมณะเพศของข้าพเจ้า ตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขออุทิศให้บุรุษผู้นี้ทั้งหมด เพื่อเป็นกำลังหนุนส่งให้ได้พบเส้นทางที่บุรุษผู้นี้ปรารถนาเถิด...”
“สาธุ...” ร่างแห่งมหาเทวะเปล่งเสียงกังวานก่อนกราบรับพรด้วยปีติเต็มฝืนหัวใจ ขณะที่ปรเมศว์และศศิประไพก็มิได้ผิดแผกไปจากเขาเท่าใดนัก ทั้งสองต่างอนุโมทนาจิตด้วยความยินดีจนดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำใส
“อาตมาก็คงมีแต่พรแค่นี้แหละนะ...พระก็เป็นแบบนี้แหละมีแต่ลมปากกับจิตเท่านั้นให้ได้...” ผู้ทรงศีลยังยิ้มน้อย ๆ ก่อนหันมาที่ บอ.กอ.หนุ่มถามเบา ๆ ...
“แล้วเราล่ะ...เห็นว่าจะบวชรึ?” หากคนฟังย้อนถาม... “หลวงพ่อรู้ได้ยังไง...ว่าผมจะบวช...?”
“อุวะ!” หลวงพ่อทำเสียงขึ้นจมูก “ก็รู้จากตัวเรานั่นแหละ!” คนพูดชี้ไปที่คนถาม
“หลงพ่อโกหก...มุสาวาทา...” ปรเมศว์เค้นคำกังวาน “ผมยังไม่ได้พูดกับหลวงพ่อซะหน่อย...”
“ปากเราไม่ได้พูดแต่ใจมันพูด...”
“แสดงว่าหลวงพ่ออ่านใจคนได้งั้นสิ...?” คนถามเสียงดัง
“ปัจจัตตัง...” ผู้มากวัยไม่ตอบตรง ๆ หากเอ่ยคำบาลี อันหมายถึงทำเองรู้เอง ซึ่งได้ผลอีกฝ่ายค้อนประหลับปะเหลือก
“มาคราวนี้แปลกนะคะ เห็นมีเรือนไม้ปลูกใหม่ตรงด้านโน้น” ศศิประไพเอ่ยคำบ้าง
“อาตมาเก็บพวกเด็กกำพร้ามาเลี้ยงไว้เองแหละ ไม่รู้จะให้อยู่ที่ไหนก็เลยต่อเรือนไม้เอาไว้ให้พักพิง” ปากพูดหากชำเลืองแลไปยังปรเมศว์ “คงได้อาศัยโยมคนนี้แหละ เพราะต่อไปคงมาบวชที่นี่จะได้ให้เป็นประธานมูลนิธิเสียเลย...”
หากท่านบรรณาธิการตาเหลือก...“หา!...ประธานมูลนิธิเหรอ...ผมว่าเป็นขอทานน่ะไม่ว่า...” เจ้าตัวส่ายหัว “ยกให้คุณศศิดีกว่า”
“หลวงพ่อมีโครงการอะไรหรือคะ?” หญิงสาวสอบถามรายละเอียดด้วยความสนใจ
“ก็คิดไว้ว่าจะเปิดมูลนิธิ หาเงินสร้างโรงเรียนเอาไว้ให้เด็กกำพร้าพวกนี้ได้เรียนกัน ใหม่ ๆ เอาตามมีตามเกิดไปก่อน เพราะอาตมาก็ไม่มีทุนรอนอะไร ทำเท่าที่จะทำได้ เห็นเด็ก ๆ พวกนี้แล้วน่าสงสาร” หลวงพ่อพูดเรียบ ๆ ขณะที่อดีตพยาบาลสาว นิ่งงัน ลึกลงไปเธอแอบชมภิกษุวัยชราในปฏิปทาของท่าน...
...เสนาสนะที่มองเห็น เรียบง่าย และไม่ รกตา หลวงพ่อไม่เคยบอกบุญเรี่ยราย เพื่อสร้างถาวรวัตถุเลยแม้แต่ครั้งเดียวด้วยเหตุผลที่เคยได้ยิน...โบสถ์...วิหาร เป็นที่ทำสังฆกรรมชั่วครั้งชั่วคราว มีประโยชน์อะไรที่จะเอาเงินเป็นจำนวนสิบ ๆ ล้านมาสร้างเพื่อประโยชน์เพียงเท่านั้น สร้างจิต และ สร้างมนุษย์ ดีกว่าสร้างวัตถุเป็นไหน ๆ ศศิประไพแอบชื่นชมในความคิดของหลวงพ่อ...พร้อมกับเอ่ยคำ...
“มีอะไรจะให้หนูช่วยไหมคะ?”
“ถ้าโยมไม่รังเกียจ...อยากฝากชีวิตพวกเด็ก ๆ ไว้กับโยมด้วย...อาตมารู้ว่าเป็นภาระหนักแต่เชื่อว่าถ้าโยมมีจิตเมตตาก็ไม่ยากที่จะกระทำให้สำเร็จ...” ประโยคของผู้ทรงศีลอ่อนโยน... “เพราะโยมมีกระแสของคนเป็นแม่สูงมากในตัวเอง...”
“ถ้าเป็นประสงค์ของหลวงพ่อ ดิฉันก็เต็มใจค่ะ...เพราะถือว่าการคิดโครงการนี้เป็นมหากุศล...” หญิงสาวพูดด้วยความเต็มใจ
“ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแต่คิดว่ากินข้าวชาวบ้านมามากแล้ว อยากจะคืนให้เขาบ้างเท่านั้น...” ผู้มากวัยในผ้ากาสาวพัสตร์หัวเราะด้วยอารมณ์ดี
“ตอนนี้มีเด็กกี่คนแล้วคะ?” พราหมณีถามเจ้าของกุฏิหลังเล็ก
“เจ็ดแปดคนเท่านั้น ตอนนี้ก็อาศัยลูกสาวมักคทายกวัดที่เพิ่งจบครูมาแล้วกำลังรองาน ช่วยสอนหนังสือไปพลาง ๆ ก่อน ตอนนี้ก็ยังห่วง ๆ อยู่เหมือนกัน ถ้าเขาสอบบรรจุได้ มีงานทำแล้วจะทำยังไงดี...” ผู้พูดเล่าตามความเป็นจริง
“ขอไปดูเด็ก ๆ หน่อยได้ไหมคะ?” ศศิประไพถามผู้อยู่ในเพศสมณะ ซึ่งอีกฝ่ายขยับลุกจากอาสนะแทนคำตอบ...
“เดี๋ยวอาตมาพาไปเอง...”
คนทั้งสามก้าวตามภิกษุวัยชราผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าไปยังโรงเรือนที่อยู่ตรงหน้า โดยผ่านเงาร่มรื่นของพฤกษาพันธุ์ไม้ อันเป็นสัญลักษณ์ของวัดที่เน้นการ ปฏิบัติ มากกว่าสร้างเสนาสนะไว้อวดบารมีสมภาร...
“ครูไปไหนไอ้หนู?” หลวงพ่อถามเด็กชายที่กำลังเหลาดินสอเอาไว้สำหรับเขียนหนังสือ ทันทีที่ก้าวเข้าใต้ชายคาโรงเรือนแห่งนั้น
“คุณครู...บอกว่าเดี๋ยวมาครับ...คุณครูกลับไปหุงข้าวมื้อเที่ยงให้ลุงชมกินครับ...” เด็กชายตอบ ขณะที่หลวงพ่อหันมายิ้มกับหญิงสาว...
“ครูไม่ได้เงินเดือนก็เป็นแบบนี้แหละแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนะโยมนะ”
“ค่ะ...แค่นี้ก็เกรงใจแย่แล้วละค่ะ” ศศิประไพพูดตามความรู้สึกของตน เพราะการเสียสละเวลามาช่วยอบรมสั่งสอนเด็ก ๆ โดยไม่มีค่าจ้างค่าสอน ก็ถือว่ามีน้ำใจอย่างล้นเหลือแล้ว สตรีในชุดขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของพราหมณี...กวาดตามองเหล่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในโรงเรือนแห่งนั้นอย่างพิจารณา...
“วัยกำลังกินกำลังนอนทั้งนั้น...!” เจ้าตัวยิ้มรับสายตาเจ็ดแปดคู่ที่มองมาเป็นจุดเดียว ความรู้สึกเวทนาก่อตัวขึ้นในจิตถ้อยคำเมื่อวันวานของผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีกังวานขึ้นในความจำ...
ผมสัญญา...คุณจะมีลูก
“เด็ก ๆ พวกนี้กระมังที่เขาบอก...” ในใจคิดหากเจ้าตัวหันกลับมาสบตากับเจ้าของประโยค... คุณจะมีลูก ในดวงตาของศศิประไพมีคำถาม และเขาก็ให้คำตอบแก่เธอด้วยการ ยิ้ม และพยักหน้าช้า ๆ
หลายหลากความรู้สึก วิ่งพล่านอยู่ในใจ หญิงสาวรู้ถึงความ เหนื่อยหนัก ของหน้าที่ ...หากมีความอบอุ่นบังเกิดขึ้นในหัวใจเช่นกัน...
เพราะ...! ภาระของผู้เป็น มารดา เหนื่อยยากยิ่งหากก็เป็นสุข...ที่ได้เหนื่อยเพราะ ลูก ประโยคอันเป็นพรของสามีในวันแต่งงานแว่วขึ้นในความทรงจำอีกครา...
...ขอให้คุณจงเป็นผู้หญิงที่มีคุณสมบัติของความเป็นเมียพร้อมพรั่ง... และเป็นผู้ถึงแล้วด้วยธรรมะของมารดาสำหรับโลก
ศศิประไพขนลุกซู่...เธอจำต้องยอมรับนับถือ ญาณทัศน์ อันแม่นยำของสามี บุรุษอันเป็น ‘ภัสดา’ ก้าวสู่เส้นทางอันเป็นมรรค-ผล แล้ว
วิถีแห่งญาณอันแม่นยำย่อมได้จากฌานเสมอ
ฉะนั้น...ถ้อยคำอันเกิดจาก ญาณ...ย่อมเป็นแนวทางที่ตนต้องปฏิบัติตามรวมทั้ง จุดประสงค์ของบุรุษอันเป็น ภัสดา ตนซึ่งอยู่ในฐานะ ภักติ ฤา...จะมิน้อมรับ...
หญิงสาวพริ้มตาหลับลง กำหนดจิตรับหน้าที่นั้นด้วยการอธิษฐานอย่างแน่วแน่...
“หากเราเหมาะสมจะรับหน้าที่เป็นมารดาของเด็ก ๆ เหล่านี้จริง ขอให้เกิดสิ่งที่เป็นนิมิตแก่เราด้วยเถิด...”
และแทบจะยังไม่สิ้นคำอธิษฐานนั้นด้วยซ้ำ..เด็ก ๆ ทั้งหมดต่างส่งเสียงขึ้นพร้อม ๆ กัน... อย่างอัศจรรย์...ด้วยคำ ๆ แรกที่มนุษย์รู้สึกเมื่อลืมตาดูโลก...
“แม่!”
ประโยคที่มนุษย์มักจะกล่าวได้เป็นคำแรกของชีวิต ดังขึ้นรอบ ๆ ตัวของศศิประไพ ...รอยยิ้มสุข...พร้อมหยาดน้ำตาแห่งปีติหยาดหยด...หญิงสาวบอกตัวเอง...
“เราเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์พร้อมแล้วในชีวิต!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com