
บทที่ ๔๒
คนที่เดินไปเปิดสวิทช์เครื่องปรับอากาศ ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นพรมใช้สำหรับปฏิบัติสมาธิ ในขณะที่ผู้เป็นเพื่อนกำลังก้าวตามเข้ามาในห้องพระ
“นั่งสิ!” วรุตเอ่ยคำพลางชี้ไปยังพรมอีกผืน “ห้องพระเพิ่งติดแอร์ได้ไม่กี่วัน อากาศร้อนมาก ๆ ทำสมาธิลำบาก ก็เลยให้ช่างมาทำให้” คนพูดเชิงออกตัว
ปรเมศว์หัวเราะกระเซ้า... “ยังติดสุข!”
“ฮื่อ...ก็ต้องยอมรับ แต่มันได้ประโยชน์หลายอย่าง...” ร่างมหาเทวะพูดกลั้วยิ้ม
“ประโยชน์อะไร?” คู่หูซัก
“อย่างน้อยก็กันเสียงข้างนอกมารบกวนได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่เป็นไร เพราะส่วนใหญ่จะทำสมาธิตอนกลางคืนอย่างเดียว แต่ตอนนี้ทำกลางวันด้วย” คำตอบช้าชัด
“โห...อะไรจะฟิตขนาดนั้น!” ท่านบอ.กอ.ทำตาโตยั่ว
“เหลือเวลาอีกไม่มาก...” น้ำเสียงของนักเขียนหนุ่มแผ่วลง หากสีหน้าปกติ...คนฟังก็เริ่มถอนใจยาวในฐานะของความเป็นเพื่อนรัก ปรเมศว์หรือจะไม่เจ็บปวดแทนอีกฝ่าย เจ้าตัวยังนึกชมในใจ
“มันพูดถึงความตายได้หน้าตาเฉย...”
“กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย...” วรุต...พูดดักความคิดของบรรณาธิการหนุ่ม ได้แม่นยำจนน่าประหลาดใจ
“แกนี่ท่าจะสำมะเหร็จวิชาสเปโต” คนปากไม่มีหูรูดเริ่มเล่นลิ้น
“เขาเรียกว่า เจโตปริยญาณ...” ร่างแห่งมหาเทพขัดคำ
“ใช่ ๆ ...” ปรเมศว์พยักหน้า
“มันเป็นบางครั้งน่ะ...เรื่องรู้ใจคน...” คนอยู่ในชุดขาว ซึ่งมองดูคล้ายพราหมณ์หนุ่มพูดเบา ๆ
“ได้มานานแล้วรึ?” คนถามหรี่ตาจับจ้องรอคำตอบ
“เมื่อก่อนก็มีบ้าง แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะพลังของมหาเทวะทำให้รู้...แต่ระยะหลังมานี่มันเกิดขึ้นเอง” คำตอบคล้ายรำพึง
“คงเป็นผลจากการทำสมาธิมาก ๆ...” ปรเมศว์ออกความเห็นบ้าง
“คงใช่...” วรุตพยักหน้าและนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเล่าความจริงให้อีกฝ่ายฟัง... “ระยะหลัง ๆ มานี่ ค่อนข้างจะทิ้งสมาธิแบบสมถะ พยายามยกอารมณ์เข้าสู่วิปัสสนา...”
“ยกยังไง...?” คิ้วของคนซักขมวด
การทำสมาธิแบบให้จิตว่างนิ่งอยู่กับที่ เรียกว่า สมถกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นการจับลมหายใจเข้าออก หรือเพ่งกสิณเป็นอารมณ์ แต่การทำวิปัสสนา คือการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งเดินยืนหรือนอน แม้กระทั่งความคิดของตัวเอง รัก ชอบ เกลียด โกรธ ก็ให้รู้ตัว บางคนเรียกว่าการนั่งดูจิตของเราเอง คำอธิบายยืดยาว
“แล้วมันได้อะไรล่ะที่นั่งดูความคิดอารมณ์แบบนี้?” คนช่างซัก...สงกา
“การที่เราจะคอยจับดูอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ต้องใช้อะไรกำหนดล่ะ?” ไม่ใช่คำตอบหากเป็นการถามย้อน
“ต้องใช้สติสิวะ!” ปรเมศว์ตอบด้วยความมั่นใจ
“นั่นแหละเขาเรียกว่า เจริญสติ” คนพูดยิ้มละมัย “เมื่อเจริญสติจนเป็นมหาสติได้แล้ว เราจึงสามารถขจัดกิเลสตัณหาที่เข้ามากระทบจิตได้ เมื่อกระทบไม่ได้ ใจเราก็บริสุทธิ์” ถ้อยอธิบายช้าชัดดุจผู้ทรงภูมิ
“เข้าใจแล้ว...” บรรณาธิการหนุ่มพยักหน้า ความสงสัยมลายสิ้น...ธรรมะ อันเป็น ธรรมชาติ กระจ่างในจิต ...สติ...เป็นบาทแรกและบาทสุดท้ายของมรรคผล...สิ่งภายนอกเมื่อกระทบอายตนะหก...อันมีหู ปาก ลิ้น จมูก กาย ใจ ทำให้มนุษย์เกิดอารมณ์...และอารมณ์ก็คือจิตที่ถูกปรุงแต่ง หากมนุษย์มี สติ คอยกำกับระงับได้ มิให้จิตถูกปรุงแต่ง...เรียกว่า อุเบกขา...ฉะนั้น...ผู้ที่สามารถกระทำ สติ ให้เป็น มหาสติ ...จนมิมีกิเลสตัณหาเข้ามาปรุงแต่งจิตได้แล้วนั้น...หนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏย่อมบังเกิด...
ปรเมศว์...ลอบถอนใจคำนึง “...ไอ้รุตไปไกลกว่าที่เราคิด...” ในความรักเพื่อนตามวิสัยปุถุชนเขาย่อม ใจหาย กับวันเวลาอันสั้นบนโลกของอีกฝ่าย แต่ทว่าในฐานะผู้ ประพฤติธรรม จำต้องอนุโมทนาใน มรรผล และ ปัญญาธรรม ของสหายรัก
“โลกนี้มันเป็นมายา...เหมือนความฝัน ซึ่งไม่นานเราต้องตื่น...” วรุตเปรยประโยคคล้ายเตือนสติอีกฝ่ายขึ้นเบา ๆ ... “แกจะเชื่อว่าโลกหน้ามีหรือไม่มีก็ตาม แต่ข้าขอยืนยันไอ้เมศว์เราควรระลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา ยังไง ๆ มนุษย์ทุกคนต้องตายแน่ ๆ ไม่มีใครหนีพ้นได้สักราย...”
“ฮื่อ...ใช่...” คนหน้าจืดยอมรับ
“ว่าแต่แกเหอะ...มีธุระอะไรหรือเปล่า?” เจ้าของบ้านวกเข้าเรื่องที่อีกฝ่ายนัดหมายเอาไว้
“นิดหน่อย...” ปรเมศว์เสียงเบาลง
“ว่ามาเลยไม่ต้องเกรงใจ...”
“แกเหลือเวลาอีกกี่วัน?” คนถามหมายถึงอายุขัยของร่างมหาเทพ
“วันออกพรรษา...” คำตอบสั้นกระชับ
“ทำไมเร็วอย่างนี้?” บอ.กอ.หนุ่มครางในอก เพราะเจ้าตัวคำนวณเวลาได้รวดเร็ว... “เหลือไม่ถึงสี่สิบวัน!”
“ถามทำไมหรือ?” วรุตสงสัยบ้าง
“ข้าตัดสินใจได้แล้ว” ปรเมศว์เน้นคำชัด
“ตัดสินใจอะไร?”
“ลาออกจากงาน!” คำตอบหนักแน่นปราศจากความลังเลใด ๆ ในสีหน้าและน้ำเสียง
“หือม์...” คนฟังขมวดคิ้วเข้ม... “เหตุผล?”
“มานั่งนึก ๆ ดูแล้วมันก็ได้อย่างที่แกพูดไว้...ชีวิตมนุษย์เมื่อถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไร คนพูดถอนใจยาวก่อนเอ่ยต่อ... “คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้คนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่แทน”
“มีปัญหากับนายหรือเปล่า?” นักเขียนหนุ่มแคะไค้เหตุผล
“นิดหน่อย...” บรรณาธิการหนุ่มยักไหล่
“บอกได้ไหม?”
สตรีเกล้ามวย ในชุดขาวสัญลักษณ์ของ พราหมณี วางมือจากงานเมื่อเห็น วรุตเดินเข้ามาทัก
“ทำอะไรจ๊ะ?”
“เตรียมเครื่องอัฐบริขารให้คุณปรเมศว์ค่ะ...” คำตอบปนรอยยิ้ม
ฝ่ายชายยิ้มรับพยักหน้า “ดี...กุศลแรง!”
“ก็ไม่เห็นมีใครทำให้ น่าสงสารนะคะ นอกจากเราสองคนแล้วไม่เห็นมีใครมาสนใจ...” ศศิประไพถอนใจปรารภกับสามี “งานบวชคงเงียบเหงา”
“ไม่เหงาหรอก ถ้าคนไปในงานวันนั้นมีตาทิพย์ จะเห็นเทวดามาอนุโมทนาเต็มไปหมด” คนพูดตาเป็นประกายด้วยความปีติ พร้อมกับทิ้งตัวลงตรงหน้าอีกฝ่าย
“คุณคะ...” สตรีในชุดขาวเรียกผู้เป็นภัสดา
“หือ...ม์...”
“แสดงว่าหมายกำหนดการของคุณต้องถูกเลื่อนออกไปอีกใช่ไหมคะ?” คำถามแผ่วคล้ายไม่มั่นใจ
“ใช่..”
คนถามมีรอยดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย คำถามรัวเร็ว
“อีกนานใช่ไหมคะ?”
“วันเพ็ญเดือนสิบสองที่จะมาถึง” คำตอบของวรุตรวดเร็วแทบไม่ต้องคิด ขณะที่ความปีติในหวังของผู้เป็นภรรยาเลือนหาย...เหลือเพียงรอยหม่นและแรงถอนใจ
“หลังวันบวชของคุณปรเมศว์นิดเดียว...” รอยรื้นฉาบขึ้นที่ดวงตาสวย
“ช้าหรือเร็ว ต้องถึงวันนั้นอยู่ดี” ยิ้มปลอบหากมีรอยเศร้าปน...สายตาอันอาทรจับมองผู้เป็นที่รัก ก่อนเอ่ยคำ... “อย่าห่วงเลย...ผมไม่ได้ไปไหนหรอก อยู่ใกล้ ๆ คุณนั่นแหละจะมาดูแลคุณทุกวัน...”
“จริง ๆ นะคะ” หญิงสาวย้ำสัญญา ขณะที่พยายามกลืนความแข็งขืนในลำคอลง... “แต่ฉันก็มองไม่เห็นคุณอยู่ดี...” น้ำเสียงอ่อนใจ
“ก็หมั่นปฏิบัติสมาธิให้มาก...”
“ต้องทำอยู่แล้วล่ะ...แต่นานไหมคะถึงจะเห็นคุณได้?” ประกายความหวังทอขึ้นในดวงตาของศศิประไพ
ร่างแห่งมหาเทวะหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยคำ “โธ่เอ๋ย...ถึงคุณจะมองไม่เห็นด้วยตา...แต่ผมเชื่อว่าหัวใจคุณมองเห็นผมเสมอ...”
“ค่ะ...” พยาบาลสาวต้องยอมรับ เขากล่าวมิผิด...ไฉนเธอจะลืมเลือนผู้เป็นที่รักของตนได้ เพียงคิดถึงและหลับตาลงทำจิตให้นิ่ง...ทุกอย่างที่เป็นความทรงจำเกี่ยวกับเขาจะหลั่งไหลสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว...ทุกกริยาท่าทางวิธีคิด วิธีพูดของวรุต...ต่างอัดแน่นในมโนอย่างเต็มเปี่ยม...รอยยิ้มสุขใจผุดขึ้นที่ริมฝีปากได้ในทันที... “ฉันเชื่อคุณค่ะ...”
“เมื่อถึงเวลาของคุณบ้าง ก็จะเห็นว่าผมมายืนรอรับอยู่...” ชายหนุ่มให้สัญญา
“ฉันเชื่อค่ะ...”
“เวลามีปัญหา และอยากได้คำตอบจากผม...” วรุตพูดช้า ๆ
“ทำยังไงคะ?”
“ทำจิตให้ว่าง แล้วนึกถึงผมให้แน่วแน่...คำตอบจะได้ทันที...” คนเป็นสามีสั่งภรรยาด้วยความรัก
“ให้สัญญาค่ะ...” คนฟังพยักหน้า
“ถึงวันนี้ผมสบายใจ และปล่อยวางทุกอย่างได้หมด...ยกเว้น...” นักเขียนหนุ่มกลับกลายเป็น นักพรต ถือพรหมจรรย์ถอนใจลึก
“ยกเว้นอะไรคะ?”
“หลังจากที่ผมเดินทางจากโลกนี้แล้ว คุณจะอยู่อย่างไร?” เขาบอกความในใจ
“อย่าห่วงเลยค่ะ...ฉันก็จะอยู่ที่นี่เงียบ ๆ คอยวันที่คุณจะมารับ คำพูดของหญิงสาวราบเรียบ
“ไปรับแม่มาอยู่ด้วยดีไหม?” ชายหนุ่มออกความเห็น
“แล้วบ้านหลังนั้นละคะ?” คนพูดลังเล
“ก็ขาย!” คำตอบสั้นหากจริงจัง
“คุณแม่จะยอมหรือคะ?”
“ยอมสิ!” วรุตมั่นใจ “มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าคุณแม่ก็คงไม่ยึดติดอะไรแล้ว อย่างน้อยมาอยู่ที่นี่จะได้มีคุณกับน้าแม้นเป็นเพื่อน...
“ตามใจคุณเถอะค่ะ” ศศิประไพโอนอ่อนตามสามี หากเธอก็ยังมีความอึดอัดใจในสีหน้า
“มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า...” ฝ่ายชายเอ่ยวาจา เพราะจับอากับกิริยาของพยาบาลสาวได้
“นิดหน่อยค่ะ...” หญิงสาวอุบอิบไม่เต็มเสียง
“บอกได้ไหม?”
คนถูกถามถอนใจยาว... “ไม่รู้จะบอกกับแม่อย่างไรดี?”
“เรื่องอะไรล่ะ?” วรุตซักรวดเร็ว
“วันก่อนไปเยี่ยมคุณแม่ ก็ถูกถามว่าทำไมสวมชุดขาว” ศศิประไพเริ่มแย้มความจริง
“แล้วคุณตอบว่าไง?” คิ้วเข้มขมวดรอคำตอบ
“ก็บอกว่าถือศีล...เลยโดนดุเพราะแม่อยากอุ้มหลานไว ๆ...” น้ำเสียงของพยาบาลสาวแห้งหาย ซึ่งตัวคนเป็นสามีเองก็ลอบถอนใจ... ผู้สนองโอษฐ์เทวะฤา...จะมีโอกาสเสพสมเพื่อสร้างชีวิตขึ้นได้?
หากในความคิด...กลับขัดแย้งกับคำพูดที่หลุดออกจากปากของเขา
“คุณจะมีลูก!” ประโยคกังวานชัดเจน ซึ่งคนได้ยินขมวดคิ้วมองอย่างไม่แน่ใจ
“คุณว่าไงนะ?” คำย้อนถามปร่าแปร่ง หากในชั่ววินาทีศศิประไพก็ยังได้ยินคำกล่าวดังเดิม มิหนำซ้ำยังช้าชัดกว่าเก่าอีกเท่าตัว พยาบาลสาวผู้เป็นเมียน้ำตาคลอ...เพราะไม่คาดฝัน...
“ผมสัญญา...คุณจะมีลูก...ลูกของเรา!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com