
บทที่ ๔๑
แสงไฟแฟลชวูบวาบขึ้นพร้อม ๆ กัน เมื่อร่างสูงผิวขาวจนเกือบซีดหากมีราศีอันสงบนิ่ง ก้าวลงจากรถ...เข้าสู่ห้องโถงของโรงแรมใหญ่
“ดูท่าทางเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” ผู้คนรอบข้างหันมาพูดจากัน เมื่อเห็นภาพของนักเขียนหนุ่มในวันนี้ช่างแตกต่างกับอดีตราวฟ้ากับดิน...จากหนุ่มสังคมกรีดกรายในงานราตรีด้วยชุดสูทและน้ำหอมราคาแพงหูดับ...ทว่าบัดนี้เขาผู้ก้าวลงจากรถยนต์
...อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอ้านราคาถูก ปราศจากเครื่องประดับร้อยรัดกาย...
สีหน้า ดวงตาสงบนิ่ง ฝีเท้ามั่นคง
ยามเมื่อเขาเดินผ่าน แม้ไม่มีน้ำหอมราคาแพงฉาบกาย หากทุกคนรู้ได้ถึงกลิ่นหอมแปลก ๆ กรุ่นออกมากระทบจมูก
“หอมอะไรไม่รู้ แปลกดี...” หลายคนทำจมูกฟุดฟิด...“กลิ่นเหมือนดอกไม้แห้ง ๆ ปนกลิ่นกำยาน”
หากบางคนค้าน... “กลิ่นเหมือนแก่นจันทร์!”
ผู้คนในห้องโถงที่กำลังคุยกันเซ็งแซ่ เงียบเสียงราวปลิดทิ้ง...เมื่อร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาในบริเวณ ไฟแรงเทียนสูงสว่างไสวถูกลดแสงลงเหลือเพียงความสลัวเลาราง... หากในความมืดสลัวนั้นกลับช่วยขับภาพบุรุษผิวขาวซีดในชุดขาวให้กระจ่างตามากขึ้นไปอีก จนแลคล้ายมีประกายแสงเรืองออกจากตัว
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้ามาเยือนชั่วขณะ กลับมีเสียงพึมพำขึ้นมาอีกครั้ง
“หอมอะไร?” กลิ่นหอมคล้ายกำยานแท่งถูกจุดโชยแผ่ว จนทุกคนในห้องโถงรู้สึกคล้ายตนเองอยู่ในเทวาลัยซึ่งกำลังจะกระทำพิธีกรรมบำบวงเซ่นสรวงเทวะ
เสียงพึมพำสงัดสงบลงอีกครั้งเมื่อร่างสูงในชุดขาวก้าวขึ้นเวที...ผู้คนคล้ายถูกตรึงด้วยมนต์สะกด...สายตาทุกคู่จับตรงไปยังผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะเป็นจุดเดียว
...ท่วงท่าของนักเขียนหนุ่ม ทระนงองอาจงดงามเยี่ยงผู้ทรงศักดิ์ ถ้อยวาจาคล้ายกังวานออกจากอกช้าชัด...
“วันนี้ข้าพเจ้ามิได้มาบรรยายในฐานะนักเขียน แต่มาบรรยายในฐานะข้ารองบาทแห่งพระมหาเทวเจ้า”... คำกล่าวที่ล่อแหลมต่อการถูกเยาะหยันไยไพหลุดออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน หากทุกคนยังคงนิ่งฟังอย่างเงียบงัน
“ในการบรรยายครั้งนี้ ข้าพเจ้ามีหนังสือ วิทยาศาสตร์แห่งวิญญาณแจกฟรีด้วย หากท่านผู้ใดยังไม่ได้รับ ขอเชิญรับได้ที่ทางเข้าห้องบรรยายนี้ ซึ่งคุณปรเมศว์เป็นผู้ดูแลอยู่...” ผู้พูดเว้นคำชั่วขณะก่อนเอ่ยวาจาต่อไปอีก... “มนุษย์ส่วนมากในปัจจุบันมักพูดว่า...ตายแล้วสูญ...แต่ทว่าในความเป็นจริงนั้น...พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เมื่อกว่าสองพันปีมาแล้วว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายตายแล้วไม่สูญ แต่ยังว่ายวนอยู่ในสังสารวัฏนั้นด้วย...กรรมะของตน...” วรุตถอนใจยาวก่อนกล่าวต่อช้าชัด
“เมื่อมีใครพูดประโยคเมื่อครู่ขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะหัวเราะเยาะว่า...คร่ำครึ...งมงาย มนุษย์ที่เจริญแล้วต้องเชื่อด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ และบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราควรศึกษาความจริงเสียทีว่า...วิทยาศาสตร์ที่มนุษย์นำมากล่าวอ้างแท้จริงเป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์โลกในการนำมาใช้พิสูจน์สิ่งที่มีอยู่แล้วในจักรวาลนี้เท่านั้น!” กับประโยคที่กล่าว แม้ราบเรียบหากมีความจริงจังปนอยู่ในสีหน้าและน้ำเสียง
“มีบางคนอาจสงสัยว่า จริงหรือที่สัตว์โลกนั้นต่างเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำ และอะไรคือข้อพิสูจน์...ไอน์ไสตล์ได้กล่าวถึงสูตรสำคัญ อีเท่ากับเอ็มซีกำลังสอง ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน มนุษย์สามารถเปลี่ยนสภาพของสสารบางชนิดให้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาได้เช่นระเบิดนิวเคลียร์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังงานเป็นสสาร และสสารเป็นพลังงานในจักรวาล ทว่าไม่มีใครสามารถทำลายพลังงานและสสารทิ้งได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คลื่นความคิดความจดจำของมนุษย์ พลังงานในร่างกายของมนุษย์เมื่อตายแล้วไปอยู่ ณ ที่ไหน...? ใครตอบได้บ้าง...ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบถึงทฤษฎี ACTION...ที่หมายถึงการกระทำซึ่งเท่ากับ REACTION ที่หมายถึงปฏิกิริยาสะท้อนกลับ... เช่นการปาลูกฟุตบอลเข้ากระทบฝาผนังแรงเท่าใดก็จะสะท้อนกลับแรงเท่านั้น เท่ากับเป็นการยืนยันเรื่องกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนา...” กระแสเสียงของชายหนุ่มสะท้อนสะท้านอยู่ในโสตของมนุษย์ทุกรูปทุกนามในห้องโถงนั้น...หลายหลากแห่งสรรพวิชา...ด้านวิญญาณ...ปรจิตวิทยา หรือแม้กระทั่งพุทธศาสตร์ถูกรีดเร้นออกมาเป็นสาย... จนท้ายสุดคือการปล่อยโอกาสให้ผู้ฟังคำบรรยายถามข้อข้องใจ
“เมื่อผู้บรรยายมั่นใจว่าตายแล้วไม่สูญ ก็ต้องมีโลกวิญญาณ...อยากถามความเห็นว่า โลกวิญญาณอยู่ตรงไหน?” ชายหนุ่มผู้แลดูคล้ายนักข่าวประจำหนังสือพิมพ์ลุกขึ้นตั้งคำถาม...ซึ่งผู้ตอบแย้มยิ้มก่อนเอ่ยคำ
“ในความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกหรือจักรวาล ประกอบด้วยสิ่งตรงกันข้ามกันเสมอ เช่น...มีเย็นก็ต้องมีร้อน...มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีรูปก็ต้องมีนาม มีดีก็ต้องมีชั่ว...สิ่งเหล่านี้เป็นตรรกวิทยา... ฉะนั้น! จึงอนุมานได้ว่าเมื่อมีโลกวัตถุได้ ก็ต้องมีโลกวิญญาณ คำตอบนี้ท่านผู้ถามก็อาจจะบอกได้ว่าไม่ตรงกับหัวข้อ...วิทยาศาสตร์แห่งวิญญาณ ข้าพเจ้าจึงขอยกเอาหลักฐานการค้นพบ แอนตี้โปรดอน ของด็อกเตอร์อีมิลิโอ และด็อกเตอร์โอเวน แซมเบอร์เลียน ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับรางวัลโนเบิล ที่ว่า...โปรตอนเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในอะตอม หรือโลกวัตถุ การค้นพบสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับโปรดอนในโลกวัตถุ แสดงว่าต้องมีโลกที่แฝงอยู่ตรงข้ามกับโลกวัตถุแน่นอน ก็คงตอบทั้งหมดได้ยากเพราะในโลกวิญญาณหรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า อีเทอริค เวิล์ด มีหลายระดับความถี่ที่แบ่งแยกตามคำเปรียบเทียบของพระบรมศาสดาที่สมมุติว่าเป็นสวรรค์หลายลำดับชั้น...” คำตอบยืดยาวจนเจ้าตัวต้องหยุดหายใจก่อนอธิบายต่อ
“บางท่านอาจจะสงสัยว่า โลกวิญญาณมันซ้อนกันได้จริงหรือ...?...ก็ต้องยกตัวอย่างง่าย ๆ ดังคลื่นวิทยุที่อยู่ในบรรยากาศขณะนี้มีหลายความถี่ไม่ว่าจะเป็นคลื่นโทรทัศน์ คลื่นเสียงก็อยู่ในโลกนี้ แต่ต่างกันที่ความถี่...มนุษย์มองไม่เห็นคลื่นวิทยุ แต่ทุกคนรู้ว่ามีจริง...โลกวิญญาณก็คล้ายกันมีความถี่ต่างระดับ หากจะให้ข้าพเจ้าตอบว่าอยู่ที่ไหน ก็ขอตอบว่าโลกวิญญาณที่ต่ำสุดใกล้โลกวัตถุมากที่สุด อยู่ระหว่างช่วงรังสีแอลฟ่า เบต้า แกมม่า กับช่วงแสงสีต่าง ๆ ที่เราเห็น เรียกว่าอีแลคโทรแมคเนติก สเปคตรัม ซึ่งที่จริงแล้วตาเนื้อของมนุษย์สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาลได้จำกัดมาก...”
ประโยคคำตอบอันน่าพิศวง ถูกกล่าวออกมาอย่างคล่องแคล่ว จนคนถามจนหนทางโต้แย้ง... มากมายมนุษย์ที่นั่งฟังคำบรรยายมาตั้งแต่ต้นต่างยอมรับว่า ทั้งหมดที่ผู้บรรยายกล่าวออกมาล้วนแล้วแต่เป็นธัมมะอันเป็นสัจจะของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น หากภาษาที่อธิบายคือ...ภาษาของคนสมัยปัจจุบัน
...ธัมมะ คือธรรมชาติที่มีมานานก่อนกัปก่อนกัลป์...
...ธัมมะ ของพระพุทธเจ้ามิได้เสื่อมสลายเพราะล้าสมัย...เพราะเป็นสัจจะปรมัตถ์...
...หากแต่ พุทธพจน์ แห่งพระพุทธองค์นั้นเป็นภาษาของมนุษย์เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ยากนักที่มนุษย์ในปัจจุบันจะเข้าใจ เพราะมนุษย์มิได้พิจารณาอย่างถ่องแท้ ทว่ายึดในอุปาทานที่ว่า ศาสนาเป็นเรื่องงมงาย จึงเป็นเรื่องน่าสลดใจสำหรับผู้หมิ่นแคลนพระศาสนา...โดยมิได้ใช้ ปัญญา พิจารณาโดยละเอียด...เพราะแท้ที่จริงวิทยาศาสตร์กำลังก้าวตามศาสนามาโดยตลอด
แสงไฟแฟลชไหวพร่า...ขึ้นอีกครั้งเมื่อร่างสูงของวรุตก้าวลงจากเวทีบรรยาย เจ้าตัวรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจของตนที่พองโตอยู่ในอก...เขารำพึงในจิต
หน้าที่ของผู้สนองโอษฐ์เริ่มสมบูรณ์! นักเขียนหนุ่มตระหนักถึงความจริง...ไฟ อันเป็นสัญญาณเปิดแนวรบได้ถูกจุดขึ้นแล้ว
...พระศาสนาจะมีค่าอันใด...ถ้าผู้นับถือไม่เชื่อเรื่องกรรม...
พระศาสนาจะมีประโยชน์หรือ...หากมนุษย์เชื่อว่าตายแล้วสูญ
ฉะนั้น...วันนี้หน้าที่ของตนจึงต้องรีบกระทำโดยเร็ว...เพราะโลกจะสงบสุขได้นั้น ต้องให้มนุษย์เชื่อในเรื่องกรรม...เชื่อในภพในชาติอันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า...กรรมเป็นเครื่องกำหนดชาติภพของสัตว์โลก...และสัตว์โลกจักต้องเป็นไปตามกระแสกรรมแห่งตนเสมอ
“ไฟแห่งสัจจะถูกจุดขึ้นแล้ว” คนก้าวลงจากเวทีบอกตัวเอง “ปัญญาแห่งปรมาตมันถูกถ่ายทอดให้กับมนุษย์โดยผ่านตัวเรา ส่วนใครจะได้อะไรเท่าใด ขึ้นอยู่กับวาสนาของแต่ละคน” ท้ายสุดเจ้าตัวนึกย้อนถึงอีกฝ่าย... “แล้วฝ่ายมารล่ะ?...จะอยู่นิ่งหรือ?”
หากคำตอบก็ได้มาโดยพลัน...“พลังสองสิ่งเป็นของคู่กันเสมอ... เมื่อความดียังคงอยู่ในโลก...ความเลวร้ายก็จะตามเป็นเงาเสมอ...คนของเทวะมีได้ คนของมารก็มีได้เช่นกัน...”
เหล่า เทพเจ้า ...และผู้อยู่ในศีลธรรม พยายามก่อเกื้อค้ำจุนพุทธศาสนาให้ธำรงไว้เท่าใด
เหล่า มาร และผู้ไร้ศีลธรรมก็ย่อมพยายามทำลายล้างพระศาสนาให้ลาญแหลกลงเท่านั้น
“โลก...จะเข้าสู่กลียุค...” ถ้อยรับสั่งของมหาเทพในอดีตแว่วขึ้นในใจอีกครา...ชายหนุ่มยิ้มอย่างเศร้าใจ
“จริงดังพระกระแสรับสั่งทุกประการ!”
นับจากกึ่งพุทธกาลเป็นต้นไปมารจะผยอง อลัชชีจะครองเมือง...ผู้ดีต้องเดินในตรอก ขี้ครอกจะเดินกลางถนน...” ประโยคเหล่านี้เริ่มเป็นจริง
...ยุคมืด...มิคสัญญี มิได้หมายถึงจะเกิดขึ้นในวันสิ้นพุทธกาล...ทว่าการเริ่มต้นย่อมค่อย ๆ เป็นไปทีละเล็กทีละน้อย...
วรุตตระหนักถึงความจริงในใจ...“จะอย่างไร พุทธทำนายก็ไม่มีทางผิดพลาด...” ขายหนุ่มถอนใจคิด “มนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็นสองจำพวก...ผู้อยู่ในศีลธรรมจะรอด...ผู้ไร้ธรรมะจะเข่นฆ่ากันจนย่อยยับ ซึ่งความจริงภาพเหล่านี้ก็เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้...ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของสังคมขณะที่บางร่างบางมนุษย์คอยเข่นฆ่าแย่งชิงโกงกินแผ่นดิน แต่มีมนุษย์อีกไม่น้อยกลับเดินเข้าสู่กระแสธัมมะ” ...เขายิ้มกับตัวเอง...“อย่างน้อยวันนี้ก็ได้หว่านพืชพันธุ์ปัญญาไว้แล้ว!”
“เป็นไงบ้าง...?” เสียงคุ้นเคยของปรเมศว์ทำลายภวังค์คิดของร่างแห่งมหาเทวะ เจ้าของเสียงยิ้มร่าเข้ามาหา
“ก็น่าพอใจ” คำตอบราบเรียบ
“ทำไมไม่พารายนั้นมาด้วย?” บรรณาธิการหนุ่มหมายถึงศศิประไพ...“ต้องการฉายเดี่ยวรึไง?”
“ศศิ...เขาไม่มาเอง...” นักเขียนหนุ่มตอบตามความจริง “เห็นบอกว่าไม่อยากตอบคำถามของคนอื่น...”
ซึ่งปรเมศว์เองก็เข้าใจได้โดยง่าย...“ใช่...จู่ ๆ แต่งงานเสร็จก็เล่นห่มขาวกันเลย ใคร ๆ ก็ต้องถามเป็นธรรมดา”
“แล้วรายนั้นเป็นไงบ้าง?” สหายของวรุตถามถึงอีกคน
“ไม่เข้าใจคำถาม...” ร่างทรงหนุ่มขมวดคิ้ว
“หมายถึงทำใจได้หรือเปล่า?” บรรณาธิการหนุ่มเสียงแผ่วลง...“แกก็รู้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน”
“ทำไงได้!” คนตอบถอนใจ “ยังไงก็ต้องทำใจ...”
“จะกลับเลยหรือ?” ปรเมศว์รีบตัดบท
“ฮื่อ...” วรุตพยักหน้า
“ไปเถอะ” บอ.กอ.หนุ่มตบบ่าสหาย หากเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบบอก... “พรุ่งนี้จะไปหาที่บ้าน!”
“มีอะไรหรือ?” ร่างมหาเทพย้อนถามรัวเร็ว ทว่าอีกฝ่ายสั่นหน้าตอบ
เหอะน่า...พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน...
ปรเมศว์ยืนมองผู้เป็นเพื่อนรักก้าวขึ้นรถ ก่อนที่จะถูกขับเคลื่อนลับหายไปจากสายตาตน...บรรณาธิการหนุ่มหมุนตัวกลับ สวนทางกับแขกเหรื่อที่ทยอยกันกลับคืนบ้านช่องของใครของมันหลังจากจบบรรยาย
“ไอ้หนู” ผู้สนองบาทเรียกพนักงานของตน “ช่วยเก็บหนังสือที่เหลือลงกล่อง แล้วยกไปไว้หลังรถที” เจ้าตัวสั่งงานรวดเร็วก่อนก้าวช้า ๆ เข้าไปในห้องโถงนั้นอีกครั้ง
ทุกอย่างว่างเปล่า... เพราะไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา...ปรเมศว์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สายตาทอดยาวจับตรงไปยังเวทีที่เมื่อครู่สหายของตนยืนบรรยายตรงนั้น...เขาถอนใจคิด
“เมื่อตะกี้มีผู้คนนั่งอยู่ในห้องนี้เยอะแยะไปหมด แต่ตอนนี้ไม่มีใคร...แม้แต่ไอ้รุตก็ไม่มี...” บรรณาธิการหนุ่มคิดถึงสัจจะของโลก ... “พรุ่งนี้ ห้อง ๆ นี้ก็จะมีงานของคนอื่นบ้าง แล้วก็จบลงอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ” คนนั่งคิดพริ้มตาหลับลง ปล่อยให้ความรู้สึกหลายหลากผ่านหัวใจตนเอง...เขาเริ่มประจักษ์ต่อความจริงบางประการขึ้นมาในจิตเงียบ ๆ
“กับวันและคืนที่ผันผ่านมาจนถึงวันนี้ ช่างรวดเร็วเหลือเกิน...” ปรเมศว์พิจารณาชีวิตของตนช้า ๆ ก่อนถามตัวเอง...“สามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราได้อะไรกับชีวิตบ้าง?” เจ้าตัวลืมตามองเพดานห้องโถง... และหากใครเห็นประกายตาของเขา ย่อมสังเกตเห็นความเบื่อหน่ายซ่อนลึกอยู่ภายในอย่างชัดเจน
“อะไร ๆ ในโลกนี้ไม่มีมั่นคงซักอย่าง...” คนแหงนมองเพดานพึมพำ
“ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ วันนี้เกิดขึ้น วันต่อไปก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ ...และไม่นานก็ดับลง...” คนคิดเริ่มหัวเราะเพราะนึกขันชีวิตมนุษย์ ชายหนุ่มพิจารณาชีวิตตนเองช้า ๆ
“วันหนึ่งเราเกิดมา...แล้วก็มีชีวิตมาถึงวันนี้ สามสิบกว่าปีแล้ว ผ่านเกิดมาแล้วตอนนี้...ก็ยังคงมีชีวิตอยู่และอีกไม่นานก็ต้องตาย...” ปรเมศว์เริ่มขบคิดและมองโลกด้วยปัญญา
...เหตุเพราะไม่มีอะไรในโลกมั่นคงและยั่งยืน จึงเรียกว่า อนิจจัง
...เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สัตว์โลกเป็นทุกข์ เกิดมาแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บ และในที่สุดก็ต้องตาย การเป็นอนิจจังนี้จึงก่อให้เกิด ทุกขัง ขึ้น
“อ้อ!” บรรณาธิการหนุ่มโพล่งคำ...เจ้าตัวรู้สึกเหมือนยกอะไรหนัก ๆ ออกจากอก
“สิ่งที่แปรเปลี่ยนไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า อนิจจัง...ซึ่งแปลว่าไม่เที่ยง... เมื่อไม่เที่ยงจึงทำให้มนุษย์เกิดทุกข์ แต่ไม่ว่าทุกข์หรือสุข ก็ต้องแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แม้แต่โลกที่เราอาศัยอยู่เดี๋ยวนี้ก็ต้องดับลงในวันข้างหน้า...เข้าข่าย การเกิดขึ้น...ตั้งอยู่และดับไป...” จบประโยคในใจ คนกำลังคิดสะบัดตัวลุกจากเก้าอี้รวดเร็วเขาหัวเราะกับตัวเองอีกครั้ง หากครั้งนี้น้ำเสียงแจ่มใส ประกายตาวาววับคล้ายคิดอะไรตก...และตัดสินใจได้...ปรเมศว์ตะโกนในใจ
ทำไมต้องรอกฎแห่งไตรลักษณ์เป็นผู้กำหนด ความปีติท่วมท้น พร้อมคำประกาศก้อง
“ไอ้รุต...ฉันรู้วิธีเดินเหนือกรรมแล้ว!...”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com