การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๔๐ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
11 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#253]

บทที่ ๔๐

 

          ท่ามกลางดวงแสงสว่างเรืองในจิต ของพยาบาลสาว มีสตรีผู้เลอลักษณ์แห่งแดนทิพย์ ปรากฏชัดขึ้นทีละน้อยจนที่สุดสามารถเห็นลายละเอียดเหมือนเห็นด้วยตาเนื้อของตน...รอยยิ้มละมุนฉายชัดจากปารมิตา

          ข้าพอใจชีวิตและเส้นทางของเจ้า...ศศิประไพ” คำตอบกังวานหวานแว่วจากสตรี ณ แดนสรวง “ข้ามาอวยพรเจ้า...”

          อวยพรเนื่องในวันแต่งงานหรือ?” กระแสเสียงศศิประไพมีรอยน้อยเนื้อต่ำใจเจือปน

          ปารมิตายิ้มเศร้า ตอบเบา ๆ “ทั้งสองประการ!”

          อะไร!” คำย้อนถามคล้ายไม่แน่ใจ

          ประการแรกเจ้าก็รู้อยู่แล้วสตรีย่อมพึงพอใจที่จะได้ชื่อว่าเป็นเมีย...ของบุรุษอันเป็นที่รัก บัดนี้เจ้าได้ในสิ่งที่สตรีทั้งโลกปรารถนามาแล้ว ข้าจึงมาอวยพรให้เจ้าเป็นศักติของบุรุษผู้นั้นอย่างสมบูรณ์...” สตรีผู้เลอลักษณ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ซึ่งพยาบาลสาวรีบสอดคำทันควัน

          ประการที่สองล่ะ?”

          “ข้ามาอวยพรให้ความสำเร็จในจุดเริ่มต้นของเจ้าและบุรุษอันเป็นผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะ ที่สามารถทวนกระแสวัฏฏะของโลกได้...” ประโยคของปารมิตาช้าชัด หากผู้ฟังขมวดคิ้ว

          “ข้าไม่เข้าใจ!”

          สตรีแดนทิพย์คงพูดไปเรื่อย ๆ ... “มนุษย์ปุถุชนย่อมหมุนวนไปตามกระแสของโลก มีความรัก...แต่งงาน...สมสู่...มีบุตรีบุตรา แล้วก็ตายว่ายเวียนหมุนวนในชาติภพมิจบสิ้น...แต่เจ้าและวิศวนารถมิได้เป็นเช่นนั้น มีความรัก...แต่งงาน ทว่ามิได้สมสู่กันด้วยกายเนื้อ จึงเป็นการตัดกระแสโลกด้วยพรหมจรรย์”

          สิ่งนี้เป็นกุศลกรรมหรือ?” ศศิประไพถาม

          เสียงหัวเราะกังวานก่อนตอบ...“การถือเพศพรหมจรรย์เป็นกุศลกรรม และผู้ประพฤติตนเช่นนี้จะได้บารมีเพิ่มพูนมหาศาล...การเสพกามทำให้มนุษย์หลงอยู่ในโลกียสุข ที่เป็นสุขอย่างหยาบ ได้จากอุปาทานจิต...เป็นภัยต่อมรรคผล...”

          คำตอบของปารมิตา ทำให้หญิงสาวเข้าใจได้ไม่ยาก การกลับคืนสู่ที่มาของวรุต จะถูกยับยั้งหากเขายังจมอยู่ในตัณหาราคะการเสพสุขดุจมนุษย์ทั่วไป...

          กรรม มาจากคำว่า การกระทำ

          ฉะนั้น! การหลุดจากโลกปัจจุบันอันเป็นมายาได้ จำต้องตัดกระแสกรรมนั้นที่การ หยุดกระทำ

          บัดนี้ พยาบาลสาวรู้ชัด...เธอ และ เขา จักต้องตัดภพตัดชาติให้น้อยลงด้วย ศีลพรหมจรรย์เป็นปฐม

          แล้วความรัก ไม่ใช่กรรมหรอกหรือ?” ศศิประไพยังไม่หายสงสัย

          ก็ใช่...!แต่ขึ้นอยู่กับความรักนั้นว่า เป็นความรักเช่นใด” คำตอบปนถอนใจ “เจ้าก็แยกแยะออกมิใช่รึ!”

          กับคำถามในประโยคสุดท้ายผู้อยู่ในชุดขาวสัญลักษณ์แห่งพราหมณี จำต้องนิ่งงัน...เพราะเจ้าตัวประจักษ์ชัดในความหมายแห่งคำว่ารักได้ถ่องแท้

          ...จิตและวิญญาณเป็น นาม เป็นพลังงานดั้งเดิมที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง...

          เฉกเช่น ศิวะ-อุมา...เป็นนาม...เป็นสัญลักษณ์ของพลังงานคู่ที่ผูกพัน สรรสร้าง และถูกสมมุติรูปให้เป็นบุรุษเพศกับอิตถีเพศ ในฐานะผู้ให้กำเนิด...ทว่าแท้จริง...เทพเจ้ามิได้...เสพกามสมสู่กันเฉกมนุษย์ หากเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายเสพ ปีติ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงวิญญาณ

          ความรัก...ความผูกพันทางวิญญาณเป็น สัจจะ ที่หยุดเหล่าเทพเจ้าชั้นสูง ณ แดน อกนิษฐาพรหม ถึง อรูปพรหมทั้งสี่ มิให้ก้าวพ้นไปสู่แดน นฤพาน ได้ด้วยเหตุนี้...เช่นเดียวกับเหล่า พระโพธิสัตว์ ทั้งหลายจำต้องหยุดการก้าวสู่แดนสุขาวดีนิรวานของพระองค์ด้วยสัจจาธิษฐาน...เจตนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ เพราะ ความรัก ต่อสัตว์โลกเฉกเดียวกัน...

          คำตอบผุดขึ้นกลางใจของศศิประไพชัดเจน

          ความรักอันเป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ทั้งความห่วงใยในชีวิตและจิตวิญญาณ โดยไม่มีเจตนาในกามราคะเป็นสิ่งตอบแทน...” ประโยคที่ผุดขึ้นก่อความปีติกำซาบซ่าน และขนลุกซู่กับประโยคท้ายสุด...“เป็นความรักอันพิสุทธิ์ยิ่ง!”

          เสียงหัวเราะกังวานด้วยความพึงพอใจจากสตรีแดนทิพย์ “สิ่งที่เจ้าและบุรุษผู้นั้นกำลังประพฤติตนในขณะนี้ เป็นวิธีการของผู้เจริญทางปัญญา...ข้าเชื่อว่าแม้แต่มหาเทพก็ทรงพอพระทัยเช่นกัน...”

          กับเวลาของเขาที่เหลืออีกไม่นานนี้ ควรทำยังไงดีคะ?” คำถามยังมีรอยเจ็บลึกของพยาบาลสาวมีต่ออีกฝ่าย

          อุเบกขา ฌาน...” คำตอบสั้นกระชับ

          พูดง่าย...ทำยาก” คนฟังถอนใจกล่าว

          ไม่มีมรรคผลใด ๆ ที่ไม่ประกอบด้วยความเพียรพยายาม แม้แต่ชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สินของมนุษย์ ก็ต้องอาศัยความอดทนที่จะแสวงหาเช่นกันมิใช่รึ ศศิประไพ”

          คนเป็นมนุษย์ นิ่งงัน คำกล่าวทุกประโยคของปารมิตาเป็นความจริง...การแสวงหาทางโลกยังต้องเพียรพยายาม...แล้วไฉน อุเบกขาธรรม อันเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่จะได้มาโดยง่าย...ท้ายสุดเจ้าตัวจำต้องยอมรับ...เพราะถึงอย่างไร การดับทุกข์ในความพลัดพรากที่กำลังตามมานั้นมีประการเดียว...คือ

          ‘ครองอุเบกขาจิตระงับทุกข์ไห้ได้!...’

          ศศิประไพให้คำสัญญามั่น

          “จะพยายามจนถึงที่สุด...!”

          เมื่อ จิต...เข้าใจกระจ่าง ความสงบระงับประณีตรวมเป็นอารมณ์เดียว...ภาพสตรีผู้เลอลักษณ์นาม ปารมิตา เลื่อนลอยลับหายจากนิมิต...อารมณ์ปราศจากสิ่งอื่นใดรบกวนสงบนิ่ง...ย่อมก้าวเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ โดยพลัน

          ท่ามกลางความหอมกำจายของกลิ่นกำยาน...ในห้องพระของค่ำคืนนั้น...ศศิประไพนับเป็นหนึ่งในผู้มีวาสนาบารมี

          ...พราหมณี...ผู้หนึ่งนำจิตของตนผ่านมรรคา...แห่งกระแสโลก...เข้าสู่ ‘ปฐมฌาน’ ได้โดยสมบูรณ์...

          และบัดนี้...พราหมณีศศิประไพย่อมสดับได้ถึงสัจจะที่ว่า ‘นัตถิ สันติ ปะรัง...สุขขัง...’ อันหมายถึง ‘ไม่มีสุขอื่นใดเท่ากับความสงบระงับของจิตได้เลย’

          และเมื่อจิตดื่มด่ำในความสงบนั้นอย่างพอเพียงแล้ว ผู้สามารถยกจิตเข้าสู่ฌานจึงถอยสมาธิคืนสู่ปกติ

          หญิงสาวก้มกราบรูปสมมุติแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนอบน้อมด้วยหยาดน้ำใสรื้นคลอ...เจ้าตัวพึมพำ

          คุณแห่งพระพุทธเจ้านั้นยิ่งใหญ่นัก...” กับประโยคนี้ เธอจึงรู้ซึ้งถึงคุณค่าของความรักอันบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก...คำกล่าวอันเป็นสัจจะจากใจใสสะอาดกังวาน...กับพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

          เรารักพระพุทธเจ้าเหลือเกิน”


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          หนังสือปกแข็งขนาดกะทัดรัด ผูกโบสีทอง ถูกวางลงบนพานแก้วตรงหน้าโต๊ะหมู่บูชามหาเทวะ ด้วยมือของพราหมณ์หนุ่มในชุดขาวสะอาด กำยานแท่งกลิ่นหอมถูกจุดบูชาเทพเจ้าในกระถางทองเหลืองใบเล็ก

          วรุต...ก้มกราบรูปสมมุติแห่งพระศิวะเจ้า โดยมีปรเมศว์กระทำตามด้วยกิริยานบนอบไม่ผิดกัน

          ศาสตร์แห่งวิญญาณจากถ้อยรับสั่งของพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้ากระทำสำเร็จลงแล้ว” คำกราบทูลดังอยู่ในความนึกคิดของนักเขียนหนุ่ม

          เสร็จแล้วจะทำอะไรต่ออีก?” ปรเมศว์ผู้ซึ่งนำหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เสร็จมาให้ เอ่ยคำถามหลังจากกราบบูชามหาเทพเสร็จสิ้น

          ก่อนจะจากโลกนี้ไป อยากทำหน้าที่ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะที่เคยกระทำมาในอดีตอีกสักครั้ง...” คำกล่าวของวรุตหนักแน่นจริงจัง

          ที่ไหน...เมื่อไหร่?” คำถามของบรรณาธิการหนุ่มรวบรัด

          อยากให้แกเป็นผู้กำหนด!” คำตอบรวบรัดเฉกเดียวกัน หากคนฟังตาเหลือก

          อ้าว!ไหงเป็นงั้นล่ะ เรื่องมาลงที่โอบาลไอ้เมศว์อีกจนได้...”ท้ายสุดบ่นอุบอิบ... “เรื่องพิมพ์หนังสือเพิ่งเสร็จมาเรื่องใหม่อีกแล้ว”

          ก็มันเป็นหน้าที่ของแกนี่นา” นักเขียนหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ

          หน้าที่อะไร?” ปรเมศว์ทำหน้าเหลอหรา หากในที่สุดก็ต้องส่ายศีรษะไร้คำโต้แย้งเมื่ออีกฝ่ายตอบชัดถ้อยชัดคำ

          หน้าที่ของผู้สนองบาท!”

          เวร!” ท่านบอ.กอ.ได้แต่งึมงำอยู่ในลำคอ ท้ายสุดเอ่ยถามด้วยอาการแสร้งหงุดหงิด...“แล้วหนังสือที่พิมพ์ไว้จะให้ทำยังไง?”

          แจกชาวบ้าน” คำตอบพร้อมสีหน้าเฉยเมย

          แกรวยนักรึ?” ผู้สนองบาทกระแทกเสียง

          ฮื่อ...รวยน้ำใจ” วรุตตอบพร้อมกับยิงฟันขาว

          ตายแล้ว สมบัติเอาไปด้วยไม่ได้”

          อย่าลืมว่าแกมีเมียแล้วนะ ยังไงก็ต้องเก็บเงินทองไว้ให้เขาบ้าง” บรรณาธิการหนุ่มติง ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          ฉันตาย...รายนั้นก็เข้าวัด...” คำสรุปสั้นง่ายดายจนคนฟังชักอารมณ์ขุ่น...

          ไอ้รุต...แกนี่ทำตัวเป็นผู้กำหนดชะตาชาวบ้านเขาหมดเลยนะ” น้ำเสียงสะบัด “แล้วถ้ามันไม่จริงอย่างแกคิดล่ะ?”

          ทำไมจะไม่จริง...ฉันรู้จักศศิดี...” คำพูดมีรอยยิ้มประดับบนสีหน้า หากคนฟังรู้ว่าอีกฝ่ายมั่นใจยิ่ง “ถ้าแกรู้จักหัวใจของศศิดีเท่าฉัน...แกก็จะเลิกสงสัย...” ประโยคท้ายราบเรียบ

          เฮ่อ...ข้าละกลุ้มใจแทนจริง ๆ” ปรเมศว์จนปัญญา ได้แต่ทอดถอนใจ “พวกผิดมนุษย์มนา...”

          แหงล่ะ...อย่างน้อยก็เป็นพวกเทวดาครึ่งนึง” คนพูดหัวเราะเสียงดังหากอีกฝ่ายทำหน้ามุ่ย

          แล้วเมียแกไปไหน...ไปทำงานรึ?”

          ไปที่ทำงาน แต่ไม่ได้ไปทำงาน”

          คนฟังชักหัวเสีย กระแทกคำ...“ไอ้นี่พูดจากวนประสาท ไปที่ทำงานก็ต้องไปทำงานซิวะ!”

          วรุตยิ้มอย่างใจเย็น ตอบช้าชัด “...ไปลาออกจากงานว่ะ!”

          หา...!” บรรณาธิการหนุ่มตาเหลือก “แกว่าไงนะ?”

          ศศิไปยื่นใบลาออกจากงาน...!” คำตอบย้ำประโยคเดิม

          โอย...ตูว่าผัวเมียคู่นี้เพี้ยนเด็ดขาด” ปรเมศว์ครางด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ “แล้วพวกแกไม่คิดทำการทำงานอะไรเลยรึ?”

          ไอ้เมศว์!” คนอยู่ในชุดขาวไม่ตอบ หากเรียกชื่อสหายเบา ๆ ก่อนเตือนสติช้า ๆ “แกเคยถามตัวเองบ้างไหม...ว่าเงินทองที่แกพยายามทำงานเก็บมาหลายปีมานี้ หาเอามาไว้ทำไม...ถูก อาจจะตอบว่าหาเอาไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น ยามเจ็บไข้ได้ป่วย...แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง มนุษย์ควรหันมาถามตัวเองบ้างว่า พอหรือยัง...งานเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่มนุษย์ควรกระทำต่อสังคม เพื่อได้เงินมาบรรเทาความจำเป็นในการยังชีพ...แต่แกอย่าลืมไอ้เมศว์ ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความตาย...” คนพูดเว้นระยะถอนใจ ก่อนกล่าวต่อไปช้า ๆ ทว่าชัดคำ...

          มนุษย์เมื่อรู้ว่าตนยังไงก็ต้องตาย แต่เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราได้เตรียมตัวตายไว้หรือยัง? วันนี้ฉันกับศศิเพียงพอแล้วกับลาภ ยศ สรรเสริญ อันเป็นมายาของโลก เงิน ทองที่มีก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก... แต่ก็พอเพียงกับการดำเนินชีวิตอย่างสมถะได้จนวันตาย หน้าที่ต่อสังคมเราทั้งสองได้ทำแล้วพอสมควร หน้าที่ดูแลรักษาร่างกายก็พอประมาณ...วันนี้เราสองคนเหลือเพียงหน้าที่บำรุงรักษาจิตและวิญญาณ...เพื่อกลับบ้าน...” วรุตเน้นคำว่า กลับบ้าน หนักแน่นกังวาน พร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ... “ฉันจะไม่ยอมให้ความโลภหลงลากวิญญาณของเราทั้งสองคน จมอยู่ในโลกแห่งมายานี้โดยเด็ดขาด...”

          จริงของแก...!” ปรเมศว์พยักหน้ายอมรับความจริง...หลังจากนิ่งฟังอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณา

          ถึงความคิดตรงนี้ บรรณาธิการหนุ่มเกิดคำถามขึ้นกับตัวเอง

          เราล่ะ...เตรียมจิตวิญญาณเพื่อกลับบ้าน...หรือยัง!”

          ไอ้เมศว์!” ร่างแห่งมหาเทวะเรียกสหาย

          หือ...”

          แกไม่คิดจะแต่งงานบ้างหรือ!” คำถามจากนักเขียนหนุ่มอ่อนโยน

          คนถูกถามหัวเราะขัน...“เนื้อคู่ยังไม่เกิด...สงสัยเป็นหมัน”

          แน่หรือ!” วรุตไม่ยอมขันตาม คำถามราบเรียบ

          เมื่อก่อนเคยคิดเหมือนกัน...” คนตอบยักไหล่

          เดี๋ยวนี้ล่ะ?” นักเขียนหนุ่มรุกคำถามต่อ

          เฉย ๆ”

          เหตุผล!” คำถามถูกยิงเป็นระลอก

          วะ...ไอ้นี่แก่ซักจริง!” ปรเมศว์ทำเสียงคล้ายรำคาญ หากมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ในดวงตา

          ก็แค่อยากรู้เหตุผลเท่านั้นแหละ” ร่างทรงหนุ่มพูดตามความจริง

          บรรณาธิการหนุ่มผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ก่อนหันมาพูดกับอีกฝ่าย ด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น

          แกก็รู้ว่า อายุพวกเรามันก็มากแล้ว...ลองนึกดูซิ ตอนนี้อายุสามสิบกว่า ถ้าแต่งงานมีลูก...แกต้องนั่งทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูเขาจนโต...ให้การศึกษาจนจบ...จบแล้วต้องเป็นห่วงว่าจะมีงานทำไหม...เวลาออกไปมีครอบครัวแล้วจะมีปัญหาอะไรมั้ย...สารพัดปัญหาที่จะตามมา คิดไปคิดมาก็เลยเฉย ๆ ไม่อยากก่อ...ปัญหาให้กับตัวเอง ก็เท่านั้น!”

          ฉันว่ากรรมฝ่ายดีของแกมากกว่า...” วรุตออกความเห็น

          กรรมฝ่ายดียังไง?” ปรเมศว์ข้องใจในประโยคของสหาย รีบย้อนถามรัวเร็ว

          ชีวิตมนุษย์น่ะ ไอ้เมศว์ มันขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่เคยกระทำมา...พระสงฆ์บางรูปขนาดบวชมาตั้งแต่เป็นเณรจนเป็นพระ ได้พรรษาหลายพรรษาแล้ว ยังต้องสึกหาลาเพศมาครองเรือน เพราะมีกรรมต่อสตรีก็มี...ฉะนั้นการไม่มีชีวิตครองเรือนอย่างที่แกเป็น ถือว่าเป็นวาสนาดีที่ไม่ต้องยุ่งยากลำบากในชีวิตแล้ว...” คำพูดของนักเขียนหนุ่มช่วงท้ายประโยคคล้ายปลอบโยนอีกฝ่ายให้พึงพอใจในชีวิตของตน

          แต่บางครั้งก็เหงาเหมือนกันนะ” ประโยคของ บ.ก.หนุ่มมีรอยเจ็บลึกปรากฏ

          เหตุเพราะ ถ้ามนุษย์เมื่อเดินอยู่ในสังคมมนุษย์โลกแล้ว ไม่มีที่หวังว่า...ทุกวันนี้ทำเพื่อใคร? ชีวิตในสังคมก็ไร้ค่า...และขาดกำลังใจในการดำเนินชีวิต แกกำลังตกอยู่ในสภาพนั้น...” ร่างมหาเทพวิสัชนาเหตุและผลของความเหงาลึกของสหายรัก

          วิธีแก้ก็คือ ต้องแต่งงานงั้นรึ?” คำถามลักษณะขึ้นจมูก

          ไม่จำเป็น!” คำตอบย้ำชัด... ... “เพียงแต่แกจะต้องรู้ว่า ชีวิตในวันนี้และวันข้างหน้า เป้าหมายของแกอยู่ตรงไหนตะหาก...”

          นั่นสิ เป้าหมายของข้าอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้...” ปรเมศว์พึมพำเหมือนนึกขึ้นได้ เจ้าตัวทวนทบคำถาม...ช้า ๆ ในใจ

          ต้องการชื่อเสียงรึ?” คำตอบ คือ “ไม่ใช่”

          ความร่ำรวยรึ?” คำตอบยังคงเป็นเช่นเดิม คือ “ไม่ใช่” เพราะทุกวันนี้ เขารู้ดี...ชีวิตที่นั่งบนอาร์มแชน์เดินบนแพรต่วน กับเดินบนดิน กินบนพื้นทราย ก็มิได้แผกไปจากกันเท่าใดนัก...เพราะเมื่อท้ายสุดอยู่ที่ใจ

          บรรณาธิการหนุ่มเคยนั่งเฝ้ามองและถามตัวเองเสมอ...อาหารจานละพัน ในโรงแรมหรูอร่อยจริงหรือ? และคำตอบที่ได้แจ่มชัดในใจทุกครั้งก็คือ

          ...เงินหนึ่งพันบาทนั้น เป็นค่าอาหารเพียงหนึ่งร้อยบาท ส่วนอีกเก้าร้อยเป็นการซื้อเกียรติยศ...กับการนั่งชูคอ...ในสถานที่แห่งนั้นว่า... ‘กูเป็นผู้มียศศักดิ์เป็นผู้มีชีวิตอยู่ในสังคมชั้นสูง’ อันเป็นอุปาทานสมมุติทั้งสิ้น...

          เข้าข่ายทำเอง...คิดเอง แล้วก็เออเอง...

          หากความจริง...มนุษย์ประกอบด้วย กาย และใจ...กายต้องการอาหารเพียงอิ่มเพื่อมีชีวิตอยู่ ทว่ามนุษย์มากมายยอมทำร้ายใจตน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองบำเรอสุขให้กับร่างกายเกินความจำเป็น...ถึงตรงนี้และเดี๋ยวนี้ปรเมศว์เริ่มถอนใจอย่างปลดปลงกับประโยคความคิดของตนเอง

          เมื่อตื่นขึ้นจากหลับทุกวันมนุษย์ทุกคนต้องล้างหน้าอาบน้ำชำระร่างกาย...แต่จะมีมนุษย์สักกี่คนเคยคิดล้างใจตัวเองบ้างล่ะ” ท้ายสุดคือคำถามสำหรับตัวเอง

          แล้วเมื่อไรตัวเราจะล้างใจเสียที?”

          ทำไมเงียบไปล่ะ?” วรุตถามสหายรัก เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปอย่างผิดสังเกต

          กำลังถามตัวเอง...” บรรณาธิการหนุ่มตอบคำถามเบา ๆ

          ถามว่าไง?” คนถามยิ้ม

          ว่าเป้าหมายในวันข้างหน้าของชีวิตคืออะไร?” คำตอบแผ่วลงอีกจนคล้ายหายลงไปในลำคอ

          แล้วรู้รึยัง?” ร่างมหาเทวะถามพร้อมกับจับตานิ่งบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสังเกต

          รู้แล้ว!” คำตอบพร้อมอาการถอนใจ

          ว่า...” คนรอฟังต่อคำให้

          จะจบชีวิตในโลกอันเป็นมายานี้เสียที...แล้วล้างใจให้สะอาดเพื่อกลับบ้านบ้าง...” ปรเมศว์เน้นคำ กลับบ้าน ได้คล้ายกับวิธีที่อีกฝ่ายเคยพูดบ่อย ๆ

          วรุต...ยิ้มให้สหายรักอย่างอ่อนโยนจริงใจ...พร้อมกับเอื้อมมือตบบ่าเพื่อนเบา ๆ ...พลางเอ่ยคำ

          ขออะไรอย่างได้ไหม?”

          ได้!” คำตอบหนักแน่น...โดยไม่คิด

          ถ้าตัดสินใจบวช...ก่อนฉันตายอยากเป็นคนส่งผ้าไตรให้แก...” นักเขียนหนุ่มบอกจุดประสงค์ช้าชัดยิ่ง...ขณะที่บรรณาธิการหนุ่มนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ...เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว...แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกช้า ๆ ...ก่อนหันมาสบตากับคนเป็นเพื่อนพร้อมกับเอ่ยคำกังวานคล้ายให้สัจจะสัญญา...ที่มั่นคงดังหินผา

          ตกลง”


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com