การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๓๙ by ร่าง

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
11 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#252]

บทที่ ๓๙

 

          ชายวัยชราฉีกยิ้มกว้างต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสอง หลังจากที่คนทั้งคู่ก้าวเข้ามาในร้านเรียบร้อยแล้ว

          “มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?” คนพูดแสดงกิริยานอบน้อมต่อแขก

          “เฮ่ย! แกเพี้ยนรึเปล่าวะ มาซื้อแหวนแต่งงานที่นี่” ปรเมศว์ไม่วายสะกิดคู่หู

          “ไม่ผิดหรอก” วรุตยืนยันเสียงเรียบ ก่อนหันมายังเจ้าของร้านแอนทีคพูดชัดคำ “ผมอยากได้แหวนแต่งงานสักวง”

          ชายชรายิ้ม...หากรอยยิ้มคล้ายมีความนัย... “ทั้งร้านมีอยู่วงเดียว” คำตอบพร้อมกับไขตู้กระจก หยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาวางตรงหน้า
         
          “ใช่!” นักเขียนหนุ่มพยักหน้ารับหยิบแหวนลวดลายโบราณประดับทับทิมสีแดงสดใสขึ้นมาพิจารณาช้า ๆ

          “สวยแฮะ” บรรณาธิการหนุ่มชะโงกมาดูบ้าง ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า แหวนโบราณวงนั้นงามจับตาจริง ๆ แต่เจ้าตัวจับได้ถึงกระแสประหลาดที่แผ่ออกมาจากวัตถุชิ้นนั้น...หากปรเมศว์ได้แต่คิดในใจ เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างอยู่ที่แหวนวงนี้

          “ราคาเท่าไหร่?” เสียงของวรุตดังขึ้น

          “แหวนวงนี้ตีราคาเป็นเงินไม่ได้” คำตอบเหมือนเล่นลิ้น หากคนฟังพยักหน้า

          “ฮื่อ! ใช่”

          ผู้ขายยิ้มก่อนถาม... “คุณคิดว่าจะให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ?”

          “ก็บอกคุณแล้วไม่ใช่รึว่า แหวนวงนี้ตีราคาไม่ได้ แล้วผมจะกล้าให้ราคาได้ยังไง” ร่างแห่งมหาเทวะย้อนคำของอีกฝ่ายเบา ๆ

          “นี่เขาจะซื้อจะขายหรือมายียวนกันแน่วะ” ปรเมศว์อดรนทนไม่ได้ต้องบ่นออกมาเสียงดัง หากทั้งสองคนไม่ยอมสนใจประโยคของบรรณาธิการหนุ่ม

          ชายชราเจ้าของร้านที่ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ประสานสายตากับวรุต...แน่วแน่ ก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ

          “แหวนวงนี้ ผมขายไม่ได้!”

          “ทำไมถึงขายไม่ได้?” คนมาซื้อย้อนถามด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้แววประหลาดใจใด ๆ

          “ก็เพราะไม่ใช่ของเอาไว้ซื้อขาย” คนตอบเองก็ตอบได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

          “เพราะอะไร?”

          “เพราะ ผมได้มาโดยไม่ต้องซื้อเหมือนกัน!” ชายชราเริ่มแย้มความจริง “มีคนเอามาฝากไว้นานมากแล้ว” ดวงตาที่มีประกายกล้าแข็งเกินวัยหลุบลงคล้ายทบทวนความจำ

          “ใคร?” อดีตผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะซัก
         
          “ไม่รู้เหมือนกัน เขาไม่ยอมบอกชื่อ...เพียงแต่บอกวันเวลาเอาไว้ว่าเจ้าของจะมารับเมื่อไหร่...” คำพูดมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นด้วยความเคยชิน

          “วันก่อนคืนราตรีมณีสูงสุดใช่ไหม?” วรุตถามกลั้วยิ้มบ้าง

          “ใช่!” เจ้าของร้านแอนทีครับคำหนักแน่น

          นักเขียนหนุ่มหัวเราะเหมือนมีชัยก่อนถามต่อ “แล้ววันนี้เป็นวันก่อนคืนราตรีมณีสูงสุดหรือเปล่า?”

          “ใช่!” คำตอบเป็นเฉกเดิม

          “ผมมารับแหวนวงนี้” ร่างทรงหนุ่มกล่าวคำช้าชัด... “เพราะผมเป็นเจ้าของโดยแท้จริง”

          “ผมรู้...แต่...” ชายชราพยักหน้าหากเจ้าตัวเว้นคำ

          “แต่อะไร?”

          “คุณต้องมีของแลกเปลี่ยน!” คำย้ำเข้ม

          “อะไร?” คิ้วหนาเข้มของวรุตขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

          ชายชรายิ้มอีกครั้งก่อนถอนหายใจยาว ก่อน...เอ่ยคำพูดที่เหนือความคาดหมาย

          “คำทำนายของคุณ...!”

          “ว่า...” นักเขียนหนุ่มต่อคำให้

          “เส้นทางในวันข้างหน้าของผม” คำตอบง่ายกว่าที่คิด ขณะที่ปรเมศว์หัวเราะขัน

          “ง่ายจริงแฮะ อย่างนี้ใครก็ทำนายได้ ถูกหรือผิดใครจะรู้”

          แม้ว่าท่านบรรณาธิการหนุ่มจะหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องตลก ทว่าวรุตกลับทำสีหน้าเคร่งขรึมเพราะ รู้ คำพยากรณ์ของตนในฐานะตัวแทนแห่งมหาเทวะ สิ่งนั้นเป็นสัจวาจา

          “ตกลงหรือเปล่า?” สีหน้าที่ยิ้มอยู่เป็นนิตย์ของชายชราจริงจังขึ้นทันควัน

          “แม้ว่าจะเป็นคำพยากรณ์ที่มีผลร้ายอย่างนั้นรึ?” คนถามลอบถอนใจถาม

          “ใช่!” คำยืนยันหนักแน่น

          “ตกลง!” นักเขียนหนุ่มตอบรับก่อนที่จะหลับตาลงตั้งจิตสงบนิ่งเข้าสู่ความว่างของสมาธิชั่วคราว...โดยมีชายชราเจ้าของร้านสงบใจ รอคำทำนายเงียบ ๆ

          วรุตลืมตาขึ้นหลังจากสำรวมจิตของตนเสร็จ...ดวงตาของชายหนุ่มแข็งกล้าวาววับ...คำพยากรณ์ที่หลุดจากปากกังวาน ดุจผู้ทรงศักดิ์ประทานถ้อยรับสั่ง

          “...นับจากวารวันนี้ ถึงราตรีมณีสูงสุดในศักราชหน้า เจ้าจักสำเร็จกิจแห่งปรมาตมัน ด้วยจิตอันประกอบด้วยอัปนาสมาธิคืนสู่ที่มาของเจ้าในอดีตชาติ”

          สิ้นคำพยากรณ์ ชายชราผู้นั้นยกมือพนมจดอก...เปล่งคำอันกล่าวถึงที่ยึดที่พึ่งอันเกษมของตนอย่างนอบน้อม

          “...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

          ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ...

          สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...

          โอมมหาเทวะเจ้าทรงพระกรุณา...”

          สิ้นคำ คนกล่าวถึงพระไตรสรณคมน์และสรรเสริญคุณมหาเทพ หยิบกล่องกำมะหยี่บรรจุแหวนโบราณวงนั้นยื่นให้นักเขียนหนุ่มโดยไม่รีรอ

          “ขอบคุณ” ผู้รับแหวนพึมพำ...หลังจากที่ประกายตาอันเจิดจ้าเมื่อครู่ลดลงจนเป็นปกติแล้ว

          “ขอให้คุณจงสำเร็จในกิจแห่งมหาเทวะเช่นกันครับ!” ชายเจ้าของร้านค้าของเก่าอวยพรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

          “เง็ง...ชิบ...” ท่าน บอ.กอ.... คู่หูของร่างทรงหนุ่ม ส่ายหน้าเหมือนไม่เข้าใจคนทั้งสอง...หากแล้วก็เหมือนนึกขึ้นได้ เจ้าตัวบ่นกับตัวเองในใจ

          “เรามันก็ไอ้ดาราตัวประกอบละว้า...เป็นตัวโง่ทุกที”


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          รถเก๋งที่มีนักเขียนหนุ่มเป็นผู้ถือพวงมาลัย แล่นย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิมที่มาเมื่อครู่ ปรเมศว์ซึ่งนั่งเงียบมาได้ไม่นาน ต้องรีบซักอีกฝ่ายด้วยแรงแห่งความอยากรู้จนอดทนไว้ไม่ได้

          “ไอ้รุต...” คนแส่ส่ายเรียกชื่อสหาย

          “หือ...ว่าไง?”

          “ไอ้คำว่าราตรีมณีอะไรนั่นของเอ็งน่ะมันหมายถึงอะไรกันแน่วะ?” คำถามรัวเร็ว และได้ผล...คู่หูหันมาแค่นเสียงทันที

          “ไอ้โง่!” ก็แปลว่า ดวงจันทร์น่ะสิวะ...ราตรีก็กลางคืน มณีก็แก้ว รวมกันก็เป็นแก้วกลางคืน...”

          “เออว่ะ...ใช่...แต่คำว่า ราตรีมณีสูงสุด มันตรงกับวันไหน?” บรรณาธิการหนุ่มยังไม่หายสงกา

          “วันจันทร์เต็มดวง ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบสอง...” คำตอบราบเรียบ

          “เออ...ใช่...แหมข้านี่เซ่อบรม!” ปรเมศว์ยอมรับความจริง หากปากก็ยังอดคุ้ยแคะต่อไม่ได้ “ถามจริง ๆ เหอะ แกกะอีตาเจ้าของร้านขายของเก่านั้น มันเป็นยังไงมายังไงแน่วะ...เห็นคุยกันเป็นตุเป็นตะ ข้าละเวียนเฮดด้วยความงง”

          “แกจะรู้ไปทำไม?” วรุตทำเสียงดุ

          “อย่าลืมว่าข้าเป็นผู้สนองบาทนะเฟ้ย...หรืออีกนัยหนึ่ง เขาเรียกว่าพี่เลี้ยงเชียวนะ ฉะนั้นข้ามีสิทธิ์รู้!” คนสอดรู้สอดเห็นอ้างตำแหน่งที่ตนอุปโลกน์ขึ้นเองอย่างหน้าตาเฉย

          “คนของมหาเทวะ” คำตอบห้วนหากคนฟังก็เข้าใจได้ไม่ยาก มากมายของผู้ประพฤติธรรมอันมีสัญญาเกี่ยวเนื่องกับเทพเจ้าชั้นสูงที่จุติลงมาปฏิบัติหน้าที่

          “แล้วรู้ได้ยังไง...เห็นคุยกันยังกะรู้จักกันดียังงั้นแหละ” บรรณาธิการหนุ่มไม่ยอดลดละต่อความอยากรู้อยากเห็น

          “คนมีญาณทัศน์จากการปฏิบัติจิตรู้ได้ไม่ยาก ยิ่งคนมีกระแสพลังของเทวดาคุ้มครองอยู่ด้วยยิ่งง่ายใหญ่...” ร่างแห่งมหาเทวะให้เหตุผลสั้น ๆ ในขณะที่ปรเมศว์ได้แต่ส่ายศีรษะบ่นงึมงำ

          “เฮ้อ! พูดไปพูดมาก็อีหรอบเดิม...จิต...แล้วก็สมาธิ...มีอย่างอื่นที่ง่ายกว่านี้บ้างไหม?”

          วรุตเริ่มหัวเราะขันบ้าง... “มรรคผล ได้จากการปฏิบัติทั้งนั้นแหละไอ้เมศว์ ต่อให้มีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ก็ซื้อไม่ได้...ทำเองรู้เอง...”

          “แกบอกตรง ๆ ไม่ได้รึ ว่าแกรู้ได้ยังไงว่า แหวนวงนี้มันอยู่ที่ร้านนั่น ทำเป็นงกวิชาไปได้” คนแส่ส่ายสอดรู้ชักหงุดหงิด เพราะสหายรักทำท่ายักกระสาย ทำตัวเป็นพวกขี่ม้าเลียบค่าย

          ร่างทรงหนุ่มถอนใจเหนื่อยหน่ายกับความเซ้าซี้ของคู่หู แต่ก็ยอมใจอ่อนเล่าความจริงให้อีกฝ่ายฟังแต่โดยดี

          “วันก่อนนั่งสมาธิ...” คำพูดยังไม่ทันจบ ทว่าปรเมศว์รีบสอดคำ... “นั่งสมาธิเห็นงั้นสิ!”

          “จะฟังหรือจะพูด?” นักเขียนหนุ่มเสียงเข้มเริ่มหงุดหงิดบ้าง

          “เอ้า ๆ ว่าไป...ขอโทษเว้ย!” คนพูดโบกไม้โบกมือ

          “ปารมิตามาบอก...ให้ไปเอาแหวนที่นั่น...” เสียงของวรุตเริ่มเป็นปกติ

          “ฟังแล้วเหมือนนวนิยายถ้าเป็นเมื่อก่อนไอ้เมศว์มีหวังหัวเราะฟันโยก แต่เดี๋ยวนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...”
          
          “สักวันแกจะเป็นอย่างที่ฉันเป็น” คำพูดมั่นใจจากร่างทรงหนุ่ม

          “จะรอ...แต่ข้าว่าคงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ แหง...” บรรณาธิการหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะตัวเอง “หรือแกว่าไง ไอ้รุต?”

          “จะเอาคำพยากรณ์มั่งไหมล่ะ?” วรุตไม่ตอบ แต่หันมาถามแทน

          “ไม่เอา...” ปรเมศว์โบกมือว่อน... “เดี๋ยวซวยเหมือนอีตาเจ้าของร้านนั่น อยู่ดี ๆ ให้ทำนาย ก็เลยมีอายุเหลือแค่ปีเดียว ข้าไม่เอาด้วยร็อก”

          “กลัวอายุเหลือเดือนเดียวรึไง?” ร่างมหาเทพหัวเราะเสียงดัง

          “แหงล่ะ...ลูกเมียก็ยังไม่มี” คนพูดยิงฟันขาว

          “ใครเขาจะมาเอาแก...ไม่หล่อแล้วยังสอดรู้สอดเห็นอีกต่างหาก...” นักเขียนหนุ่มเหน็บ

          “เฮ่ย...จะไปทุกข์อะไร ไม่มีใครแลก็บวชสิวะ” ท่านบอ.กอ.ยักไหล่และได้ผล วรุตหันขวับมาพูดเสียงราบเรียบทว่าจริงจัง...

          “นั่นแหละคือคำทำนายของฉัน...แกได้บวชแน่ ๆ ไอ้เมศว์!”


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          งานแต่งงานที่แสนเรียบง่ายจนคนใกล้ชิดแบบปรเมศว์ยังต้องโวยวาย ‘นี่มันงานแต่งงานหรืองานบายศรีสู่ขวัญกันแน่!’ ทว่าวรุตกับศศิประไพได้แต่อมยิ้ม

          “เวรของตู!” คู่หูของร่างแห่งมหาเทพบ่นงึมงำเมื่อเห็นผู้ที่อยู่ในงานไม่ว่าจะเป็นคุณดวงแข หรือแม้กระทั่งน้าแม้นคนเป็นบ่าวของสหายตน ล้วนแต่แต่งตัวเรียบ ๆ จนแทบไร้เครื่องประดับใด ๆ อันเป็นเพชรนิลจินดา มิหนำซ้ำเครื่องนุ่งห่มก็ยังออกจะเป็นเฉดขาวนวลเสียทั้งนั้น...ปรเมศว์ก้มมองชุดแต่งกายของตนเองแล้วทำหน้าเบ้

          “มีดูหล่อสุดขีดอยู่คนเดียว! หล่อกว่าเจ้าบ่าวอีกต่างหาก” ท่านบอ.กอ.นึกเปรียบเทียบ เพราะคู่บ่าวสาวอยู่ในชุดผ้าฝ้ายทอมือยกดอกแบบโบราณสวยเรียบ มีผ้าปักดิ้นทองลวดลายวิจิตร พาดไหล่คนละผืน แลดูแปลกตาคล้ายเจ้านายโบราณ

          “ทั้งงานมีตูเดาะสูททั้งชุด เท่อยู่คนเดียว” ปรเมศว์ส่ายเศียร...เพราะถูกสหายยั่วตั้งแต่เจอะหน้า ใคร ๆ เขานึกว่าแกเป็นเจ้าบ่าว

          คนทั้งสองนั่งเคียงข้างบายศรีหลักเก้าชั้นที่บรรจงแต่งด้วยช่างฝีมือระดับชาววัง เมื่อได้ฤกษ์กำหนดแขกเหรื่ออันมีเพียงญาติมิตรใกล้ชิดเข้ามาผูกข้อไม้ข้อมือพร้อมกับอวยพรคู่บ่าวสาว เป็นอันจบพิธี

          ห้องหอสำหรับคนทั้งสอง คือห้องนอนเดิมของคนเป็นเจ้าบ่าว ซึ่งถูกจัดแบบง่าย ๆ มีเพียงผนังห้องทาสีให้ดูใหม่ขึ้น ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ยกเว้นโต๊ะไม้สักตัวเล็กตั้งตรงมุมห้อง ปูด้วยผ้าขาวเพื่อจัดวางแจกันดอกบัวแดงเพียงชิ้นเดียว กับเทวรูปมหาศิวะนาฏราชปางร่ายรำอีกหนึ่งเท่านั้น!

          ความเงียบเข้ามาเยือนห้องหอ...เมื่อผู้มาร่วมงานแยกย้ายกลับคืนเคหาสน์แล้ว ผู้ได้ชื่อว่า สามี ยังคงอยู่ในชุดแต่งงาน นั่งห้อยเท้าอยู่บนเตียงสีขาวสะอ้านตา...และผู้ที่ได้ชื่อว่า ภรรยา หยิบพานแก้วที่มีกลีบดอกไม้หลากสีอยู่ในพาน มานั่งลงแทบเท้าอีกฝ่าย

          “ศศิประไพหยิบดอกไม้ในพานโรยลงบนหลังเท้าของบุรุษอันเป็น ภัสดา ก่อนก้มกราบแสดง ภักติ ต่ออีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

          ฝ่ายชายยกมาลัยดอกรักแซมมะลิและดาวเรืองที่อยู่ในมือสวมให้กับผู้เป็น ศักติ แห่งตน ก่อนหยิบตลับเงินสลักลายบรรจุผงสีแดงอันเป็นผงมงคลขึ้นมา ใช้นิ้วแตะผงนั้น...พร้อมกับกล่าวคำแผ่วเบา

          “เงยหน้าขึ้นหน่อยจ้ะ”

          ฝ่ายหญิงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับพริ้มตาหลับสำรวมจิตมั่นเพื่อรับพรของผู้เป็นสามี วรุตบรรจงแตะผงสีแดงลงกลางหน้าผากของอีกฝ่าย...พร้อมกำกับ...พระคาถา

          “นะลาเฏ ติละกา มะมะ...” อันหมายถึงจงบังเกิดจุลเจิมมงคล ณ หน้าผากของผู้ถูกเจิม... วรุต...ให้พรผู้เป็นภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง

          “ขอให้คุณจงเป็นผู้หญิงที่มีคุณสมบัติของความเป็นเมียพร้อมพรั่ง...เป็นผู้ที่ถึงแล้วด้วยธรรมะของมารดาสำหรับโลก...”

          ผู้ได้รับพรจาก ภัสดา กราบลงอีกครั้งพร้อมเอ่ยวาจา

          “ขอให้คุณได้เป็นภารดาแห่งมหาเทพโดยสมบูรณ์เถิด...” สิ้นคำรอยรื้นฉาบขึ้นในดวงตาวาววับ เพราะหญิงสาวรู้

          “พราหมณ์และพราหมณีคู่หนึ่งอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้!”

          ... ‘วัฏฏะ’ แห่งกระแสโลกยังคงหมุนวนเป็นนิตย์...หากผู้ต้องการพ้นโลก...จักต้อง หัก ห่วงกระแสแห่งวัฏฏะนั้นด้วยใจ... ‘เขา’ และ ‘เธอ’ พร้อมแล้วที่จะหักกระแสนั้นด้วยกัน...

          ชุดที่ใช้สวมใส่ในฐานะเจ้าสาวถูกเปลื้องออก...ร่างอันงดงามดังรูปสลักแห่งเทพียืนตระหง่าน...ท่ามกลางแสงเทียนสลัว...สวยบริสุทธิ์ยิ่ง

          ชุดขาวในมือของร่างแห่งมหาเทวะเจ้าตวัดคลุมให้อย่างนิ่มนวล...ชุดขาว อันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถือพรหมจรรย์ ห่อหุ้มกาย...และสายประคำที่ถูกสวมคอเอาไว้เพื่อซักฟอกเจริญสติตน...บัดนี้...พยาบาลสาวศศิประไพรู้ชัด...โลกภายนอกอันวุ่นวายถูกตัดขาดสิ้น...เธอบอกตัวเองอีกครั้ง

          “เราเป็นพราหมณี...โดยสมบูรณ์”

          คนในชุดขาวทั้งสอง ก้าวเข้าห้องพระด้วยกัน...ฝ่ายชายจุดเทียนชนวน ก่อนยกไปจ่อเทียนชัยที่วางคู่ตรงโต๊ะหมู่บูชา...ฝ่ายหญิงทำหน้าที่จุดธูปปักลงกระถาง

          กลิ่นธูป และควันเทียนลอยอ้อยอิ่งเป็นสาย...แสงเทียนหมายถึงความสว่างแห่ง ธรรมปัญญา ควันธูปหมายถึงกลิ่นหอมแห่ง ธรรม จักกำจายทั่วทิศ

          หญิงและชายคู่หนึ่งก้มกราบพระด้วยเบญจางคประดิษฐ์พร้อมเพรียงกัน...คำเปล่งไตรสรณคมน์กังวานขึ้นในค่ำคืนนั้น ตามด้วยคำกล่าวขานอุโบสถศีลอย่างแน่วแน่

          “ถือพรตไม่ได้หมายถึงต้องสวมชุดนักบวช” เขาเคยบอกเธอ... “ต่อให้ห่มคลุมผ้าเหลืองทั้งตัว ถ้าใจขาดศีล ก็ไม่ใช่พระ ในทางตรงข้ามกัน ต่อให้นุ่งชุดดำ หากใจบริสุทธิ์ด้วยศีลครบบริบูรณ์ ผู้นั้นเป็นพระ!” และเธอก็มิอาจปฏิเสธความจริงที่เขากล่าวได้ วันนี้เขาและเธอใช้หลักเดียวกันคือ บวช กันที่ ใจ

          ... ‘ใจ’ หากทำให้เป็น ‘ใจแก้ว’ แล้วอะไรจะแผ้วพานได้... ‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน’ ...มโนกรรมไม่เกิด อะไรจะไปบังคับให้กระทำ กายกรรม และวจีกรรม ได้...

          ศศิประไพรู้ได้ถึงแรงปีติที่ก่อเกิดในใจ...บนเส้นทางของตนและคนอันเป็นที่รัก เป็นความ สุข ที่เป็นสุขอันสงบประณีต

          ‘ผู้เบาจากกิเลส ฤา...จะกลัวอะไร?”

          พยาบาลสาวเงยหน้ามองพระปฏิมากรแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนโต๊ะหมู่บูชา เจ้าตัวคล้ายเห็นรอยแย้มสรวลซ้อนอยู่ภายใต้พระพักตร์นั้น หญิงสาวยิ้มรับ...บัดนี้เธอแน่ใจ...กับเวลาแสนสั้นที่เหลือของเขา เป็นการถูกต้องแล้วที่ต้องกระทำตนให้สะอาด บริสุทธิ์ เพื่อเดินทางจากโลกนี้สู่โลกหน้า...อันเป็นสัจจะของจักรวาล

          ...ศศิประไพหลับตานิ่ง...อธิษฐานกังวานในใจ

          “จิตใจของลูกจะตั้งไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชีวิตและกาย ฝากไว้ในอุ้งหัตถ์แห่งมหาเทวะ แล้วแต่น้ำพระทัยของพระองค์เถิด”

          สิ้นคำอธิษฐาน วูบหนึ่งของหัวใจ หญิงสาวนึกถึง...ปารมิตา...ขึ้นมาจับใจ...เจ้าตัวรำพึงในอก
          
          ปารมิตา ท่านอยู่ไหน? กับชีวิตและเส้นทางของเราในวันนี้...ท่านพอใจหรือยัง?” คนรำพึงหันไปมองร่างแห่งมหาเทวะ เห็นอีกฝ่ายพริ้มตาหลับอยู่ในสมาธิเงียบงัน...เจ้าตัวจึงสำรวมใจปฏิบัติสมาธิบ้าง

          จิตก้าวสู่...ภวังค์รวดเร็ว...ประกายแห่งจิตสว่างไสวเรืองรอง เงาภาพคุ้นตา...ปรากฏพร้อมเสียงกังวานเสนาะโสต...ของปารมิตาดังขึ้น...

          “ข้ามาแล้วศศิประไพ!”


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com