
บทที่ ๓๘
คุณดวงแขจมอยู่ในภวังค์แห่งความคิดเนิ่นนาน ใครตาย ประโยคคำถามเวียนวนในสมอง ปริศนาที่ไร้คำตอบ ความเงียบกรายเข้าครอบคลุมคนทั้งสองชั่วขณะ ก่อนที่คนเป็นลูกจะเอ่ยวาจาขึ้นเบา ๆ
“แม่คะ”
“หือม์...ว่าไงจ๊ะ?” คนเป็นมารดาตื่นจากภวังค์
“เวลาคุณพ่อตาย แม่เสียใจมากไหมคะ?” คำถามประหลาดหลุดจากริมฝีปากของศศิประไพ
“เสียใจมากสิจ๊ะ...เอ๊ะ ยายหนูนี่ถามแปลก!” รอยฉงนใจปรากฏในสีหน้าของคนตอบ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” เสียงพยาบาลสาวอุบอิบ “เพียงแต่อยากรู้เพราะหนูเองก็จำไม่ได้ ถ้านึกถึงก็ได้แค่เงาราง ๆ เท่านั้น”
“ก็ตอนนั้น ลูกยังเด็กมากนี่จ๊ะ” รอยยิ้มของคนพูดหม่นลง “ใหม่ ๆ ก็เสียใจเจียนคลั่งเหมือนกัน” คุณดวงแขหลับตาลงคล้ายระลึกย้อนความจำจากการ สูญเสีย อีกครา...หากแล้วเธอก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนตอบลูกสาว
“มันรู้...แต่อธิบายยากลูก!”
“ค่ะ...หนูเข้าใจ” หญิงสาวพยักหน้ารับเพราะเธอมิอาจปฏิเสธได้ ในความรู้สึก รักและเสียใจเป็น ‘นามธรรม’ เจ้าตัวรู้ชัด...ไม่มีถ้อยวาจาภาษาใดในโลก อรรถาธิบายสิ่งที่เป็นนามได้ นอกจาก ‘ใจ’ เท่านั้นบุคคลที่จะรู้ซึ้งถึงความรัก ความชอบ ความเกลียดอันเป็นความรู้สึกจากอารมณ์อย่างสมบูรณ์ ต้องพานพบและเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น
“กลัววันนั้นของแม่มาถึงหรือจ๊ะ?” น้ำคำปรานียิ่งจากคุณดวงแข
“ค่ะ” เสียงของผู้อ่อนวัยกว่าสั่นพร่า คำตอบสั้นหากในหัวใจหญิงสาวหมายถึง ทุกคนอันเป็นที่รัก
คุณดวงแขหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูด “ยายหนูเอ๊ย...การเกิดแก่ การเจ็บและตาย เป็นของธรรมดา”
“หนูรู้...” ศศิประไพรีบแทรกวาจา “แต่มนุษย์ที่เป็นปุถุชนก็ต้องมีความเจ็บปวด ความเสียใจต่อการสูญเสียเป็นธรรมดาเหมือนกันนะคะแม่”
ผู้ให้กำเนิดพยาบาลสาวถอนใจยาวก่อนพูดกับลูกสาวของเธอราบเรียบและจริงจัง ช้า ๆ
“ทุกอย่างที่พูดมาเป็นสัจจะของโลกทั้งนั้นลูก แต่ธรรมชาติให้มนุษย์มาอย่างหนึ่งเหมือนกันจ้ะ!”
“อะไรหรือคะ?” คนฟังสงสัย
“เวลา...” คำตอบหนักแน่น ในขณะที่อีกฝ่ายขมวดคิ้วเรียว... “หนูไม่เข้าใจ”
คุณดวงแขกระชับวงแขนรัดบุตรีเข้าอีกด้วยความรัก...เธอตอบคนเป็นลูกแผ่วเบา ทว่าช้าชัดยิ่ง
“กาลเวลาเป็นเครื่องโม่ความทุกข์ของมนุษย์ได้ดีที่สุด...” เจ้าตัวเว้นระยะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “เมื่อไหร่ที่รู้สึกขมขื่นที่สุด คือสามถึงเจ็ดวันแรก ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ ทุเลาลงตามเดือนปีที่มากขึ้น” คนวัยกลางคนพูดตามความรู้สึกเป็นจริงของมนุษย์ ท้ายประโยคเอ่ยคำกลั้วหัวเราะ
“ไม่มีใครในโลกร้องไห้กับคนตายตลอดชีวิตหรอกลูก...”
กับถ้อยวาจาของบุพการี พยาบาลสาวไร้คำโต้แย้ง เธอเข้าใจสภาวะอันเป็นธรรมชาติแห่งจิตใจมนุษย์ได้ดี
...สรรพสิ่ง ในอนันตจักรวาลนั้น...ล้วนกำเนิดขึ้น พร้อมกับตั้งอยู่และดับไปเสมอ ฉะนั้น...ทุกข์ ฤา สุขใด ๆ...ย่อมอยู่ในกฎแห่ง ‘ไตรลักษณ์’ นี้เฉกเดียวกัน...
ศศิประไพไฉนจะไม่รู้ กฎอันเป็นอนิจจังเหล่านี้ชัดแจ้ง หากเจ้าตัวก็ยังมีคำถามให้ตัวเอง
“รักของเราเกิดขึ้น และกำลังตั้งอยู่...แล้วเมื่อไรจะดับลงได้?” หญิงสาวเพียงแค่คิดไหนเลยจะมีวาจาถามไถ่มารดาได้...ท้ายสุดเธอหัวเราะ ‘เยาะหยัน’ ชะตาตนเองในใจ
“ใช่! คนเราก็หลีกกฎนั้นไม่ได้ กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครก็ต้องมีทุกข์จากการพลัดพราก สำคัญที่ว่าใครจะทุกข์นานกว่ากันเท่านั้น”
ความขมแผ่ซ่านบนปลายลิ้น...คนกำลังคิดลอบถอนใจ
“ใครเป็นไงไม่รู้ สำหรับเราคงนานชั่วกัปชั่วกัลป์!”
ศศิประไพเอนหลังลงนอนในท่าสบาย ๆ บนโซฟาตัวยาว หลังจากที่ผู้เป็นมารดาเดินลับหายเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น หญิงสาวพริ้มตาหลับลงอีกครั้ง ปล่อยความคิดของตนให้ลอยล่อง ภาพชายคนรักว่ายวนในจิต...คิ้วเข้าหนา...กับร้อยยิ้มละมุนแกมเศร้าเด่นชัดจนเธอน้ำตาซึม หลายหลากความรู้สึกยากจะแยกแยะอึงอล ในรักของเธอวันนี้มีทั้ง ปีติสุขปนรันทด...อบอุ่นหากแฝงความเย็นเยียบไว้ลึกเร้น
‘หยาดน้ำใส’ ที่รื้นขึ้นภายในซึมผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท ออกมาช้า ๆ ก่อนไหลริน
คนร้องไห้กลับไม่มีคำตอบ
‘น้ำตาที่รายริน เกิดจากสุขหรือทุกข์กันแน่?’
น้ำคำจากเขาคนนั้นเมื่อวันวาน...แว่วขึ้นกลางใจแจ่มชัด
“เราจะแต่งงานกันด้วยจิต...และวิญญาณ”
“คะ” เสียงของตนเองที่บอกถึงความไม่เข้าใจดังขึ้นในความจำเช่นกัน
“ไม่เข้าใจหรือ?” คำย้อนถามของเขาก็ยังนุ่มโสตสำหรับเธอเสมอไม่ว่าในความเป็นจริงหรือความคิดกับคำถามนี้ เธอยังรู้แม้กระทั่งว่าตนมิได้ส่งเสียงตอบ หากพยักหน้ารับแทน...เขายิ้มก่อนอธิบายให้ฟังช้าชัด
“ผมเชื่อว่า การเป็นสามีภรรยากันนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะยึดถือการหลับนอนร่วมประเวณีเป็นข้อระบุ แต่คำมั่นสัญญาของคนสองคนในรักอันมั่นคง ซื่อสัตย์ต่อกันจึงเรียกว่าการแต่งงานที่แท้จริง”
“หมายความว่า...” ประโยคของเธอไม่จบ เพราะเขารีบแทรกคำต่อรวดเร็ว
“เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวหลับนอนด้วยกันเหมือนมนุษย์อื่น”
คิ้วเรียวของพยาบาลสาวขมวดคล้ายงุนงงยิ่ง หากแล้วก็พยักหน้ารับได้รวดเร็ว
“ค่ะ”
คนนอนหลับตาคิดบนโซฟาตัวยาว ยังคงปล่อยให้น้ำตาปรี่ไหล เจ้าตัวมิได้ขุ่นเคืองเขาแม้แต่น้อย ยอมรับ สิ่งที่เขาบอกโดยปราศจาก เงื่อนไข เพราะเธอรู้ ผู้เป็นร่างแห่งมหาเทพ ฤา...จะมีชีพเฉกมนุษย์อื่นได้...เพียงแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตนเท่านั้นทำให้หลั่งน้ำตา
ศศิประไพรำพึงในอกแผ่วเศร้า... “ผู้หญิงเมื่อมีความรัก ทุกคนอยู่ได้เสมอแม้ไม่มีเซ็กส์” หญิงสาวทอดถอนใจ “แต่ผู้หญิงทุกคนเมื่อมีสามีก็อยากมีลูกสักคนไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา...เราคงไม่มีโอกาสนั้นแล้วในชาตินี้...” พยาบาลสาวรู้สึกถึงความคับแค้นแล่นขึ้นค้างคาแข็งขืนในลำคอ ซึ่งเจ้าตัวพยายามกลืนลงอย่างยากเย็น...เธอหลับตานึกไปถึงอนาคตอันแสนสั้นในวันข้างหน้า เธอจักอยู่ผู้เดียวในโลกกว้าง... เขา ต้องจากไปแน่! แม่หรือก็แก่เฒ่าเตรียมตัวเข้าวัด...คำถามดังก้องในหัวใจตัวเอง
“เราจะอยู่อย่างไร?”
มนุษย์เมื่อยามเสียน้ำตา เหมือนการได้ระบายความคับแค้นจากใจออกมาได้มากพอสมควร และน้ำตาที่ไหลรินมักทำให้มนุษย์ง่วงนอน ภวังค์ความคิดของศศิประไพลอยล่อง...จิตรู้สึกคล้ายโลกถอยหลัง ใจวะวับวิบเลือนราง...ก่อนความมืดมิดเข้าครอบคลุม...เจ้าตัวรู้สึกละม้ายฝัน
...ท้องฟ้าสีทอง ทุ่งหญ้า...
มีเขา และเธอเดินคู่เคียง
ในอ้อมแขนของตนมีร่างเล็ก ๆ
ซุกอยู่ในอ้อมอก... ‘ความสุข’
ล้นใจ...ที่เธอมี...ลูกและสามี...
ความเงียบกรายเข้าครอบคลุมสติสิ้น...ลมหายใจลึกยาว สงบทั้งกายและใจ...ใบหน้าสวยชื้นน้ำตาละมุนลงรอยแย้มนิด ๆ ประดับริมฝีปากบางสวยยิ่งนัก
‘ความฝัน’ บางครั้งก็ทำให้มนุษย์คลายเศร้า และมีความสุขได้ เพราะในโลกของความฝันมักสวนทางกับโลกแห่งความจริงเสมอ
ถ้าวันนี้ศศิประไพสามารถเลือกเส้นทางของตนได้ แน่นอนเจ้าตัวย่อมเลือกเส้นทางในความฝันเช่นนี้แน่...แต่...ความจริงย่อมคือความจริง
“ศศิ...” เสียงเรียกชื่อแว่วมาคล้ายได้ยินไกล ๆ
“คะ...” แม้ตายังมิลืมตื่น ทว่าปากขยับขานรับ...รอยแย้มประดับบนหน้าเพราะในจิตลึกได้ยินเป็นเสียงของชายคนรัก
“ศศิ!” เสียงเรียกซ้ำ...หนนี้ได้ยินชัดเจน หากมิใช่เสียงของเขาแต่เป็นเสียงมารดา
“แม่หรือคะ?” หญิงสาวถามขณะที่ยังหลับตา...เธอรู้แล้วความสุขในใจเมื่อครู่คือฝัน!
“อาหารเย็นเสร็จแล้วลูก” คุณดวงแขบอกลูกสาว หลังจากปลุกอีกฝ่ายตื่นจากหลับ “ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาก่อน แม่จัดสำรับเรียบร้อยแล้วจ้ะ”
พยาบาลสาวยันตัวเองลุกนั่ง...ในขณะที่ผู้เป็นมารดาเอื้อมมือลูบผมให้ คล้ายเจตนาจัดให้เข้ารูป พร้อมกับเอ่ยถามแกมยิ้ม
“ฝันหรือจ๊ะ...เห็นนอนอมยิ้ม?”
“ค่ะ” คนถูกถามตอบ ก่อนที่ผู้มากวัยกว่ารีบย้ำคำ... “ไปล้างหน้าเถอะไป๊ จะได้กินข้าว”
หญิงสาวสะบัดตัวลุกรวดเร็ว...อากัปกิริยาเศร้าซึมก่อนเข้าสู่ภวังค์หลับเมื่อครู่สลายสิ้น เจ้าตัวก้าวเดินด้วยท่าทางมั่นคง ในใจเอ่ยคำเข้ม
“แม้เหลือเวลาแสนสั้น เราจะใช้ชีวิตกับเขาให้มีความสุข”
ปรเมศว์ขมวดคิ้วอย่างฉงนใจ เมื่อเห็นคนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเยี่ยมกรายเข้ามาในที่ทำงานของตนแม้หนเดียว บัดนี้มายืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่คาดฝัน
“เฮ้ย! ไอ้เสือ ลมอะไรหอบมาวะนี่?” บรรณาธิการหนุ่มถามเสียงดังลั่น
“ลมบ้าหมูมั้ง!” คนก้าวเข้ามายืน เอ่ยคำกลั้วยิ้ม ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามเจ้าของห้องทำงาน
“ถึงว่า...” ปรเมศว์หัวเราะ “พลอยทำให้ดูเง็งบรรลัย จู่ ๆ ไอ้คนที่ไม่เคยโผล่มาที่นี่เป็นปี ๆ ถึงกับมายืนแอ่นตรงนี้ได้”
“มีเรื่องปรึกหน่อย” คนพูดเน้นคำว่า ปรึก ชัดคำ
“ว่ามา”
“นี่ต้นฉบับ” วรุตยื่นซองเอกสารให้อีกฝ่าย ขณะที่คนรับทำตาเหลือก
“เฮ้ย! ฝนตกแปดวันแปดคืนเด็ดแล้ว น้ำก็จะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว ไอ้รุตส่งต้นฉบับทีเป็นปึก”
“ไม่ใช่ต้นฉบับของแก” ร่างมหาเทวะพูดเรียบ ๆ
“อ้าว!” คนกระหยิ่มยิ้มย่องอ้าปากค้าง “แล้วต้นฉบับอะไร?”
คนถูกถามไม่ยอมตอบตรง ๆ ... “ช่วยจัดทำเป็นรูปเล่มให้ที”
“ไอ้นี่มาแปลก...” บรรณาธิการหนุ่มส่ายหน้า พร้อมกับแกะซองต้นฉบับ ดึงแผ่นกระดาษทั้งปึกออกมาพิจารณา
ต้นฉบับนับร้อยหน้าถูกเย็บแบ่งเป็นหมวด ๆ แลดูเรียบร้อย ปรเมศว์สบตากับ วรุตเงียบงันหลังจากกวาดมองตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาบนใบปะหน้าแผ่นแรก...ปากของบรรณาธิการหนุ่มขมุบขมิบทวนข้อความวลีนั้นเบา ๆ
“วิทยาศาสตร์แห่งวิญญาณ”
“ใช่!” คำตอบในสีหน้าสงบ “มรดกชิ้นสุดท้ายของฉันสำหรับโลก”
“เขียนเองทั้งหมดเลยหรือ?” ประโยคของปรเมศว์แผ่วลง
“ปรมาตมัน” คำตอบมีรอยยิ้มประดับริมฝีปาก ดูอ่อนโยน “ความรู้ทั้งหมดเป็นของปรมาตมัน โดยอาศัยร่างข้าเป็นผู้ถ่ายทอด”
“ขายหรือแจก” บอ.กอ.หนุ่มตั้งคำถามอีก
“แจก!” คำยืนยันสั้น หากเจ้าตัวนิ่งไปชั่วขณะก่อนกล่าวคำต่อช้า ๆ “กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก แกช่วยลงประชาสัมพันธ์ให้ที ถ้าหน่วยงานไหนหรือสถาบันใด ต้องการให้ฉันไปบรรยายเรื่องวิทยาศาสตร์แห่งวิญญาณ ฉันพร้อมไปทุกเมื่อ และหนังสือจะแจกในการนั้น!”
“นี่ใช่ไหมที่เป็นหน้าที่?” คำถามของปรเมศว์แผ่วจนคล้ายอ่อนล้ากับความรู้สึกที่มีต่อเพื่อน
“ฮื่อ!” วรุตยืนยันด้วยการพยักหน้ารับ
“ตกลงจะจัดการให้...” บรรณาธิการหนุ่มรับปากกับอีกฝ่าย ท้ายสุดคือคำถาม “งานอื่นหยุดหมดเลยรึ?”
“ใช่...หยุดหมด เหลืองานสุดท้าย คืองานที่เป็นหน้าที่ต่อปรมาตมัน” คำตอบยังเป็นปกติ ดวงตาทั้งคู่มีรอยสงบนิ่งฉายลึกอยู่ภายใน
“เรื่องคุณศศิ...ไปถึงไหนแล้ว?” สหายรักของร่างมหาเทพเปลี่ยนเรื่อง
“ฉันทำตามที่แกบอกทุกประการ” คนพูดคลี่ยิ้มอีกครั้ง หากอีกฝ่ายโบกไม้โบกมือ
“โน! แกทำตามหัวใจแกตะหากไม่ใช่ฉัน”
“เหอะ...มันก็ด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ” วรุตกล่าวคำพูดกลั้วหัวเราะน้อย ๆ “เสร็จจากธุระกับแกแล้ว จะออกไปเลือกซื้อแหวนสักวง”
“แหวนแต่งงานเรอะ” คนที่ได้รับฉายาปากไม่มีหูรูดทำท่าตื่นเต้น
“ฮื่อ!”
“งั้นต้องไปบ้านหม้อ” ปรเมศว์ทำหน้าที่เป็นทะแนะ โดยกล่าวถึงแหล่งขายเพชรอันเลื่องชื่อมานาน
“ไม่ต้องแนะนำ เพราะฉันรู้ว่าจะไปเอาที่ไหน” อดีตผู้สนองโอษฐ์เทวะในเทวาลัย เบรคคู่หู หากอีกฝ่ายไม่สนใจ ยื่นเจตนารมณ์ต่อคนกำลังจะไปหาซื้อแหวนแต่งงาน
“ในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว ขอไปเลือกแหวนให้เจ้าสาวด้วยคน!”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวตรงไหน?” วรุตส่ายหน้า ทว่าท่านบรรณาธิการไม่สน
“ข้าบอกเกี่ยวก็ต้องเกี่ยวซิวะ อย่างน้อยผู้สนองโอษฐ์ก็ต้องเกี่ยวกะผู้สนองบาทอยู่ดีแหละ” คนพูดไม่รอช้าลุกจากเก้าอี้ทันที “ไปรึยังล่ะ?”
รถเก๋งท้ายตัดที่มีร่างแห่งมหาเทวะทำหน้าที่ขับขี่ เลี้ยวออกจากสำนักพิมพ์นิตยสารชั้นนำ โดยมีคนเป็นบรรณาธิการนั่งคู่มาด้วย
“แกจะแต่งเมื่อไหร่?” ปรเมศว์ทำหน้าที่ฉายาปากไม่มีหูรูดต่อ ขณะที่รถแล่นออกสู่ถนนใหญ่
“ไม่มีฤกษ์...คงแต่งเงียบ ๆ วรุตตอบเบา ๆ
“ยังไงก็อย่าให้มีลูกก็แล้วกัน...” บรรณาธิการหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นโดยพลัน ขณะที่คนขับแสร้งถามเหตุผล
“ทำไมล่ะ?”
“จะได้ไม่เป็นภาระให้คนอยู่ข้างหลังเดือดร้อนในการเลี้ยงดู เผื่อวันข้างหน้าถ้าตัดสินใจมีคู่ชีวิตใหม่จะได้ไม่ยุ่งยาก” ปรเมศว์ยังมีแก่ใจนึกถึงศศิประไพ
“อย่าห่วงเลย ชีวิตของฉันกับศศิ ไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว” ยิ้มแย้มฉายขึ้นบนสีหน้าของร่างทรงหนุ่ม
“ไม่เข้าใจที่แกพูด...” คนเป็นเพื่อนกังขา
“เราแต่งงานกันด้วยความรักในวิญญาณ ไม่ได้แต่งงานสมสู่กันเหมือนมนุษย์ทั่วไป ฉันมั่นใจ ต่อให้ไม่มีฉันในโลกนี้ และไม่ได้พบศศิประไพอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ เธอก็ยังซื่อสัตย์ในความรักพร้อมรอคอยชั่วนิรันดร์” ความเชื่อมั่นฉายประกายออกจากดวงตาดำสนิทของคนพูด
“ข้าผิดหรือเปล่าวะนี่?” ปรเมศว์คราง ความไม่มั่นใจเกิดขึ้นรวดเร็ว มาถึงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เจ้าตัวนึกลังเลสิ่งที่ตนเป็นตัวตั้งตัวตีให้คนทั้งสองทำในสิ่งที่หัวใจปรารถนานั้น ถูก ฤา...ผิด คนกำลังคิดลำดับความคิดว่องไว
“อาจจะถูกในความเป็นมนุษย์แล้วเทวดาล่ะจะว่ายังไง?” คำถามท้ายประโยคคือปริศนาในใจของบรรณาธิการหนุ่ม หากไม่นาน ชั่วนาที...เขาก็ได้คำตอบเพราะ
“ความรักอันเกิดจากเจตนาอันพิสุทธิ์ ไม่ผิดหรอก...แต่การเป็นเทวะถือสัจจะและหน้าที่เป็นที่ตั้ง” ประโยคจากปากของวรุต ที่มองดูคล้ายไม่ตั้งใจทว่าแทงจี้หัวใจของปรเมศว์ได้ตรงเผ็ง
คนหน้าขาวคิ้วเข้มยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ คล้ายรำพึง
“โลกในขณะนี้เหมือนมายา เวลาของมนุษย์ชั่วชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงวันตายสั้นนัก...และเมื่อถึงวันที่กำลังสิ้นใจ เชื่อเถอะเมื่อมองย้อนอดีตทุกคนจะบอกตัวเองว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาเหมือนฝัน...” คนพูดหัวเราะเสียงปร่าแปร่ง... “ถึงวันนี้ฉันมั่นใจ หากมนุษย์เอาชนะความเป็นมายาบนโลกนี้ได้ ด้วยกำลังใจสูงส่ง...เขาทุกคนจะชนะและได้รางวัลอันยิ่งใหญ่ บรมสุขในโลกหน้า!”
“แกก็กำลังพยายาม?” คำพูดคล้ายคำถามหลุดจากปากปรเมศว์
“ใช่...กำลังพยายาม...และความพยายามเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ” คนตอบมั่นใจ
รถคันเดิม...แล่นผ่านกำแพงคอนกรีตเก่าคร่ำ ซึ่งเหลือร่องรอยอันเรืองโรจน์ในอดีตให้เห็นอยู่บ้างตรงเชิงเทินที่มองดูคล้ายป้อมปืนโบราณ...อันเป็นกำแพงเมืองที่ทางราชการพยายามรักษาเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นเป็นประวัติศาสตร์ ก่อนจะมาจอดหน้าร้าน แอนทีค เล็ก ๆ บริเวณนั้น
“ไหนแกบอกจะมาซื้อแหวนแต่งงาน?” ท่านบอ.กอ.สงกา
“ก็อยู่ที่นี่แหละ!” วรุตตอบพร้อมกับก้าวลงจากรถไม่รอช้า ตามด้วยคนเป็นสหายรัก
กลิ่นหอมประหลาดคล้ายกลิ่นกำยานผสมดอกไม้แห้ง โชยกระทบจมูกเมื่อประตูเก่า ๆ ถูกผลักเปิด เจ้าของร้านวัยชราที่นั่งหลังตู้กระจกหรี่ตามองเพราะแสงจากภายนอกสาดเข้ามาเมื่อบานประตูเปิดกว้าง...ดวงตาฝ้าฟางหันกลับไปมองแหวนโบราณรูปงูขนดหางประดับทับทิมที่วางในตู้บนกล่องกำมะหยี่แว่บหนึ่ง ก่อนพูดกับตัวเองเบา ๆ คล้ายรำพึงรำพันกับใครสักคน...
“เจ้าของเขามาเอาแล้ว!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com