
บทที่ ๓๗
ศศิประไพแม้ได้ยินคำถามชัดเจนหากเจ้าตัวแทบไม่เชื่อหู เธอย้อนถามเสียงสั่นพร่า
“คุณว่าไงนะคะ?”
“ถ้าผมขอแต่งงานด้วย คุณจะตกลงไหม?” วรุตย้ำคำเดิม
น้ำตาแห่งความ ปีติ รื้นขึ้นโดยฉับพลัน หากเป็นเพียงชั่วขณะ ความ เจ็บลึก กรายขึ้นแทนที่
“จะเป็นไปได้หรือคะ?” เสียงแผ่วเพราะเจ้าตัวรู้ กฎ แห่งมหาเทพย่อมศักดิ์สิทธิ์เหนือการล้มล้าง
...อณูแห่งมหาเทวะ ฤา...จะเสวยสุขในกามโลกีย์ได้โดยง่าย...
นักเขียนหนุ่มนิ่งงัน เจ้าตัวถ่ายถอนใจยาว ๆ ก่อนตัดสินใจโพล่งวาจา
“มหาเทวะมีศักดิ์ของการเป็นเทพเจ้า...แต่เราก็มีศักดิ์ของการเป็นมนุษย์เช่นกัน...!” คำกล่าวหนักแน่น
“แม้จะถูกลงทัณฑ์อีกอย่างนั้นหรือคะ?” น้ำเสียงของพยาบาลสาวมีอาการวิตกยิ่ง
“ถ้าจะเกิดมาเป็นคนอีกครั้งจะเป็นไรไป!” คำพูดคล้ายคับแค้น แต่แท้จริงเขาพูดออกมาจากหัวใจ
...ความรัก เป็นสิ่งอ่อนไหวทว่าเหนียวแน่น
บ่วง ที่ฉุดรั้งมนุษย์ แล...เทพเจ้า ฤา...เหล่า โพธิสัตว์ ไยมิใช่...ความรักหรอกหรือ?
ผู้บรรลุมรรค สำเร็จผล ปฏิเสธ นิพพาน อธิษฐานดำรงสภาวะในแดนทิพย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์นั้น
เรียกว่า...โพธิสัตว์
วรุตหันมายิ้มให้อีกฝ่าย ประโยคอ่อนโยนผ่านปลายลิ้น
“การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคุณ...สำหรับผมสิ่งที่พูดคือสัจจะที่ให้คุณแล้ว”
ไม่มีวาจาใดกล่าวจากปากของศศิประไพ มีเพียงศีรษะเอียงซบลงที่ไหล่อันแข็งแรงของชายหนุ่ม หยาดน้ำตารายรินผ่านร่องแก้ม มิมีคำตอบหากวรุตรู้...กายใจและวิญญาณของผู้หญิงคนนี้เป็นของเขาแล้ว...โดยสมบูรณ์
ความคิดของผู้สนองโอษฐ์เทวะก้องอยู่ในใจ
“หากมรรคผลที่จะได้มาถูกล้มล้างด้วยความรักครั้งนี้ก็ขอยอม”
“เวลาที่เหลืออีกหกเดือนจะทำอย่างไรดีคะ?” คนที่ซบกับไหล่กว้างตั้งคำถาม
“สิ่งใดเป็นหน้าที่ ก็ต้องทำต่อไป!”
“มหาเทวะจะทรงยอมหรือ?” ศศิประไพยังไม่วายปริวิตก
“ถ้าไม่ทรงยินยอมก็ถอดถอนได้เลย!” นักเขียนหนุ่มพูดจากใจจริงจนคล้ายมิยำเยงต่อมหาเทพแม้แต่น้อย
“จะขอร่วมรับชะตากรรมกับคุณ” หญิงสาวให้คำมั่นสัญญาหนักแน่น
“เพราะศศิ...รักคุณค่ะ”
กำยานแท่งกลิ่นหอมแปลก ๆ ถูกจุดวางลงในโถทองเหลืองที่มีฝาปิดเป็นตะแกรงลวดสวย คนจุดหน้าขาวจนเกือบซีดทว่าตัดกับคิ้วเข้ม รำพึงอยู่ในใจ
“โอม...มหาเทวะ!”
ดวงหน้าเรียบเฉยสงบ...จับตรงไปยังพระฉายาลักษณ์แห่งมหาศิวะเจ้า ที่ทรงประทับเคียงคู่กับพระแม่เจ้ามหาอุมาเทวีนั้นแน่วแน่...ประโยคคำถามกังวานในจิต
“เมื่อพระองค์ยังทรงมีมเหสีได้ ทำไมเกล้ากระหม่อมจึงแต่งงานไม่ได้?”
คำถามประโยคนี้วนเวียนกลับไปกลับมาหลายตลบ...สิ่งใดที่มนุษย์เค้นคิดอย่างแน่วแน่ เป็น โฟกัส เดียวกัน เรียกว่า วิปัสสนา จิตของ วรุตก้าวเข้าสู่ภวังค์ช้า ๆ ...จากขณิกสมาธิเข้าสู่อุปจารสมาธิ...แล้วก้าวสู่...เอกคตารมณ์
...จิตโอภาส ประภัสสร...
ถ้อยรับสั่งอันชินโสต...กังวาน... “เจ้ายังแยกรูปกับนาม ยังไม่ได้อีกหรือ วิศวนาถ...?” สุรเสียงทรงอำนาจกึกก้อง
“รูปที่เจ้ามองเห็นเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้น หากแท้จริง ตัวข้าเป็นนาม” ถ้อยรับสั่งสุดท้ายคล้ายถอนพระทัย “เสียงแรงที่เป็นอณูแห่งข้า ไยจึงโง่เขลาเช่นนี้?”
วรุต...เตรียมขยับโต้แย้ง หากเจ้าตัวคล้ายมีกระแสปัญญาไหลผ่านจิต...คำถามและคำตอบพรายพร่างขึ้นเป็นระลอก
ความรักที่พระโพธิสัตว์พึงมีต่อมวลมนุษย์ เป็นรักที่หวังสิ่งตอบแทนหรือไม่? ...ย่อมไม่ใช่!
พลังงานแห่งเทพเจ้า ณ แดนอรูปพรหม มีรูปร่างหรือไม่?...ย่อมไม่!
เมื่อคำตอบและคำถามผ่านจิตแจ่มกระจ่าง สุรเสียงทรงอำนาจกังวานในโสตของนักเขียนหนุ่มอีกครั้ง
“แล้วไยจึงนำเรามาเปรียบเทียบกับมนุษย์?”
ความละอายแผ่ซ่านหัวใจ...วรุตถูกฉุดขึ้นจาก อวิชชา โดยพลัน
...ศิวะ...อุมา...เป็นพลังงานพิสุทธิ์สูงส่ง หากมนุษย์ยากจะหาคำอธิบายได้ จึงสมมุติพลังงานคู่นั้นเป็นรูป...ชายหญิงขึ้น...พลังงานคู่กันในความหมายของมนุษย์คือ สามีภรรยา
ความรัก มิได้เป็นความผิด หากความรักแบ่งได้หลายระดับตามความหยาบและละเอียดของภูมิจิตมนุษย์ปุถุชนจนถึงภูมิแห่งพระอริยะ
รักเพื่อน...ฤาจะสู้ภรรยารักสามี
รักสามีภรรยา ฤาจะเท่ามารดา
รักบุตร...ท้ายสุดความรักของ
พระโพธิสัตว์นั้น...มีความปรารถนาหนึ่งเดียวคือ...ให้
มนุษย์ทั้งโลกพ้นบ่วงกรรม สู่แดนสุขาวดี...
วรุตใช้สติพิจารณาระดับความรักตามหลักวิปัสสนาญาณ ช้า ๆ ...จนจิตกระจ่างแน่ชัด คำตอบอันเกิดจากปัญญาแท้จริงจึงอุบัติ
“พลังที่คู่กันมาโดยธรรมชาติย่อมจะต้องเป็นของคู่กันเสมอ...” เจ้าตัวยิ้มกับตัวเองเมื่อคำตอบปรากฏ
“ปีติของมนุษย์เกิดขึ้นชั่วคราวจากการเสพสุขอย่างหยาบ หากเทพเจ้าชั้นพรหมเสพปีติเป็นอาหารด้วยใจ...เป็นของละเอียด...” นักเขียนหนุ่มรู้สึกถึงความโปร่งเบาในจิต รู้ บังเกิดเป็นคำมั่นสัญญา
“เราจะแต่งงานกันด้วยความผูกพันทางวิญญาณ ไม่ใช่...ใช้กายหยาบสมสู่เยี่ยงมนุษย์!”
เสียงพระสรวลกังวานกระหึ่มก้อง สะท้อนสะท้านขานรับความคิดของอณูแห่งพระองค์
“ข้าเพิ่งจะเห็นความฉลาดของเจ้าเป็นครั้งแรก วิศวนาถ...”
“เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาท” ร่างทรงหนุ่มกราบทูลด้วยความสัตย์จริง
“ความจริงเจ้าคิดมากไปเอง จริงอยู่...แม้ว่าการจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ของเจ้ามาจากความรักต่อปารมิตา แต่ครั้งนั้นเจ้าอยู่ในฐานะผู้สนองโอษฐ์เทวะ ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ เทวาลัย ทว่าเดี๋ยวนี้เจ้าเป็นมนุษย์ ย่อมอยู่เหนือเงื่อนไขนั้น” ถ้อยรับสั่งเว้นระยะ ก่อนกังวานขึ้นอีกช้าชัด... “เจ้ามีสิทธิเลือกเส้นทางของเจ้าได้ ยกเว้น...หน้าที่ที่มีต่อข้อจะล้มล้างมิได้!” กระแสพระสุรเสียงสุดท้ายค่อย ๆ จางหายไปช้า ๆ ในที่สุดความเงียบก็กรายเข้ามาเยือนอีกครา
วรุต...เอง ก็คล้ายกับสลัดหลุดออกจากภวังค์สะกดของมหาเทพ...สติสัมปชัญญะกลับคืนเป็นปกติ... เจ้าตัวกราบลงอย่างนอบน้อม
“โอม นมัชศิวายะ!”
คุณดวงแขวางหนังสือธรรมลงเมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้ามานั่งลงตรงหน้า คนวัยกลางคนปลดแว่นสายตาออกจากใบหน้า ยิ้มให้อีกฝ่าย
“หมู่นี้อ่านหนังสือธรรมะจังเลยนะคะ” ศศิประไพเอ่ยคำคล้ายเจตนาชวนอีกฝ่ายสนทนา
“จ้ะ...แก่แล้วไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาธรรมะไว้ประดับใจบ้าง” ท้ายสุดจึงถามลูกสาว “ว่าแต่เราเถอะ มีอะไรหรือเปล่า?”
“ทำไมรู้ละคะ?” คนเป็นลูกยิ้มถาม
“ถ้าเป็นแม่แล้วมองลูกไม่ออกก็แย่สิจ๊ะ?” ผู้มากวัยกว่ายิ้มกว้าง สายตาจับตรงไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายแน่วแน่
“หนูมีเรื่องอยากจะปรึกษาคุณแม่หน่อยค่ะ” ศศิประไพเริ่มเรื่อง
“ว่ามาเลยจ้ะ”
“คุณแม่คิดว่าคุณวรุตเป็นยังไงบ้างคะ?” หล่อนไม่ยอมบอกตรง ๆ หากเลี่ยงใช้คำถามแทน
“ก็เป็นคนดีสิลูก ทำไมหรือจ๊ะ?” คุณดวงแขฉงนใจในคำถามของลูกสาว
“เขาขอแต่งงานกับหนูค่ะ!” หญิงสาวตอบตรงประเด็น ในขณะที่คนเป็นมารดายิ้มกว้าง สายตาที่มองบุตรีมีแววปรานีฉายชัดก่อนตอบเบา ๆ
“แม่ว่า ปัญหาเรื่องนี้หนูควรถามตัวเองมากกว่า การแต่งงานหมายถึงการร่วมหุ้นชีวิตเพื่ออนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะผู้หญิงควรตัดสินใจด้วยตัวเอง”
“ทำไมล่ะคะ?” คนถามประหลาดใจในคำพูดของผู้ให้กำเนิด
“ก็เพราะว่า ชีวิตการแต่งงานผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันนะลูก...ผู้ชายมักจะได้เปรียบผู้หญิงเสมอถ้าการแต่งงานล้มเหลว แต่กับผู้หญิงหนูก็รู้อยู่แก่ใจ จะให้แม่อธิบายด้วยหรือ?” ประโยคของมารดาทำให้พยาบาลสาวนิ่งงัน คนมีปัญญาเช่นเธอ ไยจะต้องให้อธิบายทำไม เจ้าตัวรู้ยิ่งกว่ารู้...คนเป็นแม่ต้องการให้คิด... แม้นชีวิตสมรสล้มเหลว มีการหย่าร้างเกิดขึ้น สตรีย่อมตกอยู่ในฐานะลำบากกว่าบุรุษ...ผู้หญิงมีสิทธิผิดพลาดต่อการมีครอบครัวหนเดียว เพราะถ้ามากกว่านั้น สังคมจะตราหน้าว่า ‘ผู้หญิงมากผัว’ ทันที
“หนูควรถามตัวเองนะลูก...” เสียงของคุณดวงแขมีความปรานีฉายชัด
“ว่าไงคะ?”
“ว่าหนูรักเขาหรือเปล่า?” คำตอบชัดเจน
“รักค่ะ!” ศศิประไพยืนยันกับมารดาหนักแน่น พร้อมกับรอยรื้นฉาบขึ้นในดวงตา ถึงเวลานี้เธอมิได้คิดประหวั่นจิตในความล้มเหลวของชีวิตแต่งงาน เพราะเขาตัดเยื่อทิ้งใยตน...ทว่าสิ่งที่ทำให้เจ้าตัว เจ็บลึก และ ร้าวราน อยู่ในขณะนี้ก็คือ
เวลาอันแสนสั้นที่จะได้อยู่ร่วมกัน
“เป็นอะไรไปล่ะจ๊ะ...” คิ้วของสตรีวัยกลางคนขมวด เมื่อสังเกตอากัปกิริยาของลูกสาวผิดไป “คนกำลังมีความรักทำไมต้องน้ำตาคลอด้วยจ๊ะ?”
คำถามของแม่ทำให้ลูกสาวรีบกลืนความขมที่ปลายลิ้นลงก่อนจะละล่ำละลักตอบ
“เปล่าจ้ะ...หนูเป็นห่วงคุณแม่ต่างหาก...” เจ้าตัวจำต้องมุสาผู้ให้กำเนิด เพราะจะบอกความจริงกับอีกฝ่ายได้อย่างไรเล่า...แท้จริงคนที่เธอรัก...จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินหกเดือนเท่านั้น
คำถามที่เจ้าตัวยากจะมีคำตอบ...เกิดขึ้นในใจ
“ถ้าคุณแม่รู้ความจริง จะยอมหรือ?”
คุณดวงแขหัวเราะบอกลูกสาว “ยายหนูเอ๊ย...อย่าห่วงแม่เลยจ้ะ คนเราเกิดมาเมื่อโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็ต้องแต่งงานกันแทบทุกคน แม่กลับดีใจเสียอีกที่ลูกสาวกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝาไป จะได้หมดห่วงหมดใย เวลาตายก็ได้นอนตายตาหลับ” ผู้มากวัยยกมือลูบศีรษะบุตรีตนด้วยความรักใคร่ “ถ้าหนูแต่งงาน แม่ก็คงไม่ทำตัวให้เป็นภาระกับลูกหรอกจ้ะ!”
“ทำไมพูดอย่างนั้นละคะ?” ศศิประไพไม่เข้าใจประโยคของมารดา ซึ่งอีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะ
“เฮ้อ! คนแก่ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเข้าวัดเข้าวา ถือศีลกินเจรอความตายน่ะสิจ้ะ” คำกล่าวอันน่าประหลาดใจสำหรับคนเป็นแม่หลุดออกมาคล้ายเจ้าตัวปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว จนคนฟังเองก็นึกแปลก
“วันนี้คุณแม่พูดแปลก!” พยาบาลสาว...พึมพำ หากอีกคนยิ้มตอบ
“ไม่แปลกหรอกจ้ะ...ระยะหลังมานี่ แม่อ่านหนังสือธรรมะมากขึ้นและก็จริงอย่างที่ว่า...มนุษย์เกิดมามีหน้าที่จะต้องทำ และเมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องตายทุกคน วันนี้แม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกมาจนโตมีงานทำเลี้ยงตัวได้ แม่ก็ต้องหัดเตรียมใจรับหน้าที่สุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนพึงมีเท่าเทียมกัน” คุณดวงแข...ถอนใจยาวก่อนกล่าวต่อ
“หน้าที่สุดท้ายของมนุษย์ทุกคนคือต้องตาย แต่จะแตกต่างกันก็ตรงที่ว่า ใครจะเดินไปถึงวาระนั้นได้สวยงามกว่ากันต่างหากล่ะลูก...” มาถึงประโยคนี้ของมารดา ศศิประไพรู้สึกได้ถึงความตื้นตันในหัวใจ น้ำตา ที่ยากจะแยกแยะว่าสุขฤา...ทุกข์รายริน
...สัจจะของโลก คือ เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...และต้องดับไป...เสมอ...
...แต่ถ้ามนุษย์รู้จัก เกิดแล้วขณะที่ตั้งอยู่ มีสติสัมปชัญญะดำรงความดีเอาไว้พอ...ฤา...จะกลัวความตายทำไม...?
คนเป็นลูกทรุดตัวลงจากเก้าอี้คุกเข่าพลางโอบแขนกอดมารดาแทนการขอบคุณ เพราะประโยคทั้งหลายของผู้ให้กำเนิดคล้ายเป็นกุญแจคลายความขุ่นข้องทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงลง
...มนุษย์เมื่อเกิดมาต้องมีหน้าที่เฉพาะตน เธอรู้ชัด หน้าที่ของเธอคือ เกิดมาเพื่อรักเขา ตามคำอธิษฐานของ ปารมิตา และเมื่อได้ทำหน้าที่นั้นโดยสมบูรณ์แล้ว ไยจะต้องวิตกกับสิ่งใดอีกเล่า? เพราะความตายก็มิอาจตัดใยรักขาดลงได้
ศศิประไพยิ้มกับตัวเองอย่างมั่นใจในจิต...เธอตอบกับสรรพสิ่งใด ๆ ทั้งจักรวาลนี้ได้ แม้กระทั่งตัวเธอเองอย่างอาจหาญ
‘ร่างกายอันประกอบด้วยธาตุทั้งสี่อาจแตกดับได้ตามกาลเวลา
...แต่วิญญาณธาตุจักอยู่เป็นนิรันดร์ ฉะนั้นวิญญาณของเราก็จะรักเขาเป็นนิรันดร์เฉกเดียวกัน...’
คุณดวงแขโอบกอดธิดาของตนไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน รอยอุ่นถ่ายทอดจากใจสู่ใจ...แม้วันนี้ เธอจะรู้สึกแปลกกับอาการของลูกสาว แต่เจ้าตัวได้แต่ข่มกลั้นคำถามใด ๆ ไว้ สัญชาตญาณของสัตว์โลกในฐานะ แม่ ย่อมบอกเธอได้ดี...ในความรักที่ศศิประไพมีต่อคนที่ตนรัก...มีทุกข์อันมหันต์รุมเร้าอยู่อย่างสาหัส
คนวัยกลางคนลอบถอนใจกับความคิดของตน เจ้าตัวพยายามคิดเค้นเงียบ หากแล้วก็ต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัว...แม้มิใช่เห็นในนิมิตแจ่มกระจ่าง ทว่า...กับทุกข์สุขของลูกอันเป็นสายเลือดของตน ลางสังหรณ์ ย่อมรุนแรง
คุณดวงแข...สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกกรายเข้าสู่หัวใจ...รหัสนั้นบอกเธอ...อ้อมแขนกระชับบุตรีแนบแน่นเข้าไปอีก เพราะใจมันรู้! หัวอกเย็นวาบพร้อมคำตอบอุบัติ!
“ความตาย จะทำลายความสุขของ...ศศิ!”
คำถามกังวานตามมาเป็นระลอก
“ใครตาย?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com