
บทที่ ๓๖
ห้องอาหารบนชั้นสูงสุดของโรงแรมชั้นหนึ่งย่านกลางกรุงยามราตรี เมื่อมองออกไปท่ามกลางความมืด จะเห็นแสงไฟกะพริบพร่างพรายรายรอบดุจสายสร้อยมณีร้อยเรียงแพรวพราวระยิบระยับสวย หากในความรู้สึกของวรุต...วันนี้ สตรีผิวบางที่นั่งอยู่ตรงหน้าตนงามกระจ่างจ้ากว่าสิ่งใด ๆ ทั้งปวง ดวงตาอ่อนโยนของเขาจับนิ่ง...เนิ่นนาน
“มองอะไรขนาดนั้นคะ?” ศศิประไพรู้สึกถึงความร้อนเรื่อบนผิวแก้ม จนอดถามอีกฝ่ายไม่ได้
“วันนี้คุณสวยเป็นพิเศษ...” นักเขียนหนุ่มกล่าวชมจากใจจริง...ร่างที่มีผิวเนียนขาว ภายใต้เสื้อผ้าฝ้ายคอจีน ลายลูกไม้เล็ก ๆ และที่สะดุดตาคือ เธอมีผ้าสีแดงเลือดนกยกทอง ลวดลายโบราณพาดไหล่ ทำให้มองดูแปลก คล้ายเจ้านายในอดีตกาลหลุดเข้ามาในปัจจุบัน...เจ้าตัวยิ้มอาย ๆ อุบอิบในลำคอ
“คงเป็นเพราะผ้าผืนนี้ละมังคะ”
“ก็มีส่วน แต่ผมว่าอยู่ที่ตัวคนใช้มากกว่า” ร่างมหาเทวะป้อนคำหวานก่อนพูดน้ำเสียงจริงจังขึ้น “คนโบราณชอบใช้ผ้าพาดไหล่...” ภาพของตัวเองขณะเป็นผู้สนองโอษฐ์ในเทวาลัยเกิดขึ้นในใจ “ผมก็ชอบใช้”
คนฟังเห็นด้วย “ค่ะ...เห็นสวย ๆ เป็นไม่ได้ ควักเงินซื้อแทบหมดตัว”
“สะสม...?” คนถามเสียงขึ้นจมูกน้อย ๆ
“จนไม่มีที่เก็บแล้ว...” คำตอบกลั้วหัวเราะ ก้มมองผ้าพาดไหล่บอกที่มาให้อีกฝ่ายฟัง “ผืนนี้มาไกล...ได้มาจากหนองคาย...คนแถบนั้นเรียกว่า ผ้าขิด...เป็นผ้าทอมือ”
“ดูยังกะผ้าไหม...” วรุตออกความเห็น
“ค่ะ...ใช้ไหมทำ” ศศิประไพรับ...ก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดคำสนทนา เพราะบริกรยกอาหารเข้ามาวาง
“เห็นว่ามีธุระจะคุยกับศศิ?” พยาบาลสาวเอ่ยคำขึ้นก่อน หลังจากคนเสิร์ฟอาหารถอยห่างออกไปแล้ว
“ครับ...” ชายหนุ่มเสียงแผ่วลงสีหน้าละมุน ดวงตาใต้คิ้วเข้มระริกล้อแสงเทียนบนโต๊ะแวววาว “มีเรื่องอยากบอกคุณมากมาย”
“เหรอคะ?” หญิงสาวทำตาโต
“ว่าจะบอกตั้งนานแล้ว แต่ก็มาจนถึงวันนี้ จึงได้บอกคุณ...” คำบอกคล้ายเสียงกระซิบ
“ทำไมละคะ?” คิ้วเรียวสวยขมวดคล้ายสงสัย หากรอยยิ้มขัน ๆ ประดับริมฝีปาก
“ก็...”ร่างทรงหนุ่มอึกอักเล็กน้อย แต่ก็เอ่ยต่อ... “กว่าจะรวบรวมความกล้าได้”
ศศิประไพหัวเราะเสียงใสถาม “ถ้าจะเรื่องสำคัญมากเลยนะคะ?”
“ฮื่อ! สำคัญมาก”
“ว่ามาเลยค่ะ” คนพูดสีหน้าจริงจัง ทำท่าสนอกสนใจ หากอีกฝ่ายถอนใจเบา ๆ มีข้อแม้
“แต่คุณต้องสัญญาก่อน...”
“ว่า...” หญิงสาวต่อคำให้เท่ากับเป็นการตกลง
“อย่าฝืนใจตัวเอง...”
“ตกลงค่ะ” น้ำคำหนักแน่น
วรุต...สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วค่อย ๆ ผ่อนออกมาช้า ๆ สายตาทั้งคู่จับตรงใบหน้าของศศิประไพ ดวงตาประสานนิ่งเนิ่นนาน ก่อนกล่าวคำช้าชัด
“ผมเชื่อในอดีตชาติ...คุณล่ะเชื่อไหม?”
“เชื่อค่ะ” หญิงสาวตอบโดยไม่ต้องคิด
“กี่ภพกี่ชาติ เราก็ผูกพันกันมาโดยตลอด...” นักเขียนหนุ่มพูดช้า ๆ “ผมรัก...ปารมิตา!” ประโยคท้ายดังชัด...รอยผิดหวังปรากฏขึ้นในดวงตาของพยาบาลสาวเล็กน้อย
“ขณะนี้ก็ยังรักอยู่ไม่เสื่อมคลาย แต่ผมกับเธออยู่กันคนละภพภูมิกัน” คนพูดถอนใจอีกครั้งก่อนเอ่ยคำต่อ “คุณเชื่อหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ แต่ผมอยากจะบอกคุณว่า...ด้วยความรักที่ปารมิตามีต่อผมมากมาย ยามเมื่อผมจุติลงมาใช้กรรมในโลกนี้ เธอยอมแบ่งอณูบางส่วนของตัวเองตามมา” วรุตเว้นจังหวะ และศศิประไพเป็นผู้แทรกวาจากล่าวแทนอย่างมั่นใจ
“อณูปารมิตาเป็นศศิใช่ไหม?” รอยรื้นฉาบขึ้นในดวงตาของหญิงสาว
“ใช่!” คำตอบหนักแน่น แต่ไม่วายย้อนถาม “คุณรู้ได้ไง?”
“ปารมิตาบอกค่ะ”
“เมื่อผมรักปารมิตา...” เสียงของชายหนุ่มสะดุด...มีอาการพร่าไหวน้อยๆ “คุณเป็นส่วนหนึ่งของเธอ...ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ...” พยาบาลสาวจำต้องยอมรับความจริงที่ตนปฏิเสธไม่ได้ เพราะภาพในอดีตเคยแจ่มกระจ่างในจิตมาแล้ว
“เดี๋ยวนี้...เวลานี้...ผมจึงรักคุณ!” คนพูดแม้แผ่วเบา ทว่าสามารถกระตุกหัวใจของคนฟังให้เต้นแรงได้อย่างน่าประหลาด ท้ายสุดเขาถามเธอ
“คุณรังเกียจความรักของผมหรือเปล่า?”
ศศิประไพก้มหน้าซ่อนรอยรื้นที่กำลังรายรินเป็นหยาดน้ำใสท้นออกมา...กับคำพูดของเขา เธอรู้สึกเหมือนมีรอยอุ่นลูบลงกลางใจ...สุข อันเกิดจาก ปีติ ซ่านฤทัย
“ไม่ค่ะ!” เสียงคนตอบแผ่วไม่แพ้คนถาม
“ขอบคุณ...” วรุตพึมพำ
“ทำไมต้องขอบคุณคะ?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถาม หลังจากซ่อนรอยรื้นได้แล้ว
“อย่างน้อยในชาตินี้ก็ได้ชื่อว่ามีคนที่เรารักและคนที่รักเรา...” คำตอบอ่อนโยนยิ่ง
“คำพูดแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินจากผู้ชาย” พยาบาลสาวนึกสนเท่ห์
“ผมไม่เคยโกหก...” เสียงของร่างมหาเทวะเข้มขึ้นเล็กน้อย “ในชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยนึกรักผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย สัญญาได้ จนบางครั้งก็ยังนึกแปลกใจตัวเองเหมือนกัน”
“เชื่อค่ะ...” ศศิประไพพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ศศิก็เหมือนกัน อายุป่านนี้แล้วก็ยังไม่เคยชอบใคร คุณแม่ยังแอบบ่นกลัวลูกสาวขึ้นคานทองฝังเพชร” ท้ายประโยคเจ้าตัวหัวเราะขันมารดา ก่อนให้เหตุผลกับฝ่ายชายเหมือนผู้ทรงภูมิ “ลักษณะการจุติลงมาครองชาติภพของเราเกิดจาก สัจจะอธิษฐาน ฉะนั้นสัญญาเดิมจึงแรงกล้าจนจิตไม่ยอมหมุนเวียนไปตามสภาวะของโลก...”
กับคำกล่าวของหญิงสาว วรุตจำต้องพยักหน้ารับ...ไยเจ้าตัวไม่รู้...
เหนือ ฤทธิ์ คือกรรม...
เหนือ ‘กรรม’ คือ... ‘สัจจะ อธิษฐาน’...
คนหน้าขาวคิ้วเข้มรู้แน่แก่ใจ...“ชีวิตเราอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งมหาเทวะเช่นเดียวกับศศิประไพ แม้ปารมิตาจะไม่มีสิทธิกำหนดวิถีกรรมคนของตนได้เหมือนเทพเจ้าชั้นสูง...หากปารมิตาก็มีอิทธิพลต่ออณูของตนพอควร อย่างน้อยสัญญาเก่าก็ติดตัวลงมาไม่น้อย แถมยังแฝงร่างได้อีกต่างหาก” คนกำลังคิดคล้าย ยิ้มหยัน ชะตาชีวิตของตนและคนที่นั่งตรงหน้า
ฤา...มีทางอื่นไป สุรเสียงทรงอำนาจคล้ายกังวานอยู่ในสมอง
...ผู้ถวายสัตย์ต่อมหาเทวะ วิถีแห่งวิญญาณย่อมต้องขึ้นอยู่กับ...น้ำพระทัย...ของพระองค์...
“ทั้ง ๆ ที่ผมรักคุณ แต่คงไม่มีโอกาสแต่งงาน” ยิ้มเศร้าผุดขึ้นที่ริมฝีปากของวรุณ... “น่าเสียดาย”
“ทำไมละคะ?” ใบหน้าสวยของหญิงสาวบอกอาการประหลาดใจ
ร่างทรงหนุ่มยักไหล่...คำตอบมีรอย ขื่น เจือปนเล็กน้อย
“ผมจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่เกินหกเดือน”
“คะ...ว่าไงนะคะ?” ทั้งที่ได้ยินชัดเต็มโสต หากคนฟังถามย้อนเพราะไม่เชื่อหูตัวเอง
“คนมีชีวิตเหลือแค่หกเดือน จะกล้าคิดเรื่องแต่งงานหรือครับ...” รอยขื่นในน้ำเสียงสลาย...เจ้าตัวยิ้มเย็น ทว่าศศิประไพรู้ถึงอาการ วาบลึก หัวใจเย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลัน...ปากละล่ำละลัก
“คุณวรุตรู้ได้ยังไง...อะไรทำให้แน่ใจอย่างนั้น?”
“ปารมิตาบอกเมื่อไม่นานมานี่...กับเมื่อวานไปวัด พระก็บอก...” คำตอบเรียบ ๆ
“ไปหาหลวงพ่อหรือคะ?” คนฟังนึกถึงผู้ทรงศีลวัยชราที่อีกฝ่ายนับถือเป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน
“เปล่า...คนละรูปกัน...ไอ้เมศว์พาไป” วรุตบอกตามความจริง
“ไม่น่าเชื่อ” หญิงสาวคราง “แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง!” เจ้าตัวพยายามหาเหตุผล
วรุตไม่ตอบแต่หันไปถามแทน “คุณเชื่อว่าผมมีจิตรู้ไหม?”
“เชื่อค่ะ...อย่างน้อยก็เป็นอณูแห่งมหาเทพ” พยาบาลสาวเสียงอ่อน
“จิตรู้ผมก็บอกว่าใช่...จริง อย่างที่พระทำนายทุกประการ...”ถึงประโยคนี้ ไม่เหลือร่องรอยความอปกติ...เจือปนในสีหน้าและน้ำเสียงของเขาอีกเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบกรายเข้าสู่บุคคลทั้งสอง นักเขียนหนุ่มนั่งนิ่งดุจรูปสลัก ในขณะที่ศศิประไพนั้น งงงัน ประหนึ่งถูกทุบท้ายทอย...หัวใจที่ฟูฟ่อง อิ่มเอมกับคำบอกรักครั้งแรกที่พบหน้า เหมือนลูกโป่งถูกปล่อยลม...ความ เจ็บ ซ่านวิญญา
“สุข และ ทุกข์ เป็นของคู่กันจริงๆ” เจ้าตัวรำพึงในจิต...ความขมรวมอยู่ที่ปลายลิ้น ซึ่งเธอพยายามกลืนลง...ทว่ามันมิได้สลายไปไหน กลับรายรินลงรดหัวใจตัวเอง...ปากที่เม้มสนิทเป็นเส้นตรงเริ่มขยับ
“คุณวรุตคะ!”
ร่างที่นิ่งดุจรูปปั้นรับคำ “ครับ”
คนเรียกเอ่ยคำแผ่วหวิว... “ต่อให้เวลาของคุณในโลกนี้หมดลงในวันพรุ่ง...ศศิก็รักคุณ...” ท้ายเสียงสั่นพร่า หยาดน้ำคลอคลอง
“ทำไมล่ะ?” ร่างมหาเทพถามด้วยอาการส่ายหน้าเสียใจ
“เพราะศศิ...เกิดมาเพื่อมีหน้าที่รักคุณ!” พยาบาลสาวกล่าวจากใจจริง...ซึ่งคนฟังอับจนคำโต้แย้ง เพราะเขารู้
ธาตุวิญญาณเดิมของศศิประไพมาจากปารมิตา...ยามเมื่อตนอยู่ในฐานะของผู้สนองโอษฐ์เทวะ และถูกลงทัณฑ์...ปารมิตาหรือจะยอมทิ้งให้คนอันเป็นที่รัก อยู่เดียวดายได้...พลังงานวิญญาณส่วนหนึ่งของเธอจึง ‘หลุด’ ออกมาด้วยแรงอธิษฐาน...แห่งความรัก วิญญาณส่วนนั้นมาเป็นศศิประไพในวันนี้!...
ฉะนั้น...ไยจะแปลก เมื่อวิญญาณเป็นพลังงานที่มีเจตจำนง...ศศิประไพอุบัติด้วยอำนาจของความรัก และแรงอธิษฐานเป็นเจตนา สัญญา ในอดีตจึงแรงกล้าเป็น ปัจจุบันกรรม
ปัญญาของวรุตสว่างเรือง เจ้าตัวเข้าใจ เหตุและผลกระจ่าง
“ปารมิตาอาศัยช่องโหว่ของเทวโองการ แยกอณูมาอยู่ใกล้เรา” ในคำตอบแจ่มชัดนั้น มีคำถามตามเข้ามาโดยพลัน
“เรื่องนี้ มหาเทวะจะไม่ทรงทราบล่ะหรือ?” แน่นอนคำตอบที่ได้คือ... “พระองค์ย่อมทรงทราบแน่!” เจ้าตัวแน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่ มาถึงตรงนี้เขาสัมผัสได้ถึงความท้อแท้ทางจิตที่รุมเร้า
“เราถูกมหาเทพลงทัณฑ์เพราะความรัก...” ความทรงจำเก่าก่อนหวนคืน พร้อมความเจ็บ ร้าวราน แผ่เข้าคลุมหัวใจ วรุตหัวเราะ หยันเยาะ ตัวเองในความคิด จิตโพล่งวาจา...ร้าวราน
“แล้วมหาเทวะจะยอมให้เรามีสุขในความรักได้ง่ายอย่างคิดรึ!”
นักเขียนหนุ่มหมุนพวงมาลัยรถ เลี้ยวออกจากโรงแรมชั้นหนึ่ง หลังจากอาหารมื้อค่ำจบลง...คนขับหันมาถามผู้นั่งเคียงข้างมาด้วยเบา ๆ
“รีบกลับหรือเปล่า?”
“ไม่รีบหรอกค่ะ บอกคุณแม่ไว้แล้ว ทำไมหรือคะ?” หญิงสาวตอบ หากท้ายคำย้อนถาม
“เปล่าครับ! เพียงแต่ถ้าไม่รีบร้อนกลับ ผมจะขับรถออกไปนอกเมืองสักครู่ เบื่อความจอแจวุ่นวายบนถนน”
“เชิญเลยค่ะ...” พยาบาลสาวหันมายิ้มให้พร้อมคำตอบ
วรุตเหยียบคันเร่งน้ำมัน พารถคู่ชีพแล่นตัดออกสู่เส้นทาง สายกรุงเทพฯ – สุพรรณบุรีอย่างรวดเร็ว...ถนนที่ทอดยาวไปข้างหน้าว่างเปล่าเงียบเหงา...นาน ๆ จะมีรถสวนมาสักคัน ชายหนุ่มเอ่ยคำหลังจากนิ่งมานาน
“ชีวิตคนเราก็เหมือนการเดินทาง มันต้องถึงเวลาสิ้นสุดเข้าจนได้”
“ค่ะ...” หญิงสาวรับคำ “แต่การเดินทางของแต่ละคนต่างกัน”
“ต่างกันยังไง?” เขาย้อนถามเธอ
“บางคนเดินทางตลอดชีวิตโดยไม่รู้จักจุดหมายปลายทางของตนเลยว่าอยู่ตรงไหน บางคนรู้แต่ไม่ยอมเดิน...บางคนไม่รู้ แต่บุญเก่าทำให้รู้ก็มี” ศศิประไพพูดกลั้วหัวเราะ พยายามกลบเกลื่อนรอยหม่นบนสีหน้าของตนซึ่งอีกฝ่ายก็รู้ คนทำหน้าที่ขับรถพูดต่อ
“ผมคงต้องกลับบ้านก่อนคุณแน่ ๆ”
“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนอื่น ๆ เพราะคุณรู้จุดหมายปลายทาง” เธอปลอบเขาเท่าที่จะทำได้
“สิ่งที่ยังมาไม่ถึงจะแน่นอนอะไรได้” ยิ้มหยันผุดขึ้นที่ปากของนักเขียนหนุ่ม “แม้เรื่องในปัจจุบันที่มองเห็น และสัมผัสได้ ยังไม่มีความแน่นอนเลย...อนาคตข้างหน้าจะหวังกระไรได้”
“คุณวรุตเชื่อเรื่องกรรมไหมคะ?” พยาบาลสาวเปลี่ยนคำถามอย่างรวดเร็ว
“เชื่อครับ...แต่ถามทำไมล่ะ?”
ศศิประไพไม่ตอบ หากเธอยังคงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ ... “กรรม...มาจากคำว่าการกระทำ ฉะนั้นการกระทำใด ๆ ในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดวิถีในวันข้างหน้า หรือที่ว่าโลกหน้าใช่ไหมคะ?”
“พระพุทธเจ้าก็ทรงรับสั่งเช่นนั้น!” เขาพยักหน้ารับ
“ก็แปลว่า...เราสามารถเลือกหนทางในวันข้างหน้าของเราได้ไม่ใช่หรือคะ?” วรุตรู้สึกว่าคำถามของอีกฝ่าย แปร่งหู พิกล หากโดยเหตุโดยผลก็จำต้องยอมรับ
“ครับ!”
ประโยคของหญิงสาวจริงจัง... “คุณวรุตลองถามตัวเองดูบ้างสิคะว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้าอยากให้เป็นแบบไหน?”
สิ้นคำของศศิประไพ ร่างทรงหนุ่ม นิ่งเงียบ เจ้าตัวต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดถูก...เส้นทาง ของมนุษย์นั้น มนุษย์ต้องรู้จักเลือกเองเสมอ...เขารำพึงในใจ
“ก็ไม่ใช่เพราะเราเลือกเอาความรักหรอกหรือ...ทำให้ต้องมาเกิดเป็นคนในวันนี้...” คนกำลังเค้นคิดตั้งคำถาม “เป็นคนแล้วเป็นไง?” และกับคำถามนี้ คนเป็นร่างของมหาเทพถึงบางอ้อโดยพลัน...รอยยิ้มแจ่มใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ขอบคุณที่เตือนสติ...” วรุตหันมาขอบใจหญิงสาว เพราะรู้อีกฝ่ายเตือนสติตน
‘...อะไรจะเกิดมันต้องเกิด...จะกังวลทำไมให้เกินการณ์...’
ความฮึกหาญในจิตบังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว...หัวใจครื้นเครง...
“จะลองดีกับมหาเทวะดูสักที” ยิ้มเย็นปรากฏในสีหน้าก่อนหันมาที่ หญิงคนรัก พลางเอ่ยคำ
“คุณจะตกลงไหม...ถ้าผมขอแต่งงานด้วย!”
----------------------------------------------
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com