
บทที่ ๓๕
วรุตแม้จะมีอาการตื่นตระหนก เพราะไม่คาดฝัน หากเป็นเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็เป็นปกติ สติ เป็นบาทแรกของผู้อยู่ในกระแสธรรม...ฉะนั้นเจ้าตัวจึงนำมาใช้เตือนตน
“จะตายช้าตายเร็ว...ก็ตาย...” รอยยิ้มเย็นปรากฏในหน้า
ฝ่ายผู้ทรงศีลยิ้มบ้าง พร้อมกับเอ่ยคำชัด “ดี!” ผู้พูดนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนกล่าวเนิบ ๆ
“คนมีสติจะไม่หลงภพหลงชาติ...และถ้าทำสติให้เป็นมหาสติได้ บุคคลนั้นสามารถก้าวขึ้นภูมิแห่งพระอริยะได้...”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันเบา ๆ ไม่มีแววทุกข์ร้อนใดให้เห็น ยิ่งทำให้ปรเมศว์ที่กำลังเป็นทุกข์ในคำทำนายของหลวงพี่งุนงงหนักขึ้นไปอีก จนเจ้าตัวต้องแทรกวาจา
“จะตายกันในไม่กี่เดือน ยังเฉยอยู่ได้ เห็นเป็นเรื่องสนุกหรือไงนะ” ท่านบรรณาธิการกระแทกเสียง หากคนเป็นเพื่อนหันมายิ้มให้ย้อนถาม
“ถ้าไม่เฉยแล้วให้ทำยังไง...ร้องไห้งั้นรึ?”
“ข้ายังทุกข์แทนเลย...” ปรเมศว์เสียงอ่อย น้ำใสคลอคลองเพราะสงสารเพื่อน
“ไอ้บ้า!” ร่างมหาเทวะเอ็ดคู่หูเบา ๆ ก่อนพูดอย่างอ่อนโยน... “รู้เวลาตาย ยังดีกว่าไม่รู้ จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ...กลับบ้าน” คนพูดรู้สึกลำคอตีบตันเมื่อกล่าวคำว่า...กลับบ้าน อันหมายถึงโลกหน้าของตน
“แล้วแกรู้หรือว่า บ้านของแกเป็นไง?” บรรณาธิการหนุ่มถามเสียงแผ่ว
“รู้สิ!” คำตอบหนักแน่น ที่นั่นมีแต่ความสุข ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่ต้องผจญกับความโลภหลงของมนุษย์ คนกล่าวเน้นคำอย่างมั่นใจ เพราะอย่างน้อยเจ้าตัวก็รับรู้สภาวะในโลกแห่งวิญญาณมาบ้างแล้วจากการถอดกายทิพย์หลายครั้ง
“โยมนักเขียนพูดถูก...” เสียงพระกังวานขึ้น ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ที่มนุษย์กลัวเพราะรู้ไม่จริง ถ้าแน่ใจว่ามีบุญกุศลเป็นทุนรอนมากพอ จะกลัวอะไร ส่วนใหญ่ที่กลัว กลัวบาปกรรมของตนเองมากกว่า...หลวงพี่พูดกลั้วหัวเราะในประโยคท้าย “คนถ้ารู้เวลาตาย ไม่ค่อยกล้าทำบาป...ส่วนที่ไม่รู้ก็หลงระเริง ทั้ง ๆ ที่บางคนจะตายวันตายพรุ่งเสียก็ไม่รู้”
กับประโยคของผู้ทรงศีลปรเมศว์จึงได้คิด...เจ้าตัวต้องยอมรับ ใช่ มากมายแห่งมนุษย์อายุยังน้อยต่างคาดหวังความยืนยาวในชีวิต...แต่จะมีใครสักกี่คนรู้
...อายุตนเหลือเท่าใด...
ประสบการณ์ที่ผ่านมาของคนเป็นบรรณาธิการหนังสือ...เจ้าตัวเคยเห็นบ่อยครั้ง มากมายมนุษย์ไม่เคยคิดถึงความตาย แต่เมื่อตื่นขึ้นก้าวเดินออกจากบ้านในตอนเช้า...แล้วมิเคยเดินกลับมาอีกเลย ก็มี
...ความตายเกิดขึ้นกับมนุษย์โลกได้ทุกวินาที ประหนึ่งใบไม้ร่วงจากลำต้นกิ่งก้านฉันนั้น!...
คำถามเกิดขึ้นกับปรเมศว์... ไอ้รุตเหลือเวลาหกเดือน แล้วเราล่ะ...เหลือเวลาเท่าไร? คนคิดไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้
แม้เพียงแต่คิด หากหลวงพี่หันกลับมาถามทันควัน
“อยากรู้รึว่า มีเวลาอยู่ในโลกนี้เท่าไร?” ผู้ถามแสดงถึง เจโตปริยญาณ ในการดักความคิดคนอื่นได้ว่องไว
“ครับ อยากรู้” คนตอบเองก็ไม่แปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายรู้ความคิดตน เพราะเห็นมาหลายครั้งแล้ว
“อยากรู้ก็จะบอก...” ผู้ทรงศีลเว้นคำก่อนตอบชัดในน้ำเสียง... “เวลาของโยมเหลือเท่ากับระยะหายใจเข้าออก”
“ผมไม่เข้าใจ...” ปรเมศว์ขมวดคิ้ว ตอบตามความจริง
“โยมลองไปคิดดูก่อน...” หลวงพี่ตอบยิ้ม ๆ พร้อมกับหันมาสบตาวรุต...ซึ่งอีกฝ่ายยิ้มตอบเหมือนเข้าใจความนัยของผู้ทรงเพศพรหมจรรย์ เจ้าตัวรำพึงในจิต
“หลวงพี่วางอุปาทานให้ไอ้เมศว์เจริญมรณานุสติ” พร้อมกับความคิด ตัวรู้ผุดขึ้นกระจ่างใจ ภาพเหมือนฉายสไลด์แจ่มจ้ากลางจิต
“ท้ายสุดไอ้เมศว์บวช!” ตัวรู้ปรากฏชั่วแว่บ แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างทรงหนุ่มถอนใจเบา ๆ ปีติกำซาบต่ออนาคตของสหายรัก เส้นทางสุดท้ายของปรเมศว์ งดงามยิ่งเขาพูดกับตัวเอง
...โลกจะมีสุปฏิปันโนขึ้นอีกหนึ่ง!...
รถเก๋งสีน้ำเงินท้ายตัด ที่วิ่งเข้าไปในเขตสำนักสงฆ์เมื่อตอนสาย ย้อนกลับออกมาอีกครั้งเมื่อตะวันเริ่มราแสง เสียงเครื่องยนต์คำรามส่งพาหนะคันนั้นโลดแล่นมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
“ไอ้เมศว์!” ผู้ที่นั่งเคียงคู่มาเรียกเจ้าของรถที่กำลังทำหน้าที่ขับขี่
“หือ!” คนถูกเรียกหันมามองแว่บเดียว แล้วหันกลับไปดูเส้นทางข้างหน้าตามเดิม
“มีเรื่องขอร้องแกหน่อย” เสียงของวรุตราบเรียบ
“ว่ามา...”
“ฝากน้าแม้นด้วย” เสียงบอกแผ่วลง
“ได้...สิ...” เสียงของวรุตว่าเบาแล้ว ของปรเมศว์กลับเบายิ่งกว่า...หลายเท่า เจ้าตัวพยายามระงับความขมและก้อนแข็งที่จุกอยู่บริเวณลำคออย่างยากเย็นโดยไม่ยอมหันกลับมามองสหายรักแม้นิดเดียว “แล้วสมบัติพัสกนธ์ของแกล่ะ?” ประโยคท้ายเป็นคำถาม
“ส่วนหนึ่งยกให้น้าแม้น ที่เหลือให้แก!” คำตอบช้าชัด ไม่มีร่องรอยของความอาลัยใด ๆ ในทรัพย์สินแม้แต่น้อย
“เอ็งจะบ้า...ข้าขอปฏิเสธส่วนของข้า ยกให้น้าแม้นให้หมดเถอะ หรือไม่ก็ถวายวัดซะ” บรรณาธิการหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ
“เพราะงั้นสิ ถึงต้องให้แก” คนพูดย้ำคำ
“เหตุผล!” ปรเมศว์หันมาถามเสียงดัง
“ส่วนหลังเอาไว้ให้แกตั้งสำนักสงฆ์” วรุตเผยเหตุผลตามที่รู้จากนิมิตภาพสหายรักในชุดผ้าเหลืองหวนกลับมาในความคิดอีกครั้ง
“โน! ขี้เกียจยุ่งยาก ทำสำนักสงฆ์เสร็จ ต้องนิมนต์พระมาครอง...ถ้าเจอพระดีก็แล้วไป ถ้าไม่ดีเดือดร้อนอีก ยุ่งตายชัก...” คนพูดส่ายศีรษะลูกเดียว แต่คนฟังหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดชัดคำ
“แกนั่นแหละจะเป็นเจ้าของ”
“ไอ้บ้า! เป็นฆราวาสแล้วครองวัดได้เรอะ?” ท่าน บอ.กอ.เสียงแหว
“ได้สิ! เพราะอีกไม่นานแกก็ต้องบวช” เสียงพูดเรียบ ๆ ขณะที่อีกฝ่ายหัวเราะขัน
“เฮอะ...คงบวชง่ายหรอก ลูกเมียก็ยังไม่ทันมี บวชให้โง่สิ...”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ” ร่างแห่งมหาเทพตัดบทเอาดื้อ ๆ
“แต่คนเป็นบรรณาธิการหนังสือยังไม่ยอมหยุด “อะไรทำให้แกแน่ใจว่าฉันจะบวชแน่?”
“ตัวรู้!” คนตอบพูดอย่างมั่นใจก่อนอธิบาย “บางครั้งสิ่งที่รู้ขึ้นในจิตมันขัดกับความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่ครั้งนี้ฉันเชื่อจิตรู้ว่าไม่ผิดแน่...”
“แล้วถ้าผิดล่ะ?” ปรเมศว์ย้อน
“ก็ไม่เห็นเป็นไร พอใจยกให้” วรุตยักไหล่
ความเงียบกรายเข้าครอบคลุมคนทั้งสอง มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของรถที่ยังทำงานอย่างซื่อสัตย์ ความมืดโรยตัวลงทาบทาแผ่นดิน ปรเมศว์เอื้อมมือกดสวิตช์ไฟ ลำแสงสว่างสาดส่องทอดลำยาวไปข้างหน้า จวบจนเนิ่นนานคนทำหน้าที่ขับขี่รถจึงเอ่ยวาจาเรียบ ๆ ผิดนิสัยปกติ
“แกคิดยังไงกับคุณศศิ?”
“เรื่องอะไร?” เสียงย้อนห้วนหากลึกลงในหัวใจนักเขียนหนุ่มรู้...ว่าสหายรักกำลังพูดเรื่องอะไร
“แกอย่าทำไก๋น่า ไอ้รุต...” คนพูดถอนใจเบา ๆ “แกก็รู้ว่าฝ่ายนั้นชอบแก”
ได้ผล...ร่างทรงหนุ่มนิ่งงัน ปรเมศว์เมื่อเห็นเพื่อนรักเงียบ จึงกล่าวคำช้าชัด
“แกจะทำใจจืดใจดำกับหล่อนอีกนานแค่ไหน?”
คนฟังถอนใจบ้าง...พร้อมกับพูดพึมพำไม่เต็มเสียง “จะมีประโยชน์อะไร...ในเมื่อรู้เส้นทางสุดท้ายแล้ว”
“แกมันขี้ขลาดไอ้รุต...!” บรรณาธิการหนุ่มเสียงเข้มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
“ขี้ขลาดยังไง?” วรุตก็ไม่ยอมลดละ
“ไม่ยอมรับความจริง” คำตอบชัด “แกเองก็รักคุณศศิ...หรือไม่จริง?” ปรเมศว์เสียงเข้มขึ้นอีก ในขณะที่อีกฝ่ายอับจนวาจา เงียบงัน ท้ายสุดคนทำหน้าที่สารถีจึงเสียงอ่อนลง
“ไอ้รุต...ถ้าข้าจะบอกอะไรแกในฐานะเพื่อนสักนิด แกจะโกรธไหม?”
“ว่ามา...”
การเกิดมาเป็นมนุษย์น่ะ ไอ้รุต...แม้จะรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่สำคัญนักหรอกเพื่อน...สิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือมีคนรัก และเขารักเรา น้ำคำของปรเมศว์อ่อนโยนยิ่ง
“ทำไม่ได้หรอก...ในเมื่อเรากำลังจะตาย ทำไมต้องหยิบยื่นความทุกข์ให้คนอยู่ข้างหลังด้วยเล่า...” ประโยคของคนคิ้วเข้มมีอาการสะดุด “คนถ้าไม่รู้จักคำว่ารักก็ไม่รู้จักทุกข์”
“สายไปแล้วเพื่อน ความรักไม่ได้เกิดขึ้นที่ปาก แต่มันเกิดขึ้นเองในหัวใจ ไม่มีใครห้ามได้หรอก” คนพูดนิ่งไปชั่วขณะก่อนหลุดถ้อยคำที่คนฟังอึ้งไปเนิ่นนาน... “เอ็งจะปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่งรอคอยความรักจวบจนสิ้นใจเลยหรือ?”
ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้งไม่มีคำตอบจากปากของร่างแห่งมหาเทวะ และที่สุดบรรณาธิการหนุ่มจึงเอ่ยคำต่อ
“ขอร้องเถอะเพื่อน...ถ้าแกจะจากโลกนี้ไปจริงดังคำทำนาย ขอให้หยดน้ำทิพย์ลงที่หัวใจของผู้หญิงที่หลงรักแกสักหยดเถอะ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เธอมีความหวังที่จะกลับไปพบแกในโลกหน้า”
“แกเชื่อโลกหน้าด้วยรึ?” เป็นถ้อยคำถามขึ้นลอย ๆ
“เชื่อสิ! และข้าก็มั่นใจว่าคุณศศิก็เชื่อ!” คำตอบหนักแน่นเป็นที่ยิ่ง พร้อม ๆ กับเสียงถอนใจยาว ๆ ของนักเขียนหนุ่มดังแทรกขึ้นก่อนให้คำมั่นสัญญา
“ตกลง!”
“ขอบใจ...รุต...” เสียงของปรเมศว์สั่นพร่า...เจ้าตัวรู้ได้ถึงความปีติ อึง อลในหัวใจ...ชายหนุ่มเองมาถึงวันนี้ก็นึกประหลาดใจยิ่งนัก ที่ตนอยู่ ๆ ก็มีความเวทนาหญิงสาวผู้นั้นขึ้นมาอย่างรุนแรง หากเขายิ้มคนเดียวเงียบ เพราะประจักษ์ในเหตุผลที่ว่า...ความรักเป็นสิ่งจรรโลงโลก ความรัก...ให้ความหวังเพื่อการรอคอยได้...ถ้า...มนุษย์รู้จัก ล่ำลากันให้สวยงามด้วยความรัก...
ปรเมศว์มีความสุขยิ่งนักกับคำสัญญาของเพื่อนรัก...อย่างน้อยที่สุด การกระทำของตนจะมีผลทำให้ศศิประไพได้มีความสุขในความรักบ้าง...ชายหนุ่มมีความเชื่อว่า
สตรีเปรียบเช่นดอกไม้ เมื่อถึงเวลา ย่อมแย้มกลีบบาน ฤาจะปล่อยให้แห้งหายโรยรา หล่นดินอย่างอ้างว้างเดียวดายหรือ
ขณะที่ บอ.กอ.หนุ่มกำลังจมอยู่กับภวังค์ความคิด...ตัวของวรุตก็มิได้แตกต่างจากอีกฝ่ายเท่าใดนัก...หากสิ่งที่คิดมิได้เป็นเรื่องของตนเอง ทว่าเป็นการพิจารณาชีวิตของคนที่เมื่อครู่พยายามหว่านล้อมเรื่องความรัก
มัวแต่ห่วงคนอื่น ไม่ยอมมองตัวเอง ร่างแห่งมหาเทพรำพึง...เจ้าตัวนึกขันกับการเอื้ออาทรในชีวิตผู้อื่นของปรเมศว์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ครองชีวิตอยู่เดียวเปลี่ยวดายมาจนถึงทุกวันนี้ กับอาการลักษณะภายนอกที่ผู้เป็นสหายรักพยายามแสดงออกถึงความร่าเริงแจ่มใส วรุตรู้ดี ลึกเร้น ในหัวใจของอีกฝ่ายคือความ เหงาลึก ซ่อนอยู่ในจิต
เขาย่อมรู้ “ต่อให้มีชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สินมากมายเท่าใด จะมีประโยชน์อะไร...เพราะไอ้เมศว์ไม่รู้จะทำเพื่อใคร...ให้ใคร?” นักเขียนหนุ่มคิดถึงสัจจะของชีวิต...ถึงประโยคนี้ เขายิ่งแน่ใจ
“เมื่อไอ้เมศว์ไม่มีความหวังอะไรเพื่อใคร...” กับความคิดสุดท้ายของคนคิ้วเข้ม เจ้าตัวกลับยืนยันมั่นใจยิ่งนัก
ท้ายสุดมันต้องบวชแน่!
หญิงสาวร่างระหงผิวบาง รูปหน้าสวย ดวงตากลมโตดำขลับในชุดพยาบาล เปิดประตูรั้วบ้านเรือนไม้หลังเล็กสองชั้น ก้าวเข้าไปด้วยลักษณะอาการเหนื่อยอ่อนเล็กน้อยเพราะเพิ่งกลับจากทำงาน...ในขณะที่คุณดวงแขผู้เป็นมารดากำลังเอื้อมหยิบหูโทรศัพท์เมื่อกริ่งสัญญาณดังขึ้น
“คะ...” คนวัยกลางคนกรอกเสียงลงเครื่องรับโทรศัพท์
“ผมวรุตครับ...” ปลายสายรายงานขณะที่พยาบาลสาวก้าวพ้นธรณีประตูบ้านเข้ามาพอดี
“โทรศัพท์ใครคะ?” เสียงใสร้องถามมารดา
“คุณวรุตจ้ะ...ขอพูดกับลูก” คุณดวงแขยื่นหูโทรศัพท์ให้ลูกสาวพลางเดินเลี่ยงห่างออกไป
“ศศิประไพค่ะ...” หญิงสาวเอ่ยคำด้วยดวงตาเป็นประกาย “มีอะไรหรือคะ?”
“มีนิดหน่อย...เพิ่งกลับหรือครับ?” คำตอบไม่ค่อยตรงประเด็น ประโยคท้ายคล้ายชวนอีกฝ่ายสนทนา
“ค่ะ...เพิ่งมาถึง เดินเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์พอดีเลย คุณวรุตยังไม่ตอบคำถามเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า... หรือว่าจะชวนไปไล่ผีอีก...” น้ำคำมีลักษณะกระเซ้าแกมหัวเราะ หากอีกฝ่ายเสียงเรียบ...
“มีธุระจะคุยกับคุณสักหน่อย...”
“โอ.เค. ว่ามาเลยค่ะ” พยาบาลสาวใจร้อน
“เรื่องมันยาว...คงไม่สะดวกแน่ถ้าจะคุยทางโทรศัพท์” คนพูดนิ่งไปชั่วครู่คล้ายตัดสินใจ ก่อนโพล่งคำรัวเร็ว
“ผมอยากเจอคุณ!”
“เมื่อไหร่คะ?” ศศิประไพก็ย้อนถามเร็วไม่แพ้อีกฝ่าย
“เดี๋ยวนี้เลย...อีกประมาณยี่สิบนาที ผมจะไปรับที่บ้าน ทานมื้อเย็นกับผมสักครั้งนะครับ...” คำท้ายเสียงนุ่มหู และทั้ง ๆ ที่คนฟังเองก็ออกจะงง ๆ แต่ก็หลุดคำรับปาก
“ค่ะ!”
วรุตค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงช้า ๆ พร้อมกับผ่อนลมหายใจที่คล้ายอึดอัดออกมาจากอก...เจ้าตัวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“เพราะไอ้เมศว์แท้ ๆ ...” แม้จะบ่นคนเป็นเพื่อน หากสีหน้ามีรอยยิ้มขัน...หากเป็นชั่วอึดใจเดียว นักเขียนหนุ่มก็เคร่งขรึมลง...ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว...คำกล่าวกังวานในอก
“ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยของมหาเทวะ” หยาดน้ำใสหล่อรื้นขึ้นในดวงตา เจ้าตัวรำพึงแผ่วเบา
“ศศิ...วันนี้เป็นวันที่ผมจะบอกความรักกับคุณ...” ถ้อยคำสะดุดแห้งหาย หากดังชัดในหัวใจ...สะท้อนสะท้าน
“และเป็นวันกล่าวลา...”
----------------------------------------------
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com