
บทที่ ๓๔
ภาพนิมิตขยายกว้าง จนคนกำลังเพ่งมองรู้สึกคล้ายถูกดูดเข้าไปในเหตุการณ์ กลุ่มควันมืดทึบอบอวล ความหนาวแผ่ซ่านกรายสู่ใจของวรุต เจ้าตัวสัมผัสได้ถึงความ เย็นเยียบ อันน่าสะพรึงกลัว ร่างทรงหนุ่มจิตตก...วูบ...ความเข้มแข็งมลาย เหลือเพียงความพรั่นพรึงที่รุมเร้าอยู่ในใจ
“อย่ากลัว ทุกอย่างเป็นเพียงนิมิตที่เกิดจากมโนมัย...” เสียงผู้ทรงศีลแว่วขึ้น ทำให้สติของหนักเขียนหนุ่มกลับคืน เจ้าตัวเตือนตน
“ภาพมายา...ที่เกิดจากฤทธิ์ทางจิต!” อาการขนลุกกับความหวาดหวั่นค่อย ๆ จางหาย ร่างแห่งมหาเทวะรำพึงในอก
แค่ภาพมายายังทำให้ขวัญหนีได้อย่างนี้ ถ้าหลุดเข้าไปในแดนมารจริง ๆ จะแค่ไหน?
เสียงของพระแว่วสู่โสตอีกครั้ง “ค่อย ๆ กำหนดจิตเพ่งเข้าไปในภาพนั้นช้า ๆ ระวังอย่าให้เผลอสติ...”
วรุต...รวบรวมจิตมั่น ดำรงสภาวะเป็นหนึ่งในอารมณ์ กำหนดรู้นิมิต...ควบคุมให้ขยายใหญ่ขึ้น
เสียงคำรนคล้ายอสุนีบาตครางกระหึ่ม กลุ่มหมอกเมฆม้วนตัวรายล้อม
“พลังงานชั่วร้าย...” เขาบอกตัวเอง พร้อม ๆ กับเสียงหัวเราะเย้ยหยันแว่วมากระทบ
จิตรู้ อันซ่อนลึกในภวังคจิตรายงานหลังจากกำหนดใจพิจารณา
“คลื่นพลังงานอันเป็นจุดกำเนิดของฝ่ายมาร...”
ความจำในอดีตหวนประหวัดกลับ ประโยครับสั่งจากมหาเทวะคล้ายกระทบโสตอีกครา
พลังงาน เป็นจุดเริ่มแรกของสรรพสิ่ง พลังงานวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่มีอยู่แล้วก่อนกัปก่อนกัลป์...
รู้ ที่คล้ายเจ้าตัวเคยสัมผัสต้นกำเนิดของตนเมื่อครั้งกระโน้นบังเกิดอีกครั้ง
พลังฝ่ายเทวะ...กระจ่างใสประภัสสร...หากพลังฝ่ายมาร มืดดำหนาวเย็นน่าสะพรึงกลัว...
“สภาวะแห่งพลังงานวิญญาณเป็นนามธรรม” จิตบอกตัวเองหลายหลากในปัญญากระจ่างพร่างพราย
...สัจจะแห่งอนันตจักรวาลล้วนก่อเกิดจากธาตุวิญญาณ...สสารคือพลังงาน...พลังงานย่อมเป็นสสารดังนั้นแม้จะแปรเปลี่ยนรูปเป็นเช่นใด...ฤๅ...จะหายไปจากอนันตจักรวาลได้...
“เมื่อมีสสาร ย่อมต้องมีปฏิสสาร...” วรุตรำพึงในอก ปรมัตถ์ธรรมบังเกิดขึ้น ภาพ หยินและหยาง รูปปลาอมหางดำขาว ปริศนาธรรมฝ่ายมหายานผ่านใจ
พลังงานสองสถานะเป็นผู้สร้างวงจรของโลก
...มีร้อนต้องมีเย็น มีสุขต้องมีทุกข์ ฉะนั้น...จึงมิแปลกที่มี ดี จึงต้องมี ชั่ว ...นั่นคือกฎของจักรวาล
เทวะ กับ มาร จึงอุบัติด้วยสัจจะนี้
คลื่นแห่งความดี ฝ่ายกุศลกรรมในความถี่เดียวกันเมื่อรวมกันเป็นปรมาตมันได้ฉันใด...คลื่นความชั่วฝ่ายอกุศลกรรม ก็รวมตัวกันเป็นมารโลเกได้ฉันนั้น
เสียงหัวเราะจากกลุ่มหมอกควันในนิมิตกังวานขึ้นอึงอล...เป็นเสียงหัวเราะ หยันเยาะ ดังกระหึ่ม
...มนุษย์จะอยู่ใต้อุ้งมือมารชั่วนิรันดร์!... ในเสียงหัวเราะเยาะหยัน จิตของชายหนุ่มจับรหัสความหมายนั้นได้...
โลกจะก้าวเข้าสู่กลียุค...!
นักเขียนหนุ่มเงียบงัน ท่ามกลางคลื่นวิญญาณมืดดำ ที่ส่งเสียงหยามหยันลำพองใจ เขามิอาจปฏิเสธความจริงได้ โลกในปัจจุบันวุ่นวายกับความโลภ...โกรธหลง กิเลส ราคะ และตัณหาอันเกิดจากอุปาทานเกาะกุมจิตมนุษย์ไว้จนยากขจัด
นักการเมือง รัฐมนตรี โกงแผ่นดิน เจ้าพ่อเจ้าแม่แผ่บารมีด้วยการเข่นฆ่ากันเกลื่อนเมือง...
แม้ร่างแห่งมหาเทพจะจนคำโต้แย้ง หากจิตลึกก็ไม่วายคัดค้าน
“ถึงอย่างไรมนุษย์ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด ทุกวันนี้คลื่นของมหาชนถูกจำแนกให้เห็นชัดเจนท่ามกลางการแก่งแย่งชิงผลประโยชน์คดโกง...ยังมีกลุ่มคนอีกมากมายต่างหลั่งไหลเข้าสู่กระแสธรรม...ด้วยการนุ่งห่มอาภรณ์ขาวปฏิบัติธรรม” กับคำค้านในจิต วรุต...บังเกิดความกระจ่างแจ้งทางปัญญา ประโยคคำทำนายเก่าก่อนที่เคยได้สดับมาบังเกิดขึ้นในสมอง
“ก่อนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย...โลกจะถึงกาลกลียุค มนุษย์จะแบ่งเป็นสองฝ่าย...ผู้มีจิตใจชั่วร้ายจะเข่นฆ่ากันจนสิ้น และผู้ถือธรรมะจะรอดภัยพิบัติ...”
กับประโยคที่ผุดขึ้นเองนั้นทำให้ชายหนุ่มได้คำตอบที่ค้างคาในใจมานานแสนนาน กับคำว่า หน้าที่ ของตนเอง
...มารมีหน้าที่ฉุดวิญญาณมนุษย์ให้หลงในตัณหาราคะ เทวะดึงวิญญาณมนุษย์พร้อมมือมาร...
...พุทธทำนาย...มีหรือจะไม่บังเกิด กลียุค ก่อนศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยมิมีวันหลีกเลี่ยง เทวะจึงต้องกระทำหน้าที่หนักเพื่อดึงอณูแห่งตนพ้นภัยโดยการอาศัย ธรรมะ แห่งพระพุทธองค์เป็นเกราะแก้วกำบัง...
“รู้แล้ว!” ปัญญาเริงโรจน์ นักเขียนหนุ่มประจักษ์แจ้งในหน้าที่ของตนที่ถวายสัจจะต่อมหาเทวะ “เราเป็นหนึ่งในผู้จุดเทียนชัย เพื่อรอศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย...!”
เมื่อรู้และเห็นสภาวะพลังมืดมนแห่งมาร รวมทั้งคำตอบสำหรับตัวเองแล้ว วรุต...สัมผัสได้ถึงความโปร่งเบาทางจิต เจ้าตัวลอบถอนใจคลายสมาธิกลับสู่ปกติ...ภาพนิมิตเลือนลับ
“เป็นไงล่ะ?” เสียงของหลวงพี่ดังขึ้นพร้อม ๆ กับการคืนสติกลับมาของนักเขียนหนุ่ม
“เป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยครับ” คนคิ้วเข้มก้มกราบอีกฝ่ายด้วยความปีติ... “ผมเข้าใจกระจ่างแล้ว”
“เป็นอย่างโยมถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว อย่างฉันสิแย่...” ผู้อยู่ในเพศสมณะปรารภ “กว่าจะรอดมาได้แทบแย่” ผู้พูดหัวเราะอารมณ์ดี
“แย่ยังไงครับ?” นักเขียนหนุ่มนึกสงสัยรีบถาม
“โอ้ย...สารพัดเกินที่จะบรรยาย” คนตอบส่ายหน้า “อยากรู้รึ?” ท้ายสุดคือคำถาม
“ครับ...น่าสนใจดี” อึกฝ่ายรีบพูด ขณะที่ปรเมศว์เองรีบขยับเข้าใกล้ พร้อมกับสนับสนุน “เล่าเลยครับท่าน”
ผู้ทรงศีลเอื้อมหยิบกาน้ำชารินลงถ้วยเคลือบใบเล็ก ยื่นให้ผู้มาเยือนทั้งสอง พร้อมกับยกส่วนของตัวเองขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนเอ่ยคำเนิบนาบ
“กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ฉันหวิดตายไปหลายครั้งแล้ว ก็อย่างที่รู้นั่นแหละ ส่วนของวิญญาณที่มาเกิดเป็นตัวเป็นตนทุกวันนี้ แยกมาจากมาร...”
“แล้วท่านรู้ได้อย่างไรล่ะครับ?” วรุตเป็นคนซัก
“ทีแรกก็ไม่รู้หรอก มารู้เอาทีหลัง...หลังจากบวชเรียนแล้ว” คำบอกกลั้วหัวเราะ “ใหม่ ๆ อาจารย์ของฉันบอกก็ยังไม่เชื่อ แต่ตอนหลังมาหัดทำสมาธิจนรู้เห็นเอง ก็เลยเถียงไม่ออก” สีหน้ามีรอยยิ้มละไม แต่หากสังเกตจะเห็นรอยหม่นทาบทาอยู่ภายในส่วนลึกของดวงตา
“อาจารย์ของท่านอยู่ที่ไหนครับ?” ปรเมศว์ที่นิ่งอยู่นานเอ่ยคำบ้าง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” คำตอบชัดเจน
“อ้าว!” คนถามตาเหลือก แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“จนป่านนี้ฉันเองก็ไม่รู้จักชื่อท่านด้วยซ้ำ” ผู้ทรงศีลหลับตาลงคล้ายทบทวนความหลังชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อ
“ฉันพบกับท่านโดยบังเอิญ ตอนนั้นฉันกำลังหนีคดีปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ กระเซอะกระเซิงอยู่ในป่า...หิวโซเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน” ผู้กำลังเล่าอดีตของตนหยุดถอนใจยาว ๆ ก่อนเอ่ยต่อไปอีก “ไปพบท่านนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำที่ป่าเมืองกาญจน์ มันน่าแปลกตรงที่ว่าพอเห็นหน้า ก็บอกอดีตบอกปัจจุบันของเราถูกต้องหมด ท้ายสุดท่านก็บอกว่าฉันจะต้องตายภายในสามเดือนข้างหน้า...แต่ฉันไม่ยอมเชื่อ...”
“แล้วไงต่อครับ?” ท่านบรรณาธิการหนุ่มใจร้อนรีบซักเร็วปรื๋อ...หากพระยิ้มอารมณ์เย็นเล่าช้า ๆ
“ท่านให้เพ่งขันน้ำเหมือนที่ให้โยมนักเขียนเพ่งเมื่อตะกี้... ก็เลยเห็นภาพตัวเองถูกยิงนอนตายตรงชายป่าหนอนไต่ยั้วเยี้ยไปหมด... ท่านบอกให้บวช ถ้าทำได้จะสอนธรรมะให้ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเห็นว่ากำลังหนีคดีก็เลยตกลงใจบวช...”
“ไม่เห็นจะแย่อย่างที่บอก” ปรเมศว์งึมงำ หากหลวงพี่ไม่สนใจยังคงเล่าอดีตของตนให้ฟังด้วยอาการราบเรียบ
“พอบวชเสร็จก็เดินธุดงค์ตามอาจารย์ไป พยายามถามฉายาท่านท่านก็ไม่ยอมบอก บางครั้งยังย้อนถามเสียอีกว่า...รู้ไปทำไม รู้แล้วได้อะไร...ไม่รู้แล้วได้อะไร เรามาพิจารณาแล้วก็ว่า...เออ...จริงของท่าน ตั้งแต่นั้นมาก็เลยไม่เคยถามท่านอีกเลย ระยะที่อยู่ร่ำเรียนธรรมะกับอาจารย์ก็ปกติ จนอยู่มาวันหนึ่ง ท่านเรียกไปพบ พร้อมกับบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกทางกัน ฉันคัดค้านขอตามรับใช้ แต่ท่านไม่ยอม”
“แล้วระยะหลังพบกันอีกหรือเปล่าครับ...” วรุตแทรกคำถามบ้าง
“ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยเจอท่านอีกเลย ท่านบอกก่อนลากันว่า เราไม่มีอดีต...เราไม่มีอนาคต...เรามีแต่ปัจจุบัน...หลังจากที่ฉันเดินธุดงค์คนเดียวอยู่ในป่า โรคภัยไข้เจ็บไม่รู้มาจากไหนโหมกันเข้ามารุมสังขารแทบเป็นแทบตาย ไหนจะไข้ป่า...ไหนจะโรคผิวหนัง...ที่ร้ายที่สุดก็คือ...” ประโยคพูดยังไม่ทันจบ ทว่าปรเมศว์รีบถามขึ้นรวดเร็ว
“คืออะไรครับ?”
“โรคท้อง...ปวดทุกวันทั้งถ่ายทั้งอาเจียนเป็นเลือดสด ๆ...บางทีหมดแรงต้องคลานเอาก็มี” คำตอบราบเรียบ สีหน้าเฉย
“เป็นเพราะอะไรหรือครับ?” ร่างแห่งมหาเทวะนึกสงสัยสาเหตุและได้คำตอบสั้นหากชัดเจน
“โรคกรรม...”
“มีด้วยหรือโรคกรรม?” สหายของวรุตทำสีหน้าฉงน
“ก็กรรมที่ไปยิงไปแทงไปฆ่าเขามานะสิ พอเจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยก่อกรรมไว้รู้ว่า หันหลังให้กับความชั่วมาปฏิบัติความดี เขาก็รีบทวง” ผู้เล่าถอนหายใจอีกครั้งก่อนกล่าวต่อ...
“ร้ายกาจจริง ๆ...” ปรเมศว์ทำคอย่น
“ก็ทำท่าท้อใจจะสึกอยู่หลายหน ไอ้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอย่างนั้นก็ยังพอทน แถมพวกมารยังตามยื้อยุดอีกจะทำความเพียรเมื่อไหร่เมื่อนั้นจะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะร่ำไป บางครั้งมีผู้หญิงมาชวนสึกก็มี เอาล่อเอาเถิดกันมาจนเกือบห้าปีเต็ม ๆ...” ประโยคท้ายกลั้วหัวเราะ
“มาพ้นได้ยังไงครับ?” คนหน้าขาวคิ้วเข้มถามตรงจุด
“จนวันหนึ่งจำได้ว่าเป็นวันที่จันทร์เพ็ญเต็มดวง จิตมันเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตจนสุดทน ไม่อยากเกิดมาเป็นคนอีกแล้ว อยากตายให้มันพ้น ๆ เดินออกจากถ้ำไปยืนตรงหน้าผามองพระจันทร์ แล้วถามตัวเองไปเรื่อย ๆ เช่นทำไมเราต้องเกิดมา...เกิดมาทำไม? คำถามมันไหลเหมือนสายน้ำ...” หลวงพี่เว้นจังหวะหายใจเมื่อเห็นคนฟังทั้งสองนิ่งเงียบจึงพูดต่อ
“มันก็แปลก ขณะที่ยืนพิจารณาคำถามของตัวเองอยู่นั้น จิตมันรวมตัวลงสู่สมาธิเอาดื้อ ๆ ใหม่ ๆ ก็งง ทีหลังมารู้ว่าเป็นเพราะความเบื่อหน่ายชีวิตแรงกล้าจนจิตมันไม่ยึดถืออะไรอีกใจมันเลยเป็นอิสระ ร่างกายตอนนั้นมันเบาโหวงเลย ปัญญาภายในว่องไวแจ่มชัดไปหมด...น้ำตาของความปีติสุขมันไหลอาบหน้า ยืนด่าตัวเองอยู่ชั่วโมง...ฐานมัวแต่หลงอยู่ในสิ่งสมมุติของโลกมาตลอด สิ่งสมมุติทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี ท้ายสุดทำให้เกิดตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง แท้ที่จริงเราไปยึดเอาเองว่า ตัวกูของกู...” ท้ายสุดผู้ทรงศีลหัวเราะหึ ๆ เหมือนขันตัวเอง
“ก็เลยเป็นอิสระพ้นทุกข์?” วรุตแย้มคำ
จิตพ้นจากการยึดการถือ...ก็ไม่มีอะไรควบคุมได้ จิตเป็นอิสระ จิตก็ใสเย็น สงบประณีต...คำตอบช้าชัด
“ผมขออนุโมทนาด้วยครับ...” นักเขียนหนุ่มยกมือพนมจดหน้าผากแสดงมุทิตาจิตต่อมรรคผลของอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
“ขอบใจโยม...ฉันเองก่อกรรมเอาไว้มาก หลายภพหลายชาติ แต่ก็ตั้งใจเอาไว้ว่า ก่อนละสังขาราจะขอทุ่มเทชีวิตดึงสัตว์โลกให้พ้นจากมารมากเท่าที่จะมากได้” คำพูดออกจากปากของหลวงพี่หนักแน่น ใบหน้ายิ้มละไม หากดวงตาทอประกายเจิดจ้า
“สาธุ...นับเป็นบุญของสรรพสัตว์” ร่างทรงหนุ่มยกมือท่วมหัวอีกครั้ง
ผู้อยู่ในเพศนักบวชหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนเอ่ยคำกลั้วยิ้ม
“ฉันก็ขออนุโมทนากับโยมด้วยเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยที่สุด มาถึงวันนี้โยมก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มจุดเทียนชัยธรรมะให้กับพระศาสนาแล้ว สมกับที่เทวดาไว้วางใจ”
“ขอบคุณครับ...” วรุตพึมพำในลำคอเบา ๆ
“ผมล่ะครับ?” ท่านบอ.กอ.ยื่นหน้าถามบ้าง... “ผมก็เป็นผู้รับหน้าที่สนองพระบาทเหมือนกันนะครับ
หลวงพี่อมยิ้มก่อนพูด “โยมก็เหมือนกันแหละ ช่วย ๆ กัน” ประโยคนี้ทำให้ปรเมศว์ยิ้มออก หากไม่วายอุบอิบ... “ทีตูละก็เป็นตัวประกอบยันเต...”
ผู้ทรงศีลหันกลับมามองหน้าร่างทรงหนุ่มอีกครั้งอย่างเต็มตา หนนี้เพ่งมองอย่างแน่วแน่...เนิ่นนาน ก่อนที่จะลอบถอนใจเบา ๆ
“มีอะไรหรือครับท่าน?” นักเขียนหนุ่มถามเนื่องจากสังเกตเห็นท่าทางของพระผิดปกติ
“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่กำหนดจิตดูอนาคตของโยมนิดหน่อยเท่านั้น...” คำตอบแผ่วจนน่าประหลาดใจ ท้ายสุดเป็นคำถามช้าชัด...
“ปีนี้อายุครบสามสิบเอ็ดใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!”
หลวงพี่ถอนหายใจยาวอีกครั้ง “กลัวความตายไหม?”
“ไม่ครับ” คำตอบหนักแน่นจากปากของร่างแห่งมหาเทพ
“ดี!” ผู้เป็นอดีตอณูของพญามารพยักหน้า
“ทำไมหรือครับ...จู่ ๆ ท่านถามแปลก ๆ...” วรุตนึกสงสัยพฤติกรรมของอีกฝ่าย เจ้าตัวต้องรีบถาม หากผู้เป็นสงฆ์พริ้มตาหลับนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนลืมตาอันแข็งกล้าขึ้น พร้อมกับพยากรณ์อนาคตให้อีกคน
“กิจแห่งเทพเจ้าอันสำคัญได้เริ่มต้นแล้ว นับจากวันนี้ไป จะประสบความสำเร็จในหน้าที่ถวายต่อมหาเทวะ” ผู้ทรงศีลเว้นคำ...สูดลมเข้าปอดก่อนกล่าวประโยคที่ผู้ฟังทั้งสองคนขนลุกซู่เย็นเยียบไปทั้งสรรพางค์กาย
อีกหกเดือนข้างหน้าโยมต้องละสังขารจากโลกกลับสู่ที่มา กลับบ้านเดิมของโยม...!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com