การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๓๓ by ร่าง

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
10 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#246]

บทที่ ๓๓

 

          ลักษณะก้าวเดินของสมณะรูปนั้นดูเนิบนาบแช่มช้า...หากเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็มายืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองได้อย่างน่าประหลาดใจ สีหน้าผู้ที่แบกคันเบ็ดก้าวเข้ามายิ้มละไม

          “กินข้าวกินปลากันมาแล้วรึยัง?” หลวงพี่ถามโดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมองปลาในมือที่กำลังสะบัดดิ้นรุนแรงของทั้งสองคน

          “มื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว แต่มื้อกลางวันยังครับ” ปรเมศว์ตอบตามความจริง

          “ดี ๆ ...ก็เพราะรู้ว่าจะมาก็เลยตกปลาไว้ให้ เอ้าเชิญ ๆ เข้าไปรอในกุฏิก่อน...” ผู้พูดชี้ไปที่เพิงน้อย “เดี๋ยวจะทำแกงปลาให้กิน” สีหน้ายังคงยิ้มแย้มดุจเดิม ในขณะที่วรุตเองลอบถอนใจกับพฤติกรรมของผู้อยู่ในคราบของพระสงฆ์

          “มิน่าล่ะ...อย่างนี้นี่เองถึงเป็นอณูของพญามาร...” นักเขียนหนุ่มคิดในใจด้วยอาการส่ายหน้า

          “ขอเวลาเดี๋ยวนะโยม” หลวงพี่เดินเลี่ยงไปข้างหลังกุฏิที่น่าจะเรียกว่าเพิงพักมากกว่า ขณะที่สองหนุ่มชักชวนกันเข้าไปนั่งรอข้างในด้วยท่าทีอ่อนอกอ่อนใจ

          “ไหนแกว่าพระดีไง ไอ้เมศว์!” วรุตเค้นคำถาม

          “ก็เขาว่า...” เสียงตอบของท่านบรรณาธิการอุบอิบ ไม่ยอมสบตาเพื่อน “ใครจะไปรู้ว่าจริง...” เจ้าตัวหมายถึงข่าวลือที่ชาวบ้านว่าพระเสียสติ

          “ไม่น่าเลย...” นักเขียนหนุ่มถอนใจกับพฤติกรรมของผู้ครองเพศสมณะ พร้อมกับกวาดสายตามองที่พัก วูบหนึ่งในใจอดนึกชมความสมถะของภิกษุรูปนั้นไม่ได้ นอกจากกลดเก่า ๆ กับบาตรและจีวรสะอาดที่พับเรียบร้อยวางอยู่ใกล้อาสนะตรงหน้าแล้ว ชายหนุ่มไม่เห็นมีสัมภาระสมบัติอื่นใดให้เห็นอีกเลย

          “จะว่าไป ท่านก็สมถะดีนี่หว่าไอ้รุต” สหายของคนกำลังคิดเอ่ยขึ้นบ้าง แสดงว่าเจ้าตัวก็มองเห็นสภาพการณ์คล้ายกับอีกฝ่าย

          “ฮื่อ!” คนฟังพยักหน้า ก่อนก้มลงมองแผ่นกระดานยกพื้นเตี้ย ๆ ของกุฏิที่อยู่ สภาพของเพิงน้อย ซึ่งช่างแตกต่างกับสภาพที่เห็นภายนอกราวฟ้ากับดิน ไม้เนื้อแข็งวาววับปราศจากฝุ่นละอองจนน่าทอดตัวลงนอนเล่นมากกว่านั่งด้วยซ้ำ คนสังเกตรำพึงในใจเงียบ ๆ

          “พระองค์นี้มีอะไรแปลก ๆ...”

          สองสหายหันมาสบตากันอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงมีดกระทบเขียงแว่วกระทบโสต อันหมายถึงผู้เป็นเจ้าของสำนักสงฆ์กำลังทำ ปาณาติบาต ก่อนปรุงอาหารให้ผู้มาเยือนได้รับประทานมื้อกลางวันตามคำบอกเมื่อครู่

          ปรเมศว์ทำหน้ามุ่ยถามอีกฝ่าย “ไอ้รุต...ทำไงดีวะ?”

          “ทำมาแล้วก็ต้องกิน” คนตอบหน้าเฉย

          “แล้วเรากินจะบาปไหม?” คำถามคล้ายเสียงคราง

          “ถ้ากลัวก็ไม่ต้องกิน”

          “แล้วแกล่ะ?” ท่านบอ.กอ.ซักเร็ว

          “ก้อ...กิน!” คำตอบสั้น หากในจิตคิด “ต้องตามดูให้ถึงที่สุด...ไหน ๆ ก็มาแล้ว อยากจะรู้ว่าจะอลัชชีไปถึงไหน...”

          กลิ่นอาหารลอยกรุ่นโชยเข้ากระทบจมูก แสดงว่ากรรมวิธีปรุงรสเสร็จแล้ว วรุตหันไปพูดกับสหายเบา ๆ

          “แกไปช่วยพระยกสำรับ”

          ปรเมศว์ขยับลุกหากปากไม่วายถาม “แล้วแกล่ะ?”

          “รอกินอย่างเดียว” คำตอบชัดเจน

          “ไอ้ตัวกินแรงเพื่อน!” ท่านบรรณาธิการค้อนควักส่งท้ายก่อนเดินอ้อมไปข้างหลังเพิงพักแต่โดยดี

          สำรับกับข้าวถูกวางรายเรียงลงตรงหน้าของร่างแห่งมหาเทวะ ควันร้อนลอยกรุ่นอวนกลิ่นหอม บอกถึงฝีมือผู้ปรุงรสว่า จัดจ้านพอควร ปรเมศว์พยายามสบตาคู่หู หากอีกคนทำท่าไม่รู้ไม่เห็น ตักข้าวก้นบาตรลงจานกระเบื้องด้วยอาการเรียบเฉย

          “ข้าวก้นบาตรเย็นไปหน่อย แต่แกงร้อนก็คงพอไหวนะโยม...” เสียงของหลวงพี่ที่เพิ่งหย่อนตัวลงบนอาสนะเอ่ยขึ้น “กินให้อิ่มนะไม่ต้องเกรงใจ” ประโยคท้ายกลั้วหัวเราะ หากสังเกตให้ชัดจะเห็นรอยคล้ายหยันปนในน้ำเสียง ทว่าสองสหายดูเหมือนไม่สนใจ ต่างตักน้ำแกงราดข้าวส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างไม่รีรอ
         
          “ไอ้รุต...” ท่านบอ.กอ.กระซิบเรียกสหายหลังจากส่งชิ้นเนื้อปลาเข้าปากเพียงครู่เดียว

          “ทำไม?” คนถูกเรียกย้อนถาม

          “ข้าว่าน้ำแกงมันก็เข้าท่าดีหรอก...แต่เนื้อปลาไหงมันฝาด ๆ ผิดปกติก็ไม่รู้” คนสงสัยกระซิบกระซาบพร้อมกับทำหน้าเบ้

          “ปลาของฉันกินแล้วแข็งแรงนะโยม รับรองว่าหากินที่ไหนในโลกไม่มี กินเยอะ ๆ จะได้ไม่ต้องทิ้งให้เสียดายเปล่า” ผู้นุ่งห่มผ้าสามผืนพูดด้วยอารมณ์ดี

          “ปลาของหลวงพี่ไม่ไหวเลย” ปรเมศว์หันมาบอกเจ้าของแกงที่กำลังนั่งยิ้มบนอาสนะ

          “ไม่ไหวยังไง?” หลวงพี่ย้อนถาม

          “มันฝาด ๆ ขม ๆ พิกล...” คนพูดส่ายศีรษะ เขี่ยเนื้อปลาไว้ขอบจานยอมรับประทานเฉพาะน้ำแกงเท่านั้น

          “เค้าเรียกว่าปลาอะไรครับท่าน...” วรุตหันไปถามบ้างหลังจากทดลองกินเนื้อปลาแล้วมีรสชาติเหมือนคนที่เป็นสหายพูดทุกประการ

          “ปลาอลัชชี” คำตอบราบเรียบ หากคนฟังสะดุ้งโหยง

          “ชื่อแปลก” ร่างมหาเทพพึมพำก่อนวางช้อนแสดงว่าอิ่มแล้ว

          “เดี๋ยวข้าล้างจานเอง...” ปรเมศว์เองก็ยุติการรับประทานโดยปริยาย เจ้าตัวขยับเก็บสำรับ ในขณะที่วรุตหันมากล่าววาจา

          “เมื่อตะกี้แกถามว่ากินแล้วบาปไหม ใช่รึเปล่า?”

          “เออใช่!” คนตอบพยักหน้ารับหากมีรอยประหลาดใจปน

          “ข้าจำสุภาษิตไทยโบราณได้บทหนึ่ง ก็เลยตอบคำถามเมื่อครู่ได้...” คนพูดยิ้มมีเลศนัย

          “ว่าไง?”

          “บาปอยู่กับคนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน...” คนพูดเล่นสำนวน ทำเอาท่านบรรณาธิการตาเหลือก บ่นเสียงดัง

          “เวร...กินจนเสร็จแล้วค่อยมาบอก”

          “มันบาปตรงไหน?” เสียงของหลวงพี่แทรกขึ้น

          “ก็ตรงเป็นพระแต่ฆ่าสัตว์เลี้ยงโยมน่ะสิ” ปรเมศว์ย้อนทันควันตามนิสัยปากไม่มีหูรูด แต่ทว่าผู้เป็นสมณะหัวเราะลั่นอารมณ์ดี

          “บาปเบิบอะไร...ลองดูใหม่อีกทีซิ...” ผู้พูดพยักเพยิดให้ดูปลาในถ้วยแกงอีกครั้ง

          “หือ...ม์!” สองสหายอุทานขึ้นพร้อม ๆ กันด้วยสีหน้าแตกตื่นใจ

          “ถูกหลอกให้กินใบไม้!” ปรเมศว์ครางอ๋อย ขณะที่นักเขียนหนุ่ม เงียบงัน พิจารณาสิ่งที่เห็นตรงหน้าด้วยความละอายใจ

          “วิชามายาภาพ” ร่างแห่งมหาเทพพึมพำ ตาจ้องถ้วยแกงไม่กะพริบ ทุกอย่างยังคงรูปเฉกเดิม มีเพียงเนื้อปลาเท่านั้นที่กลายกลับเป็นเศษใบไม้ ใบหน้าขาวของชายหนุ่มร้อนเรื่อ...จิตรู้ชัด

          “พระทรงอภิญญา...”


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ร่างทรงหนุ่มผุดลุกนั่งกระหย่งเท้า ก้มกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ต่อผู้ทรงศีลที่นั่งข้างหน้าอย่างนอบน้อมด้วยเจตนาต้องการขอขมาลาโทษที่ตำหนิติเตียนหลวงพี่ในใจเมื่อครู่นี้

          คนเป็นพระถามกลั้วหัวเราะ “ไงปลาอลัชชีอร่อยไหม?”

          “ขอให้ท่านยกโทษกับความโง่ของผมด้วย” วรุตพึมพำเสียงแผ่ว มิเพียงวิชามายาภาพของอีกฝ่ายจะยอดเยี่ยมเท่านั้น เจ้าตัวรู้ชัดแม้แต่ เจโต ปริยญาณ การดักความคิดผู้อื่น อันเป็นหนึ่งใน อภิญญาหก ก็เป็นเลิศ...คำว่า ปลาอลัชชี เขารู้เป็นคำเหน็บแนมความคิดของตน

          “อย่าไปคิดอะไรมากเลยจ้ะ...ฉันเองก็ล้อเล่นสนุก ๆ มากไปหน่อย” หลวงพี่โบกไม้โบกมือไม่ใส่ใจ “ที่ทำให้ดูเป็นแค่กีฬาทางจิต”

          “ก่อนมาผมฝันเห็นท่านมาก่อน” นักเขียนหนุ่มพูดความจริง

          “ฮื่อ...เขาเรียกเทพนิมิต” คำพูดของพระเนิบนาบลง

          “หมายความว่ายังไงครับหลงพี่” คนหน้าจืดนามปรเมศว์สอดคำถามบ้าง

          “ก็แปลว่าเทวดาเขาทำให้ฝันน่ะสิ” ผู้ทรงศีลแจง “ความฝันมันเกิดขึ้นได้หลายแบบ อย่างแรกก็อย่างที่บอกเทพนิมิต เป็นเพราะเทวดาเขาต้องการบอกเรา อย่างที่สองก็คือ จิตสังหรณ์ ซึ่งมักจะเกิดกับคนที่ปฏิบัติสมาธิ หรือมีวาสนาบารมีมาจากอดีตชาติ...อย่างที่สาม พวกจิตนิวรณ์ อันนี้ส่วนใหญ่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเป็นกันมาก เกิดจากการเก็บกด ฟุ้งซ่าน คิดมากแล้วนำมาฝัน...” หลวงพี่เว้นระยะก่อนกล่าวต่อ “พวกสุดท้ายคือพวกธาตุพิการ...คือเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นไข้ไม่สบาย”

          “ผมมาขอคำแนะนำจากท่านครับ” วิธีกล่าวของวรุตอ่อนน้อมลงเห็นชัด ในขณะที่ผู้อยู่ในเพศพรหมจรรย์หัวเราะแจ่มใส

          “โยมก็มีอาจารย์ดีอยู่แล้วนี่นาทั้งพระทั้งเทวดา เยอะแยะไปหมด...” ประโยคของพระที่กล่าวออกมา ชายหนุ่มรู้ดีว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องราวของตนกระจ่างแจ้งดุจมองลายมือตัวเอง

          “มีผู้บอกว่าท่านเคยเป็นอณูของพญามาร!” นักเขียนหนุ่มเปิดเกม

          “ฉันไม่มีอดีต...ไม่มีอนาคต...มีแต่ปัจจุบัน!” สีหน้าผู้พูดแม้ละไม หากคำกล่าวจริงจัง “อดีตเป็นมายาคว้าไม่เห็น อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันฉันเป็นพระ” หลวงพี่พูดจบถอนใจยาว

          “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรครับ” ร่างทรงของมหาเทวะเลิกเซ้าซี้ ทว่าผู้ทรงศีลวัยสี่สิบยิ้มเห็นฟันขาวเป็นระเบียบ เอ่ยคำช้าชัด

          “ผู้อยากรู้มักไม่รู้ แต่ถ้าไม่อยากรู้มักจะรู้”

          “แล้วจะรู้ได้ยังไงละครับ...ในเมื่อไม่อยากรู้...” ปรเมศว์ที่นั่งนิ่งฟังเริ่มถามบ้าง

          “ความอยากรู้เป็นกิเลสเป็นอวิชชา เมื่อเราอยากรู้ จิตที่อยาก จะปรุงแต่งตามอารมณ์ แต่ถ้าไม่อยาก จิตจะเป็นกลาง ความรู้ที่ได้จึงเป็นรู้ที่แจ่มชัดกว่า” คำอธิบายราบเรียบ “ความจริงโยมนักเขียนคนนี้มีสภาวะจิตดี” หลวงพ่อหมายถึงวรุต ซึ่งเจ้าตัวนึกยกย่องอยู่ในใจว่า วิถีจิต ของพระกล้าแข็งเป็นที่ยิ่ง เพราะรู้แม้กระทั่งอาชีพของตนโดยไม่ต้องถามใคร

          “ท่านรู้ได้ยังไงว่าผมมีสภาวะจิตดี?” คนคิ้วเข้มซัก


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          “คนปฏิบัติสมาธิจะมีรังสีออกเป็นสีดอกอัญชัน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกทำสมถกรรมฐาน...” ผู้พูดยิ้มน้อย ๆ ก่อนเอ่ยคำต่อ “โยมน่ะ...อะไรดีทุกอย่าง...ยกเว้น...”

          “ยกเว้นอะไรครับ?” วรุตรีบถามทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายพูดยังไม่ทันจบประโยค

          “ยกเว้นเรื่องขาดสติ” คำตอบชัดพร้อมคำอธิบาย “ยกตัวอย่างเมื่อครู่ฉันใช้วิชามายาภาพหลอกจิตโยม...พอภาพที่เห็นกระทบอายตนะ อันมีตาเป็นสื่อ โยมก็เกิดอารมณ์โกรธทันทีว่า เป็นสงฆ์ทำไมฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”

          “ใช่ครับ” นักเขียนหนุ่มรับคำเสียงอ่อย

          “นั่นเป็นเพราะขาดสติในการพิจารณา ปล่อยให้จิตถูกอารมณ์ที่เกิดจากจักษุวิญญาณปรุงแต่ง” คำกล่าวของหลวงพี่แม้นุ่มนวล หากก็ทำให้ร่างแห่งมหาเทวะหน้าแดงซ่านด้วยความอาย ชายหนุ่มเข้าใจแจ่มกระจ่าง ตนถูกสั่งสอนโดยทางอ้อม จิต ที่ถูกอารมณ์ปรุงแต่ง ดุจกระแสคลื่นรบกวนผิวน้ำให้ไหวตัว ฤา...จะเห็นเงาสรรพสิ่งได้

          “ผมจะจดจำคำสอนและจะพยายามฝึกสติ ตามที่ท่านแนะนำ” ร่างทรงหนุ่มกล่าวจากใจจริง

          “สติเป็นบาทแรกและบาทสุดท้ายของการก้าวสู่มรรคผล” ผู้ทรงศีลสรุป ซึ่งคนฟังเข้าใจกระจ่าง สติ เท่านั้นเป็นผู้ควบคุมจิตมิให้เกิด มโนกรรม และ วจีกรรม รวมทั้ง กายกรรม ฉะนั้นจิตจะประภัสสรพิสุทธิ์ได้นั้นต้องอาศัยสติเป็นผู้ถือท้าย แม้แต่การทำสมาธิ หากขาดสติก็มิใช่สมาธิ แต่เป็นการหลับ ดังนั้น สมาธิ ที่สมบูรณ์จักต้องให้จิตปราศจากการร้อยรัดทางอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นมารบกวน แต่ทรงสติสัมปชัญญะระลึกรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ด้วย จึงเรียกว่า ปฏิบัติสมาธิ โดยแท้จริง

          ผู้อยู่ในสมณเพศถอนใจยาวก่อนเอ่ยคำแผ่วเบากับผู้ที่นั่งอยู่ต่อหน้า

          “แม้แต่การหลุดออกจากความมืดมนทางวิญญาณ พ้นจากพลังของพญามารสู่ความสว่างของธรรมะได้ก็เพราะสติตัวเดียว!”

          “ท่านเปรียบเสมือนบัวที่ผุดขึ้นจากโคลนตมได้ ต้องยอมรับว่าจิตเข้มแข็งจริง ๆ” คนพูดกล่าวชมอย่างจริงใจ

          คนฟังถอนใจอีกครั้ง “กว่าจะมาถึงวันนี้ จะมีใครรู้ว่าฉันทุกขเวทนาเพียงใด” คำเอ่ยคล้ายถูกกลืนหายลงในอก

          “มารบ่มี บารมีบ่เกิด” ปรเมศว์เอ่ยคำคม

          หลวงพี่หัวเราะก่อนพูด “มันไม่อย่างนั้นสิ...เรามันผ่าเป็นมารซะเองน่ะไม่ว่า”

          “แต่ก็ผ่านมาแล้วนี่ครับ” นักเขียนหนุ่มเอ่ยคำบ้าง

          “ใช่...ก็นับว่าโชคดีไป แต่ยังมีอีกมากมายของมนุษย์และโอปปาติกะที่ยังว่ายวนหาทางออกไม่เจอ” เสียงพูดของหลวงพี่มีรอยหม่นทาบทาอยู่ในประโยค

          “แล้วมีวิธีช่วยไหมครับ?” วรุตถามด้วยความจริงใจ ผู้ฟังหลับตานิ่งเงียบเนิ่นนาน ก่อนกล่าววาจาชัดเจน

          “แผ่เมตตา...”

          “ผมทำทุกวันก่อนนอน” ท่านบรรณาธิการหนุ่มรีบชิงพูด ขณะที่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์หัวเราะเบา ๆ

          “ก็ดีแล้ว แต่ผลของการเจริญเมตตาธรรมจะได้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับจิตใจของคนทำ...” ประโยคของผู้ทรงศีลที่พูด นักเขียนหนุ่มต้องก้มศีรษะรับ...พลังแห่งจิตเปรียบเช่นกระแสไฟฟ้า กำลังวัตต์ที่สูงกว่าย่อมให้แสงสว่างได้มากกว่าเป็นธรรมดา หากก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของผู้รับด้วย ถ้าผู้รับมีวิบากกรรมน้อยก็รับได้ง่าย ในมุมกลับถ้าผู้รับมีกรรมหนักก็ยากจะรับกระแสพลังเมตตาได้เช่นกัน

          “คนที่รู้ว่าตัวเองมีระดับจิตไม่สูงก็ควรอาศัยการกระทำให้บ่อย ๆ เหมือนการสะสมน้ำทีละหยด ๆ ไม่นานก็จะได้เต็มแก้วเอง” ประโยคนี้หลวงพี่หันมาที่ปรเมศว์ เสมือนต้องการปลอบใจไม่ให้ท้อถอย

          “ครับผม!” สหายของนักเขียนหนุ่มรับคำด้วยความเต็มใจ

          “ส่วนโยมนักเขียนคงไม่ต้องให้แนะนำแล้ว” คนเป็นพระสงฆ์หันมาทางร่างมหาเทพ

          “ทำไมละครับ?”

          “เพราะการช่วยมนุษย์ให้เห็นแสงสว่างในธรรม เป็นหน้าที่ของโยมโดยตรงอยู่แล้ว...” คำตอบชัดแจ้ง ในขณะที่ตัววรุตเองได้แต่นิ่งฟัง “ทุกอย่างเป็นสัจจะบารมีของโยมเอง และที่มาพบกันวันนี้ก็เพราะอยากจะรู้ความจริงเกี่ยวกับอณูของพญามารว่าเป็นอย่างไรใช่ไหม?” ท้ายสุดคือคำถามตรงประเด็น

          “ใช่ครับ” คนตอบอุบอิบ หากประโยคหลังชัดถ้อยชัดคำ “เป็นพระบัญชาของมหาเทวะ!”

          “ตกลง ฉันจะทำให้เห็นที่มาของอณูแห่งพญามารว่ามันเป็นอย่างไร” ยิ้มหม่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของผู้ทรงศีล “โยมจะได้รู้ความจริงเอาไว้ทำหน้าที่”

          ผู้อยู่ในชุดผ้าจีวรสีกรัก...เอื้อมหยิบขันน้ำที่เอาไว้ใช้ล้างหน้า ด้านซ้ายมือของตน นำมาวางลงตรงหน้าของผู้มาเยือน พร้อมกับหยิบขวดน้ำเทลงในขันจนเกือบเต็ม...จากนั้นรอจนน้ำสงบนิ่ง จึงกล่าวคำกับอีกฝ่าย

          “โยมเพ่งมองน้ำในขันดี ๆ นะ ทำใจให้สงบ”

          “ผมล่ะ?” ปรเมศว์รีบคลานเข้ามาดูบ้าง หากหลวงพี่พูดยิ้ม ๆ “โยมอยู่นอกประเด็น”

          “ตูล่ะซวยทุกงาน” ท่านบอ.กอ.บ่นอุบอิบ หากถอยห่างออกไปแต่โดยดี

          วรุต...ตั้งจิตเพ่งน้ำในขันแน่วแน่ ขณะที่ผู้ทรงศีลนั่งขัดสมาธินิ่ง ตาหลับพริ้ม วางจิตเข้าสู่ ฌาน แล้วถ่ายทอดผ่านน้ำให้เกิดภาพขึ้น

          เงาภาพกระจ่างพร่างพรายขึ้นโดยพลัน...จิตของนักเขียนหนุ่มรับรู้ได้รวดเร็ว ความหนาวเย็นแผ่ซ่านทุกอณูวิญญาณ...เจ้าตัวพึมพำในใจ

          แดนมารโลเก...


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com