
บทที่ ๓๒
วรุตพยายามที่จะบอกตัวเองว่า บังเอิญ ทว่าในส่วนลึกของจิตแน่ใจนิมิตที่เห็นเมื่อคืนเป็นธรรมชาติของจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาพอสมควรจนสามารถเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าในบางเวลา...
“ต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่!” นักเขียนหนุ่มแน่ใจ ‘จิตรู้’ ที่บอกล่วงหน้าเปรียบเสมือนเรดาร์กะพริบเตือน
“จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือ?” คำถามซ้อนขึ้นมาเป็นลำดับ เจ้าตัวพยายามกำหนดจิตรู้...หากเป็นเหมือนเส้นประ...ไม่มีสัญญาณใด ๆ ...
“เฮ้ย...ไอ้รุต!” ปรเมศว์เรียกเมื่อเห็นอีกฝ่ายถือภาพโปสการ์ดแผ่นนั้นจ้องมองแน่วนิ่งเงียบงันไปจนผิดสังเกต... “อะไรวะ แค่เห็นรูปถึงกะตะลึงงันเชียวเรอะ?”
คนถูกเรียกคล้ายตื่นจากภวังค์คิด...รอยยิ้มผุดขึ้นที่ริมฝีปากก่อนยื่นแผ่นภาพส่งคืนให้เจ้าของ...พร้อมกับขมุบขมิบเสมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับอีกฝ่าย...
“คงไม่มีอะไร...”
“ไง...ข้าบอกแล้ว พระองค์นี้มีปาฏิหาริย์ พวกเด็กที่ทำงานกำลังฮือฮา...ขนาดถ่ายรูปยังเห็นดอกบัวลอยตรงหน้าผากเลย เห็นไหม...” ท่านบรรณาธิการพูดด้วยความภาคภูมิ...หากคนฟังยักไหล่...
“อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ เรื่องถ่ายรูปแล้วเป็นโน่นเป็นนี่ เห็นแสงประหลาด ๆ มีถมถืดไป มนุษย์ก็ชอบร่ำลือกันเกินความจริง”
“แหม! ไอ้นี่ดูถูกพระ” ปรเมศว์เสียงดัง
“เปล่าดูถูก...”
“งั้นต้องท้าพิสูจน์” ท่านบอ.กอ.หน้าจืดเล่นสำนวนรายการทีวี.ที่กำลังฮิต
“เอาวะ ข้าจะเล่นบทหมอซ้ง...รายการตามไปดู” ร่างทรงหนุ่มชักมีอารมณ์ขัน ตอบโต้ด้วยสำนวนชื่อรายการทีวี.เหมือนกัน
“แล้วไปรึยังล่ะ?” คนท้าพิสูจน์ใจร้อน
“เดี๋ยวสิ...ขออาบน้ำแต่งตัวเข้าห้องพระก่อน...” จิตรู้อันเป็นวิสัยระแวงภัยเตือนตน... วรุตย่อมรู้ กันไว้ดีกว่าแก้ หากการไปพบผู้ที่อยู่ในคราบผู้ทรงศีล หากเป็นสัมมาทิฐิก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิ ก็เป็นการเสี่ยงเกินไป...ฉะนั้นสิ่งที่ควรกระทำก่อนไปพบควรเตรียมพร้อม...
“รอข้าเดี๋ยว...” คนพูดขยับลุกรวดเร็ว... ซึ่งคนเป็นเพื่อนก็รู้ว่า...
“ไอ้รุต...เตรียมไหว้พระ ชุมนุมเทวดา”
ร่างแห่งมหาเทวะในเครื่องแต่งกายขาวทั้งชุด ปักธูปหอมที่กำลังส่งควันหอมรวยรินลงในกระถางหน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ หากวันนี้ต่างกับทุกวัน โดยปกติแล้วน้อยนักจะจุดเทียนให้สว่างไสวเช่นนี้...เทียนเกลียวคู่บน บูชาพระสีขาว...คู่กลางสีแดง บูชาเทวะ และท้ายสุดสีน้ำเงินอมม่วง...โดยเจตนาบูชาพระสยาม เทวาธิราชผู้พิทักษ์แผ่นดินสยามนี้รวมทั้งแม่พระธรณีผู้รองรับสรรพสิ่งบนพิภพ... ถูกจุดจนลุกโชติช่วง...
...แสงเทียน เป็นสื่อแห่งความสว่างเรืองโรจน์...หมายถึง ปัญญา...ที่เจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดของ อวิชชา
ธูปหอม...อันเป็นเครื่องน้อมนำให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม...แลพระสงฆ์ เป็นสรณะ...คุณแห่งพระรัตนตรัยจักหอมกำจายระบัดไปทั่วทิศเฉกเช่นควันธูปฉันนั้น!
พร้อมกับการกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์อย่างนอบน้อม... วรุตตั้งจิตมั่น ตั้งคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสถิตเหนือเกล้า คุณพระธรรมสถิตที่ดวงตา...คุณของพระสังฆเจ้าโอบอ้อมกายาแห่งตน
เสียงสาธยาย...มนต์ แม้มิได้ดังออกจากปากของชายหนุ่ม หากกึกก้องอยู่ในจิตอันแน่วแน่...
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
จิตสำนึกของวรุตรู้ยิ่งกว่ารู้...มนต์ ฤา...มหามนต์ เป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวน้อมนำ หากมหิทธานุภาพแห่งมนต์บังเกิดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ จิต จิตที่แส่ส่ายซัด...มนต์จะมีประโยชน์อันใด...ทว่าจิตที่แน่วแน่...มั่นคงเป็นสมาธิ...ต่อให้กล่าวประโยคใด ๆ ออกมา...ประโยคนั้นย่อมเป็นมนต์ได้โดยพลัน...
คาถา และ มนตรา ที่บัญญัติ...เป็นอุปาทานสำหรับผู้ไม่รู้...หากได้ผลเพราะมนุษย์ผู้ใช้รู้สึก ขลัง ความขลังทำให้เกิดความมั่นใจ...เมื่อมั่นใจจิตจึงแน่วแน่...ความแน่วแน่จึงเป็นจุดเริ่มทำให้เจตนา...สัมฤทธิผล...ตามต้องการ...
แม้ผู้เป็นร่างแห่งมหาเทพจะรู้ คาถาเป็นอุปาทานเพื่อนำจิตมาใช้พิทักษ์รักษาตน หากคาถาก็มีความหมายที่ดี...เมื่อแปลอรรถ...แปลความ...สรรพมนต์คาถาทุกบท...เป็นคำกล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระพุทธ...พระธรรม...พระสงฆ์ทั้งสิ้น ฉะนั้นต่อให้รู้ว่าเป็นสมมุติ...ก็ควรใช้...เพราะ พุทธาคุณ...อันเกิดจากพุทธมนต์เป็นมนต์สูงสุดได้จากคุณแห่งพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ‘พุทธคุณ’
‘อิติปิโส วิเสเสอิ
อิเสเสพุท ธะนาเมอิ
อิเมนาพุท ธะตังโสอิ
อิโสตังพุท ธะปิติอิ’
พระคาถา มงกุฎพระพุทธเจ้า ที่กระหึ่มด้วยจิตอันแน่วแน่...แผ่รังสีเรืองรองรายรอบสรรพางค์...จิตของนักเขียนหนุ่มกำหนดเป็นฉัตรแก้วครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะวนครอบเป็นทักษิณาวรรต...คลุมกายของตนอย่างแช่มช้ามั่นคง จากนั้นจึงปล่อยสภาวะจิตเข้าสู่ เอกคตารมณ์ จิตอยู่ในอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ความสว่างแจ่มจรัสประภัสสร...สงบ ละเอียด...ประณีต...
...จากวิถีจิต...ก้าวสู่ภวังคจิต...
ตัวรู้ ผุดพราย...พุทธพจน์บังเกิดขึ้นในความสว่างแห่งปัญญาพิสุทธิ์...
‘สรรพสัตว์มีบ้าง...มาสว่างไปสว่าง...มาสว่างไปมืด มามืดไปสว่าง...มามืดไปมืด...’
อารมณ์วิปัสสนาก่อตัว ภาพนิมิตเมื่อคืนแจ่มชัดในมโนอีกครั้ง...บึงน้ำสีดำสนิทหมายถึงแหล่งกำเนิดที่มา มืดมน ดอกบัวที่ผุดขึ้นกลางบึงน้ำสีดำ...เป็นผู้ก้าวพ้นความมืด บัว เป็นสิ่งที่เกิดจากโคลนตม ทว่าเมื่อผุดขึ้นเหนือน้ำ กลับสะอาดสะอ้าน และเมื่อแย้มกลีบผลิบานกลิ่นยังหอมละมุนได้ ดอกบัวจึงเป็นเครื่องสักการะพร้อมทั้งเป็นเครื่องหมายแห่งมรรคผลอีกด้วย...
ภาพผู้ทรงศีลในนิมิตไหวพร่าซ้อนเงาขึ้นแทนที่ในวาระจิต...ก่อนชัดขึ้นจนกระจ่างใจ...
“ดอกบัวที่ผุดขึ้นจากความมืดดำของน้ำในบึงกลับกลายเป็นผู้ทรงศีล...” วรุตลำดับความคิดพิจารณาปริศนาธรรม... “เท่ากับจิตวิญญาณเดิมจากมืด...มาเป็นสว่าง”
ความหมายของนิมิต...บอกชัด...ประโยคเดิมแห่งมหาเทวะหวนกลับสู่ความทรงจำ...
‘วันหนึ่งเจ้าจะได้พบอณูแห่งพญามาร!’
“หรือว่าพระสงฆ์ที่เรากำลังไปพบเป็นอณูของพญามารตามที่ทูลกระหม่อมมหาศิวะเจ้าเคยรับสั่ง?” คำถามสำหรับตัวเองคล้ายไม่มั่นใจ
ความลังเลสงสัยทำให้สมาธิเคลื่อน ดุจดังน้ำนิ่งถูกคลื่นรบกวน...จิตเริ่มถอย หากเจ้าตัวรีบตั้งสติประคับประคอง...ให้สภาวะจิตทรงตัวมั่น...สุรเสียงคุ้นเคยทรงอำนาจปานพญาราชสีห์คำรณแทรกเข้าสู่โสตทิพย์ในบัดดล...
“จริงหรือไม่จริง...จะตอบได้ต่อเมื่อได้พิสูจน์แล้วเท่านั้นวิศวนารถ...”
รูปลักษณ์ดังมหาบุรุษแทรกเข้าสถิตท่ามกลางความสว่างของจิต...นักเขียนหนุ่มน้อมใจถวายบังคมกราบทูล...
“เกล้ากระหม่อมควรเตรียมตัวไปพบอย่างไรฝ่าบาท?”
“ความบริสุทธิ์...เป็นเกราะแก้วกำบังสรรพภัย...” กระแสรับสั่งราบเรียบ
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรทูลกระหม่อม?” คนกราบทูลถามหมายถึงความ บริสุทธิ์ ที่ว่า
เสียงพระสรวลแผ่วบอกถึงพระอารมณ์สำราญ... “คำถามของเจ้าไม่สมกับผู้สนองพระโอษฐ์ของข้าเลย...”
ผู้เป็นมนุษย์ถอนใจ “เกล้ากระหม่อมโง่เขลา...”
“คงใช่...ถ้าเพราะไม่ใช่ ไฉนเลยจะลดฐานะจากผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวาลัยมาเป็นร่างทรงหรือ...” สุรเสียงเยาะหยันขึ้นพระนาสิก...ขณะที่ผู้เป็นข้ารองบาทเงียบงัน...
“ศีล...สมาธิ...ปัญญา...” ถ้อยรับสั่งสั้น...เว้นระยะ หากอีกฝ่ายนิ่งไม่กราบทูล
“ผู้ที่เจ้าไปพบจะเป็นเช่นไรก็หนีไม่พ้นสองสถานคือ ทรงศีลและทุศีล... หากแม้ทรงศีลไหนเลยจะเป็นอันตรายต่อเจ้าได้...และถ้าเป็นผู้ทุศีล เจ้าไฉนจะต้องวิตก เพราะอย่างน้อยที่สุดเจ้าก็มีศีล...สมาธิ...ปัญญาพอสมควร” ทรงพระสรวลเยาะหยันอีกครา...ก่อนรับสั่งช้าชัด...
“หรือเพียงประโยคที่ว่า...อณูแห่งพญามารก็ทำให้เจ้าครั่นคร้าม หวั่นเกรง?”
ประโยครับสั่งแม้มิมีความดุดันในพระอารมณ์ หากวรุต...เหมือนถูกหนามแหลมจี้ลงบนหัวใจ...จิตยอมรับโดยดุษฎี..ลึกเร้นลงไปเจ้าตัวรู้...
...วิตกจริต...
หากแต่ถ้อยรับสั่งประโยคต่อมาของมหาเทวะอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดใจ...
“ไปเถิด...วิศวนารถถึงเวลาแล้วที่เจ้าควรรู้ความจริงทั้งสองด้านระหว่าง เทวะกับมาร เจ้าต้องพิสูจน์สัจจะเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง”
ร่างทรงของมหาเทพสัมผัสได้ถึง กระแสอบอุ่นที่กรายผ่านใจตน...แท้จริงผู้ดำรงศักดิ์สูงสุดแห่งปรมาตมันทรงเมตตาปรานี ‘ปีติ’ ท่วมท้นจิต...นักเขียนหนุ่มบัดนี้สิ้นกังขา...รู้ชัดพระประสงค์แห่งจอมเทพ...
“ความรู้อันสมบูรณ์นั้นจะต้องรู้ทั้งสองด้าน...” วรุตรำพึงในอก กับคำกล่าวที่ว่า ‘รู้จริงแท้’ นั้นเป็นอย่างไร?
“ผู้รู้เพียงสุขไหนเลยจะรู้ทุกข์ จำต้องรู้ทั้งสุขแลทุกข์จึงเห็นหนทางพ้นโลก...” สุรเสียงแห่งมหาเทพสูงสุดกังวานขึ้นอีกครั้ง “เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ให้ข้าได้อย่างไรถ้ารู้จักแต่เราไม่รู้เขา... จำไว้วิศวนารถ ต้องรู้ทั้งหมดจึงเรียกว่ารู้จริง! ประโยครับสั่งสุดท้ายค่อย ๆ เลือนลับ...ร่างแห่งมหาเทวะค่อย ๆ ถอนสมาธิคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง...
“โอม...มหาศิวะ...” ชายหนุ่มสรรเสริญคุณมหาเทพก่อนก้มกราบลงอีกครั้ง ก่อนหยัดกายขึ้นพร้อมกับบอกตนเอง...
“พร้อมแล้ว...จะได้ไปพิสูจน์ความจริงเสียที”
รถเก๋งสีน้ำเงินท้ายตัดที่มีท่านบรรณาธิการปรเมศว์เจ้าของฉายาหน้าจืดเป็นต้นฟักเป็นสารถี ค่อย ๆ เลี้ยวออกจากรั้วบ้านของนักเขียนหนุ่ม...คนกุมพวงมาลัยบ่นพึม...
“ช้าบรรลัยจักร...” หากคนนั่งคู่มาด้วยทำหูทวนลม
“ถามจริง ๆ เถอะแกนั่งปลุกเสกเลขยันต์อะไรนักหนาวะในห้องพระน่ะ...ปล่อยให้คอยเงกเลย...” คนซักทำท่าหงุดหงิดเสียงดัง
“คุยกะคู่ปรับเอ็ง” เสียงตอบราบเรียบ
หากคนฟังรู้ว่าใคร... “พ่อแกเหรอ?” ท่าน บอ.กอ.ทำหน้าแหยง ๆ
“ก็จะมีใคร...” วรุตทำหน้าเฉย...หากได้ผล คนทำท่าหงุดหงิดรีบเปลี่ยนท่าที “เออ...ก็แล้วไป...ยกให้องค์นึง!”
“เหอะ...ขืนไม่ยกสิ...” นักเขียนหนุ่มซ่อนยิ้มเพราะรู้จักอีกฝ่ายยำเยงเกรงกลัวใครเป็นที่สุด ขณะที่ปรเมศว์ทำคอย่น...อุบอิบ...
“ไอ้รุต...อย่าขู่...ขอร้อง” ปากพูดหากมือหมุนพวงมาลัยรถตัดตรงออกเส้นทางชานเมืองด้านอยุธยา...
“ไอ้รุต...” บรรณาธิการหนุ่มเรียกสหาย
“หือ...ม์!” คนกำลังเพลินกับการมองทิวทัศน์เบื้องนอกหันกลับมาที่คนเรียก
“ระยะนี้มีคนบ่นว่าเรื่องโรมานซ์ที่แกเขียนกร่อยลงแยะเลย...” ประโยคของปรเมศว์แม้เรียบ ๆ ทว่ามีรอยวิตกแทนคนเป็นเพื่อนปนอยู่
“ฮื่อ!” ร่างทรงหนุ่มยอมรับ
“เหตุผล?” คนกุมพวงมาลัยรถซักสั่น ๆ
“อารมณ์ รัก โลภ...โกรธ หลงมันหายไปหมด ใจมันว่าง...” คนพูดสารภาพความจริง
“เป็นแบบนี้ก็เสร็จสิวะ!” สีหน้าของบรรณาธิการหนุ่มเริ่มทุกข์ร้อนแทนสหายรัก
“ข้าคิดจะเลิกอาชีพนี้” คำตอบสั้น ทว่าความหมายแจ่มแจ้ง จนอีกฝ่ายงันเงียบไปชั่วอึดใจก่อนถามเสียงแผ่ว...
“แล้วจะเอาอะไรกิน?”
คนถูกถามถอนใจยาวก่อนตอบ... “ก็มีเงินเก็บอยู่บ้าง...กับที่ดินสองแปลงที่เพิ่งส่งแบงก์หมดเมื่อเดือนที่แล้ว...” คนพูด ๆ ช้า ๆ ขณะที่คนเป็นเพื่อนหันมามองแวบเดียวพร้อมคำถาม...
“แล้วไง?”
“ประกาศขาย?” คำตอบชัดเจน
“เท่าไหร่?”
“สองแปลงก็คงได้ซักสามสี่ล้าน...กะฝากธนาคารเอาไว้กินดอกเบี้ย” วรุตพูดตามที่เคยคิดไว้นานแล้ว คิ้วของปรเมศว์ขมวดคล้ายพยายามขบคิดอะไรในใจก่อนพูดช้า ๆ ...
“แกคิดว่าไอ้ที่งานเขียนแกด้อยลงนี่เกี่ยวกับมหาเทพหรือเปล่า?”
“ไม่รู้สิ...” คำตอบคล้ายพึมพำ “รู้อย่างเดียวคือความทะยานอยากมันหายไปหมด แกก็รู้การเป็นนักเขียนถ้าความรู้สึกนึกคิดหรืออารมณ์ไม่เร่าร้อนรุนแรงพอ งานก็ดีไม่ได้ เพราะถ่ายทอดไม่ออก...”
“ถ้างั้นข้าขอถามจริง ๆ เถอะ อย่าโกรธเลยนะ” คนฟังพยักหน้ารับรู้... “ต่อไปแกจะวางแผนชีวิตวันข้างหน้าต่อไปอย่างไร?” คำถามจริงจัง หากนักเขียนหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า...
“มั่นใจรึ...ว่าถ้าไม่ทำงานแล้วจะพอกิน?” บรรณาธิการหนุ่มยังคงซักถามเรื่อยๆ คนเป็นสหายรักหัวเราะน้อย ๆ ตอบชัด...
“คนเรามันก็แค่อิ่มเดียวแหละไอ้เมศว์...กินมื้อละพันก็อิ่ม ข้าวแกงจานละสิบก็อิ่มเท่ากัน”
“ฮื่อ! จริงของแก...ระยะหลังเอ็งเปลี่ยนไปเยอะเลย จากคนอารมณ์ร้อนก็เย็นลง งานสังคมหอกดาบทั้งหลายก็ไม่เคยเห็นหน้า...” ปรเมศว์เองก็รู้ถึงความเปลี่ยนไปของคนเป็นเพื่อนมาเนิ่นนานแล้ว ภาพเก่า ๆ ของวรุตคนเดิมอันตรธานหายสิ้น เหลือเพียงนักเขียนหนุ่มผู้เรียบสมถะกับชีวิต หยุดเส้นทางนั่งบนอาร์มแชร์ เดินบนแพรต่วนอย่างสิ้นเชิง...
“ก็พยายามน่ะ...” ร่างมหาเทพเอ่ยคำ “พยายามละลด ปลดวาง...ไม่อยากกระเสือกกระสนกับความทุกข์ร้อนเพื่อสมบัติในชีวิตให้มากนัก...” ปากพูดหากใจคิด...ชีวิตคราเมื่อปลิดปลงลง...มากมายของผู้มียศถา...ทรัพย์สินยามสิ้นใจ...เขาเคยเห็นมามากต่อมาก ร่างทอดยาว ให้ผู้คนรดน้ำศพ...มือที่แบออกว่างเปล่า...น้ำแม้หยดเดียวที่รดลงก็แห้งหาย...
เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดถึง...หากวันนี้ทุกครั้งที่ไปงานศพ...จิตคล้ายได้ยินผู้ทอดร่างเหยียดยาวไร้ลมหายใจกระซิบบอก...
“ดูสิ...เมื่อวันที่ฉันลืมตาดูโลก ฉันมีความทะยานอยากในชื่อเสียง...ทรัพย์สินทุกประการเหลือเกิน แต่วันนี้ฉันต้องกลับมือเปล่า...คุณดูสิ...แม้แต่น้ำเพียงหยดเดียวฉันก็เอาไปไม่ได้... ฉันคืนให้โลกหมดแล้วนะ ไม่มีใครเอาสมบัติไปจากโลกได้แม้แต่นิดเดียวจริง ๆ นะ” คนกำลังคิดยิ้มกับความว่างเปล่าเบื้องบนท้องฟ้า...ทว่าเป็นยิ้ม หม่น จนน่าแปลกใจ...จากนั้นจึงแปรเปลี่ยนรูปปากเป็นยิ้มหยันกับความคิด...ของตน...
‘...มนุษย์ไม่ว่ารวยหรือจนต่างก็กระเสือกกระสนสนองความอยากได้...อยากมี...อยากเป็นของตนจวบจนวาระสุดท้าย...จึงรู้ว่าทุกอย่างคือ...มายา’
บทกลอนก่อนเก่าอันเป็นสัจจะคู่โลก...ของผู้มีธรรมะใน หัวใจ แม้จะจดจำนามผู้ประพันธ์มิได้...หากเขาจำถ้อยความทุกตัวอักษรมิเลือน...กวีบทนั้นไหวระริกในจิต...
...เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
มามือเปล่าแล้วเจ้าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา...
รถเก๋งท้ายตัดคันเดิมเลี้ยวจากถนนหลวงตัดเส้นทางดินลูกรังลุยฝุ่นอันตลบอบอวลเข้าไปด้านซ้ายมืออีกประมาณห้ากิโลเมตร จึงเห็นป้ายบอกสถานที่เป็นสำนักสงฆ์อันเริ่มผุพังจนไม่น่าจะเรียกว่าป้ายเสียด้วยซ้ำ ปรเมศว์หมุนพวงมาลัยวิ่งช้า ๆ เข้าไปในบริเวณรั้วลวดหนามที่ทำไว้หยาบ ๆ ก่อนดับเครื่องยนต์
“เข้าท่า...” วรุตเอ่ยคำแรกเมื่อก้าวลงจากรถ ชายหนุ่มยิ้มให้กับความสงบสงัดของสถานที่ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ปรากฏนอกจากศาลามุงจาก เก่าคร่ำ กับเพิงพักเล็กอีกหนึ่งหลังเท่านั้น
“ไหนว่าเป็นพระดังไงล่ะ...ไม่เห็นมีใครมาซักคน...?” คิ้วเข้มของนักเขียนหนุ่มขมวด ดวงตาดำจัดบนใบหน้าขาวกวาดตามองรอบตัว
“จุ๊...จุ๊...อย่าเอ็ดไป...” คนเป็นบรรณาธิการหนังสือกระซิบ... “คนส่วนใหญ่เขาหาว่าท่านบ้า”
“อ้าวทำไมล่ะ?” คนถามสงสัย
“เขาว่าท่านมีพฤติกรรมแปลก ๆ” ปรเมศว์ขยายความ “เช่นบางทีไปนอนในโลงศพบ้าง หรือไม่ก็นั่งตกปลา...”
“หา!” คนเป็นนักเขียนตาเหลือก...ประเด็นแรกที่ว่านอนในโลงศพไม่แปลก แต่ประการหลังนี่ออกจะเกินไป...เพราะการตกปลาเป็น ‘ปาณาติบาต’ ถือเป็นการผิดศีลร้ายแรง... “แล้วพระแกไปไหนซะล่ะไอ้เมศว์” ท้ายสุดหันมาถามอีกคน...
“ไม่รู้สิ...” ท่าน บอ.กอ.ชะเง้อมองศาลามุงจากระเรื่อยมาจนถึงกุฏิที่มีสภาพไม่ต่างกับเพิงผุ ๆ หากไร้วี่แววของผู้คนหรือพระสงฆ์ที่ว่าแม้แต่ชีวิตเดียว... เจ้าตัวส่ายศีรษะทำท่าผิดหวังบ่นเบา ๆ...
“ท่าจะเหลวว่ะ...”
หากแทบจะยังไม่สิ้นเสียง... ก็ได้ยินประโยคหนึ่งชัดเจนมาจากราวป่าด้านหลังเขตสำนักสงฆ์...
“มาหาใครจ๊ะ?” ภาพพระภิกษุผิวคล้ำเข้มรูปร่างสันทัด วัยประมาณสี่สิบ เค้าหน้าพิมพ์เดียวกันกับที่เคยเห็นในนิมิต ในชุดจีวรสีกรักย้อมฝาด ก้าวเข้ามา...
สองสหายหันกลับมาสบตากันโดยไม่ตั้งใจ...เพราะผู้อยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ มือข้างหนึ่งแบกคันเบ็ดไว้บนบ่า...อีกข้างหิ้วปลาตัวขนาดย่อมสี่ห้าตัว ร้อยเป็นพวงดิ้นกระแด่ว ๆ มาด้วย
“อะไรกันวะ?” ปรเมศว์พึมพำเสียงแหบโหย...ขณะที่วรุตเองรู้สึกถึงความร้อนเรื่อแผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้า โทสะ ฉีดพล่านไปทั่วอณูเนื้อ ในใจแค่น...ด้วยความขุ่นแค้น...
“พระอลัชชี?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com