การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๓๑ by ร่าง

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#244]

บทที่ ๓๑

 

          แม้ว่าสิ่งที่ปรากฏในสภาวะจิตของพยาบาลสาวจะเป็นเพียงรูปสลัก หากความหมายคือ...เทพเจ้า ผู้อยู่เหนือเทพเจ้าทั้งปวง ไฉนหญิงสาวจะมิรู้สึกยำเยงเล่า...

          “เจ้ารู้หรือว่าเป็นผู้ใด?” คำถามของปารมิตาแว่วสู่โสต

          “รู้จัก...เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ” ศศิประไพตอบอย่างมั่นใจ “ปางปราบอสูรมูลาคนี”

          ผู้อยู่ในโลกทิพย์หัวเราะเสียงใสก่อนเอ่ยวาจา...

          “เจ้ารู้จักจากตำรา...เทวนิยายที่มนุษย์แต่งขึ้น”

          พยาบาลสาวหัวเราะบ้าง เพราะอีกฝ่ายหนึ่งรู้เท่าทัน...

          “แล้วจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ...นอกจากจะรู้จากการอ่านหนังสือ...”

          “เรื่องของเทวะที่มนุษย์เสกสรรขึ้น มีมากมายนับไม่ถ้วน บางครั้งก็ขัดกันเอง” ผู้พูดถอนใจ ขณะที่คนฟังรีบแทรกคำถาม...

          “ถ้าอย่างนั้นที่อยู่ในหนังสือก็ไม่ถูกสิคะ”

          “ไม่มีอะไรในโลกของเจ้าที่ถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด” สตรีในแดนทิพย์ยืนยันสิ่งอันเป็นสัจจะ

          “แหม...ก็พูดเป็นตรรกวิทยานี่...” คนฟังอุทธรณ์

          “ก็เพราะอย่างนั้นสิจึงทำให้การสื่อความหมายของมนุษย์ผิดพลาด อัตตาทำให้มนุษย์ยึดถือตัวกู...ของกู แม้แต่มหาเทวะอันเป็นพลังงานละเอียดสูงสุดก็ถูกมนุษย์ยึดว่าเป็นของกู...” กระแสเสียงช้าชัด

          “ไม่เข้าใจ...” พยาบาลสาวพึมพำ หากอีกฝ่ายยังคงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ...

          “ยกตัวอย่างง่าย ๆ ลัทธิเทวะทุกวันนี้มนุษย์แบ่งออกเป็นหลายลัทธิ เช่น ไศวะนิกาย...ไวษณพนิกาย และอีกหลาย ๆ นิกาย... ต่างฝ่ายต่างก็พยายามยกย่องมหาเทพที่ตนเคารพ ลดทอนศักติ...ของอีกฝ่ายลง ทั้งนี้เพราะอัตตาตัวเดียว เมื่อเป็นดังนี้การแต่งเรื่องรจนาความเป็นมาของเทพเจ้าจึงสับสนด้วยจิตมนุษย์...” ผู้เลอลักษณ์ต่างภพเว้นคำ ก่อนเอ่ยต่อไปอีก “และแม้ว่าจะมีผู้สำเร็จอภิญญาญาณจนรู้สภาวะแห่งเทพเจ้าได้ก็ตาม ภาษาหรืออักษรใดจะอธิบายให้เข้าใจได้ทั้งหมด...เจ้าก็รู้ภาษาแห่งมนุษย์มีข้อจำกัด...”

          “ค่ะ...ใช่...” ศศิประไพจำต้องยอมรับความจริง ภาษาพูด หรือ ภาษาเขียน มิอาจบอกข้อเท็จจริงต่อกันได้เข้าใจทั้งหมด...สิ่งใดที่มนุษย์ไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัสย่อมเรียกว่า รู้จริง ไม่ได้

          ...ไฟ...ย่อมร้อน หากผู้ไม่เคยสัมผัสความร้อน จะรู้ความหมายของคำว่า ร้อน ได้อย่างไร? ทว่าเมื่อเคยถูกไฟแผดเผา มนุษย์จึง รู้ ความเจ็บปวดเร่าร้อนถึงจิต...จนมิมีวันลืม...

          เทพเจ้า...ชั้นสูง...เป็นปรพรหม...สถิต ณ แดนสุทธาวาส อรูปฌานคือ ไร้รูป เมื่อไร้รูปย่อมเรียกว่า นาม

          ฉะนั้น...! ภาษามนุษย์ใดจะอธิบาย...นาม...ได้...มหาเทวะสูงสุดแห่งปรมาตมันเฉกเช่นเดียวกัน

          “เข้าใจแล้วค่ะ...” พยาบาลสาวเข้าถึงความจริงอันเป็นสัจจะของมนุษย์ ภาษา เป็นเครื่องสื่อความหมายในโลกยากอธิบาย วิชชา ได้แจ่มกระจ่างใจ...อัตตา ที่อยู่ในสันดานมนุษย์เป็นข้อบิดเบือนความเป็นสัจจะของเทพเจ้า...

          ประโยคคำสวดมนต์ที่คุ้นเคยหวนคืนสู่ความจำ...

          ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู หิติ...แปลความคือ วิญญูชน ย่อมปฏิบัติเอง...รู้ได้ด้วยตนเอง

          ศศิประไพยิ้มกับตัวเอง...จิตรู้กระจ่างใจ...

          ธรรมะ มาจาก ธรรมชาติ พระพุทธเจ้านำธรรมชาติมาสอนมนุษย์ พุทธะ...คือผู้รู้ ผู้ตื่น...ผู้เบิกบาน ศาสนาพุทธ...แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นการศึกษา...ธรรมชาติ...ของ จิต รู้เท่าทันจิต มิให้จิตไปยึดภพยึดชาติด้วยอุปาทานแห่งกิเลส-ตัณหา...ทั้งหลาย ทั้งสิ้น ทั้งปวง...จนก้าวสู่ความว่าง ปราศจากสิ่งร้อยรัด...ยึดถือ...ที่เรียกว่า...นิพพาน

          ...ธรรมะมิได้อยู่ ณ ที่ใด ธรรมะได้จากการพิจารณาตัวเอง... พิจารณา จิต อันเป็นตัวกำหนดวิถีแห่งมนุษย์ให้ถ่องแท้ วิปัสสนาธรรม จึงเกิดขึ้นโดยเหตุนี้

          “คนดี...ก็มีทุกข์แบบคนดี...คนเลว...ก็มีทุกข์แบบคนเลว...ไม่ดี...และไม่เลว...จึงพ้นทุกข์...”

          ปัญญาของพยาบาลสาวเริงโรจน์...ธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระจ่างแจ่มจรัสในจิตเป็นที่ยิ่ง...

          “...พระพุทธเจ้าเพียงแต่บอกเราว่า...สภาวะนิรันดร์คือสภาวะ ‘เป็นกลาง’ ...ใช่แล้ว...” หญิงสาวเกิดปีติจนร่างกายชาซ่าน

          “พระพุทธองค์ทรงค้นพบเข้าใจวิถีอยู่เหนือธรรมชาติ” ปารมิตาขานรับความคิดของศศิประไพ “สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น...ตั้งอยู่ และดับไป...วนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏฏะ...เหตุดังนี้เพราะเกิดจากความไม่รู้ที่เรียกว่าอวิชชา...เมื่อขจัดความไม่รู้นั้นจนเกิดปัญญาวิมุติอันเป็นพุทธะ...ก็จะพ้นการว่ายวนในการเกิดขึ้น...ตั้งอยู่ และดับไปได้”

          “จิตเป็นสภาวะของธรรมชาติหรือ?” คนเป็นมนุษย์ถามบ้าง

          “ใช่...จิตเป็นสภาวะธรรมชาติ มีขึ้นก่อนกัปก่อนกัลป์...เรียกว่าวิญญาณธาตุ...หรือจะทำให้เข้าใจง่ายขึ้นต้องบอกว่าเป็น...ธาตุรู้...”

          “ธาตุรู้นี้หรือเปล่าที่เรียกว่าปรมาตมัน...?” พยาบาลสาวเริ่มใช้ความคิดสอดประสาน...

          “เจ้าฉลาดยิ่ง...” คำชมที่เป็นคำตอบในตัวเองเสร็จสรรพ “ปรมาตมันเป็นรากเหง้าทางวิญญาณ...อันมหาศาล...”

          “แหม...เข้าใจยากจัง...” คนฟังพึมพำ

          “อย่ามองปรมาตมันเป็นรูปสิ...ภาพเขียนที่ปราชญ์โบราณปั้นแต่งขึ้นเป็นสมมุติ...บอกแล้วเทพเจ้าเป็นนาม...จิตวิญญาณก็เป็นนาม...” คนอยู่ต่างภพเตือนสติ... “มนุษย์ชอบมองและเข้าใจทุกอย่างเป็นรูปหมด”

          “หาข้อเปรียบเทียบให้ง่ายหน่อยได้ไหมคะ...” คนเป็นพยาบาลอ้อนวอนซึ่งปารมิตาเองก็อึ้งไปชั่วขณะ หากแล้วก็เอ่ยคำ...

          “เอาอย่างนี้ดีกว่า เจ้ารู้จักมหาสมุทรใช่ไหม...”

          “รู้ค่ะ”

          “เราสมมุติว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดนั่นเป็นปรมาตมันก็แล้วกัน” ผู้พยายามอธิบายพูดช้า ๆ “เจ้าก็รู้น้ำในมหาสมุทรย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยธรรมชาติ ความร้อนของตะวันทำให้น้ำกลายเป็นไอลอยขึ้นสู่เบื้องบนใช่ไหม?”

          “ใช่ค่ะ...” คนฟังยอมรับ

          “ฉะนั้น...ไอน้ำที่ลอยขึ้นเบื้องบนมีธาตุเดิมของตนมาจากน้ำในมหาสมุทรหรือไม่” คำถามรุกเป็นระยะ

          “ใช่ค่ะ”

          “สิ่งที่เราสมมุติขึ้นก็เปรียบเช่นกลุ่มก้อนพลังงานวิญญาณแห่งปรมาตมันที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การถูกความร้อนของแสงตะวันคือต้องอวิชชา...จนเคลื่อนหรือจุติเปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอ...ก็คือจากจิตเดิมแท้มาเป็นมนุษย์...จากนั้นกรรมะที่หมายถึงการกระทำดีหรือชั่วจะเป็นตัวพัดพาไปเรื่อย ๆ เหมือนไอน้ำที่ถูกกระแสลมผลักดัน จนกว่าจะถึงเวลา...” เสียงของปารมิตาเริ่มแผ่วลง
         
          “ตาย...” พยาบาลสาวต่อคำให้
         
          “ใช่...มนุษย์เรียกว่าตาย...แต่ถ้าเปรียบกับไอน้ำก็ต้องเรียกว่า เปลี่ยนสถานะใหม่...ที่ถูกกระแสกรรมพัดพาไปไกลก็จะตกลงบนแผ่นดิน...ป่าเขา ระเหิดเป็นไอแล้วกลับเป็นน้ำไปมาไม่จบสิ้น แต่ถ้าไม่ถูกภาวะกรรมพัดพาไปไกล...ก็จะตกลงสู่มหาสมุทรอันเป็นที่มาของตนอีกครั้ง...” สตรี ณ แดนทิพย์สรุป

          “เข้าใจแล้ว!” ศศิประไพพึมพำ ปัญญาภายในจิตแจ่มจรัสดุจแสงอาทิตย์ฉาย...

          ...ปรมาตมันเป็นจุดกำเนิดสรรพโลก...ทุกสิ่งในอนันตจักรวาลต่างเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา...

          เจ้าตัวนึกเห็นภาพ พลังงาน ที่ว่ายวนอยู่รอบ ๆ ตัว ทุกอนุภาค...ทุกอะตอม ทุกโมเลกุลของสรรพสิ่ง... เคลื่อนไหว
         
          ดึงดูดกัน...สลายจากกัน

          จากอินทรีย์สู่อนินทรีย์

          เกิดขึ้น แล้ว ดับไป...จากดับไป...แล้วเกิดขึ้น...

          ...เหล่านี้คือ...การเคลื่อนแห่ง วัฏฏะ ในบัดดลนั้นพยาบาลสาวอยากตะโกนสุดเสียงด้วยจิตอันเป็น ปีติ ยิ่งนัก...

          “การเคลื่อนไหวอย่างมีระบบระเบียบของอนันตจักรวาลอันงดงาม...เป็นการเริงร่ายระบำของ” ประโยคท้ายเจ้าตัวอยากแผดเสียงให้โลกรู้เหมือนที่ตนรู้

          ทุกอย่างเป็นการเริงรำของศิวะนาฏราช!


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ปารมิตาขานรับความคิด “ใช่...สิ่งที่เจ้าคิดเป็นความจริง แต่ท่ามกลางการเคลื่อนไหวนั้นสถิตอยู่ได้ด้วยความสมดุลแห่งพลังงานสองสิ่งตรงข้ามกันเสมอ...”

          มาถึงตรงนี้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของหญิงสาวผุดพรายขึ้นโดยพลัน

          “ใช่...เมื่อมีสสารต้องมีปฏิสสาร...”

          “มีร้อน...ก็ต้องมีเย็น...” สตรีแห่งแดนทิพย์ต่อคำให้... “มีมืดต้องมีสว่าง”

          ศศิประไพสัมผัสได้ถึงความโปร่งโล่งเบา บางครั้งความรู้อันกระจ่างใจเป็นความสุขยิ่ง บัดนี้เธอ รู้ กฎแห่งพลังงานที่สรรสร้างแล้ว...

          “ศิวะ...อุมา...ศิวลึงค์...โยนี...พลังแห่งบุรุษ...สตรี กำเนิดสรรพชีวิต...”

          ปารมิตาหัวเราะแจ่มใสก่อนเอ่ยวาจา “นักปราชญ์โบราณรู้ว่ายากอธิบายความจริงเหล่านี้ให้มนุษย์เข้าใจได้ จึงอาศัยการสร้างสัญลักษณ์ไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาความจริง”

          “คนโบราณก็ไม่ได้โง่กว่าคนปัจจุบันเลย แถมลึกซึ้งเกินคาดเสียอีก” พยาบาลสาวนึกชม รูป หยิน-หยาง สัญลักษณ์รูปปลาอมหาง ดำ-ขาว ที่มักเห็นในนิกายพุทธมหายานของจีนและลัทธิเต๋าปรากฏในความจำ

          ...พลังงานสองสิ่งตรงข้ามกันเป็นผู้สร้าง วัฏฏะ ด้วยการสอดประสานสมดุล...พระพุทธเจ้าทรงค้นพบการหลุดพ้นจาก สังสารวัฏ ด้วยการทำจิต เป็นกลาง

          ฉะนั้น

          หยุด... ความสุข แล...ทุกข์ทั้งปวง

          ไม่ยึดถือ ความเป็นหญิงและชายด้วยประพฤติ พรหมจรรย์

          วาง รูปและนามอันเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ทั้งสิ้น ทั้งปวง

          เมื่อนั้น...จักอยู่ เหนือธรรมชาติ ได้...

          ศศิประไพทอดถอนใจกับสัจจะความจริงที่ประจักษ์ในจิต เจ้าตัว นิ่งเงียบ พิจารณาสภาวธรรมชั่วขณะก่อนรำพึงในจิต...

          “...ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งจิตโดยแท้จริง...”

          “ตอนนี้รู้หรือยังว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน?” คำถามของผู้เลอลักษณ์ต่างมิติแทรกความคิดของพยาบาลสาว

          “เข้าใจแล้วค่ะ...” คนถูกถามตอบโดยแทบไม่ต้องคิด...

          ...เมื่อสรรพชีพทั้งหลายเกิดแต่ ปรมาตมัน ฉะนั้นมนุษย์ฤๅจะแผกไป...

          ศศิประไพพูดกับตัวเอง... “สำคัญว่าใครยังจะเหลือธาตุเดิมเข้มข้นกว่ากัน” เจ้าตัวนึกเปรียบเทียบ “น้ำในทะเล...แม้ตักใส่ถังก็ยังเรียกน้ำทะเล เอาแก้วไปตักน้ำในถังอีกทอด น้ำในแก้วก็ยังเรียกว่าน้ำทะเลอยู่ดี...ถ้าไม่เอาธาตุอื่นมาผสมให้เปลี่ยนไป”

          “ถ้าอย่างนั้นถึงตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วสิ!” เสียงของปารมิตาแจ่มใส

          “รู้อะไรล่ะคะ?”

          “รู้ว่าทำไมเจ้าจึงรักร่างแห่งมหาเทวะ” คำตอบช้าชัด
          
          พยาบาลสาวหัวเราะกลั้วคำตอบ “รู้แล้วค่ะ...หลักของการแตกอณู...พลังแห่งพระแม่เจ้าแบ่งเป็นท่าน และท่านแบ่งเป็นเรา...” คำตอบที่แม้ว่าจะไม่ตรงเป้านักหนาผู้ถามก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจแจ่มกระจ่าง สัญญาเดิมมีความผูกพันต่อกันจากอดีตทำให้เกิด ‘ความรัก’

          พลังคู่ ‘ศิวะ’ และ ‘อุมา’ ถูกมนุษย์สมมุติเป็นภาพชายหญิงอยู่ในฐานะพระสวามีกับพระชายา

          ปารมิตาผูกพันรักใคร่กับผู้สนองโอษฐ์ในภพนั้น...แล้วไฉนพยาบาลสาวจะรอดพ้นจากบ่วงรักนักเขียนหนุ่มผู้นั้นได้!

          “ความรักที่เกิดจากสัญญาภาพในอดีต...” ศศิประไพเผลอตัวปล่อยหัวใจล่องลอยไปกับความคิดคะนึงของตน หยาดน้ำตา ที่มิอาจบอกได้ว่าเป็นความเศร้า...ฤๅ...ปีติ คลอคลอง...ภาพปารมิตาในสมาธิวูบวับสลาย...เหลือเพียงกระแสเสียงวะแว่วอายอวลอยู่รอบ ๆ ตัวเท่านั้น...

          “เมื่อรู้ที่มาและที่ไปของตัวเองแล้ว จงกำหนดวิถีชีวิตด้วยตนเองเถิด...”

          พยาบาลสาวยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มรายริน สภาวะของโลกรอบกายหวนกลับคืน...เจ้าตัวถอนสมาธิพร้อมกับบอกตัวเอง...

          “วันนี้...รู้จักคำว่ารักจริงแท้แล้ว!” หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาก่อนรำพึงในใจ...

          แม้ว่าจะรักเขาเพียงไหน...เราก็จะไม่หวังรักจากเขาตอบแทน ไม่หวังให้เขามาแต่งงานด้วย นี่กระมังรักอันพิสุทธิ์”

          ...ศศิประไพย้ำอีกประโยคหนักแน่น...

          “ฉันอยากให้คุณกลับบ้าน...กลับปรมาตมัน!”


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          วรุตเงยหน้าขึ้นยิ้มให้หญิงวัยกลางคนที่ทำหน้าที่แม่บ้านที่ตนให้ความรักเสมอเหมือนญาติคนหนึ่งของตน...ขณะที่อีกฝ่ายยกถ้วยกาแฟควันกรุ่นมาวางตั้งตรงหน้า

          “วันนี้ตื่นเช้ากว่าทุกวัน” น้าแม้นของชายหนุ่มยิ้มรับพร้อมกับเอ่ยคำ

          “อยู่ดี ๆ ก็ตื่นเองตั้งแต่ตีห้า จากนั้นก็นอนไม่หลับอีก ก็เลยเข้าห้องพระ” นักเขียนหนุ่มวางหนังสือพิมพ์ในมือลง รอยยิ้มขันผุดขึ้นที่ริมฝีปากก่อนพูดกับหญิงวัยกลางคนเบา ๆ “คงเป็นเพราะสะดุ้งตื่นจากฝัน”

          “เห็นหวยหรือเปล่าคะ?” ความที่สนิทกันดังญาติทำให้น้าแม้นของอีกฝ่ายยั่ว...

          “เห็นก็ดีสิ...จะฝากน้าแม้นแทงเต็มที่เลย...สิบบาท!” คนพูดหัวเราะ

          “คุณจะเอาอะไรเพิ่มไหมคะ?”

          “ไม่ละครับ...พอแล้ว” ชายหนุ่มโบกมือ ก่อนเอื้อมหยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

          “ถ้างั้นอิฉันขอตัวไปทำธุระอื่นนะคะ”

          “ครับ...เชิญเถอะ...” วรุตเอ่ยคำจบ หญิงวัยกลางคนหันตัวกลับเข้าหลังบ้าน ปล่อยให้ผู้เป็นนายนั่งคนเดียวเงียบ ๆ...

          “เมื่อคืนฝันแปลก ๆ” นักเขียนหนุ่มรำพึง เจ้าตัวลำดับเหตุการณ์ในความฝัน...
          
          ...ภาพของตนที่กำลังเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งแจ่มชัดในมโน...เขาเห็นบึงน้ำกว้างหากสีดำมืดมิดหนาวเย็น...อยู่ตรงหน้า...รอบ ๆ บริเวณมีโครงกระดูกมนุษย์และสรรพสัตว์เรียงรายเกลื่อนกล่น

          ...เขาจำได้...ในขณะนั้นจิตบังเกิดความกลัวจับจิต...

          “ที่นี่อันตราย...” ตัวรู้บอกตนเอง และขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ...เขาเห็นปรากฏการณ์อันน่าประหลาดใจเกิดขึ้น...ผิวน้ำกลางบึงกว้างกระเพื่อมไหว...มี ดอกบัว สีขาวสะอาดดุจดังงาช้างค่อย ๆ โผล่ขึ้นพ้นผิวพื้นน้ำ...

          “สวยจัง!” คนยืนมองอุทาน ตะลึงในความงามของปทุมมา...ที่ชูก้านพ้นผิวน้ำอันมืดดำและค่อย ๆ คลี่กลีบบานช้า ๆ แต่ทว่า...เป็นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็สลายวับไป...กลายเป็นพระภิกษุผิวกายคล้ำเข้มดุจดังพระธุดงค์ที่เคยเห็นบ่อย ๆ ...ร่างสันทัดอยู่ภายใต้จีวรสีกรักสะดุดตา...

          “พระที่ไหน...ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย...” แม้ในฝันเจ้าตัวยังจำได้แม้ความคิดตนเอง... “นึกไม่ออกว่ารู้จักหรือเปล่า” วรุตพยายามคิดเค้นหากไร้ผล...ท้ายสุด รอยยิ้ม อันอบอุ่นจากผู้ทรงศีลรูปนั้นก็หลุดเข้ามาในความจำอีกครา...คนกำลังคิดแน่ใจ...

          “ถ้าเห็นอีกครั้งต้องจำได้แน่!”

          กาแฟหมดถ้วยไปนานแล้ว หากนักเขียนหนุ่มยังไม่ยอมลุกจากโต๊ะอาหารเช้า...เจ้าตัวนั่งพลิกหนังสือพิมพ์อ่านจนแทบจะหมดทุกตัวอักษรเพื่อฆ่าเวลา...

          “ต้นฉบับก็ส่งทันหมดแล้ว...ว่างจนไม่มีอะไรจะทำ...” ร่างแห่งมหาเทพส่ายหน้า พร้อมกับพับหนังสือในมือเก็บเตรียมขยับลุก แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน

          “ตัวแสบมา...” เจ้าตัวหัวเราะเพราะจำได้ เสียงรถของปรเมศว์ผู้เป็นสหายรัก...และจริงดังคาด...เพียงชั่วอึดใจก็เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายโผล่เข้ามา...พร้อมคำทักทาย

          “ไงไอ้เสือ...”

          “สบายดี...” เสียบตอบเนือย ๆ

          “ข้าจะมาชวนเอ็งไปหาพระ” ท่าน บอ.กอ.บอกจุดประสงค์เสียงดัง

          “พระที่ไหน?” นักเขียนหนุ่มแปลกใจที่จู่ ๆ สหายจะพาไปพบพระ

          “ก็เคยบอกเอ็งว่าจะพาไปคราวโน้นไงเล่า บ๊ะ...ไอ้นี่ขี้ลืมจริง...” ปรเมศว์บ่น หากอีกคนไม่แยแส...

          “แกไปเถอะข้าขี้เกียจ...”

          “ไปด้วยกันเถอะน่า...” บรรณาธิการหนุ่มออด... “ไม่งั้นแกจะเสียใจภายหลัง...”

          “ทำไม?”

          “เขาว่ามีอภิญญาวาจาศักดิ์สิทธิ์...” ปรเมศว์อวดสรรพคุณ หากคนฟังไม่ยอมเชื่อ...

          “ฟังเขาว่าเอาห้าหาร ยิ่งพระสมัยนี้ด้วยชอบอวดตน ใบ้หวย...”

          “เฮ่ย! เด็กที่ทำงานข้ามันเคยไปพบแล้ว คราวนี้ข้ามีหลักฐานนะเว้ย!” คนชักชวนยังไม่ยอมลดละ...แต่ครั้งนี้ได้ผล...

          “หลักฐานอะไร?” ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะหันกลับมาถาม...

          “เด็กมันถ่ายรูปมาได้ แถมมีปาฏิหาริย์ด้วยนะเฟ้ย...” ผู้สนองบาทเทวะควักรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดออกจากกระเป๋าเสื้อส่งให้นักเขียนหนุ่ม...

          “หือ...!” คนรับภาพไปดู ครางในลำคอ ขนลุกซู่...ภาพของพระภิกษุวัยประมาณสี่สิบ...ที่มีเงาเบลอ ๆ คล้ายรูปดอกบัวขาวอมชมพูตรงหน้าผากนั้น ละม้ายเหมือนผู้ที่ตนเห็นในความฝันเมื่อคืนนี้ดุจถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน...ร่างแห่งมหาเทพ...ถามตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาตน

          ...เป็นไปได้ยังไง?


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com