
บทที่ ๓๐
ศศิประไพกวาดสายตาเขม้นมองฝูงชนที่อยู่ในเครื่องแต่งกายคล้ายคนโบราณ หากงดงามยิ่งด้วยสีสันพราวพรายในผ้ายกดอกสลับลายเหล่านั้นอย่างละเอียดลออแช่มช้า
“เราอยู่ที่ไหน?” คำถามเดิมทวนทบกลับไปกลับมา
“เราไม่ได้อยู่ที่นี่!” จิตรู้ตอบ ทว่าเป็นคำตอบที่เจ้าตัวยังไม่พอใจ พยาบาลสาวรีบสลัดความคิดของตนทิ้งรวดเร็ว...เมื่อโสตได้ยินเสียงตะโกนก้องดังมาจากขบวน
“ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวเจ้า ขอจงทรงพระเจริญ” สิ้นเสียงฝูงชนที่รายเรียงอยู่รอบเสลี่ยงหาม คุกเข่าราบลงพร้อมเพรียงกัน
...ร่างสูงผิวคร้ามงามดุจเทพบุตรในรูปสลักนิยายกรีก ยืนโดดเด่น หญิงสาวตั้งจิตเพ่งมองอย่างพินิจ...
เค้าหน้ามิผิด บุรุษ ที่เธอรู้จัก รักใคร่ หากในมิตินี้ เขาผู้นั้นงดงามเยี่ยงผู้ ทรงศักดิ์ เกศายาวมุ่นเกล้ามันระยับคล้ายไล้ด้วยน้ำมันหอม เครื่องแต่งกายแปลกตาทว่าวิจิตรด้วยศิลปะอันสูงค่า...ภูษาสีขาวลายโบราณยกดอกในตัววะวับขลิบทองเป็นประกายเรือง ลักษณะนุ่งเป็นแบบ จีบโจง ท่อนร่างบน ห่มเฉวียงบ่า ด้วยผ้าขาวเฉกเดียวกัน
ผู้สนองโอษฐ์ขยับร่าง หันหน้าขึ้นไปยังเทวาลัย ไหล่กว้างหยัดเหยียดตรง ศศิประไพมองตามสายตา เจ้าตัวยิ้มให้กับภาพสลักนูนต่ำ ศิวะนาฏราช ที่กำลังเริงระบำอยู่ตรงหน้าบันพระปรางค์องค์กลาง...เสียงมโหรี แตรสังข์กังวานขึ้นโดยพลัน
“ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะจะทำพิธีบำบวงเซ่นสรวง!” จิตของพยาบาลสาวรู้ชัด
ร่างสูงโปร่งในชุดขาวสะดุดตา สาวเท้าขึ้นสู่บันไดหินกว้างที่ทอดยาวขึ้นไปสู่เบื้องบนช้า ๆ มั่นคง คนมองเห็นภาพขนลุกซู่ ความอหังการ์ทาบทาหัวใจ...หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา ปีติ ในความจริงที่ประจักษ์
“ชายคนรักในอดีต ทรงศักดิ์ เป็นที่ยิ่ง...”
เท้าที่ก้าวขึ้นช้า ๆ หยุดลงตรงลานพักกึ่งกลางของบันไดนาคราช สงบนิ่งเสมือนรออะไรสักอย่าง
“รอใคร?” พยาบาลสาวนึกสงสัยถามตัวเอง หากเพียงคำถามเพิ่งหลุด เจ้าตัวก็ได้คำตอบโดยทันที ภาพขบวนอันประกอบด้วยอิสริยยศเต็มพระเกียรติปรากฏขึ้นในสายตา
“ขบวนของวรรณะกษัตริย์!” ตัวรู้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีใครบอก
ริ้วขบวนอันตระการตายาวเหยียดเคลื่อนตัวช้า ๆ เข้ามาในอาณาบริเวณของเทวาลัย...พระยานุมาศ และพระเสลี่ยงใหญ่น้อยลดหลั่นกันตาม ศักดิ์
“สวยเหลือเกิน” ศศิประไพแอบชื่นชมในอก...กับริ้วรอยขบวนอันงดงามที่มิเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน สายตาของหญิงสาวจับอยู่ที่พระยานุมาศลำต้นไม่กะพริบ จนกระทั่งเข้าเทียบจอด วรกายในชุดฉลององค์เต็มพระอิสริยยศกษัตริย์ ก้าวบาทลงจากพระที่
พระเกศาสีเงินยวงบอกถึงพระชนม์สูง อยู่ภายใต้ มหามงกุฎ สีทองประดับอัญมณีพราวแพรว พระภูษาสีแดงเลือดนกขลิบดิ้นทองลวดลายวิจิตรรับกับผ้าพาดพระอังสาสีเฉกเดียวกัน ผ้าเคียนบั้นพระองค์เป็นแพรพลิ้วบางเบา สีทองยะยิบตา
เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายก็เคลื่อนองค์ลงจากพระเสลี่ยงอย่างแช่มช้างดงาม พยาบาลสาวแลมองด้วยความเพลิดเพลินเป็นสุข แต่ทว่าเมื่อสายตาของตนระเรื่อยมาจนถึงพระเสลี่ยงลำที่สามเท่านั้น...หญิงสาวตะโกนขึ้นสุดเสียง
“นั่น...! ปารมิตานี่”
ร่างคุ้นตาก้าวลงจากเสลี่ยง อาภรณ์สีเขียวโศกขับให้งามยิ่งขึ้น...ศศิประไพประหลาดใจ ภาพเหล่านั้นที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ฤๅ...ตนเป็นผู้เห็นฝ่ายเดียว เจ้าตัวฉงน เพราะไม่มีทีท่าว่าจะมีใครสักคนรับรู้...โลกของเขาเหล่านั้นอยู่ในคลองจักษุของเธอทุกประการ
“ปารมิตาเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์” จิตของหญิงสาวรายงานไปเรื่อย ๆ วูบหนึ่งของใจ เธอรู้ได้ถึงความ ตื้นตัน ที่ฟ่องฟูในอกกับภาพของ ปารมิตาในเวลานี้ ธิดากษัตริย์ ประโยคนี้ประหนึ่งกลองศึกประโคมโหมปลุกวิญญาให้ฮึกหาญอหังการ์
“ทำไม?” เจ้าตัวถามตนเอง “ทำไมจึงรู้สึกภาคภูมิใจกับปารมิตาเหมือนเป็นตัวเราเอง?” เธอเค้นคิด...ทว่า จิตรู้ ก็มีขอบเขตจำกัดเฉกเช่น...คลื่น ยังมีหยาบละเอียดหลายความถี่
รู้ ก็มีหลายระดับ ดังที่ปารมิตาเพิ่งอธิบายให้ฟังเมื่อไม่นานมานี่เอง
แก้วน้ำ ทุกคนเกิดมาต้องรู้จัก เพราะคนรุ่นก่อนตั้ง สมมติ และ บัญญัติ ไว้ หากยังมีผู้รู้ลึกลงไปกว่านั้นคือคนนำเอา ...สสารหลาย ๆ สิ่งมาผสมปั้นแต่งขึ้น
คนใช้ แก้วน้ำ รู้จักแก้วน้ำ หากแต่ คนทำ แก้วน้ำ รู้ลึกกว่า คนใช้ เพราะรู้ส่วนผสมและวิธีผลิต...
ฉะนั้น! จิตรู้ ที่เป็นปัญญาภายในก็มิได้ผิดแผกกัน รู้ อันเป็นปัญญาพิสุทธิ์ ย่อมแตกต่างระดับตามความละเอียดแห่งคลื่นจิตและอภิญญาญาณ
อริยเจ้า ยังถูกแบ่งภูมิชั้นตามสภาวะจิตจากมรรคสี่...ผลสี่...นิพพานอีกหนึ่ง
มนุษย์ อันเป็นเวไนยสัตว์ พระพุทธองค์ยังแบ่งออกเป็นสี่เหล่าเฉกเช่น บัว สี่ระดับ...ดังนั้น จิตรู้ ที่เรียกว่าปัญญาภายในของศศิประไพจึงมีขอบเขตจำกัดเช่นกัน บางสิ่งเกิดรู้ขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่คิดอยากรู้ หากในมุมกลับสิ่งที่อยากรู้...ต่อให้คิดเค้นเท่าใดก็ไม่รู้
“ดูไปเรื่อย ๆ ...แล้วจะรู้เอง” จิตลึกบอกตัวเอง พยาบาลสาว วางจิตนิ่ง ความใคร่รู้รุนแรงสงบลง หลายหลากอารมณ์ที่อึงอลอยู่ในใจราบเรียบเมื่อรู้จัก วาง ความว่าง จึงก้าวเข้าแทนที่
อารมณ์...ประหนึ่งเมฆมืดครึ้มบดบังความสว่างแห่งตะวันและจันทรา
อารมณ์อันเกิดจาก โลภ...โกรธ...หลง...ปรุงแต่งจิตเสมือนกระแสรบกวน...ดุจน้ำใสที่มีระลอกคลื่น ย่อมมองมิเห็นเงาตัวเอง...หากวาง อารมณ์ จน ว่าง ได้ ก็มิผิดแผ่นน้ำใสสงบนิ่งจนเห็นเงาสะท้อนแห่งสรรพสิ่งได้...อันเป็นปัญญาวิมุติ...เกิดขึ้นเฉกนี้
...จิตนิ่ง จิตจึง เห็น
...จิตใสเย็น จึงเกิด ญาณ
ศศิประไพก็ไม่อยู่เหนือกฎเกณฑ์เหล่านี้ เมื่ออารมณ์ร้อยรัดถูกสลัดคืนจน นิ่ง จิตวางสิ่งปรุงแต่งได้...ความว่าง จึงบังเกิด ภาชนะที่เต็มย่อมไม่สามารถบรรจุสิ่งใดได้ แต่ถ้ารู้จักเก็บวางเพื่อให้ภาชนะ ว่าง จึงใช้ตักตวงสิ่งปรารถนาต่อไปได้อีก
หญิงสาวเริ่มรู้จักมองภาพที่เห็นตรงหน้าอย่างสงบ...เยือกเย็น เธอคิด
ดูให้รู้ที่มา...เพื่อจะได้รู้ที่ไปในวันข้างหน้า!
ภาพที่เสมือนภาพยนตร์ ยังคงดำเนินต่อไป บุรุษผู้สูงวัยในชุดเต็มพระอิสริยยศ สาวพระบาทขึ้นสู่เทวาลัยโดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จเป็นทิวแถว ตามติดด้วยเหล่าข้าราชบริพารชั้นเสนาบดีผู้ใหญ่
จิตรู้ของคนนิ่งมองดูภาพกระจ่าง “ผู้เสด็จเข้าสู่ชั้นในสุดของเทวาลัยได้มีเพียงผู้ทำพิธีกับองค์กษัตริย์เท่านั้น” จิตทำหน้าที่บรรยายภาพโดยไม่ต้องอาศัยใคร “อาณาเขตเทวาลัยมีสามชั้น ชั้นนอกสุดเป็นลานกว้างล้อมรอบเทวสถาน สำหรับข้าราชบริพาร ชั้นกลางเป็นระเบียงคดรายเรียงสี่ทิศ เป็นที่ประทับสำหรับพระญาติพระวงศ์ และชั้นในสุดอันเป็นที่ตั้งของพระรูปเคารพศิวลึงค์ เป็นแดนหวงห้าม ผู้มีอำนาจเข้าไปได้มีเพียงผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะกับผู้เป็นพระราชาธิราชเท่านั้น!” สรรพความรู้หลั่งไหลดุจกระแสน้ำ กระแสเคยคุ้นที่เป็นสัญญาในอดีตกรายผ่านจิตอย่างมิรู้จบ
ร่างสูงที่เหมือนกับวรุต นักเขียนหนุ่ม ดุจถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ก้มศีรษะ เล็กน้อยเมื่อผู้ทรงศักดิ์สูงสุดในวรรณะกษัตริย์เสด็จขึ้นมาถึงบริเวณที่ผู้สนองโอษฐ์รออยู่
ศศิประไพแม้แน่ใจว่า เธอเพิ่งเคยพบเห็นภาพเหล่านี้เป็นครั้งแรก...หากไฉนความรู้อันเป็นธรรมเนียม...ประเพณีเฉกนี้จึงโลดแล่นอยู่ในมโนเร็วกว่าภาพที่ปรากฏ เจ้าตัวแน่ใจยิ่ง
“เราต้องคุ้นเคยกับที่นี่มาอย่างใกล้ชิดแน่ ๆ!” อะไรที่มนุษย์แน่จิตแน่ใจ...ยากที่จะมีสิ่งใดคัดง้างได้ บัดนี้ต่อให้ปิดภาพที่เห็นลงเธอก็ระลึกรู้ได้
บุรุษอันเป็นที่รัก...และผู้ดำรงตนเป็นกษัตราธิราช จะค่อย ๆ เคียงคู่เสด็จเข้าสู่ภายในห้อง ครรภ์คฤหะ ที่อยู่ภายใต้ปรางค์ประธานด้วยกัน
เหล่าพระญาติพระวงศ์ฝ่ายในจะประทับรายล้อมตรงระเบียงคด
“และทุกครั้ง...” ความคิดของหญิงสาวพลันสะดุด จิตที่ราบเรียบสงบระริกรัวขึ้นอย่างไร้เหตุผล
สัญญาเก่าก่อนในอดีตสว่างโรจน์จิตคล้ายแสงสุริยาทิตย์ฉายฉาน ความจดจำที่กดไว้ในภวังค์สัญญาเจิดจ้า
“เราอยู่ในขบวนเสด็จเป็นลำดับที่สาม...!” คำตอบโพล่งขึ้นมาสุดระงับได้
“อ้าว...ปารมิตาล่ะ?” ความลังเลสงสัยเร้ารุม ทว่าเมื่อโสตที่รับภาพวกกลับมาที่ปารมิตา...
“นั่น! เป็นไปได้อย่างไร?” ใจร่ำร้องตื่นตระหนก ภาพของสตรีต่างภพที่เคยยึดถือว่าเป็นเทพพิทักษ์ของตน พร่าไหวละเลือนหาย และสิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่ หากเป็น เห็น ในลักษณะตาเนื้อ เจ้าตัวคงต้องกะพริบตาถี่ ๆ พร้อมกับขยี้ตาหลายคราเป็นแน่แท้ เพราะภาพที่เห็นในขณะนี้ เป็นตัวเธอเอง
ทุกอย่างอันเป็นสรีระทั้งสิ้นทั้งปวง มิแผกผิดไปจากตัวตนในปัจจุบันแม้แต่น้อย มีเพียงอาภรณ์เครื่องประดับเท่านั้นที่ยังคงรูปเดิมของสตรีปารมิตา พระราชธิดาแห่งองค์กษัตริย์ผู้ปกครอง ณ ดินแดนแห่งนี้
หลายหลากคำถามไหวพล่าน... “หรือเราเป็นปารมิตา...?” จิตที่สงบมาเมื่อครู่ ดิ้นรนสะบัดแรงด้วยความสงสัย
“ถ้าเราเป็นปารมิตา...ปารมิตาเป็นเรา...แล้วตัวตนที่มาเกิดเป็นเราในวันนี้ล่ะ...ปารมิตาที่อยู่อีกภพเป็นเทวดารักษาเราอยู่ทุกวันนี้ล่ะ?” เจ้าตัวสับสนอลหม่านในความคิดยิ่งนัก
. ..บางครั้ง คำตอบ ที่ได้มาก็ทำให้มนุษย์เกิด ทุกข์ ความทุกข์อันเกิดจากรู้ ไม่กระจ่างใจ เมื่อไม่กระจ่างใจ จึงจำต้อง...ไขว่คว้า...คิดค้นคำตอบอีกเรื่อยไป...
คนกำลังสับสนกับความคิดของตนเริ่มหัวเราะได้ เมื่อบางประโยคหวนสู่ความจำ
รู้ จนไม่มีอะไรจะรู้...จึงเรียกว่ารู้จริง!
รู้จริงแท้ จึงหมดทุกข์
พยาบาลสาว ถอนใจ คิด “เรายังเป็นปุถุชน ที่ยังต้องเรียนและรู้อีกมากมาย...” จิตที่ไหวพล่านเริ่มราตัว คำมั่นสัญญาให้กับตนเองเกิดขึ้น
ต้องค้นหาความจริงให้ได้
ภาพยนตร์ม้วนใหญ่ที่ศศิประไพมองเห็น ค่อย ๆ รางเลือนลง ความสงัดเข้ามาเยือน จิตอาบสุขด้วย ปีติ แม้คำตอบที่ได้ยังไม่กระจ่างแจ้งทั้งหมดทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง แต่แว่บสุดท้ายของภาพที่ลับลาลง เธอคล้ายจดจำได้ ร่างสูงของบุรุษในเครื่องแต่งกายโบราณสีขาวที่กำลังเข้าสู่ห้อง ครรภ์คฤหะ ชำเลืองแลมายังเธอ...รอยแย้มยิ้มละมุนประดับบนริมฝีปากได้รูป หากยังน้อยกว่ารอยยิ้มที่ฉายชัดออกมาจากดวงตาดำจัดใต้เรียวคิ้วเข้มนั้น
เธอรู้ แม้มิต้องเอ่ยสรรพวาจาใด ๆ ให้แก่กัน...
หากรักนั้น...สื่อส่งถึงกันได้
คนกำลังคิดปล่อยหัวใจให้เลื่อนลอยเคลิ้มคล้อยในความคิดคะนึง...ปล่อยจิตให้กำซาบสุข...ปนเจ็บเสียดทุรนทุราย
ใช่ เธอรู้ เพราะรัก...จึงทำให้สรรพสัตว์เป็น ทุกข์
หากเธอ...ก็รู้อีกเช่นกัน
ความรัก เป็นยางเหนียวที่แน่นหนากว่าสิ่งใดในอนันตจักรวาลนี้
แต่! เพราะมิใช่รักหรือ...ที่หล่อเลี้ยงประคับประคองสรรพสัตว์ให้ดำรงคงอยู่ในโลกนี้ได้
ศศิประไพผ่อนความรู้สึกประดามีในหัวใจออกมาพร้อม ๆ ผ่อนลมหายใจยาว ๆ ...บางครั้งเธอเองก็สับสนกับความคิดของตนเองมาหนักหนา
เธอบอกตัวเอง “ความรักให้ได้ทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน...ความรักให้การสรรสร้างและทำลาย” หญิงสาวใคร่ครวญ ประโยคเก่าก่อนของปารมิตาแว่วเข้ามาสู่ใจ
“ทุกอย่างเป็นเรื่องสับสน...เพราะมนุษย์และเทวดาในชั้นกามาพจรยังไม่สามารถเข้าสู่ความรู้ในรักที่จริงแท้ได้!” บัดนี้พยายาลสาวประจักษ์แก่จิต...คำว่า พุทธะ หรือ พุธโธ มิได้มาง่าย ๆ ด้วยความฝัน หากความหมายที่แปลว่า...ผู้รู้...ผู้ตื่น...ผู้เบิกบาน ได้จากการ ค้นหา อย่างทุ่มกายถวายชีวิตสะสมพระบารมีมานับกัปนับกัลป์ จึงพบ รู้ อันแท้จริง รู้ อันเป็นที่พึ่งอันเป็นเกษมของหมู่ส่ำสัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงได้
เสียงกระซิบแว่ว...เป็นสำเนียงเคยคุ้นผ่านจิต ฉุดหญิงสาวขึ้นจากภวังค์ความคิด
“เจ้าได้เห็นที่มาของเจ้าแล้ว...”
“ปารมิตา!” ศศิประไพพึมพำในสมาธิ แสงเรื่อเรืองพรายพร่างขึ้นอีกครา ภาพของสตรีผู้เลอลักษณ์ก่อรูปขึ้นในสภาวะจิตของอีกฝ่าย
“นั่นเป็นอดีตชาติของศศิ...หรือคะ?” คำถามร้อนรน
“ใช่...” คำตอบดังมิได้ขบคิด
“ดินแดนตรงนั้น อยู่ตรงไหนในโลกคะ?” พยาบาลสาวรุกรวดเร็วตามวิสัยใคร่รู้
“มนุษย์เรียกผู้ที่อยู่ในแดนทิพย์ทุกชั้นรวม ๆ ว่า เหล่าอาทิสมานกาย ดังนั้นแดนที่เจ้าเห็นเมื่อครู่ เป็นจุดกึ่งกลางของพรหมโลกและโลกมนุษย์เรียกว่า ฉกามาพจรภูมิ...ฉกามาพจรภูมิยังแบ่งออกอีกหลายลำดับชั้น” คำอธิบายราบเรียบ
“แล้วอยู่ชั้นไหนคะ?” คนถามใจร้อน
“หนึ่งในภูมิของจาตุมหาราชิกสวรรค์”
“สวรรค์แต่ละชั้นยังต้องมีแยกย่อยออกไปอีกหรือคะ...?” ข้อซักถามถี่กระชั้น เจ้าตัวเองก็ยังนึกหวั่นว่าอีกฝ่ายจะหงุดหงิด หากผู้เลอลักษณ์ในแดนทิพย์ คลี่ยิ้มย้อนถาม
“โลกที่เจ้าอยู่เป็นหนึ่งในสุขคติภพใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ!”
ปารมิตาเปลี่ยนจากฝ่ายตอบมาเป็นผู้ตั้งคำถามบ้าง
“เป็นภูมิมนุษย์ทั้งโลกใช่ไหม?”
“ไม่ใช่ค่ะ” คำตอบไม่จำต้องคิดนาน เพราะศศิประไพรู้ ส่ำสัตว์ ที่อาศัยโลก ที่ในสภาพกายหยาบมิได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้น หากยังมีเหล่าเดรัจฉานทั้งหลายรวมอยู่ด้วย คำถามจากอีกฝ่ายหนึ่งยังคงมีต่อไป
“มนุษย์ที่อาศัยในภพของเจ้า มีชีวิตและฐานะเท่าเทียมกันทั้งหมดหรือไม่?”
“ไม่ค่ะ...มีรวยมีจน...”
เสียงหัวเราะกังวานขึ้นจากผู้มีกายเป็นปรมาณู...ก่อนเอ่ยเอื้อนวาจา
“นั่นล่ะ...เป็นคำอธิบาย สังคมมนุษย์ที่เป็นภพภูมิเดียวยังแบ่งกลุ่มชนออกตามสังคม คนรวย...คนจน...ต่างเชื้อชาติ ต่างภูมิประเทศร้อนหนาวกันได้ สวรรค์ก็มิได้แตกต่างกันเท่าใดนัก” ถ้อยอธิบายช้าชัด
“ปารมิตา!” พยาบาลสาวเรียกนามของอีกฝ่าย
“ว่าไงจ๊ะ...” เสียงขานรับละมุน
คำถามเพื่อคลายความสงสัยเมื่อครู่หลุดจากปากของศศิประไพอย่างรวดเร็ว
“ศศิเป็นธิดาของพระเจ้าแผ่นดินที่นั่นหรือเปล่า?”
“ใช่” คำตอบได้โดยเร็วจนดูเหมือนว่าคนถามแทบจะกล่าวคำยังไม่จบ ก็ได้คำตอบแล้ว
“แล้วท่านล่ะ?” น้ำเสียงมีความสงสัยยิ่งนัก
“เป็นธิดาแห่งกษัตราธิราช” เป็นประโยคที่ไม่มีกระแสอารมณ์ใด ๆ ปรากฏ
"หมายความว่าอย่างไร?” พยาบาลสาวเน้น ชัดเข้ม และเจ้าตัวก็ได้คำตอบ เข้มชัด กลับมาเช่นกัน
“หมายความว่า เรากับเจ้า...เป็นธาตุแห่งวิญญาณอันเดียวกัน!”
“เป็นไปได้อย่างไร ศศิไม่เข้าใจ!” เสียงของคนพูดแผ่วหาย
“ย่อมเป็นไปได้...ถ้าเจ้ารู้จักคำว่าวิญญาณดีพอ” ปารมิตาเอ่ยคำช้า ๆ ชัดเจน
“สรรพสิ่งในอนันตจักรวาล...มีรากเหง้ามาจากแหล่งเดียวกัน...”
“จริงหรือ?” ศศิประไพพึมพำคล้ายมิเชื่อ หากปารมิตาเองก็มิได้บังคับ รอยยิ้มอ่อนหวานละมุนยังคงประดับบนดวงหน้าสวย คำกล่าวนุ่มนวลอ่อนโยนกับอีกฝ่าย “ดูนี่สิ!” สิ้นคำ พยาบาลสาวมองเห็นเงาพร่างพรายดุจรุ้งรายสลับสีซ้อนไหวขึ้นแทนภาพของสตรีในแดนทิพย์ทันที
...ท่ามกลางแสงสีงามระยิบนั้น เจ้าตัวมองเห็นรูปสลักที่จัดจ้านด้วยศิลปะอันงดงามล้ำค่าลอยเด่นชัดตา...พระกรกรีดเริงรำ...พริ้วไหว...
อา...บุรุษผู้เริงร่ายระบำ ระบัดองค์
แช่มช้อย แลมั่นคง ผู้ดำรงสรรพสกล...
ศศิประไพอุทานเรียกขานพระนาม โดยมิอาจยั้งคำไว้ได้
“มหาศิวะ นาฏราช!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com