
บทที่ ๒๙
ภาพสตรีนามปารมิตาเลื่อนไหลผ่านจิตของพยาบาลสาว ศศิประไพอย่างแช่มช้า...หลายหลากแห่งความขุ่นข้องสงสัยพรั่งพรูด้วยกระแสใจ
...รอยแย้มยิ้มละมุนคล้ายปลอบอณูแห่งตน “เราเข้าใจ...” กระแสเสียงยังคงนุ่มโสตเฉกเดิม...กระแสแห่งความอบอุ่นซ่านซ่า ปีติ ครอบคลุมหัวใจของพยาบาลสาว
“เราเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี...” สตรีต่างมิติย้ำคำ
“เข้าใจอะไรตรงไหนคะ...?” จิตของคนเป็นมนุษย์ถาม
“ความรัก...” ผู้มีกายเป็นปรมาณูตอบพลางถอนใจลึกยาว “ความรักเป็นสายใยอันแน่นเหนียวที่สุดของมนุษย์...หรือแม้แต่เราที่ยังอยู่ในชั้นกามาพจรสวรรค์...ก็มิได้แผกจากกันเท่าใด...”
“ท่านก็มีความรักด้วยหรือ?” ศศิประไพเองก็ทอดถอนใจ...เจ้ารู้สึกคล้ายกับมีเพื่อนสนิทที่สามารถพูดคุยระบายความทุกข์กายทุกข์ใจต่อกันได้ คำถามมีแววประหลาดใจเล็กน้อย...อีกฝ่ายตอบเสมือนไม่ต้องขบคิด...
“ใช่...เราก็มีความรัก...”
“แล้วเป็นยังไงคะ?” คำถามรุกด้วยความอยากรู้...
ปารมิตาหัวเราะน้อย ๆ “ความรักของข้าก็เป็นทุกข์เหมือนเจ้า” ในเสียงหัวเราะมีความ หม่น แทรก
“เขาไม่รักท่าน?”
“รักสิ...” ถ้อยวาจาจากสตรีแดนทิพย์ คล้ายกระซิบ...
“อ้าว! แล้วทำไมจึงทุกข์ล่ะ...” พยาบาลสาวไม่เข้าใจ
“ทุกข์เพราะเรายังไม่รู้จักคำว่ารักที่จริงแท้ดีพอ...” ประโยคคำตอบจริงจัง...ทว่าคนได้ยินขมวดคิ้ว...ศศิประไพ งุนงง รู้จักรัก... ผู้อื่น แล้วไยจึงบอกว่า ไม่รู้จักรักที่จริงแท้ได้อีก...เจ้าตัวพึมพำ...
“ทั้ง ๆ ที่เจ็บปวดเพราะรักเช่นนี้หรือ...ถ้าไม่รักจะทุกข์ได้ยังไง...”
สตรีผู้เลอลักษณ์หัวเราะขันอีกฝ่าย ก่อนถามอ่อนโยน...
“ใครรัก...?”
“อ้าว...ก็เรานะสิ รักเขา...” คำตอบมีอาการขัดใจ...ด้วยความคิดว่า...ไม่น่าถามแปลก ๆ คล้ายยั่วเช่นนี้ หากเจ้าของคำถามรู้วาระจิตรีบดักความคิดของพยาบาลสาว
“เราไม่ได้ยั่วเจ้า แต่เป็นเพราะต้องการที่จะตอบคำถามให้เท่านั้น...” ปารมิตาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนถามต่อประโยคสั้น ๆ
“ใครเป็นเรา...?” นิ้วเรียวบางชี้มาที่พยาบาลสาว “เราอยู่ตรงไหน...?”
“...!?!” คนถูกถามอับจน ไม่มีคำตอบ ปัญญาที่ซ่อนลึกอยู่ภายในจิตถูกกระตุ้น มนุษย์ ประกอบด้วย กาย กับ จิต กายเกิดจากธาตุทั้งสี่มาประชุมกัน ดังนั้นกายก็ต้องเสื่อมสลายเมื่อถึงเวลา...ฉะนั้น กายจึงไม่ใช่... ของเรา เป็นนิรันดร์ เฉกนี้...กายของผู้ที่ตนรักก็มิได้เป็นนิรันดร์เช่นกัน คำถามเกิดขึ้นเองโดยพลัน
“แล้วความรักเกิดขึ้นตรงไหน?”
ใช่...ความรักที่มีต่อผู้อื่นนั้นรักตรงไหน...” ผู้อยู่ในโลกแห่งพลังงานละเอียดย้ำประโยคในใจของศศิประไพ “รักรูปร่างหน้าตาใช่ไหม...รักเพราะความฉลาดของเขาหรือเปล่า...?”
“ไม่ใช่...!” คนถูกถามรีบตอบ
“แน่หรือ...?” คำย้อนเสียงขึ้นจมูก “ถ้าผู้ที่เจ้ารักในวันนี้กลับเป็นคนหูหนวก...ตาบอด...ปากแหว่ง วิกลจริต...เจ้าจะรักเขาได้หรือไม่...?”
...ผู้มีอาชีพเป็นพยาบาลนึกทบทวน... “ใช่...เริ่มต้นที่เห็นหน้า เรารู้สึกทึ่งที่เขาเป็นนักเขียนชื่อดัง เป็นคนฉลาดหน้าตาดี...เรานึกชอบเขาตรงนั้น และเมื่อเห็นกันบ่อยขึ้น จึงรู้ถึงความรักที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว”
“เห็นไหมความรักของมนุษย์เกิดจากการปรุงแต่งของจิตทั้งนั้น มากมายของมนุษย์ที่บอกว่าตนมีรัก...และก้าวไปสู่การแต่งงานด้วยความมั่นใจ ท้ายสุดกลับกลายเป็นความเกลียดชังก็มี สาเหตุเพราะรู้ถึงนิสัยอันแท้จริงที่ซ่อนลึกไปในจิตของอีกฝ่ายมากขึ้น จิตที่เคยปรุงแต่งว่าเป็นความรักก็เปลี่ยนเป็นเกลียดทันที ดังนี้ความรักที่มนุษย์กล่าวอ้างจึงเป็น รัก...ที่เป็นอุปาทานสร้างขึ้นทั้งสิ้น...” ถ้อยอธิบายของปารมิตายืดยาว ขณะที่ผู้ฟังนิ่งขบคิดตาม ความกระจ่างแจ้งประภัสสรในจิต...
...มนุษย์กำหนดความหมายตามความปรารถนาแห่งตนเสมอ...สิ่งนั้นเรียกว่า อุปาทานจิต
“หาได้ยากค่ะ...” คนตอบพึมพำ “คงไม่มีใครทำได้แน่...”
“มีสิจ๊ะ...แต่ว่าสิ่งที่เป็นรักจริงแท้ขึ้นอยู่กับระดับจิตของบุคคล ยกตัวอย่างให้ฟังก็ได้...เช่น...คนเป็นแม่พึงรักลูกและปรารถนาให้ลูกมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าตัวเองเสียอีก...จึงมีคำกล่าวที่ว่าบุพการีย่อมเป็น...ปรพรหมของบุตร...แต่ความรักนั้นมิได้แผ่กว้างไปถึงผู้อื่น จึงเป็นขอบเขตจำกัดแต่ในสังคมเล็ก ๆ ของตนเท่านั้น ตัวอย่างที่สองก็คือ มหาเทวะผู้อยู่สูงกว่ากามาพจรภพหลุดพ้นจากการว่ายวนในกามตัณหาหยาบ อันประกอบด้วยธรรมสี่ประการ คือ เมตตา...กรุณา มุทิตา อุเบกขา...ต่อมนุษย์เท่าเทียมกัน แต่อย่างไรก็ตามมหาเทพเหล่านั้น ก็ยังมีห่วงมีภาระต่ออณูใกล้ชิดตนกว่าสรรพสิ่งอื่น เพราะ...กรรมะของเทวะคือ...หน้าที่...และสัจจวาจา ซึ่งจัดเป็นกิเลสละเอียดเบาบาง ถ้าหากสามารถสลัดทิ้งได้ ก็จะก้าวสู่นิพพานทันที...และท้ายสุดก็คือ...” สตรีในแดนทิพย์เว้นจังหวะหลังจากที่อธิบายมายืดยาว
“สุดท้ายเป็นยังไงคะ?” คำถามรุกจากศศิประไพเพราะกำลังเพลิดเพลินกับคำตอบของอีกฝ่าย
“สุดท้ายก็คือเหล่ามหาโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เพราะสิ้นแล้วจากอุปาทานขันธ์ อันเป็นอัตตาที่ว่าตัวกู...ของกู ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว มีความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวคือ ให้สรรพสัตว์ได้ก้าวสู่มรรคาของโลกุตรธรรม พ้นการว่ายวนในสังสารวัฏ อันมีเกิด แก่ เจ็บ และตายอันเป็นทุกข์เท่านั้น...” สิ้นประโยคของปารมิตาแล้วนั้นพยาบาลสาวก็ประจักษ์แจ้งในมโนแห่งวิญญาณ...เธอรู้...โดยมิต้องอธิบายซ้ำ พุทธะ คือผู้รู้...
...รู้ อันเป็นรู้จริงแท้ย่อมปราศจากการปรุงแต่งด้วยอุปาทาน...อุปาทานเกิดจากการไม่รู้...คือ อวิชชา
ดังนั้น เหล่าพระอรหันต์เจ้าทั้งปวงเมื่อละอุปาทานได้ พร้อมกับการก้าวเข้าสู่การ วาง เครื่องร้อยรัดจาก กิเลส...คือเครื่องเศร้าหมอง...ตัณหา...เป็นยางเหนียวนั้นได้ ความว่าง จักเป็นของจิต...เมื่อจิตว่าง...จิตจึงประภัสสรบริสุทธิ์...ไร้การปรุงแต่ง
ฉะนั้น! ความรักอันไร้ตัณหา...ราคะปรุงแต่ง ไยมิใช่...รักอันพิสุทธิ์แท้จริงหรอกหรือ?
“ถ้าอย่างนั้นที่เราคิดว่ารักเขาเป็นเพียงการปรุงแต่งจากจิตกระมัง?” ศศิประไพถามตัวเอง พร้อม ๆ กับจิตหวนถึงวรุต...นักเขียนหนุ่มผู้เป็นร่างแห่งมหาเทวะ
“ใช่...แต่มิใช่ทั้งหมด...” ผู้ให้คำตอบคือผู้เลอลักษณ์ ณ แดนสรวง
“ยังมีเหตุจากสิ่งอื่นอีกหรือ?” คำกล่าวคล้ายพึมพำแผ่วโหย...
“ส่วนหนึ่งมาจากสัญญาในอดีตชาติของเจ้า” คำยืนยันแจ่มชัด ท้ายสุดคือคำถาม... “เจ้าอยากรู้รึ?”
“ใช่...อยากรู้...” คำตอบคล้ายอ้อนวอนอยู่ในน้ำเสียง
“ได้สิ...” ความปรานีฉายจากดวงตาของปารมิตาก่อนเอ่ยวาจา... “เพ่งจิตมองที่ดวงตาของข้า ช้า ๆ นะ”
พยาบาลสาวสำรวมจิตนิ่งมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายหนึ่งแน่วแน่...เธอรู้สึกประหนึ่งดวงตานั้นขยายกว้างขึ้น...กว้างขึ้นช้า ๆ เงาพร่าพรายไหววูบ...ก่อนปรากฏภาพทาบทับซ้อนขึ้นมาทันที...คล้ายกำลังนั่งมองภาพยนตร์โลดแล่นอยู่ในจอภาพนั้น...
...โลกที่มิใช่...ทั้งกลางวันและกลางคืน หากสว่างนวลสบายตา...ไกลออกไปเป็นสิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ลิบลับ
“เหมือนเป็นเทวาลัย...” คนนั่งมองเห็นบอกตัวเอง ก่อนที่ภาพนั้นจะถูกดึงเข้ามาใกล้เสมือน โคลสอัพ
“ใช่แล้วเทวาลัย...” กับภาพที่แจ่มกระจ่างชัดคือคำตอบ จิตเร่าร้อนใคร่ถาม “ที่ไหน?” และจิตรู้ได้โดยพลัน...
“ที่ที่เราเคยอยู่...”
ภาพที่ปรากฏยังคงเคลื่อนตัวช้า ๆ คล้ายแผ่นฟิล์ม หากถ่ายทอดผ่านใจ สรรพสิ่งรอบกายกระจ่างตา สถาปัตยกรรมโบราณงามหาใดเสมอเหมือน คนมองสำรวจ...ลวดลายตวัดไหวอ่อนช้อยของลายเถาอันวิจิตร ตามขอบโครงแห่งเทวาลัย...ภาพจำหลัก...เรื่องราวแห่งเทพเจ้าสถิตอยู่ตามหน้าบันของปรางค์ทุกยอดคล้ายมีชีวิต...
“สวยเหลือเกิน...” พยาบาลสาวครางในจิต... “งามกว่าที่เคยเห็นจากไหน ๆ ทั้งนั้น...”
กับความเงียบงันไร้สรรพเสียงรอบด้านทำให้หญิงสาวมีคำถาม
“เงียบจัง...ไม่มีใครเลย คนไปอยู่ที่ไหนหมดล่ะ...?”
หากเมื่อสิ้นคำถามในใจ...เจ้าตัวก็ต้องประหลาดใจยิ่งนัก ภาพของชีวิตเคลื่อนไหวกระทบคลองจักษุ...
ผู้คนในอาภรณ์งดงามสีสันแพรวพรายพราวพร่าง เป็นทิวแถวยาตรามาแต่ไกล หากสิ่งที่สะดุดตาสะดุดใจยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ...
...เสลี่ยงที่เป็นสีทองวาววับ...กลางขบวนแห่มโหรีเครื่องสายแว่วมาแต่ไกล
“ขบวนของใคร...สวยจัง...!” ศศิประไพแอบชื่นชมด้วยความตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยิ่ง ความสงสัยทำให้มีคำถามในใจ...ทว่าในโลกแห่งอำนาจจิตและพลังงานวิญญาณ จิตรู้ย่อมมีมหิทธานุภาพกว่าโลกของธาตุหยาบ คำตอบจึงกระจ่างเร็วยิ่ง
“ขบวนของผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะ” พร้อม ๆ กับความแน่ใจบังเกิด “ต้องอยู่ในเสลี่ยงสีทองนั้นแน่ ๆ...” เจ้าตัวหมายถึงตัวผู้ทำหน้าที่ บำบวงเซ่นสรวงและสนองพระโอษฐ์เทพเจ้า
ขบวนแห่งดงามเพราะผู้คนภายใต้เครื่องแต่งกายอันวิจิตร เคลื่อนตัวเข้าสู่บริเวณเทวาลัย ด้วยจังหวะก้าวเดินเป็นระเบียบ...
เสลี่ยงทองที่มีชายฉกรรจ์สี่นายแบกหาม หยุดลงตรงลานกว้างหน้าบันไดนาคราช ที่แผ่พังพานน่าเกรงขามก่อนจะถูกวางลงช้า ๆ นิ่มนวล...
คนเพ่งมองภาพที่ปรากฏตรงหน้ารู้สึกได้ถึง...การเต้นระริกรัวของหัวใจตนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ทำไมหัวใจเราเต้นอย่างนี้นะ?” ศศิประไพก็ไม่เข้าใจกับอาการผิดปกติของตนเช่นกัน...
“หรือคนที่อยู่ในเสลี่ยงหาม เรารู้จักเขาดี...?” คำถามเค้นคิด หากตายังคงจับอยู่ที่เสลี่ยงไม่กะพริบ
...ผ้าม่านสีแดงเลือดนกปักดิ้นทองลวดลายสวยแปลกตาถูกตวัดเปิด...พร้อม ๆ กับร่างสูงโปร่งก้าวออกมา...ชุดขาวปักดิ้นทองพราวพรายระยับงามประหนึ่งมหาราช ณ โบราณสมัย
“เอ๊ะ!” พยาบาลสาวอุทาน...หัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วสั่นไหวขึ้นมาอีกหลายเท่า...ภาพของคนก้าวลงจากเสลี่ยงหามกระจ่างคลองตา...
“คุณวรุต!” เสียงตะโกนอื้ออึงในใจ
...บุรุษที่ก้าวลงมายืนตรงลานบันไดนาคราชสลัก เค้าหน้าประพิมพ์ประพาย ละม้ายเหมือนคนที่หญิงสาวรู้จักคุ้นเคยยิ่งนัก...จะมีเพียงประการเดียวที่แผกผิดไปก็คือ...ผิวค่อนข้างคล้ำกว่า...หากทว่า...แม้นมิเหมือนตามที่สายตามองเห็น...แต่ศศิประไพแน่ใจ...
“ต้องเป็นคุณวรุตแน่!”
พยาบาลสาวมีความปีติท้นใจ...เจ้าตัวร้องเรียกคนเคยคุ้น...เต็มเสียง...หากผู้คนที่อยู่ตรงหน้ารวมทั้งคนที่ตนแน่ใจว่าเป็นนักเขียนหนุ่ม...คล้ายไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกับเธอ...เสียงตะโกนจึงเสมือนถูกกลืนหายไปในความว่างแห่งบรรยากาศทั้งสิ้นทั้งปวง
...ความน้อยเนื้อต่ำใจของคนนั่งมองภาพที่เคลื่อนไหวในอดีต...ท่วมท้นขึ้นอย่างไร้เหตุผล...เธอรู้ถึงความเสียใจกำลังรุมเร้าในจิตอย่างแรงกล้า แต่เจ้าตัวรีบสลัดทิ้งรวดเร็ว... “ต้องเป็นคุณวรุตแน่ ๆ !” ศศิประไพย้ำความมั่นใจอีกครั้ง หากหนนี้เธอมีคำถาม...
“ถ้าเป็นคุณวรุตจริง...แล้วเราล่ะอยู่ที่ไหน?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com