
บทที่ ๒๘
ร่างซูบผอมของลูกสาวยายจิตร นิ่งเงียบ ประหนึ่งไม่มีลมหายใจ ในขณะที่ศศิประไพเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรมหาเทวะในร่างของวรุตแน่วแน่ ดวงตาที่บอกถึงความตื่นตระหนกมีคำถามรวมอยู่ด้วย
“ฝ่าบาท...จะทำอย่างไรดี” ประโยคสั่นพร่าแผ่วเบาหลุดจากปากพยาบาลสาว
“ไม่เป็นไร...” ประโยครับสั่งสั้น ๆ ไม่ปรากฏความผิดปกติใด ๆ ในสีพระพักตร์ “ตักน้ำมาให้เรา” ท้ายสุดหันมาที่ปรเมศว์
“เอาเยอะไหมฝ่าบาท...?” ท่านบรรณาธิการรีบย้อนทูลถาม
“เอามาพอทำน้ำมนต์ได้” สุรเสียงเบาลง และมิได้หันพักตร์มาทอดพระเนตรผู้อยู่ในฐานะพี่เลี้ยงแม้แต่น้อย
“เอาขันเงินได้ไหมละ...ป้ามี?” ยายจิตรรีบถามปรเมศว์ ทั้ง ๆ ที่สีหน้าบอกถึงความตกตื่นกังวลใจในอาการของลูกสาว
“ดีครับ...รีบไปเอามาเลย” คนตอบก็ร้อนรนไม่แพ้กัน แทบจะยังไม่ทันฟังคำจบ หญิงวัยกลางคนลุกพรวดไปหาขันเงินสำหรับทำน้ำมนต์ด้วยความรวดเร็วผิดอายุ
ขันเงินบรรจุน้ำค่อนขันถูกนำมาถวายมหาเทพในร่างของวรุต พร้อมเทียนขาวสามเล่ม สุรเสียงสาธยายมนต์ก้องจากพระอุระรัวเร็วเปลวไฟโชติช่วง พิธีกรรมพุทธาภิเษกประจุพลังผ่านอาโปธาตุอุบัติ
“เอาผ้าชุบน้ำมนต์เช็ดให้ทั่วตัว...” มหาเทวะทรงบัญชาพยาบาลสาวพร้อมส่งขันเงินในพระหัตถ์ให้
“อือ...อ...!” เสียงครางเบา ๆ ลอดจากลำคอของแจ่มลูกสาวยายจิตร ทันทีที่ผืนผ้าชุบน้ำมนต์แตะถูกใบหน้า
“ฟื้นแล้วเพคะฝ่าบาท...!” ศศิประไพหันมากราบทูลด้วยความดีใจ ขณะที่มหาเทวะมีเพียงร้อยแย้มสรวลเล็กน้อยไม่ปรากฏพระอาการปีติใด ๆ ให้เห็น
“เป็นไปได้ยังไง?” พยาบาลสาวคิดในใจเกี่ยวกับอาการของเด็กสาว...เพราะเมื่อครู่เจ้าตัวแน่ใจชีพจรหยุดเต้นแน่นอน หากไฉนบัดนี้คนที่นอนเหยียดยาวตรงหน้ากลับมีชีวิตขึ้นมาได้เพียงสัมผัสถูกน้ำพุทธมนต์เท่านั้น
“เหตุผลเช่นนี้...พิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้หรือเปล่านะ?” คนกำลังคิด ถามตัวเองขณะที่มือก็สาละวนชุบน้ำมนต์ในขันเช็ดให้ลูกสาวยายจิตร
...ผิวกายซีดเผือดของแจ่มเริ่มมีเลือดฝาดซึมซับเรื่อย ๆ จนเป็นปกติ เจ้าตัวค่อย ๆ ลืมตา รอยขุ่นเหม่อลอยปลาสนาการ ความกระจ่างเป็นประกายปรากฏชัดในจักษุ
“หนูเป็นอะไรไปคะนี่...” เด็กสาวผุดลุกกวาดตามองรอบ ๆ ตัวด้วยความฉงน
“เฮอ...โล่งอก อีแจ่มหายแล้ว...” เสียงหญิงวัยกลางคนมารดาของเด็กสาวดังขึ้น คนเพิ่งฟื้นหันมามองมารดา...
“แม่...หนูเป็นอะไรไป...”
“ก็เอ็งเป็นบ้าไปนะสิ...พี่ศศิ...เขาพาเจ้าพ่อมารักษาแกน่ะ...” คนพูดน้ำตาคลอ
“ป้า...มหาเทพมิใช่...เจ้าพ่อ...” ปรเมศว์ส่งเสียงกระซิบปรามพลางชำเลืองมองผู้ถูกเรียกว่าเจ้าพ่อ...หากไม่เห็นพระอาการใด ๆ ปรากฏ
“เหรอคะ?” ผู้มากวัยรีบหันมาทำตาโตกับท่านบอ.กอ. “เออ...กราบขอบคุณมหาเทพท่านเสียลูก” ประโยคท้ายสั่งลูกสาว
“ขอบคุณเสด็จพ่อมากค่ะ...” คนฟื้นจากป่วยไข้ทางจิต คลานเข้ามากราบปรเมศว์เพราะเห็นสวมชุดขาวกำลังกระซิบกระซาบกับคนเป็นแม่อยู่
“เฮ้ยไม่ใช่...” ท่านบรรณาธิการสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเด็กสาวก้มลงกราบปะหลก ๆ
“อ้าว...ไม่ใช่หรือคะ? ก็เห็นนุ่งชุดขาว” คนกราบเองก็ตกใจ เสียงของชายหนุ่มมิได้แผกจากกัน เจ้าตัวทำหน้าเลิ่กลั่ก
“โน่น...ทางโน้น” ประเมศว์รีบบุ้ยใบ้ไปทางมหาเทวะซึ่งประทับยืนเยื้องออกไปด้านหลังเล็กน้อย “เข้าไปขอพรท่านสิครับ...”
บุตรีของยายจิตรค่อย ๆ คลานเข้าไปหาก่อนที่จะกราบลงแทบฝ่าพระบาทด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ สายพระเนตรที่ทอดมายังร่างของเด็กสาวทรงปรานียิ่งนัก
“ขอให้อายุวรรโณ สุขโข... พลัง... เจริญก้าวหน้าในสมาธิ...ปัญญา” ประโยครับสั่งอ่อนโยน
“หนูเป็นอะไรไปคะ...?” คนก้มกราบเงยหน้าทูลถามด้วยความ ปีติ ท่วมท้นจิต เพราะสัมผัสได้ถึงพลังเมตตาที่ออกมาจากร่างมหาเทพกระทบตัวเอง
“เจ้าเป็นคนดีมีความปรารถนาที่จะปฏิบัติธรรม แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงหันไปเล่นกสิณโทษ ทำให้ถูกพลังของมารครอบงำ...” ทรงรับสั่งราบเรียบ
“หนูไม่เข้าใจค่ะ...” คำกราบทูลตามสัตย์
“เจ้าทำสมาธิผิดวิธี เพราะเอารูปบุรุษมาเพ่งจนทำให้ภวังคจิตของเจ้าเกิดราคะ”
“เหรอคะ...?” หนูไม่รู้ค่ะ เพราะไปอ่านหนังสือธรรมเห็นเขาเขียนว่าวิธีทำกสิณ ให้จำภาพดวงแก้วในใจ เอาจิตจับตรงนั้นจนเป็นสมาธิ ก็เลยคิดว่าใช้อะไรก็ได้...” ลูกสาวยายจิตรกราบทูลมหาเทพด้วยความสงสัย เพราะไม่คิดว่า วิธีทำสมาธิของตนจะเป็นการพาจิตสู่หายนะ... “รูปดาราที่หนูเอามาเพ่งเพียงแต่ชอบการแสดงของเขาเท่านั้น จริง ๆ นะคะหนูไม่ได้รักได้ชอบเขาอย่างคนรัก” คนพูดยืนยันความบริสุทธิ์ของหัวใจ
“เรารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจคิดไปในทางราคะจริง...แต่สภาวะจิตเป็นเรื่องซับซ้อน จริง...วิถีจิตของเจ้าไม่คิดมาก แต่เมื่อทำสมาธิไปจนถึงความละเอียดของจิตแล้ว ภวังคจิตจะทำหน้าที่แทน ซึ่งส่วนใหญ่มนุษย์มักจะไม่เข้าใจความเป็นมาของภวังคจิตของตน บางร่าง...มีนิสัยไปทางพุทธจริต...ชอบธรรมะ บางร่างมีโทสจริตลึกลงไปในสันดานเดิม บางร่างมีราคะจริต...คือชอบของสวย ๆ งาม ๆ เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงแนะนำมนุษย์ปฏิบัติธรรมตามจริตของตนเช่นนี้...หากแม้นเจ้ามีจิตเป็นราคะจริต...จำต้องเพ่งอสุภกรรมฐานเอาความน่าเกลียดอันเป็นสัจจะสรรพสิ่งมาดับราคะจริตนั้น ...หากผู้มีโทสะก็จำต้องเจริญเมตตาธรรมหรือไม่ก็เพ่งอาโปกสิณ โดยยึดความเย็นของน้ำมาเป็นอารมณ์” มหาเทวะทรงเว้นถ้อยรับสั่งชั่วขณะก่อนเอื้อนเอ่ยพระวาจาอีกครั้งช้าชัด
“เช่นเดียวกับเจ้าที่ไม่รู้จักจริตลึกลงไปในอนุสัยของตนว่าเป็นราคะจริต เพราะฉะนั้นเมื่อเจริญกสิณโดยใช้รูปของบุรุษเพศเป็นอารมณ์ ภวังคจิตของเจ้าจึงปรุงแต่งแปรปรวนกลายเป็น วิปลาสไป...”
“แสดงว่าหนูควรใช้อสุภเป็นอารมณ์ทำสมาธิใช่ไหมคะ?” เด็กสาวเริ่มเข้าใจ
“ถูกต้อง แต่เราว่าการทำสมาธิที่ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือ...อาณาปาณสติ...ด้วยการกำหนดลมหายใจ เพราะการกำหนดลมมิเพียงทำให้จิตเป็นสมาธิเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ร่างกายผิวพรรณของเจ้าผุดผ่องสวยงามขึ้นอีกด้วย” ถ้อยรับสั่งปนรอยแย้มพระสรวล
“จริงหรือคะ?” เด็กสาวรีบทูลถามย้ำ เพราะโดยนิสัยอันเป็นราคะจริตที่ชอบสวยงามอยู่เป็นทุนเดิม
“จริงสิ!” สุรเสียงจริงจังก่อนประทานเหตุผล “เพราะวาโยธาตุจะเข้าไปช่วยปรับธาตุขันธ์ในร่างกายทำให้การเผาผลาญอาหารที่ดื่มกินดีขึ้น จึงทำให้สุขภาพแข็งแรง”
“หนูจะทำตามที่แนะนำค่ะ” ลูกสาวยายจิตรกราบลงอีกครั้ง พร้อมกับมหาเทพทรงประทานพรให้ด้วยความเมตตา
“ขอให้เจ้าจงก้าวหน้าในสมาธิและการปฏิบัติธรรม...จำไว้เจ้ามนุษย์น้อย การเจริญสมาธิจนถึงขั้นฌาน แม้นเจ้าอยู่ในศีลสัตย์ช่วยเหลือมนุษย์ มีความเมตตา เจ้าจะอยู่ฝ่ายเทวะ แต่ทว่าถ้าเจ้าฝักใฝ่ในอศุลกรรมจิต แม้จะได้อภิญญา เจ้าก็จะตกอยู่ในพลังของมารโลเก...”
คนได้รับพรปีติท้นใจ “หนูจะจดจำไว้ค่ะ...”
“ใครมีอะไรอีกไหม?” ประโยคท้ายมหาเทวะทรงหันพักตร์มายังพยาบาลสาวกับท่านบรรณาธิการ
“หม่อมฉันมีข้อกราบทูล...เพคะ” ศศิประไพรีบเอ่ยคำรวดเร็ว เพราะข้อสงสัยยังค้างคาในใจ ทว่ามหาเทพทรงทราบโดยไม่ต้องรอคำถาม
“เรื่องที่เจ้ามนุษย์ผู้นี้ฟื้นขึ้นมาโดยที่ก่อนหน้านี้ชีพจรหยุดแล้วนะรึ?” ทรงหยุดแย้มพระสรวลก่อนประทานถ้อยอธิบาย
“เจ้ารู้แล้วมิใช่หรือว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากอณูเล็ก ๆ ที่เรียกว่าเซล และเซลเหล่านั้นยึดโยงกันด้วยพลังวิญญาณ”
“เข้าใจเพคะ” หญิงสาวทูลตอบโดยไม่ต้องคิด เพราะในอาชีพพยาบาลของตนย่อมรู้ดี ถ้าขยายเนื้อหนังของมนุษย์โดยกล้องจุลทรรศน์ขึ้นเรื่อย ๆ หลายร้อยหลายพันเท่า จะสามารถเห็นได้ว่าร่างกายทุกส่วนของมนุษย์ ประกอบขึ้นจาก เซล ที่รวมตัวกันขึ้นเป็นรูป...หากแต่ในระหว่างเซลต่อเซลคือความว่าง...
คำถามควรจะเป็น... อะไรเป็นตัวยึดโยงเซลเหล่านั้นไว้ด้วยกัน
หากเป็นในอดีตศศิประไพคงตอบตัวเองไม่ได้ แต่ในวันนี้เธอย่อมรู้ พลังงานที่ฝังในช่องว่างแต่ละเซล เพื่อทำหน้าที่ยึดโยงเป็นรูปเหล่านั้น แม้มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นทว่าเธอมั่นใจนั่นคือพลัง วิญญาณ
ถ้อยรับสั่งของมหาเทพกลั้วพระสรวลด้วยพระอารมณ์ดี
“เมื่อเจ้าเข้าใจเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่น่าจะมีความสงสัยใด ๆ อีก...”
“แต่หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสตรีผู้นั้นจึงมีลักษณะอาการคล้ายสิ้นใจไปชั่วขณะ และเมื่อฝ่าบาททรงประทานน้ำมนต์กลับฟื้นขึ้นมาได้ทันที” พยาบาลสาวยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“เจ้าน่าจะรู้เมื่อกระแสวิญญาณถูกครอบงำด้วยอำนาจของมาร พลังวิญญาณเดิมที่ควบคุมสังขารของตนย่อมสูญสลาย ตกอยู่ใต้พลังงานแห่งมารทั้งสิ้น เปรียบดังถูกสะกดให้หลับชั่วขณะ ฉะนั้นเมื่อเราขับไล่อำนาจพลังมารออกจากร่าง สังขารจึงมีลักษณะเฉกคนตายชั่วคราว และน้ำมนต์ที่บรรจุพลังจิตของเราเมื่อสัมผัสบนร่างของเจ้ามนุษย์ผู้นี้เท่ากับเป็นการปลุกพลังวิญญาณเดิมให้คืนสติกลับมา...ก็เท่านั้น!” ถ้อยอธิบายแจ่มชัด...หญิงสาวสิ้นกังขาทันที พลังใดที่อ่อนแอกว่า เมื่อถูก พลังที่เข้มแข็ง ครอบงำ จะถูกกดให้หลับใหล ตกอยู่ใต้บัญชาของพลังนั้น
...ศศิประไพเกิดความสว่างโรจน์ขึ้นในปัญญา...
“หลักเดียวกันกับร่างทรง!” หญิงสาวบอกกับตัวเอง “เป็นเหตุผลในทางตรงข้าม...เด็กแจ่มตกอยู่ใต้อำนาจของมาร เพราะปฏิบัติสมาธิหลงทาง ...แต่คุณวรุตตกอยู่ภายใต้อำนาจของเทพเจ้า...เพราะ...” ความคิดของศศิประไพสะดุดเล็กน้อยหากจิตรู้ กายในตอบได้รวดเร็ว รู้ที่เป็น รู้จากสัญญาเดิม...คำตอบกังวาน...
“เพราะกรรมเก่าอันเกิดจาก...สัจจะวาจา!”
กลิ่นกำจายพร้อมควันธูปสะบัดพริ้วเป็นสายลอยขึ้นเบื้องสูงก่อนสลายวับ ศศิประไพก้มกราบพระพุทธรูปที่รายเรียงอยู่บนโต๊ะหมู่บูชา ก่อนสวดถวายพรพระตามกิจวัตรประจำวันทุกครั้งก่อนเข้านอน
ดวงตาดำขลับของพยาบาลสาวจ้องจับอยู่ที่พระพักตร์อันปรานีของพระปฏิมากรสมมุติแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนิ่นนาน เจ้าตัวจับอารมณ์สมาธิด้วยพุทธานุสติ จิตน้อมนำพิจารณาถึงคุณความดีแห่งพระบรมศาสดาเจ้าซึ่งบำเพ็ญบารมีเวียนว่ายเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยความทุกขเวทนาจนสำเร็จ อริยมรรค เพื่อช่วยเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง...ให้หลุดพ้นจากทุกข์ที่ขังสรรพสัตว์ไว้ในสังสารวัฏนี้
‘...จิตที่ถูกกำหนดอยู่ในอารมณ์เดียว...คือสมาธิ’ ถ้อยรับสั่งของมหาเทวะในร่างวรุตนักเขียนหนุ่มขณะที่สอนลูกสาวยายจิตรเมื่อตอนกลางวันปรากฏขึ้นในใจ
‘การเจริญสติทำได้หลายประการยกเว้นสิ่งที่จะทำให้เกิดกามตัณหาและราคะ เช่น...มรณานุสติ คือการรำลึกถึงความตายทุกเมื่อ เพื่อจะได้ไม่ประมาทในการกระทำคุณความดี... เทวดานุสติ...คือการพิจารณาปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ได้ก้าวขึ้นเป็นเทวดา ได้จากการละอายต่อบาป ธรรมานุสติ...คือการรำลึกถึงคุณแห่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันมีประโยชน์ล้ำค่าเอนกอนันต์ที่จะช่วยสรรพสัตว์ได้ก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพานเพื่อพ้นจากทุกข์...! ข้อธรรมะที่ออกจากโอษฐ์มหาเทพไหลวนอยู่กลางใจของหญิงสาวช้า ๆ ทีละข้อทีละข้อ...’
“ตรึกธรรม...!” จิตอันละเอียดประณีตจากสมาธิบอกตัวเอง...ความสงบ...สุขสว่างในสมาธิกำซาบซ่านตามสภาวธรรมเริงโรจน์
“...มีเกิดมีดับ...มีสุขย่อมมีทุกข์...” สิ่งอันเป็นสัจจะของโลกผุดพราย “ทุกข์เกิด...แล้วทุกข์ก็แก่ แล้วเจ็บไม่นานทุกข์ก็ตาย ...มีสุขก็เช่นกัน เพราะทุกข์หรือสุขก็ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายตามตัวเราไปด้วยเสมอ...” จิตของพยาบาลสาวคล้ายถูกสะบัดหลุดจากการยึดเกาะของอวิชชา...ตัวรู้แจ้งชัดกระจ่างใจ
“...โลก...คือมายา...เพราะทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา...!” เมื่อรู้จริงเกิดแก่ใจ... กายย่อมเบาจิตก็เบา
“...สรรพสิ่งในอนันตจักรวาลย่อมเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป...เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์” สภาวธรรมเลื่อนไหลเพลิดเพลินให้จิตพิจารณา
“เจ้าดีในด้านวิปัสสนาญาณ...” สุรเสียงคุ้นโสตคล้ายล่องลอยมาแต่ไกล... “เมื่อเจ้าเห็นถึงไตรลักษณ์อันมี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว สิ่งที่ควรค้นหาต่อไปคือ... ใครเป็นเจ้า...และเจ้าเป็นใคร?”
“มหาเทวะ!” ศศิประไพย่อมจำได้ว่าถ้อยรับสั่งเป็นของผู้ใด จิตเกิด ปีติ วูบด้วยขาดสติจับ...ภวังค์แห่งสมาธิหับหาย ...ถอยคืนสู่ภาวะปกติ...หากกระแสรับสั่งสุดท้ายยังแทรกผ่านใจ
“เจ้ามีบารมีเดิมติดตัวมาจากอดีตชาติมากพอควร จึงทำให้มีปัญญาในธรรมะ และเจ้าจักหลุดพ้นจากสิ่งร้อยรัดทั้งปวงได้ง่ายไม่ว่าจะเป็น โลภ...โกรธ...หลง แต่มีสิ่งเดียวที่เจ้ากระทำได้ยากนัก...”
แม้จิตจะถอยจากสมาธิแล้วแต่พยาบาลสาวยังไม่วายเกิดคำถาม...
“สิ่งนั้นคืออะไร?”
เสียงพระสรวลกังวานก้องสะท้านสะท้อนถ้อยรับสั่งสุดท้ายกึกก้องก่อนสลายวับ...!
“ความรักไงล่ะ...เจ้ามนุษย์น้อย...”
คนเพิ่งถอยจากสมาธิ นิ่งงัน ประโยครับสั่งแห่งมหาเทพยังคงสะท้านไหวดุจระลอกคลื่นในจิตเจ้าตัวครางแผ่ว...
“ความรักหรือ?” ภาพของนักเขียนหนุ่มผุดพรายขึ้นโดยพลัน
“ใช่...เราทำไมจึงรู้สึกรักเขา?” ไม่มีใครสามารถโกหกหัวใจตัวเองได้ ศศิประไพก็ไม่ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์เช่นกัน ต่อให้ปากปฏิเสธ...ร้อนพันหมื่นครั้ง ใจหรือจะปฏิเสธได้ เพราะความจริง เธอ รัก เขาคนนั้น...เพียงแต่ในความรัก...เธอมิอาจหา เหตุผล ให้ตัวเองได้เท่านั้นว่า ...ทำไมจึงต้องรัก?!
“ไม่รักได้ไหม?” คนกำลังคิดถามตัวเอง...หากอีกใจรีบตอบโดยพลัน “ไม่ได้!” หญิงสาวงงงันต่อจิตใจตนยิ่งนัก...คำถามดังก้องออกคล้ายขัดใจ
“ทำไม...ทำไม?” ประโยคคำถาม...สะท้าน...สะท้อนประหนึ่งเจ็บช้ำแสนสาหัสเป็นที่ยิ่ง ความร้าวรานโดยมิรู้สาเหตุก่อตัว หยาดน้ำเริ่มคลอคลอง... ศศิประไพพลันรู้สึกคล้ายดังมีมืออ่อนโยนลูบผิวกายตนแผ่วเบา...ความอบอุ่นซ่านซ่าในอณูเนื้อ...
“ปารมิตา...หรือ?” เจ้าตัวพึมพำแผ่ว...พลางยิ้มให้กับความว่างเปล่าในห้องพระ “ทำไมฉันต้องรักเขาคนนั้นด้วยล่ะ?”
“ทำสมาธิอีกครั้งสิ” ถ้อยวาจาหวานละมุนเสมือนกระซิบอยู่ในใจของตนเอง...
...พยาบาลสาวพริ้มตาหลับสลัดอารมณ์ใด ๆ ทิ้ง... วางจิตสู่ความว่างโดยพลัน ลมหายใจจากหยาบสู่ละเอียด...และละเอียดมากขึ้น ๆ ท้ายสุดก็เข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิ...
ภาพสตรีผู้เลอลักษณ์นามปารมิตาอันเป็นเทพประจำตัวของเธอปรากฏขึ้นในจิตโดยพลัน...รอยยิ้มอ่อนโยนก่อนเอื้อนเอ่ยวาจานุ่มโสต
“ข้ามาเพื่อตอบปัญหาหนักใจของเจ้าแล้ว!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com