
บทที่ ๒๗
สิ้นเสียงอุทานของตน วรุต...ขนลุกซู่ แม้ว่าทุกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นจะยังคงเห็นเด็กสาวเฉกเดิมที่เป็นอยู่ หากร่างแห่งมหาเทพมองเห็นเงาดำทะมึนทาบทับที่ร่างกายของบุตรียายจิตรชัดตา รังสีเย็นยะเยียบแผ่ซ่านคุกคาม...
“พลังที่เกิดจากตัณหา...ราคะ...” จิตรู้บอกตัวเองว่องไว...
...จิตเป็นพลังงาน ฉะนั้นจิตที่รวมกันเป็น โฟกัส อันมีเจตนาหลุดพ้นจากกิเลสจึงประภัสสร...
แต่ถ้า...จิตที่แน่วแน่อยู่ในกิเลส...ราคะ พลังนั้นจักมืดดำ...
สมาธิ เป็นการรวบรวมจิตเข้าสู่สภาวะเป็นหนึ่ง ดำรงอารมณ์เป็นหนึ่ง เรียกว่า...เอกคตารมณ์
เส้นทางของผู้มีภูมิจิตจึงมีจุดแยกตรงนี้...จิตเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ เป็นการก้าวสู่การมีอภิญญา...แต่ทว่า...
อภิญญาที่ได้จากสมาธิอยู่ภายในกรอบแห่ง ธรรมะ ย่อมเป็น อภิญญาฝ่ายขาว
และหาก...อภิญญาที่ได้จากสมาธิมิได้อยู่ในกรอบแห่งธรรมะ ทว่าอยู่ภายใต้อำนาจของ กิเลส-ตัณหา สิ่งที่ได้มาย่อมเป็น อภิญญาดำ
...สิ่งใดมีประโยชน์ สิ่งนั้นย่อมมีโทษทัดเทียมกัน...ผู้ทรงอภิญญาสามารถกระทำ ไสย ได้ หากผู้ใช้...เวทและไสยในทางป้องกันช่วยเหลือมนุษย์...เรียกว่า ไสยขาว ฉะนั้นผู้ใช้เวทและไสย...ไปในทางร้ายย่อมตรงกันกับไสยขาวคือ...ไสยดำ
...เส้นทางก้าวสู่...มารและเทวะกำหนดได้จากจุดนี้...ความรู้ที่เคยได้รับจากมหาเทพศิวเจ้าบอกนักเขียนหนุ่ม
วรุตลอบถอนใจกับความรู้ที่เจ้าตัวมี...ชายหนุ่มประจักษ์ชัดถึงสภาพความจริงของลูกสาวยายจิตร...
“ปฏิบัติสมาธิผิดวิธี...จนตกอยู่ในเงามืดของมาร” ร่างมหาเทพส่ายหน้าด้วยความเวทนา
“ขอห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวหน่อยครับ...” ท้ายสุดคนคิ้วเข้มหันมาพูดกับเจ้าของบ้าน
“ได้ค่ะ...ทางนี้เลยค่ะ” หญิงวัยกลางคนนำร่างทรงหนุ่มก้าวขึ้นบันไดบ้าน โดยมีพี่เลี้ยงที่เพิ่งถูกแต่งตั้ง หิ้วกระเป๋าตามหลัง
“บอกให้แต่งชุดทรงมาตั้งแต่บ้านเลยก็ไม่แต่ง จะได้ไม่ยุ่งยากขอที่ขอทางชาวบ้านเขาให้เสียเวลา...” ท่านบรรณาธิการแสร้งบ่นยั่วสหายรัก
“เหอะ...คนเขาจะได้หาว่าบ้า ๆ บอ ๆ กันทั้งข้าทั้งเอ็ง” วรุตเองก็อดยิ้มขันไม่ได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งเหน็บ “ข้าไม่เตะเอ็งก็บุญแล้ว...” คนเป็นนักเขียนหันมาเค้นคำเข้มกับประโยคท้ายของตน ขณะที่ปรเมศว์โวยวายตอบ
“เตะข้าเรื่องอะไร?”
“เพราะเอ็ง...ทำให้ต้องไปตัดชุดทรง...” เสียงลอดไรฟัน
“เฮ้ย! ข้าไม่เกี่ยว เป็นพระบัญชาของมหาเทพเองตะหาก” คนหน้าจืดโบกไม้โบกมือปฏิเสธเสียงแข็ง
“เอาเถอะ...อย่าให้รู้ก็แล้วกันว่าเป็นความคิดของเอ็ง” ร่างทรงหนุ่มขู่คนเป็นเพื่อน พร้อมกับยื่นมือรับกระเป๋าผ้าจากอีกฝ่ายก่อนก้าวเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่เตรียมมา
ธูปหอมเก้าดอกถูกปักลงที่กระถาง...ควันสีเทาม้วนตัวขึ้นสู่ที่สูงแช่มช้า วรุตซึ่งบัดนี้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินอมม่วงปักดิ้นทองตามชายเสื้องดงาม...กำลังก้มกราบพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาในบ้านยายจิตร พลางสวดรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดถือ ท้ายสุดจึงน้อมนึกถึง มหาเทวะ เพื่อรับกระแสพลังสู่ตน
...จิตของนักเขียนหนุ่มหยุดนิ่งจมดิ่งลงสู่ภวังค์คล้ายหลับ ทุกอณูเนื้อของร่างกายชาซ่าน...ประหนึ่งกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งวนทั่วสรรพางค์
“พึบ!” แสงสว่างโอภาสขึ้นในจิตแล้ววับหาย...สติและ สัมปชัญญะ ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง...
ร่างสูงหยัดขึ้นจากท่านั่งขัดสมาธิ...ราศีของมนุษย์หับหาย...แม้ผู้ใดสังเกตจะเห็นรังสีลออ ผ่องพรรณเรืองเรื่อซ่อนอยู่ภายใต้ผิวเนื้อชัดเจน...ย่อมเป็น...ราศีแห่ง เทพเจ้า โดยแท้จริง...
ผู้ใกล้ชิดเช่นปรเมศว์และศศิประไพ ไฉนจะไม่รู้ว่าบัดนี้ ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใคร แม้ว่าจะยังคงรูปลักษณ์ของวรุตเฉกเดิม...แต่ทว่าท่วงท่างดงามดัง...จอมราชันย์ ทั้งคู่ก้มกราบลงโดยพลัน
...พระหนุเชิดเล็กน้อยพองาม พระอังสาเหยียดกว้างตรง หากพระพักตร์แย้มละมุน แววปรานีฉายชัดจากดวงเนตรทั้งสอง...
“พฤนทาร...” กระแสรับสั่งเรียกหา
“พระเจ้าข้า...” ปรเมศว์ขานรับเพราะรู้ว่าเป็นชื่อของตน
“ใครบอกเจ้าว่าเราทรงอาภรณ์เช่นนี้...?” ทรงรับสั่งพร้อมหลุบพระเนตรต่ำคอยคำตอบ
“เห็นในรูปวาดพระเจ้าข้า...” คนตอบอุบอิบในลำคอไม่ค่อยเต็มเสียง
“ในรูปนุ่งห่มหนังเสือ...” ทรงแย้งเบา ๆ
“แหม...ทรงหนังเสือไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ ก็เลยขออนุญาตยืมแบบมาจากมหาวิษณุนารายณ์ชั่วคราว...” ท่านบอ.กอ.ตอบอ่อย ๆ หากเจ้าตัวพยายามกลั้นยิ้ม ขณะที่มหาเทพในร่างวรุตยังไม่เลิกรับสั่ง...
“เมื่อครู่เจ้าบอกกับสังขารว่าเราเป็นผู้บัญชา...”
“โธ่! ถ้าขืนบอกว่า เป็นความคิดหม่อมฉันละก้อโดนมันเตะขาดสองท่อนแน่ ๆ ... เพียงแต่อยากให้เวลาเสด็จ ทูลกระหม่อมจะได้สวย ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นเล้ย” คนได้หน้าที่ถวายงานกราบทูลตามความจริง “กลัวมหาเทพต้องประทับในชุดยีนส์ขาด ๆ ของมันมากกว่า...”
“เจ้ามันร้ายกาจเสียจริง...” ถ้อยรับสั่งกลั้วพระสรวล ขณะที่ปรเมศว์หน้าบาน “แหม...เป็นหน้าที่ของผู้สนองบาทอยู่แล้วพะย่ะค่ะ...” เจ้าตัวอุปโลกน์เอาเองตามความคิด เมื่อวรุตเป็นผู้สนองโอษฐ์ ตนย่อมเป็นผู้สนองบาทอย่างแน่นอน
มหาเทวะในร่างนักเขียนหนุ่มเริ่มขยับองค์เตรียมสาวพระบาทเสด็จออกจากห้อง แต่ต้องชะงักพระวรกายเมื่อ ผู้สนองบาท รีบกราบทูลรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนพระเจ้าข้า!”
“มีอะไรรึ?” สุรเสียงห้วน ขณะที่ท่านบรรณาธิการล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบห่อผ้าสีแดงสะดุดตาออกมาถวาย
พระขนงขมวดเล็กน้อย “อะไรอีกล่ะ?” พร้อมกับทรงคลี่ออกทอดพระเนตร
“ตรีศูล...พะย่ะค่ะ...” คนพูดหน้าบานเป็นจานเชิง...
“เอามาทำอะไร?” ประโยครับสั่งคล้ายไม่เข้าพระทัย
“อ้าว...ก็อาวุธของฝ่าบาทไงล่ะ” ปรเมศว์ทำตาโต... “หม่อมฉันอุตส่าห์ให้ช่างทำเหล็กดัดรีบทำถวายด่วน กลัวไม่ทันการณ์...” สิ้นคำกราบทูลของชายหนุ่ม จอมเทพผู้ประทับร่างของวรุต...ส่ายพระพักตร์
“เจ้ามันชักจะรู้มากเกินไปแล้ว...”
“ก็นิดหน่อยพะย่ะค่ะ...พอรู้ว่าได้ตำแหน่งก็ต้องค้นหาความรู้ประดับตัวเกล้ากระหม่อมเที่ยวสังเกตการณ์ตามตำหนักต่าง ๆ จนได้ความรู้มาว่า เจ้าทุกระดับต้องมีพระแสงอาญาสิทธิ์ประจำองค์เสมอ...และเท่าที่รู้มา ฝ่าบาททรงตรีศูลไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ?” คนได้หน้าที่ถวายงานกราบทูลด้วยความภาคภูมิใจ...หากผู้เป็นใหญ่สามภพสีพระพักตร์บอกถึงความยุ่งยากพระทัย
“เราไม่จำเป็นต้องใช้”
“อ้าวก็เห็นในตำราเขาเขียนไว้ ในรูปก็มี...” น้ำเสียงของผู้สนองพระบาทผิดหวัง
“พฤนทาร...” สุรเสียงราบเรียบลง “สิ่งที่เจ้าเห็นในตำราล้วนแล้วแต่เป็นรูปสมมติทั้งสิ้น...เสียแรงที่เคยอธิบายให้ฟังมาแล้วว่า แท้จริงเทพเจ้าเป็นพลังงาน...มิใช่รูป...!”
...ปรเมศว์หน้าเผือดลงเนื่องเพราะถูกตำหนิ...เจ้าตัวรีบเอ่ยคำ...
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วฝ่าบาท...”
วรองค์ที่ประทับยืนนิ่งดุจศิลาหลัก สายพระเนตรทอดตรงไปยังเด็กสาว เงียบงันมาตั้งแต่ต้น เริ่มไหวองค์...หัตถ์ทั้งสองที่ใช้อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ถูกยกขึ้นป้องเสมอพระอุระ ก่อนที่จะทรงหลับพระเนตรลงช้า ๆ
“โอม...ม...” เสียงสาธยายมนต์กังวานก้องออกจากพระอุระ...ระรัว
...และน่าประหลาดยิ่งกับสิ่งที่ตามมาก็คือ เด็กสาวทีมีอาการซึมเซามาโดยตลอดนั้นกับลักษณะก้มงุดไม่มองหน้าใคร พลันผงกศีรษะขึ้นรวดเร็ว...
...ดวงตาเบิกกว้างเกินปกติที่มองมายังมหาเทวะ คล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา กึ่งกลางลูกตาดำเขียวเรืองเรื่อดุจมรกตแวบวับ...!
ทุกร่างที่นั่งห่างออกไปไม่ว่าจะเป็นปรเมศว์...ศศิประไพหรือแม้กระทั่งยายจิตรผู้เป็นแม่ของเด็กสาวเองก็ตาม สามารถรู้ได้ถึงพลังผลักดันทำให้อึดอัดจนแทบขาดใจ กระแสเย็นเยียบคล้ายมืดทึบพวยพุ่งออกจากกายของลูกสาวยายจิตรท่วมท้น...หากแต่ก็มิอาจกรายเข้าสัมผัสผิวองค์แห่งมหาเทวเจ้าได้แม้แต่น้อย
“โอย...น่ากลัว...” บรรณาธิการหนุ่มเสียงกระเส่า...นิสัยกลัวผีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเริ่มคลายพิษสง
“คุณเมศว์...!” พยาบาลสาวเน้นเสียงกระซิบเตือนสติ...
“จ๋า...” ชายหนุ่มเสียงสะท้าน เจ้าตัวโอบกระเป๋าสะพายบรรจุข้าวของต่าง ๆ ไว้กับอกแน่น...ไม่กล้าลืมตามองเหตุการณ์ตรงหน้า
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...อย่ากลัวเลย” หญิงสาวปลอบทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชาย
“ก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่ากลัว ๆ แต่มันก็กลัวแล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะ?” ปรเมศว์หลับหูหลับตาพูดระรัว
...มหาเทวะในร่างของวรุตมิได้สะทกสะท้านกับความเย็นเยียบของพลังงานที่พวยพุ่งเข้ามา หมายครอบคลุมเอาไว้แม่แต่น้อย พระพักตร์ยังมีคงรอยแย้มพระสรวลน้อย ๆ ประดับอยู่เช่นเดิม...หัตถ์ที่ทรงยกขึ้นป้องพระอุระถูกผลักออกช้าๆ ...
“เปรี๊ยะ...!” เสียงลั่นเบา ๆ ดังขึ้นคล้ายกระแสไฟฟ้าแรงสูงสปาร์ค
“ปัง!” หน้าต่างเรือนคล้ายถูกกระแทกเปิดทั้ง ๆ ที่ไม่มีลมผ่าน
“หือ!” ยายจิตรเจ้าของบ้านครางในลำคอด้วยความประหลาดใจ เพราะเจ้าตัวเริ่มสัมผัสได้ถึงความกดดันของบรรยากาศรอบตัว ทว่าด้วยตาเนื้อของตนไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น... ยกเว้นหน้าต่างถูกผลักเปิดโดยไม่มีใครแตะต้อง...หรือแม้กระทั่งลมพัดผ่าน
“เกิดอะไรขึ้นเหรอหนูศศิ?” หญิงวัยกลางคนชะโงกเข้ามากระซิบถามพยาบาลสาว
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...เดี๋ยวก็เสร็จแล้วล่ะ...” ศศิประไพมั่นใจในพลังแห่งเทพเจ้าที่จะช่วยเหลือเด็กสาวให้รอดพ้นจากอำนาจมืดของมารได้เต็มเปี่ยม
“อีแจ่มมันจะเป็นอะไรรึเปล่าคะหนูศศิ?” ยายจิตรไม่วายเป็นกังวลห่วงใยลูกสาว
“ไม่หรอกจ้ะ...หนูว่าเป็นบุญของแจ่มเขาเสียอีกที่ได้มีโอกาสแบบนี้...ถ้าหายแล้วท่านคงสอนวิธีปฏิบัติสมาธิให้ใหม่...” หญิงสาวยิ้มปลอบผู้มากวัยกว่าอย่างอ่อนโยน
“ท่านที่ว่าเป็นเจ้าองค์ไหนคะ?” แม่ค้าข้าวแกงมารดาของเด็กสาวซักอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“หัวหน้าเทวดานั่นแหละ...” คนที่กลัวจนไม่กล้าลืมตาขึ้นมามองสอดคำตามนิสัย...พยาบาลสาวหัวเราะขัน
“แหม...จริง ๆ นะคุณปรเมศว์นี่ขนาดว่ากลัวจนไม่กล้าลืมตามอง ยังอดพูดไม่ได้”
พระหัตถ์ที่ถูกผลักออกช้า ๆ และทันทีที่หยัดเหยียดสุดท่อนพระกร...เด็กสาวพลันผงะพร้อมกับเหงื่อซึมเต็มหน้า กระแสพลังเย็นยะเยียบอันเข้มข้น เมื่อครู่คลายตัวลงพร้อม ๆ กับความอึดอัดของคนที่นั่งอยู่ห่าง ๆ ปลาสนาการ...ความมืดมนสลายวับ...
“โครม...!” หน้าของเด็กสาวสะบัดเริ่ดขึ้นพร้อมกับหงายหลังศีรษะฟาดพื้นรุนแรง
“อีแจ่ม!” เสียงยายจิตรกรีดร้องขึ้นด้วยความตกใจ...
ดวงตาที่มีประกายเขียวสว่างเรืองของแจ่ม...เบิกโพลงเจิดจ้าก่อนที่จะค่อย ๆ จางลงทีละน้อย จนสลายไปสิ้น ร่างของเด็กสาวสั่นระริกกระตุกเบา ๆ ก่อนสงบลง
“อย่าแตะต้อง!” สุรเสียงทรงพระอำนาจกังวานขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นแม่ของคนล้มฟาดพื้นถลาเข้ามา
“พฤนทาร...” ทรงเรียกสหายของวรุต
“พระเจ้าข้า!” คนขานรับเอ่ยคำทั้ง ๆ ที่ตายังคงหลับไม่กล้าลืม
“ขอน้ำมันหอมให้เรา...” ถ้อยรับสั่งห้วน ขณะที่ปรเมศว์รีบเปิดกระเป๋าควานหาขวดน้ำมันจันทน์มือไม้สั่นเทา
“โธ่เอ๋ย...คุณปรเมศว์ลืมตาเสียเถอะ ทุกอย่างไม่มีอะไรแล้ว” ศศิประไพส่งเสียงบอกผู้สนองบาทซึ่งกลัวผีจนขึ้นสมอง
“ผีไปแล้วหรือ?” ท่านบรรณาธิการถามเสียงสั่นพร่า
“ไปแล้วค่ะ...” นั่นแหละคนปอดลอยถึงกล้าลืมตาขึ้นมองดูโลกอีกครั้ง
“กรรมของไอ้เมศว์แท้ ๆ...” ชายหนุ่มบ่นงึมงำก่อนคลานเข้าไปหาผู้รับสั่งเรียกน้ำมันหอมจากตน
“ได้แล้วพะย่ะค่ะ...”
มหาเทวะในร่างของวรุตรับขวดน้ำมันจันทน์หอมจากผู้สนองบาท ก่อนที่จะทรงเปิดฝาบริกรรมพระเวทสำทับลงไป พลางเคลื่อนองค์เข้าหาร่างของเด็กสาวที่นอนเหยียดยาวต่อพระพักตร์
“โอม...” สุรเสียงสยายมนต์รัวเร็วขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับน้ำมันหอมกำกับพระเวทแตะลงหน้าผากของเด็กสาว
“โอ้ย!” เสียงกรีดร้องกังวานโหยหวน ร่างที่แน่นิ่งเมื่อครู่สะท้านเฮือกขึ้นมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าขมวดเกร็งเนิ่นนานก่อนสงบลงอีกวาระ
“ไม่มีอะไรแล้ว...” ประโยครับสั่งแผ่วเบา ก่อนหันพระพักตร์หาพยาบาลสาวแย้มพระสรวลบัญชา... “เจ้าเข้ามาประคองนางมนุษย์ผู้นี้ขึ้น”
ศศิประไพคุกเข่าคลานเข้ามาประคองบุตรเจ้าของบ้านขึ้นตามบัญชา หากเจ้าตัวไม่วายแตะชีพจรของเด็กสาวด้วยความเคยชินในอาชีพพยาบาล
“หือ!” คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดแน่น เพราะไม่ปรากฏการเต้นของชีพจรบนข้อมือของอีกฝ่าย ศศิประไพหันขวับกราบทูลมหาเทวะด้วยความร้อนรน...
... “ฝ่าบาท สตรีผู้นี้...สิ้นใจแล้ว!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com