
บทที่ ๒๖
ลักษณะการออกสำเนียงขึ้นพระนาสิกแบบรัวเร็วเฉกนี้ ปรเมศว์ไฉนจะมิรู้ได้ว่า...เป็นใคร
“โธ่ทูลกระหม่อมทำไมต้องเอาไอ้เมศว์เป็นพี่เลี้ยงด้วยละ คนอื่นก็มีถมเถไป...?” ท่านบรรณาธิการคราง
“เพราะมันเป็นหน้าที่ของเจ้า...” สุรเสียงทรงอำนาจดังเคย “และไม่มีผู้ใดทำหน้าที่นี้ดีเท่าเจ้าได้”
“ใครรู้ใครเห็นอายเค้าตายเลย...” สหายของวรุตยังไม่วายบ่นอุบอิบ เจ้าตัวถึงอย่างไรก็ถือว่าตนเป็นคนสมัยใหม่ เป็นถึงผู้บริหารนิตยสารแนวแฟชั่นชื่อก้องฟ้าเมืองไทย หากผู้ใดรู้เห็นเข้าจะเอาหน้าซุกไว้ที่ไหน คนถูกยัดเยียดตำแหน่งใหม่ทำหน้าไม่เสบยอย่างเห็นชัด
“เจ้าก็ไม่ได้ต่างกับผู้เป็นสหายของเจ้ามิใช่รึ?” มหาเทพซึ่งกำลังแฝงร่างของนักเขียนหนุ่มคล้ายเยาะหยัน ซึ่งปรเมศว์ย่อมรู้ความหมายดี...วรุตก็เป็นนักเขียนดัง...ยังเป็น ร่างทรง ได้ ไฉนตนจะเป็น พี่เลี้ยง ถวายงานเทพเจ้าไม่ได้ ความคิดมาถึงประโยคนี้ บรรณาธิการหนุ่มดูเหมือนอับจนหนทางที่จะปฏิเสธ... ภาพผู้เป็นสหายรักถูกรถชนจนอยู่ในอาการโคม่ามาแล้วไหลผ่านความจำ นั่นเป็นบทลงโทษ... ผู้ขัดพระบรมราชโองการแห่งมหาเทวะโดยแท้
...ปรเมศว์รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาโดยพลัน...
“เป็นก็เป็น!” เจ้าตัวได้แต่รับคำเบา ๆ
“ไม่มีใครพ้นอำนาจแห่งการถวายสัจจะได้หรอก พฤนธาร...” มหาเทวะในร่างมนุษย์ขานชื่อที่คนฟังขมวดคิ้ว
“พฤนธาร...ชื่อของกระหม่อมหรือฝ่าบาท?”
“เป็นนามเดิมของเจ้าในอดีตชาติ” พระกระแสรับสั่งห้วนคล้ายมิใส่พระทัยนัก
“แล้วเกล้ากระหม่อมถวายสัตย์ต่อฝ่าบาทตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ท่านบรรณาธิการอดโต้แย้งไม่ได้ตามประสาคนปากพล่อย
“เจ้าไม่เชื่อเรางั้นรึ?” ถ้อยรับสั่งเริ่มออกพระอาการสะบัด
“มันก็เชื่อหรอกพระเจ้าข้า แต่ไม่มีหลักฐาน เกล้ากระหม่อมอยากเห็นหลักฐาน” คนหน้าจืดเป็นต้มฟักอ้อมแอ้ม
“จะกี่ภพกี่ชาติอนุสัยไม่เคยเปลี่ยนแปลง” เสียงพระสรวลมีรอยแค่นขึ้นพระนาสิก ทว่าอีกฝ่ายมิได้เดือดร้อน แถมยังต่อคำอีกต่างหาก
“โธ่ ฝ่าบาทจะเรียกว่า...สันดานก็เรียกเถอะ คำว่าอนุสัยมันก็แปลว่าสันดานเดิมนั้นแหละ” ปรเมศว์อดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ ท้ายสุดเข้าต้องกราบทูลถามด้วยความสงสัย “ที่จริงหน้าที่พี่เลี้ยงควรจะเป็นของผู้หญิงไม่ใช่หรือฝ่าบาท?” เหตุที่ถามเพราะปกติแล้วเจ้าตัวออกจะคุ้นตากับเสด็จพ่อเสด็จปู่ทั้งหลายที่ลงมาประทับทรงตามตำหนักที่มิได้เป็นตำหนักดังชื่อ หากส่วนใหญ่เป็นบ้านโกโรโกโสเสียมากกว่า เหล่านั้นมักจะมีพี่เลี้ยงคอยรับใช้ถวายงานเป็นผู้หญิงเสียทั้งนั้น คนคิดนึกสงสัย
“อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะชอบเอ๊าะ ๆ...”
“ก็เราไม่ใช่เจ้า...” ถ้อยรับสั่งจากมหาศิวะเจ้าเฉยเมย “เราเป็น ปรพรหม...แห่งปรมาตมัน”
“อ้อ! ใช่ ๆ ...แต่ถึงอย่างไรตามตำราก็กล่าวไว้ว่าฝ่าบาททรงมีพระมเหสี...หรือทรงพระหึงกระมัง?” ชายหนุ่มสวมวิญญาณมนุษย์ปากพล่อยตามนิสัย หากองค์สูงสุดแห่งปรมาตมัน หาทรงกริ้วไม่ ผู้เป็นจอมราชัณย์ในหมู่เทวะทรงพระสรวลกึกก้อง
“เจ้านี่จิตแส่ส่ายเหลือเกินนะ พฤนธาร สิ่งที่เจ้ากล่าวมามิผิด...เพียงแต่ถูกต้องตามตำนานเล่าขานทั้งนั้น ทว่าความเป็นจริงอันเที่ยงแท้มิได้เป็นเช่นมนุษย์ปั้นแต่งดอก”
“นั่นสิ! ข้าพระพุทธเจ้าอยากทราบความเป็นจริงเผื่อยังไง ๆจะได้เอาไปเขียนขายบ้าง” ท่านบรรณาธิการหนุ่มถือโอกาสหาข้อมูลเอาไว้เขียนต้นฉบับขาย
“ได้สิจะเป็นไรไป! จำไว้เจ้ามนุษย์ ผู้ที่มีภูมิจิตอันละเอียดขึ้นไปสู่ระดับชั้นพรหมแล้วนั้น ไม่มีเพศหญิง หรือชายทั้งสิ้น ...พรหมหมายถึงความบริสุทธิ์สิ้นแล้วซึ่งกามราคะ และจะมีเพศได้อย่างไร” มหาเทวะทรงประทานถ้อยอธิบายช้าชัด ขณะที่คนฟังรีบแทรกคำถามรวดเร็ว
“อ้าว...ก็ในตำราบอกว่าฝ่าบาทมีพระชายาพระนามว่า พระแม่เจ้ามหาอุมาเทวี ไม่ใช่หรือพระเจ้าข้า?”
“ฟังข้าพฤนธาร ...เมื่อมนุษย์ตายลงหากได้กระทำคุณงามความดีไว้ จิตวิญญาณจะได้ไปสถิต ณ สุคติภูมิอันแบ่งออกได้เป็นลำดับดังนี้ หนึ่ง...กามาพจรภพ ประกอบด้วยโลกมนุษย์ และสวรรค์ทั้งหกชั้น อันมีชั้นจาตุมหาราชิกา ดุสิตา ดาวดึงส์...ยามา...เป็นต้น มนุษย์และเทวดาเหล่านี้ยังไม่หมดสิ้นในกิเลสตัณหาหยาบละเอียดเท่าใดนัก ฉะนั้นจิตยังคงปรารถนาเสพสุขในอุปาทานเหล่านั้นจนสิ้นบารมีที่สั่งสมไว้ แล้วก็เวียนภพเวียนชาติใหม่เรื่อยไป นับอายุเป็นปีทิพย์ ...หนึ่งปีทิพย์เท่ากับพันปีของมนุษย์โดยประมาณ...” มหาศิวะเจ้าทรงเว้นกระแสรับสั่งให้ปรเมศว์ได้ลำดับความจำชั่วครู่ก่อนประทานถ้อยอธิบายต่อไปอีก
“สุคติภูมิอีกชั้นอันละเอียดในภูมิจิตขึ้นไปอีกก็คือแดนพรหม มีถึงหกชั้น โดยเริ่มที่โสฬสพรหมเป็นชั้นแรกถึงชั้นที่สิบหก คือ อกนิษฐาพรหม ทั้งหมดนี้เรียกว่ารูปพรหม เป็นพรหมที่พ้นจากกิเลสอย่างหยาบ แต่ยังละกิเลสอันละเอียดมิได้ อันที่พระพุทธองค์เรียกว่า อุปกิเลสนั่นเอง ณ แดนแห่งนี้ผู้ที่จะขึ้นเสวยสุขได้นั้น จะต้องสามารถสำเร็จภูมิจิตตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌาน ที่เรียกว่าโลกียฌาน ก็ไม่ผิด...”
“แล้วฝ่าบาทสถิตที่แดนนี้หรือเปล่าพระเจ้าข้า?” ท่านบอ.กอ.รีบร้อนแทรกคำกราบทูลถาม
“แม้แดนรูปพรหมทั้งสิบหกชั้นยังติดในรูปที่เรียกว่ากายทิพย์ แต่ด้วยความสิ้นในตัณหาราคะจึงทำให้เทพเจ้า ณ รูปพรหมนี้ไม่มีเพศหญิงหรือชาย และเราก็มิได้อยู่ที่นี่!” ประโยครับสั่งราบเรียบหากช้าชัดยิ่งนัก
“ยังมีอีกหรือฝ่าบาท?” คนหน้าจืดปากพล่อยอดสอดคำไม่ได้
“สูงจากรูปพรหมขึ้นไปเป็นที่สถิตแห่งเรา...มนุษย์ส่วนมากจะรู้จักในนาม อรูปพรหม...หรือที่เรียกว่าแดนสุทธาวาสนั่นเอง...ผู้ที่สามารถสถิต ณ ภูมินี้ได้ จักต้องสำเร็จภูมิจิตขึ้น อรูปฌานเป็นอย่างน้อย ดังนั้นเทพเจ้าที่อาศัยในแดนอรูปพรหมจึงไม่มีรูป เป็นพลังงานวิญญาณอันพิสุทธิ์ยิ่ง และผู้ที่อยู่ในภูมิชั้นแห่งนี้ สามารถบำเพ็ญธรรมก้าวขึ้นแดนนิพพานได้โดยไม่ต้องกลับลงมาเกิดในมนุษย์ภูมิ...” สุรเสียงกลั้วพระสรวลคล้ายดังพระอารมณ์แจ่มใสเป็นที่ยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้นพระแม่เจ้ามหาอุมาเทวีก็ไม่มีสิฝ่าบาท...” ปรเมศว์สรุปทันควัน
“มีสิ...!”
“อ้าว! ก็ฝ่าบาทรับสั่งว่าแดนสุทธาวาสเป็นพลังงานเท่านั้น!” คนพูดเริ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“จำไว้พฤนธาร สรรพสิ่งในอนันต์จักรวาลเป็นพลังงานคู่กันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น พลังความร้อน ย่อมคู่กับพลังเย็น มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีพลังบวกก็ต้องมีพลังลบ เฉกเช่นมหาอุมาเทวีทรงเป็นพลังแห่งการสรรสร้างกำเนิดเป็นพลังของอิสตรีเพศ...ส่วนเราเป็นพลังแห่งการเกื้อกูลพิทักษ์รักษา...เป็นพลังแห่งปุลึงค์ พลังงานเหล่านี้ปราชญ์โบราณรู้หากยากแก่การอธิบายจึงสมมุติขึ้นเป็นรูปเป็นตัวแทนของ...เทพเจ้าฝ่ายบุรุษและสตรี หรืออีกนัยหนึ่ง คือศิวลึงค์กับโยนี อันหมายถึงพลังแห่งการกำเนิดสรรพสิ่งนั่นเอง” ถ้อยรับสั่งอธิบายแช่มช้ายืดยาวซึ่งผู้มีปัญญาเช่นบรรณาธิการหนุ่มย่อมเข้าใจได้โดยง่าย
“เกล้ากระหม่อมเข้าใจแล้วพระเจ้าข้า!” ปรเมศว์กล่าวโดยความสัตย์จริง
...ชั่วแวบแห่งปัญญา ชายหนุ่มนึกถึงสัญลักษณ์ ปลาอมหาง ที่เรียกว่า หยิน และ หยาง อันหมายถึงสัญลักษณ์ หญิง-ชาย หรือดำกับขาวที่คุ้นเคยตามนาม ความเข้าใจของบรรณาธิการหนุ่มแจ่มกระจ่าง
...จุดกำเนิดสรรพสิ่งมาจากพลังงาน เฉกนี้...ปรมัตถ์ธรรม ลัทธิเต๋า หรือ มหายาน คือ หยิน และ หยาง เป็นพลังสรรสร้างวัฏฏะมิรู้จบ
อียิปต์...มีเทพบิดรโอสิริส และเทพมารดาอีซิสเป็นรากเหง้าแทนค่าพลังงานวิญญาณ...เช่นกัน และ...ศิวลึงค์...โยนี...หรือมหาศิวะเจ้ากับพระแม่เจ้าอุมาเทวี ก็คือพลังแห่งอติเทพอันพิสุทธิ์ผู้สรรสร้างสรรพสิ่งอันเป็นนิรันดร์ของจักรวาล...
ท้ายสุดในความสว่างแห่งปัญญา ปรเมศว์ผู้เป็นสหายรักของวรุตได้คำตอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเอง...
“พ่อและแม่เป็นผู้ประทานชีวิต มิน่าเล่าพระอริยเจ้าทั้งหลายจึงย้ำว่าจะทำบุญกุศลสิ่งใดให้กระทำทีหลัง สิ่งแรกที่ควรกระทำก่อนก็คือทำบุญกับพ่อแม่ก่อน...” ไฉนคนกำลังคิดจะมิเข้าใจเพราะ... บิดา-มารดา เป็นผู้ให้ชีวิต...ฉะนั้นบุพการีจึงเป็น ปรพรหมสำหรับบุตรในร่างมนุษย์ ที่ควรสักการะก่อนสิ่งใด...
...ความปีติท่วมท้นหัวใจของบรรณาธิการหนุ่มยิ่งนัก...แม้อนุสัยดั้งเดิมจะเป็นคนปากพล่อย หากในจิตคือความจงรักภักดีต่อมหาเทวะเป็นที่ยิ่ง เจ้าตัวทรุดกายลงกราบแทบฝ่าพระบาทองค์สูงสุดแห่งปรมาตมันในร่างของนักเขียนหนุ่มอย่างนอบน้อม
ชีวิตของข้าพระองค์ถวายต่อฝ่าบาทแล้วพระเจ้าข้า หากสิ่งใดที่เป็นพระราชประสงค์ของมหาเทวะเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าถวาย โดยทันที
...เสียงพระสรวลกึกก้องด้วยทรงพอพระทัยยิ่งนัก “นับจากวารวันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะเป็นผู้ถวายงานข้า ทุกครั้งที่ข้าพระทับร่างสังขาร”
“พระเจ้าข้า!” ปรเมศว์รับคำกังวาน
“ข้าให้คำมั่นสัญญาต่อเจ้าประการหนึ่ง...” ทรงเว้นระยะรับสั่ง
“อะไรหรือฝ่าบาท?” ชายหนุ่มกราบทูลถามด้วยความเคยชิน
“เมื่อถึงเวลาเราจะให้เจ้าเห็นที่มาและที่ไปในอดีตและอนาคตของเจ้า” กระแสรับสั่งละมุนลง ซึ่งคนฟังรู้ว่า ทรงโปรด เจ้าตัวมากขึ้น
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง” บรรณาธิการหนุ่มกล่าวคำเรียบ ๆ หากความจริงหัวใจพองโตคับอกที่เป็นคนโปรดปรานของเทพเจ้า
“ในฐานะที่เจ้าจะเป็นผู้ถวายงานต่อเราในวันข้างหน้า เจ้าจำต้องกระทำตัวให้สะอาดบริสุทธิ์...” ถ้อยรับสั่งมีรอยแย้มสรวลขันอีกฝ่ายอยู่ในที
“ทำอย่างไรฝ่าบาท?” คนฟังเงยหน้าทูลถามด้วยความสงสัย
“งดเว้นการเสพเนื้อสัตว์ให้เราเก้าสิบวันมนุษย์นับจากวันนี้เป็นต้นไป...” รอยแย้มสรวลฉายชัดเต็มพระพักตร์
“ฉิบหายแล้วตู!” ปรเมศว์ถึงกับครวญในใจ ทว่ากระแสรับสั่งยังไม่จบ
“พร้อมทั้งถืออุโบสถศีลให้เราอีกสามสิบวัน!”
“บรรลัยหนักเข้าไปใหญ่ไอ้เมศว์เอ๋ย...!” หัวใจที่พองโตคับอกเมื่อครู่คล้ายลูกโป่งถูกปล่อยลม ท่านบอ.กอ.หน้าซีดเป็นไก่ต้ม...เจ้าตัวไฉนจะไม่รู้ซึ้ง...กินเจ เก้าสิบวันแถมเจอศีลแปดอีกสามสิบวัน อันหมายถึงกินมื้อเดียว ซึ่งประการหลังเป็นที่หวั่นวิตกของตนยิ่งนัก เหตุเพราะชายหนุ่มถือคติพจน์ประจำใจ เรื่องกินเรื่องใหญ่เรื่องตายเรื่องเล็ก มาตลอดชีวิต...กับการกินมังสะที่ไม่วิรัติ คือกินเนื้อเป็นกินผักไม่เป็น ปรเมศว์ถึงกับครวญด้วยความช้ำชอก...
“โธ่เอ๋ย...กรรมของตูแท้ ๆ...”
แดดยามบ่ายจัดจ้าระยิบจนแสบนัยน์ตา รถเก๋งสีเข้มเลี้ยวปราดเข้าไปจอดหน้ารั้วบ้านหลังเล็กในซอยชานเมืองฝั่งธนบุรีที่ยังมีแมกไม้ให้ความร่มรื่นจนเห็นชัดว่าเดิมทีบริเวณนี้เป็นสวนเก่า...ชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบผิวขาวตัดกับคิ้วเข้มสะดุดตา ที่ทำหน้าที่ขับขี่กดแตรส่งสัญญาณเพียงชั่วครู่ ประตูรั้วบ้านก็เปิดออก พร้อมกับ...สตรีร่างระหงในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก้าวออกมา...
“จะเข้าบ้านก่อนไหมคะ?” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเจ้าของรถเก๋งหมุนกระจกลง
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องก็ได้...ว่าแต่บ้านของเด็กผู้หญิงที่ว่าอยู่ที่ไหนครับคุณศศิประไพ?” คนอยู่ในรถถามถึงบ้านผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
“อยู่ปากซอยแค่นี้เองค่ะ...คุณวรุตจะไปเลยหรือคะ!” คนตอบยิ้ม ที่เห็นท่าทีใจร้อนของอีกฝ่าย
“คนมันร้อนวิชาน่ะครับ!” ปรเมศว์ที่นั่งคู่มากับคนขับยื่นหน้ามาพูดกับพยาบาลสาวกลั้วหัวเราะ
“ตกลงค่ะ...งั้นไปเลยก็แล้วกัน...” ศศิประไพหันกลับไปดึงประตูรั้วปิดก่อนที่จะก้าวขึ้นรถ พร้อมชี้บอกทาง
“ออกไปปากซอยด้านนั้นเลยค่ะ...”
วรุตก้าวลงจากรถโดยมีพยาบาลสาวศศิประไพก้าวตาม รั้งท้ายด้วยท่านบรรณาธิการปรเมศว์ที่หอบหิ้วกระเป๋าสะพายติดไหล่ลงมาด้วยเมื่อถึงที่หมาย
“กระเป๋าอะไรคะ?” คนร่างระหงหันมาถามท่านบอ.กอ.ด้วยความสงสัย
“ของคุณชายท่านนะซิ!” คนตอบแค่นเสียงประชดพร้อมกับพยักพเยิดไปยังนักเขียนหนุ่ม
“ข้างในมีอะไรหรือคะ?” หญิงสาวยังไม่วายสงสัย ย้ำคำถามอีกหน
“ชุดทรง...” คำตอบสั้นแต่ได้ใจความ
“อะไรเดี๋ยวนี้มีชุดแล้วหรือ...?” ศศิประไพหัวเราะขัน พร้อมกับเจ้าตัวเพิ่งสังเกตเห็น ท่านบรรณาธิการหนุ่มวันนี้สวมชุดขาวทั้งชุด...
“โอ้โฮ...คุณปรเมศว์เดาะชุดขาวทั้งชุดดูยังกะพ่อพราหมณ์แน่ะ” คนพูดทำตาโต
“เฮ่อะ! ถูกบังคับน่ะไม่ว่า” เสียงแค่นขึ้นจมูก
“ใครบังคับคะ?” คนถามยิ้มขันอาการของผู้ถูกยกตำแหน่งพี่เลี้ยงให้
“พ่อไอ้รุต!” คำตอบง่ายๆ หากพยาบาลสาวเข้าใจถี่ถ้วนโดยฉับพลัน คำว่า พ่อไอ้รุต ย่อมหมายถึงมหาเทวะอันเป็นที่รู้กัน ขณะที่อีกฝ่ายยังคงบ่นอุบอิบ
“อะไรไม่ว่าดันมาให้กินเจ...แถมมื้อเย็นอดอีกต่างหาก...”
ยายจิตรแม่ค้าข้าวแกงผลักภาระการขายให้ลูกสาวคนเล็กทำแทน กุลีกุจอออกมาต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสาม แทบจะทันทีที่รถจอดสนิท
“สวัสดีค่า...” สตรีวัยเลยกลางคนยกมือไหว้นักเขียนหนุ่มและท่านบอ.กอ.หนุ่มโดยไม่ต้องแนะนำให้เสียเวลา เพราะก่อนหน้านี้พยาบาลสาวได้มาส่งข่าวให้รู้ล่วงหน้าแล้ว
“ผมอยากเจอลูกสาวป้าก่อนครับ” วรุตซึ่งนิ่งเงียบมาตั้งแต่ก้าวลงจากรถเพิ่งเอ่ยคำเป็นหนแรก
“อยู่หลังบ้านค่ะ...เชิญเลยค่ะ” เจ้าของบ้านเชื้อเชิญก่อนหันไปตะโกนบอกลูกสาวที่กำลังเฝ้าหน้าร้านเสียงลั่น...
“อีจุ๋ม...! เอ็งเปิดน้ำขวดมาเลี้ยงแขกที...” แต่ทว่าร่างแห่งมหาเทพโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องครับพวกผมกินไม่ได้”
“อ้าว! ทำไมล่ะคะ แหมขอป้าเลี้ยงน้ำเถอะค่า!” ยายจิตรแม่ค้าข้าวแกงโวยวาย หากวรุตให้เหตุผลอย่างอ่อนโยน
“ไม่ใช่พวกผมรังเกียจหรอกครับ แต่เป็นกฎในการรักษาน่ะครับ กฎก็คือ เวลาไปรักษาใครจะกินของในบ้านเขาไม่ได้ ค่ารักษาแม้แต่บาทเดียวก็ห้ามรับ...”
“งั้นหรือคะ ก็ตามใจเถอะค่ะ” คนวัยเลยกลางคนพยักหน้าหงึกหงักแต่ไม่วายพึมพำ “กฎอะไรประหลาดไม่เข้าใจ”
...ขณะเดียวกันกับท่านบรรณาธิการปรเมศว์เองก็มิได้ผิดแผกไปจากเจ้าของบ้าน แอบกระซิบถามสหายรัก
“กฎอะไรของเอ็งนี่จริงหรือวะ? เอ็งตั้งหรือใครตั้งกันแน่...?”
“เอาไว้เสร็จงานนี่แล้วจะอธิบายให้ฟัง...” ร่างทรงหนุ่มตัดบทเพราะรู้ถ้าจะอธิบายต้องใช้เวลานาน เจ้าตัวสาวเท้าก้าวนำเข้าไปหลังบ้านโดยมียายจิตรก้าวตามติด ๆ
“นั่นแหละค่ะ...อีแจ่มที่ว่า” ผู้มากวัยชี้ไปยังเด็กสาววัยไม่เกินสิบแปดในชุดเสื้อผ้าขมุกขะมอมนั่งพิงเสาเรือนซึมเซาอยู่ตรงหน้า
...ภาพที่ทุกคนเห็นก็คือเด็กสาวร่างกายผ่ายผอมทรุดโทรม...ผมเผ้าขาดการดูแลรักษายาวเป็นกระเซิง ตาเหม่อลอยซึมเซา
...แต่ทว่าในสายตาของวรุต...มิได้เป็นเช่นนั้น ร่างแห่งมหาเทพ...รู้สึกถึงพลังอันเย็นยะเยียบกดดันจนเจ้าตัวอึดอัด จิตรู้บอกตนแจ่มชัด...
“พลังมาร...”
...พร้อมกับตัวรู้ บังเกิด ดวงตาของนักเขียนหนุ่มไหววูบพร่าเลือนเจ้าตัวอุทาน...
“อะไรกัน?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com