
บทที่ ๒๕
โทรศัพท์อีกด้านหนึ่งถูกวางลงไปแล้ว หากวรุตยังคงถือค้างอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดกับ ภาระ ใหม่ขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล จิตรู้ บางอย่างชัดเจน ทว่าบางอย่างรู้เหมือนไม่รู้ เจ้าตัวพยายามเค้นคิด
“ทำไมต้องเป็นวันเพ็ญสิบห้าค่ำ?” คำถามเดิมย้อนกลับอีกครั้ง...นักเขียนหนุ่มค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงช้า ๆ
...หลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับพลังงานวิญญาณ ยังเป็นปริศนาสำหรับร่างแห่งมหาเทพยิ่งนัก...
“มันต้องมีเหตุผลสิน่า!” วรุตมั่นใจ...จิตรู้เกิด ย่อมมีเหตุและผลในตัวของมันเอง
“คิดถึงหลวงพ่อ...” จิตระลึกถึงผู้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา ชายหนุ่มรู้แน่ หากหลวงพ่ออยู่ตรงหน้าตน ต้องได้รับคำชี้แจงเป็นแม่นมั่น แต่จนใจกับระยะหนทางยาวไกลหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งเจ้าตัวได้แต่ส่ายหน้า
“มหาเทพ...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มฉุกใจคิดถึงองค์สูงสุดแห่งปรมาตมัน...หากอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ ไฉนจะมิได้คำตอบ “หรือไม่ก็ปารมิตา...” ชายหนุ่มหวนคิดถึงสตรีผู้เลอลักษณ์ในแดนทิพย์พร้อมกับทอดถอนใจ เธอคือผู้ที่ตนรักยิ่งนัก แต่ไม่อาจมีชีวิตอยู่ร่วมกันฉันมนุษย์ได้ ความใกล้ชิดที่มีหนึ่งเดียวคือ...หัวใจ ทุกครั้งที่เอ่ยนามของเธอ เขาสัมผัสได้ถึงความสุขที่แฝงเร้นอยู่เงียบ ๆ ทว่าเป็นสุขระคนความเศร้า...
“ปารมิตา...อยากพบเจ้าเหลือเกิน...” นักเขียนหนุ่มรำพันในจิต...เจ้าตัวรู้แก่ใจ แม้นว่าทุกวันนี้จะปฏิบัติธรรมสมาธิจนสามารถมีสติตัวทันอารมณ์มากขึ้น จะให้ตัดความโลภ...โกรธ...หลงในสิ่งใดย่อมทำได้ไม่ยาก หากมีประการเดียวที่ยากนัก...สิ่งนั้นคือ...
“สายใยแห่งความรัก”
วรุตถอนใจยาว ๆ อีกครั้ง ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรมบอกตัวเองความรักที่มีต่อปารมิตา มิใช่ความรักเฉกเช่นมนุษย์หญิงชายทั่วไปพึงมี...หากสิ่งที่ตนมี ตนเป็น ชายหนุ่มรู้ยิ่งกว่ารู้ แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ เป็นรักอันพิสุทธิ์ยิ่ง
...รักที่มิได้เป็นความใคร่...ที่เกิดจากเพลิงราคะผลาญเผา
หากรักนั้นเป็นกระแสพันผูกในภพชาติ และ...วิญญาณ...
รอยยิ้มหม่นเกิดขึ้นบนใบหน้าของนักเขียนหนุ่ม เพราะเจ้าตัวรู้ดี...แม้ความรักนั้นมิใช่ความรัก ชอบในรูป...รสใดก็ตาม ต่อให้เป็นรักอันพิสุทธิ์เพียงไหน...สิ่งนั้นก็เป็น อุปกิเลส อันเป็นกิเลสละเอียดที่ขจัดออกจากวิญญาณได้ยาก...วรุตก้าวไปยืนเท้าขอบหน้าต่าง แลเลยออกไปข้างนอก...สายตากระทบกับเส้นใยอันละเอียดบางเบาที่ทอสายเป็นตาข่ายกว้าง ณ กิ่งไม้ตรงหน้า
“ใยแมงมุม...” จิตจับไปยังภาพที่เห็น ใจนึกกระจ่างวูบ ความรัก เป็นเช่นใยแมงมุม...บางเบาหากเหนียวนุ่ม และในความบางเบานั้นนับไม่ถ้วนชีวิตของเหล่าแมลงทั้งหลายต้องนำชีวิตมาทิ้งในกลุ่มใยนั้น เฉกเดียวกับมนุษย์ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงถูกความรักดูดดึงให้ข้องในวัฏฏะสังสารวัฏ จนสิ้นกัปสิ้นกัลป์
“มิน่าล่ะ... พระพุทธเจ้าจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า...ราหุล ที่แปลว่าบ่วงหรือห่วง...” นักเขียนหนุ่มถึงบางอ้อ... “แม้แต่ความรักความห่วงอันพิสุทธิ์ยิ่งกว่ารักใด...ก็ยังถือเป็นกิเลส อันเป็นเครื่องเศร้าหมองทั้งสิ้นทั้งปวง!” คนกำลังคิดให้คำตอบแก่ตัวเอง...
“ผู้พ้นกิเลสสิ้นแล้วทั้งหมดจะสู่แดนนิพพาน แต่ถ้าใครตัดกิเลสตัณหาอย่างหยาบ...อย่างกลางได้เหลือเพียงอุปกิเลสอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ ก็ขึ้นสู่แดนพรหม...จนถึงพรหมสุทธาวาส” ร่างแห่งมหาเทพมั่นใจในจิตรู้ตนว่า...
...เทพเจ้า...เป็นผู้ถึงธรรมะอันประเสริฐได้แล้ว หากเหลือเพียงความรักอันเป็นรัก พิสุทธิ์ ที่มีต่อมนุษย์ รักอันเป็น ห่วง ในวิญญาณของส่ำสัตว์โลก...ดังนั้นเหล่าพลังวิญญาณชั้นสูงที่สำเร็จภูมิธรรมจึงอธิษฐานมิขึ้นสู่แดนนฤพาน หากขอดำรงสภาวะจิตอยู่ ณ แดนอกนิษฐาพรหมถึงแดนสุทธาวาส เพื่อช่วยนำกระแสวิญญาณมนุษย์สู่ความสว่าง...
...คำว่า...โพธิสัตว์จึงเกิดขึ้นด้วยเฉกนี้...
โพธิสัตว์ อันมีความหมายว่าเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลก เป็นร่มโพธิ์ปกป้องคุ้มเกล้ามนุษย์จากมาร เป็นผู้ส่องทางสว่างให้กับมนุษย์โลก...
“ปรมาตมัน...ก็เป็นเช่นเดียวกัน...!” เสียงทรงพระอำนาจเป็นล้นพ้นดังกึกก้องในจิตของวรุต...สายตาที่กำลังจับอยู่ที่ใยแมงมุมไหวพร่า!...จิตคล้ายตกภวังค์ พร้อม ๆ กับภาพปรากฏในมโนนึก...จากรูปเบลอ ๆ ไม่ชัด เข้มขึ้น ๆ จนแจ่มกระจ่างเหมือนมองด้วยตาเนื้อ...
“มหาเทวะเจ้า!” ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แผ่กระจายอยู่รอบกาย...ภาพบุรุษผู้เรืองรองด้วยรัศมีระยับระยิบ หัตถ์กุมตรีศูล อันเป็นความหมายแห่งสามภพอยู่ในนิมิต...
“สิ่งที่เจ้าคิดถูกต้องแล้ววิศวนารถ...” สุรเสียงกังวาน...หากหนนี้แฝงความอ่อนโยน
“เทพเจ้ากับโพธิสัตว์นะหรือ...ฝ่าบาท?” ผู้สนองโอษฐ์เทวะกราบทูล...
“มหาโพธิสัตว์...” ถ้อยรับสั่งลักษณะเสียงขึ้นพระนาสิก
“พระเจ้าข้า!” วรุตแอบกลั้นยิ้มกับภาพที่เห็นเวลาแย้มเยื้อน รับสั่งพระพักตร์เชิด...ชายหนุ่มคิดในใจ ต้องมีคำนำหน้าว่ามหาถึงจะพอพระทัย
“เมื่อเป็นมหาเทวะ เมื่อกำหนดจิตดำรงตนเป็นโพธิสัตว์ ต้องเป็นมหาโพธิสัตว์” องค์สูงสุดแห่งปรมาตมันแย้มพระสรวลรู้เท่าทันความคิดของชายหนุ่มก่อนจะรับสั่งต่อ...
“เจ้าอยากรู้หรือว่าทำไมการไปช่วยมนุษย์ผู้นั้นจึงต้องไปเมื่อราตรีมณีสูงสุด...?”
“ใช่แล้วฝ่าบาท...” นักเขียนหนุ่มรับความจริง
“เพราะภารกิจครั้งนี้สำคัญกว่าทุกครั้ง” พระพักตร์เริ่มเคร่งขรึม รอยแย้มพระสรวลสลายโดยพลัน
“เกล้ากระหม่อมไม่เข้าใจ...” วรุตนึกฉงนใจโดยเฉพาะประโยครับสั่งเมื่อครู่จริงจังจนผิดปกติ หากชายหนุ่มก็ได้ความกระจ่างรวดเร็ว จากพระสุร เสียงราบเรียบแต่ทว่าช้าชัด
“...เพราะมนุษย์ที่เจ้าจะไปช่วยเหลือตกอยู่ในกระแสอำนาจของมาร...”
“มาร...!” ร่างทรงหนุ่มทวนคำคล้ายมิเข้าใจ “อ้าว! ก็ไหนเห็นศศิประไพบอกว่าเป็นเพราะเล่นกสิณโทษ...ตัวเราก็มีจิตรู้อย่างนั้นนี่นา...” ประโยคท้ายเจ้าตัวคิดในใจ
“สิ่งที่เจ้ารับรู้ไม่ผิด...เป็นเพราะเล่นกสิณโทษจริง...แต่...” ถ้อยรับสั่งชะงักชั่วครู่ วรุตได้ยินมหาเทวะทอดถอนพระทัยก่อนรับสั่งอีกประโยค...
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเจตนารมณ์ของมารโลเก...” มหาศิวะเจ้าเน้นประโยค มารโลเก ดังกังวาน ขณะที่ผู้สนองโอษฐ์ของพระองค์เริ่มขมวดคิ้วเข้มท่าทีไม่เข้าใจ ทว่าทรงประทานกระแสอธิบายรวดเร็ว
เทวะกับมารเป็นของคู่กัน เมื่อมีแดนแห่งเทพเจ้า ไฉนจะไม่มีแดนมาร ที่อยู่ของเหล่ามารเรียกว่า...มารโลเก...”
“ฝ่าพระบาทโปรดประทานคำอธิบายด้วยเถิดพระเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมไม่เข้าใจ เป็นเทพเจ้าต้องอาศัยการประกอบกุศลเจริญสมาธิ หากแม้นทำความชั่วก็ถูกลงโทษในนรกภูมิ...แล้วมารกำเนิดได้อย่างไร?” นักเขียนหนุ่มกราบทูลตามความเป็นจริงที่ตนรู้มา...พร้อม ๆ กับมหาศิวะเจ้าทรงพระสรวลดังกังวานก่อนประทานถ้อยอธิบายอีกครั้งอย่างยืดยาว
“เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วมิใช่รึ? การเจริญสมาธิจนได้มรรคผล สามารถกำหนดจิตให้พ้นกรรมปัจจุบันได้ชั่วคราว ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผู้ใดก็ตามแม้สามารถสำเร็จปฐมฌานได้ อย่างน้อยเมื่อละสังขารแล้วจะได้สถิต ณ แดนรูปพรหมชั้นต้น แต่หมายถึงผู้ได้สมาธิจิตต้องอยู่ในสัมมาทิฐิ...เราเรียกว่าผู้มีอภิญญาฝ่ายขาว ในตรงกันข้าม ถ้าผู้ปฏิบัติสมาธิสามารถบรรลุสำเร็จสมาธิชั้นสูงได้ แต่เกิดหลงผิดอยู่ในมิจฉาทิฐิ ใช้อภิญญาทำเสน่ห์ยาแฝดฝังรูปฝังรอย ปล่อยคุณไสยทำลายผู้อื่น การกระทำเหล่านี้เป็นบาป แต่ด้วยอำนาจของจิตที่ได้อภิญญาสมาธินี้ทำให้หลงพ้นจากวัฏฏะแห่งอนันตจักรวาล ไปอยู่ ณ ดินแดนมืดแห่ง...มารโลก หรือที่เรียกว่ามารโลเก...” องค์สูงสุดแห่งปรมาตมันเว้นจังหวะให้ข้ารองบาทแห่งพระองค์ได้ลำดับความเข้าใจชั่วขณะก่อนขยับพระโอษฐ์ต่อ...
“ด้วยเหตุเพราะในโลกมารไม่อาจบรรลุแดนนิพพาน จึงทำให้เหล่ามารปรารถนาให้มนุษย์โลกเป็นเช่นเดียวกับพวกตน ดังนั้นเหล่าเทพเจ้าจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือมนุษย์ โดยอาศัยพระธรรมแห่งพระพุทธองค์เป็นศาสตราวุธทำศึกกับเหล่ามาร”
“โดยใช้โลก...เป็นที่ทำศึก...” วรุตพึมพำในอก
“ถูกต้อง...โลกภูมิเป็นศูนย์กลางเพื่อให้พลังงานวิญญาณได้พิสูจน์ตนเองในการก้าวเดินสู่แดนทิพย์อันสมบูรณ์ของตน...ดังที่พระพุทธองค์ทรงประกาศมากมายแห่งวิญญาณ มามืดไปมืด มามืดไปสว่าง มาสว่างไปมืด หรือมาสว่างไปสว่าง...อย่างเจ้าเรียกว่ามาสว่าง...เพราะเป็นอณูของข้า แต่ภพชาติต่อไปขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองที่จะเลือก” สิ้นกระแสรับสั่งนักเขียนรีบกราบทูลถามทันควัน
“เกล้ากระหม่อมเป็นอณูแห่งเทวะแล้วในโลกนี้มีอณูแห่งมารกำเนิดหรือเปล่าพระเจ้าข้า...?”
“เราบอกเจ้าแล้วเมื่อครู่ บางวิญญาณมามืด บางวิญญาณมาสว่าง...” กระแสเสียงห้วยสั้นก่อนสรุปดุจทรงพระประสงค์ตัดบท...
“สักวันเจ้าจะได้พบผู้เป็นอณูแห่งพญามารด้วยตัวเอง...เรามาบอกเจ้าเพียงเท่านี้ ฉะนั้นจงใช้ปัญญาของเจ้าพิจารณาข้อข้องใจเอาเอง...แล้วพบกันใหม่...วิศวนารถ...”
พระสุรเสียงค่อย ๆ จางหายพร้อมกับภาพนิมิตในจิตของวรุตไหวพร่าเลือนลับ...ชายหนุ่มคล้ายตื่นจากภวังค์
“...โอม...มหาเทวะ...” ร่างทรงหนุ่มกล่าวคำสรรเสริญเทพเจ้าในใจ ก้มกราบลงกับพื้นบ้านด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ในทันที ทว่าในส่วนลึกของจิตยังจับอยู่กับประโยครับสั่งสุดท้ายแห่งมหาศิวะเจ้า สักวันเจ้าจะได้พบผู้เป็นอณูแห่งพญามารด้วยตนเอง ความอยากรู้พลุ่งโพล่ง...คนคิ้วเข้มถามตนเอง...
“อณู...ของพญามารจะเป็นอย่างไร?” ก็มีเพียงแค่คำถามหากจิตรู้ไม่มีคำตอบใด ๆ
“รีบเสด็จกลับจริง ๆ เหตุผลที่อยากรู้ว่าทำไมต้องไปช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นในวันเพ็ญสิบห้าค่ำก็ยังไม่ยอมบอก...แย่จัง!” วรุตบ่นกับตัวเอง เหตุเพราะความสงสัยยังไม่กระจ่างแจ้ง
“เจ้าไม่มีปัญญาแล้วหรือไร?” สุรเสียงคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล...มิใช่ใครอื่นคนกำลังบ่นย่อมรู้...เป็นมหาเทวะทรงติเตียนแน่แท้
“มีพระเจ้าข้า...” ชายหนุ่มรีบละล่ำละลักตอบคำ พร้อม ๆ กับ ปัญญา สว่างขึ้นเหมือนประทีปถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืด...
“ใช่...!รู้แล้ว...” วรุตพึมพำกุญแจที่เปิดปัญญาของตนคือประโยครับสั่งแห่งมหาเทพเมื่อครู่ที่ผ่านมา... เจ้ามาสว่างเพราะเป็นอณูแห่งข้า... ชายหนุ่มหัวเราะขัน...
“เรานี่โง่จริง...ในโลกวิญญาณต้องมองให้เป็นรูปของพลังงาน พลังงานแห่งเทพเจ้าเป็นคลื่นหรือ ถ้าหากจะเปรียบเทียบก็เท่ากับความสว่าง...และมารก็คือความมืดมิดอันธการ” รอยปีติฉายชัดบนใบหน้า จิตรู้ตอบตัวเองรวดเร็ว...
ราตรีมณีสูงสุด ย่อมหมายถึงจันทร์เต็มดวง เมื่อจันทร์อยู่ในตำแหน่งสูงสุด น้ำในแม่น้ำยังถูกพลังดึงดูดจนนูนขึ้นมาได้...หากมองลงมาจากอวกาศนอกโลก...
ราตรีมณีสูงสุด แก้วแห่งกลางคืนสว่างไสวย่อมอยู่ตรงข้ามกับ คืนอันมืดมิด...ในความหมายของมาร
“เคล็ดลับแห่งศาสตร์ไสย...” นักเขียนหนุ่มได้คำตอบอย่างชัดเจน...
“วัตถุ สสารเป็นพลังงาน...ที่ไม่มีเจตจำนง แต่พลังวิญญาณมีเจตจำนง...ศึกเทวะกับมารเป็นการรบกันในรูปของคลื่นจิต...อันมีเจตจำนงดีและชั่วเป็นตัวกำหนด” วรุตทอดถอนใจกับคำตอบสุดท้ายของตน
“เราเป็นสื่อถ่ายทอดพลังของฝ่ายเทพเจ้า เพื่อรบกับ...มาร!”
เสียงกดแตรดังขึ้นติด ๆ กันสองสามครั้ง ก่อนที่จะได้ยินเสียงรถเคลื่อนเข้ามาในบริเวณบ้าน วรุตวางปากกาลงในกล่องใส่ดินสอ หยิบที่ทับกระดาษวางทับต้นฉบับงานเขียนพร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ใครมา?” เจ้าของบ้านประหลาดใจ เพราะในระยะหลังเจ้าตัวงดรับแขกมานานแล้ว นักเขียนหนุ่มหันกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามาหยุดยืนหน้าประตู...
“ไง...ไอ้เสือ!” เสียงทักทายดังลั่นพร้อม ๆ กับใบหน้าของคนที่ได้สมญาว่า หน้าจืดเป็นต้มฟัก โผล่เข้ามา
“ใครเชิญเอ็งมาไอ้เมศว์?” วรุตปั้นหน้าเฉยถามเรียบ ๆ หากคนมาเยือนยักไหล่...ตอบชัดคำ
“ข้าเชิญตัวเอง...”
“เอ็งก็รู้ว่าบ้านนี้ไม่รับแขก...” เจ้าของบ้านพยายามกลั้นยิ้ม
“อ๊ะ ๆ ...ไอ้นี่ไม่มีน้ำใจ ข้าจะฟ้องพ่อเอ็ง...” ท่านบรรณาธิการขู่
“พ่อข้าตายไปตั้งนานแล้ว รึเอ็งจะรีบตายจะได้ไปฟ้อง” หนนี้ร่างแห่งมหาเทวะเอ่ยคำ กลั้วหัวเราะ เหตุเพราะกลั้นไม่อยู่
“ใครบอกเอ็งว่าจะฟ้องพ่อจริง ๆ ของเอ็ง...ข้าจะฟ้องมหาศิวะเฟ้ย!” คนหน้าจืดทำยืดอก หากคนถูกขู่ไม่สนใจหันมาถามห้วน ๆ
“มีธุระอะไร...? งานข้าส่งทันแล้วไม่ใช่เรอะ?”
“คนละเรื่องกันน่า ข้าไม่ได้มาทวงต้นฉบับ แต่ข้าจะมาชวนเอ็งไปพบพระธุดงค์องค์หนึ่ง” ปรเมศว์รีบรายงานซึ่งก็ได้ผล...
“ที่ไหน?” วรุตรีบซัก เพราะเจ้าตัวสนใจที่จะได้สนทนาธรรมกับพระสงฆ์ที่เก่งกล้าอยู่แล้ว
“เหอะน่า...แล้วข้าจะพาไปเอง พระองค์นี้เก่งมาก ทำนายทายทักก็แม่น ดักใจคนก็เก่ง...แถมให้หวยแม่นอีกต่างหาก สงสัยเป็นเซียนมาเกิดแน่ ๆ เลย...” ท่านบอ.กอ.ร่ายสรรพคุณเสร็จสรรพ
“เอ็งเคยไปพบแล้วรึ?” คนคิ้วเข้มถามแทรกอย่างสงสัย
“เปล่า...ยังไม่ได้ไป...” เสียงตอบอ่อยลง “เด็กที่ทำงานมันมาบอกน่ะ...”
“เอ็งนี่ ไม่เคยทิ้งนิสัยปากไม่มีหูรูดเลยนะไอ้เมศว์” คนพูดส่ายหน้าเหมือนระอาใจ...หากอีกฝ่ายไม่สนใจแถมยักคิ้วให้เสียอีก...
“เขาเรียกว่าผู้มีเอตทัคคะทางปากตะหาก”
“ใช่ปากสัมภเวสีร้อยเปอร์เซ็นต์” คนเป็นเจ้าของบ้านเน้นคำว่า สัมภเวสี ชัดถ้อยชัดคำก่อนที่จะถามอีกฝ่าย
“เอ็งจะพาไปเมื่อไหร่?”
“คงอีกสามสี่วัน...ข้าต้องปิดต้นฉบับให้เสร็จก่อน” ปรเมศว์ตอบเบา ๆ
“ดีล่ะ...ถ้างั้นพรุ่งนี้ช่วยไปทำธุระกะข้าหน่อย...” วรุตเริ่มเปลี่ยนท่าทีจริงจังขึ้น
“ไปไหน...ทำธุระอะไรวะ?” ท่านบรรณาธิการหนุ่มป้อนคำถามรัวเร็ว
“ไปช่วยคน” คำตอบห้วน พร้อมกับอีกฝ่ายถามเสียงดังลั่นบ้าน
“เอ็งจะไปไล่ผีอีกล่ะสิ?...ข้าไม่เล่นกะเอ็งแล้ว เอ็งก็รู้ข้าน่ะกลัวผีแค่ไหน” ปรเมศว์โบกมือว่อน ปากละล่ำละลัก...จนร่างแห่งมหาเทวะอดหัวเราะขันไม่ได้
“เฮ้ย! ไม่ได้ไปไล่ผี...แต่ไปช่วยคนสติเลอะเลือน เพราะกสิณโทษ...คนป่วยเอารูปดาราผู้ชายมานั่งเพ่งเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เห็นว่าเป็นเด็กสาววัยรุ่น...” นักเขียนหนุ่มเล่าช้า ๆ
“หา! เด็กวัยรุ่นเรอะ ฮะฮ้า ต้องไปแน่ ๆ ตกลงไปก็ไป...” บรรณาธิการหนุ่มฉายาหน้าจืดเป็นต้มฟัก หัวเราะร่าก่อนถามสหายรัก
“แล้วจะให้ข้าไปช่วยอะไรล่ะ?”
“เป็นพี่เลี้ยงให้ข้านะสิ!” คนตอบยิ้มจนเห็นฟันขาวเป็นระเบียบ... ขณะที่ปรเมศว์ทำหน้าปั้นยาก เหตุเพราะเจ้าตัวรู้ดี คำว่า พี่เลี้ยง เป็นยังไง...ภาพตัวเองนุ่งชุดขาวนั่งพับเพียบคอยถวายตนต่อมหาเทวะในร่างมนุษย์ผุดขึ้นในใจ...ท่านบอ.กอ.รีบส่ายหน้า
“ข้าไม่เอาว่ะ!” แทบจะยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ เสียงทรงอำนาจที่คนฟังรู้จักดีดังผ่านปากของวรุต ทันควัน...
“เจ้าต้องเป็น!” ย่อมเป็นสุรเสียงแห่งศิวะเจ้าโดยแท้...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com