การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๒๔ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
17 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#235]

บทที่ ๒๔

 

          สตรีวัยเลยกลางคนที่กำลังตักแกงราดลงบนจานข้าวให้กับลูกค้าชะงักมือ เมื่อเห็นร่างระหงของพยาบาลสาวศศิประไพก้าวเข้ามา ยายจิตรแม่ค้าข้าวแกงปากซอยทักทายด้วยความคุ้นเคย เพราะเจ้าตัวเคยเห็นหญิงสาวมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ

          “อ้าวหนูศศิประไพ วันนี้จะมาอุดหนุนข้าวแกงป้ารึไงจ๊ะ...?” คนเป็นแม่ค้ายิ้มอวดฟันที่ดำด้วยคราบหมาก

          “เปล่าค่ะ...แวะมาดูแจ่มเขาหน่อยน่ะ...ได้ข่าวว่าไม่สบายใช่ไหมคะ?” คำตอบอ่อนโยนขณะที่อีกฝ่ายถอนใจสีหน้าหม่นลง

          “อีแจ่มมันเป็นบ้าเป็นบอไปแล้ว...” พูดจบยายจิตรยกจานข้าวราดแกงนำไปวางให้ลูกค้าก่อนหันกลับมาถามพยาบาลสาว

          “หนูศศิประไพจะช่วยมันหรือจ๊ะ?”

          “หนูขอดูอาการก่อนถึงจะตอบได้...” คนตอบมีอาการลังเลใจทั้ง ๆ ที่เมื่อวันวานจิตรู้ของตนย้ำว่า... ‘ยังช่วยได้’ หากบัดนี้ความวิจิกิจฉาทำให้เจ้าตัวขาดความมั่นใจ

          “สาธุ...! เป็นบุญของอีแจ่มมัน...” แม่ค้ามากวัยยกมือท่วมหัว เพราะการเป็นพยาบาลของอีกฝ่าย

          “ช่วยมันทีเถอะค่ะป้าละจนหนทางแล้ว มดหมอที่ไหน ๆ ก็ส่ายหัวกับมันมาหมด...เวรจริง ๆ” ยายจิตรทำท่าทอดอาลัย

          “แล้วแจ่มอยู่ไหนล่ะคะ?” ศศิประไพตัดบทถามหาคนป่วยทางประสาท

          “อยู่หลังบ้านจ๊ะ...” เจ้าของร้านข้าวแกงพยักพเยิดไปหลังบ้านก่อนหันมาสั่งลูกสาวคนเล็กที่กำลังสาละวนกับการล้างถ้วยชามอยู่ก้นร้านเสียงดังชัด...

          “อีจุ๋ม...เอ็งล้างมือมาดูหน้าร้านแทนแม่ที เดี๋ยวจะพาหนูศศิประไพไปดูพี่สาวแกหน่อย!” สั่งคำเสร็จหันมาเชื้อเชิญผู้มาเยี่ยมเยือน

          “เชิญเลยจ๊ะ...ตามป้าเข้ามาเลย หนูศศิประไพ...” คนผิวบางร่างระหงที่ก้าวตามหลังยายจิตรแม่ค้าข้าวแกงผู้เป็นมารดาของคนป่วย...ขมวดคิ้วเรียวทันควันเมื่อเดินผ่านประตูที่กั้นระหว่างหน้าร้านกับหลังร้านเข้ามา...ภาพของหญิงสาววัยประมาณสิบแปดสิบเก้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยสวยสะพรั่งด้วยวัยแรกรุ่น...บัดนี้ผ่ายผอมทรุดโทรม ผมเผ้าเป็นกระเซิง นั่งพิงเสาเรือนตาเหม่อลอยซึมเซา พยาบาลสาวสังเกตเห็นบริเวณข้อเท้าถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กเส้นเขื่องติดกับต้นเสาที่เจ้าตัวพิงอยู่

          “ทำไมต้องล่ามโซ่ด้วยคะ?” ศศิประไพถามผู้เป็นแม่ของคนป่วย เนื่องจากดูท่าทีของเด็กสาวเซื่องซึม...จนไม่น่าจะถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็ก

          “หนูไม่รู้อะไร...อย่าคิดว่าไอ้ที่มันนั่งซึม ๆ อย่างนั้นจะไม่มีพิษสง บทมันจะอาละวาดขึ้นมาละก็ ร้านรวงบ้านช่องแทบแหลกลาญเลยเชียวแหละ!” คนพูดส่ายหน้าเหมือนท้อแท้ใจกับอาการของลูกสาวเต็มประดา

          “แล้วป้ารู้ไหมคะว่าทำไม แจ่มถึงเป็นแบบนี้?” พยาบาลสาวซักยายจิตรเบา ๆ

          “ก็เพราะไอ้สมาท้งสมาธิอะไรนั่นของมันนั่นแหละ เมื่อก่อนมันก็ดี ๆ เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเป็น ตั้งแต่มันไปฝึกกับสำนักอะไรของมันก็ไม่รู้ ป้าจำชื่อไม่ได้...” คนเล่าทำท่าคิดหากแล้วก็เอ่ยคำ “ได้ไม่กี่เดือนมันก็เป็นอย่างที่เห็น...”

          “ไม่น่าเป็นไปได้...” หญิงสาวพึมพำ

          “เฮ่อ!...แต่มันเป็นไปแล้ว” คนสูงวัยได้แต่ถอนใจ “เราก็ได้แต่หากินตัวเป็นเกลียวจะได้อาศัยมันช่วยสักหน่อยก็เป็นซะแบบนี้เวรกรรมจริง ๆ”

          “แล้วป้ารู้ไหมคะว่าแจ่มเขาทำสมาธิยังไง?” ศศิประไพค่อย ๆ ล้วงข้อมูลจากแม่ค้าข้าวแกงเอาไว้ค้นหาสาเหตุการเสียจริตของคนป่วย

          “เอ!” ป้าจิตรของหญิงสาวครุ่นคิด...ทบทวนความจำ “ถ้าจำไม่ผิดเห็นว่าเพ่งลูกก้งลูกแก้วอะไรนี่ล่ะ...แต่ตอนหลังเห็นมันมาคุยอวดว่ามันเอารูปดาราหนังมานั่งเพ่ง...ทำให้สบายขึ้นแล้วไหงเป็นงั้นไปก็ไม่รู้” คนเล่า ๆ เรื่อย ๆ เหมือนมิได้ใส่ใจ...ทว่าคนฟังขนลุกซู่

          “ชัดแล้ว!” พยาบาลสาวมองเห็นเหตุ จิตเกิดปีติ เพราะตัวรู้ของตนแม่นยำ

          “ผลของการเล่นกสิณโทษ!” หญิงสาวแน่ใจกับคำบอกเล่าของยายจิตรทำให้เจ้าตัวลำดับเหตุการณ์ได้ไม่ยาก...

          “แจ่ม...คงไปเรียนการทำกสิณมา” คนคิดทบทวนความรู้... “โดยการจำดวงแก้วไว้ให้ติดตา แล้วหลับตาเพ่งในใจ บางคนนึกถึงพระพุทธรูปแล้วก็ได้...สาเหตุไม่ได้เกิดจากตรงนี้!” ศศิประไพโล่งใจกับความจริงที่เจ้าตัวค้นพบ การเริ่มต้นทำสมาธิของลูกสาวยายจิตร ถูกต้อง แล้ว หากเป็นเพราะความไร้เดียงสา...ไม่เข้าใจธรรมปฏิบัติดีพอจึงหลงไปเล่น กสิณโทษ เข้าโดยไม่ตั้งใจ

          ...ถูก...! การเพ่งรูปดาราภาพยนตร์ทำให้จิตเกาะนิมิตเป็นเอกคตารมณ์ก็เป็นกสิณ...แต่ทว่าเป็น กสิณโทษ เพราะการเพ่งรูปในลักษณะนั้น...ประกอบด้วยความ สิเน่หา ต่อเจ้าของรูปอันเป็นการก้าวโยงสู่...ตัณหา...ราคะที่ปรุงแต่งจิตให้เกิด วิปลาส ได้ง่าย...

          “หนูรู้แล้วค่ะว่าทำไมแจ่มจึงเป็นแบบนี้!” พยาบาลสาวหันมากล่าววาจากับคนเป็นแม่ของเด็กสาว

          “เป็นเพราะอะไรจ๊ะ?” แววหวังปรากฏขึ้นในดวงตาอันขุ่นมัวตามวัยของคนถาม...

          “แจ่มเล่นสมาธิผิดวิธีค่ะ...ที่เขาสอนมานั่นนะถูกแล้ว...แต่ไม่ยอมปฏิบัติตาม เธอไปเอารูปดารามานั่งเพ่งก็เลยไปกันใหญ่” คนผิวบางพูดช้าชัด “ มันเป็นกสิณโทษค่ะ...”

          “แล้วแก้ได้ไหมจ๊ะ?” แม่ค้าข้าวแกงถามทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ความหมายในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงนัก...สิ่งเดียวที่เธอต้องการก็คือทำอย่างไรบุตรีของเธอจะหายเท่านั้น!

          “โดยส่วนตัวหนูว่าหายนะคะ...แต่ต้องให้คนอื่นมาช่วยรักษา...เพราะ...” พยาบาลสาวเกือบจะหลุดคำว่า มีวิญญาณสิงอยู่ ออกมา หากเกรงว่าคนฟังจะหาว่าตนกล่าวเรื่องไร้สาระ จึงจำต้องชะงักวาจาไว้

          “มีคนรักษาได้จริงหรือจ๊ะ?” น้ำเสียงยายจิตรลิงโลด

          “ได้แน่ค่ะ!” คนตอบแน่ใจเพราะเชื่อมั่นในอำนาจและพระบารมีแห่งมหาเทวะในร่างของวรุต...แต่สำคัญที่ว่านักเขียนหนุ่มกับเทพเจ้าผู้ครอบครองร่าง...จะทรงยินยอมช่วยเหลือหรือไม่เท่านั้น หญิงสาวจึงมิอาจกล้ารับปากใด ๆ ได้ หากเจ้าตัวก็ตัดสินใจที่จะขอร้องคนเป็นสังขารเทวะ “แล้วหนูจะติดต่อเขาให้นะคะ”

          “เขาจะมาแน่หรือจ๊ะ?” คนสูงวัยรีบถาม

          “หนูยังรับปากอะไรไม่ได้หรอกค่ะ...แต่จะพยายามขอร้องเขาให้...” ศศิประไพพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “ค่ารักษาแพงไหมหนูศศิประไพ?” แม่ค้าข้าวแกงเป็นห่วงรายจ่าย หากอีกฝ่ายหัวเราะขัน

          “ไม่คิดเงินหรอกค่ะ...สำคัญแต่ว่าขอให้เขารับปากว่าจะมาเท่านั้นแหละ...”

          “นั่นสิ! ยังไง ๆ ก็ขอพึ่งคุณพระด้วยเถอะ!” คนพูดมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันที...

          “ถ้างั้นหนูขอตัวก่อนนะคะแล้วยังไงจะส่งข่าวให้รู้อีกทีนะคะ...หนูกลับละ” พยาบาลตัดบท ถือโอกาสล่ำลาเจ้าของบ้าน ในใจได้แต่ภาวนากับอีกคน...ย่อมเป็นวรุต...ผู้เป็นสังขารแห่งมหาเทพผู้นั้น!

          “ขอให้เขามาเถอะ...ทุกอย่างไม่มีปัญหาแน่...!”


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          บุรุษวัยประมาณสามสิบ เสียบปากกาลงในกล่องพลาสติกที่วางบนโต๊ะเขียนหนังสือ พร้อมกับเปิดลิ้นชักหยิบที่เย็บกระดาษขึ้นมาเย็บต้นฉบับที่เพิ่งเขียนจบตอนลง ก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้ขยับบิดไล่ความเมื่อยขบออกจากร่างกาย

          “หมู่นี้ชักเบื่องานเข้าทุกวัน...” วรุตรำพึงในใจสีหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายเต็มประดา

          “ขืนเป็นแบบนี้แย่แน่ ๆ” เจ้าตัวหมายถึงความรู้สึกเฉื่อยชาที่ทาบทาอยู่ในจิตของตน... ชายหนุ่มเริ่มสำเหนียกถึงความ อปกติ ในหัวใจอย่างเงียบ ๆ อันตราย ที่จะเกิดกับอาชีพเริ่มจากจุดที่นักเขียนหนุ่มบ่นกับตัวเอง

          “ปกติเวลาเขียนนวนิยาย อารมณ์รัก...โกรธเกลียดจะไหวพล่านไปตามตัวละครที่กำหนด แต่ทำไมเดี๋ยวนี้มันว่าง ๆ ยังไงชอบกล...ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนมันหายไปไหนหมด?” คำถามเกิดขึ้นกับตัวเองรวดเร็ว... ร่างแห่งมหาเทวะทอดถอนใจ...เพราะ รู้ ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนักเขียนกำลังตามมา

          ...ตัวอักษรจะมีชีวิต เร่าร้อน ได้อย่างไร?

          ถ้า! อารมณ์ของผู้เขียนมิ ร้อนเร่า ไปด้วยอารมณ์

          รัก...ชอบ...เกลียด...โกรธ...ตามบทที่ตนกำกับตัวละคร...

          ทุกครั้ง...คนเขียนนวนิยายจะเหนื่อยหนักไปตามจังหวะลีลาแห่งตัวอักษรตระหวัดไหวบนแผ่นกระดาษ...หากวันนี้! วรุตไม่...เพราะเหตุใด?

          “จิต...ที่มีแต่ความสงบเงียบ...วางเฉยแบบนี้จะหากินกับงานเขียนได้ยังไง?” คนคิ้วเข้มกังวลใจต่ออนาคตของงาน

          “เป็นเพราะเราทำสมาธิมากเกินไปหรือเปล่า?” คำถามผุดขึ้นเป็นละลอก...

          “สงสัยต้องเลิกอาชีพนี้แน่ ๆ” คนกำลังคิดสรุปในใจ ความหงุดหงิดรุมเร้าขึ้นโดยพลัน หากเป็นชั่ววูบเพราะ สติ ตามทันอารมณ์ที่ไหวเดือด

          “ใช่แล้ว!” จิตรู้สว่างเรือง...นักเขียนหนุ่มลำดับปัญญาที่เกิดขึ้นรวดเร็ว “เป็นผลของการปฏิบัติสมาธิแน่แล้ว!” ประโยคท้ายกังวานในความคิด

          ...การทำสมาธิคือการกำหนด จิต และ ใจ ให้อยู่ในโฟกัสเดียวกัน โดยมี สติ กำกับ

          กรรมะ คือ...การกระทำ ฐานะ คือที่ตั้ง เมื่อรวมความ กรรมฐานย่อมมีความหมายว่า ฐานที่ตั้งแห่งการกระทำ โดยมีสติสัมปชัญญะเป็นตัวควบคุม...ฉะนั้นหากผู้ปฏิบัติกระทำจนเป็น นิสัย สติจะคล่องแคล่วว่องไวก้าวทัน อารมณ์ที่เกิด...รูป รส กลิ่น เสียง ใด ๆ กระทบอายตนะแห่งตน

          “มิน่าล่ะ!” วรุตพึมพำกับตัวเอง เหตุและผลกระจ่างชัด...บัดนี้ชายหนุ่มเข้าใจถึงปัญหาที่ว่า...ทำไม อารมณ์ รัก ชอบ เกลียด โกรธที่มักจะเคลิ้มคล้อยตาม งานเขียน ของตนจึงมลายหาย...คำตอบดังก้องจิตขึ้นทันควัน...

          ธรรมชาติของใจ...ย่อมแส่ส่ายไหวเป็นละลอกอยู่ตลอดเวลา...แต่ถ้าสติก้าวตามได้เหมือนเงา...รู้เท่าทันใจได้เสมอ จิต...ย่อมสงบ...เข้าสู่ความเป็น...อุเบกขา...โดยอัตโนมัติ... พร้อมกับความคิดเจ้าตัวสัมผัสถึง ปีติ กรายสู่หัวใจตน เหตุเพราะมั่นใจกับคำตอบที่ได้ว่า...ถูกต้องแล้ว!

          ...วิญญาณของงานไม่ได้เกิดจากอารมณ์...เพราะอารมณ์เป็นอาการที่จิตปรุงแต่งขึ้นโดยขาด สติ เท่านั้น!

          ...แท้จริงวิญญาณแห่งงานเกิดจากความ ตั้งใจ จริง เพราะการตั้งใจแน่วแน่คือการกำหนด จิต ให้เป็น โฟกัส เพื่อจุดประสงค์ ถ้าคนทำต้องการ ฉะนั้นหากผู้เขียนตัวอักษรมีสมาธิจิตแน่วแน่จริง พลังงานแห่งจิตจะแทรกซึมอยู่ในทุกอณูอักษรนั้น!

          ...อักขระ มหามนตร์

          ย่อมขลัง...ด้วยเฉกนี้...

          และ...คาถา พุธาคมบทเดียวกันหากหลายคนใช้ ก็มิใช่สัมฤทธิผลเท่าเทียมกัน...เหล่านั้นต้องขึ้นอยู่กับ...ผู้นำไปใช้...จิตอยู่ในระดับใด...?

          คำตอบที่ได้มา นำความโปร่งจิตเบากายมาให้วรุต...เป็นที่ยิ่ง...และยามเมื่อความโปร่งเบาย่างกรายมาสู่ใจ...ความว่องไวทางปัญญาย่อมเกิด ปีติแห่งอรรถรส...ธรรมไหวพล่าน...

... ‘พุทธัง สรณัง คัจฉามิ...
ธรรมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ’...

 

          สำนึกแห่งคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ล้นหัวใจของนักเขียนหนุ่มหากเจ้าตัวไม่ลืมกล่าวอีกประโยคในใจ

          “...เทวานัง...สรณัง คัจฉามิ...” ภาพมหาเทพสูงสุดของปรมาตมันว่ายวนอยู่ในมโนนึกมิคลาย...เสียงพระสรวลกังวานทรงอำนาจที่คุ้นเคยสะท้อนสะท้านเป็นละลอกไหว มิใช่สดับได้ด้วยโสต...ทว่าวรุตมั่นใจเสียงที่ได้ยินอยู่ที่กลางกะโหลกศีรษะของตน

          “มหาเทวะเจ้า!” คนได้ยินเสียงอุทาน

          “สังขารและวิญญาณของเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลง” สุรเสียงผู้ทรงศักดิ์สูงสุดแห่งแดนเทพเจ้าดังกังวาน

          “เกล้ากระหม่อมไม่เข้าใจ...” ชายหนุ่มตอบตามความสัตย์

          “แล้วเจ้าจะรู้เอง...” ถ้อยรับสั่งห้วนสั้นตามพระนิสัย

          “เกล้ากระหม่อมถวายชีวิตต่อพระองค์แล้วจะเป็นอย่างไรสุดแล้วแต่น้ำพระทัยของพระองค์เถิด...” ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะกล่าวคำนอบน้อม สิ่งที่เจ้าตัวเองลังเลสงสัยวันนี้สูญสิ้นแล้ว กลายเป็นความ วางใจ กับชีวิตในอุ้งหัตถ์ของมหาเทพโดยสิ้นเชิง...

          “เรารอเวลานี้มานานแล้ว” สุรเสียงที่เคยทรงอำนาจมาตลอดมีลักษณะละมุนลง “และอีกไม่นานเจ้าจะเป็นผู้สนองโอษฐ์แห่งข้าโดยสมบูรณ์” ประโยครับสั่งสุดท้ายคล้ายย้ำลึกลงกลางใจของวรุต...ก่อนที่จะเลือนหายประหนึ่งสายลมพัดผ่าน

          “ร่างที่ยืนหลับตานิ่งดุจรูปสลักมาตลอดเมื่อครู่เหมือนถูกคลายสะกด...นักเขียนหนุ่มไม่ประหลาดใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้เจ้าตัวเริ่มชินกับสภาวะการรับกระแสพลังของมหาเทพจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ...

          “เราจะรอเหมือนกัน...” คนหน้าขาวพึมพำยิ้มให้กับตัวเอง...เหตุเพราะตนก็ต้องการรู้เหมือนกันว่า ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะ โดยสมบูรณ์จะมีสภาพเช่นไร?

          “จะเป็นอย่างพวกเจ้าทั้งหลายเป็นกันหรือเปล่าก็ไม่รู้” ภาพร่างทรงในชุดแดงฉาน ใช้เหล็กแหลมทิ่มแทงปากที่เคยเห็นในงานเทศกาลกินเจภาคใต้ปรากฏในความคิด เจ้าตัวได้แต่ส่ายหน้า ยิ้มคล้ายหยันชะตาตัวเอง

          “ถึงวันนั้นคงสนุกพิลึก...!”

          เสียงกริ่งโทรศัพท์กรีดเสียงกังวานขึ้นฉุดวรุตขึ้นจากหล่มของความนึกคิด ใจถามตัวเอง ใคร และชั่วขณะจิตเดียวคำตอบที่ได้ก็คือ

          “คุณศศิประไพ!” ตัวรู้ขานตอบทันควัน และจริงดังคาด...เสียงคนรับใช้มากวัยดังขึ้นตรงบริเวณประตูห้องเขียนหนังสือหลังจากกริ่งโทรศัพท์เงียบลง

          “คุณศศิประไพต้องการเรียนสายด้วยค่ะ...”

          “ขอบใจน้าแม้น” นักเขียนหนุ่มกล่าวเบา ๆ กับคนเป็นแม่บ้าน ก่อนจะก้าวตรงไปยังเครื่องรับโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ข้างนอก ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการให้ใครโทรศัพท์รบกวนเวลาทำงาน ดังนั้นผู้ที่มักจะเป็นคนรับโทรศัพท์แล้วค่อยรายงาน นาย ย่อมหนีไม่พ้นหน้าที่น้าแม้นคนรับใช้ใกล้ชิด

          “วรุต...ครับ!” น้ำเสียงอ่อนโยนเพราะรู้ว่าผู้ที่อยู่ปลายสายเป็นใคร

          “ศศิประไพนะคะ” เสียงคุ้นเคยแว่วมาตามสาย

          “ครับ...มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?” น้ำคำมีแววล้อเลียนด้วยความสนิทสนม ทว่าอีกฝ่าย อึ้ง เพราะคาดคิดว่าชายหนุ่มหยั่งรู้จุดประสงค์ของตน

          “ว่าไงครับ?” คำถามย้ำกลั้วหัวเราะ

          “แหม! คุณวรุตนี่เก่งจริง ๆ มีเรื่องขอร้องจะให้ช่วยอยู่เรื่องหนึ่งจริง ๆ แหละค่ะ...” ประโยคของพยาบาลสาวมีแววทึ่ง

          “แสดงว่าตัวรู้ ผมนี่ไม่เลว...” คนพูดขัน “เมื่อครู่ผมยังทายถูกเลยว่าเสียงโทรศัพท์เป็นของคุณ...” วรุตพูดความจริง

          “มีเด็กอายุสิบเก้าเป็นผู้หญิงอยู่ปากซอยบ้านดิฉันแกเสียสติค่ะ” ศศิประไพเริ่มต้นเล่าเรื่องทันที หากคนฟังหัวเราะรีบสวนคำ

          “โธ่...คุณศศิประไพผมไม่ใช่หมอนะครับ!”

          “ค่ะดิฉันรู้...ถึงเป็นหมอก็แก้ยาก นอกจากคุณวรุตเท่านั้นที่จะช่วยได้” คำกล่าวของหญิงสาวช้าชัด ขณะที่คิ้วเข้มของอีกฝ่ายขมวดประหลาดใจในประโยคคำพูดของเธอ
          
          “เป็นบ้าเพราะอะไรครับ?” แม้จะฉงนใจหากร่างแห่งมหาเทวะอดโพล่งคำถามไม่ได้

          “แกเล่นสมาธิด้วยวิธีการเพ่งรูปดาราผู้ชาย...” คำตอบเบาหวิว...

          “กสิณโทษ...!” วรุตโพล่งคำแทบไม่ต้องคิด...หากในส่วนลึกของจิต...เจ้าตัวยังรู้สึกถึงกระแสสงสัยอีกประการรุมเร้า

          “ยังมีอะไรอีก...!” นักเขียนหนุ่มเริ่มหงุดหงิดกับตัวรู้ที่ยังไม่กระจ่างใจ...

          “ช่วยได้ไหมคะ?” คำถามจากปลายสายรุกเร้า

          “ได้ครับ!” คำตอบหลุดจากปากโดยไม่ตั้งใจ ผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะนึกขุ่นใจตัวเองที่พลั้งปากทั้ง ๆ ที่จิตรู้ในส่วนลึกเร้นบอกตน “ควรไปพบคนป่วยวันเพ็ญสิบห้าค่ำ” คำบอกชัดเจนนัก...คิ้วเข้มหนาขมวดมุ่นความสงสัยพลุ่งโพลง...
          
          ...ทำไมต้องเป็นวันเพ็ญสิบห้าค่ำ?


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com