
บทที่ ๒๓
ประโยคคำถามของวรุตวนเวียนในสมอง...บอกถึงความงุนงงสงสัยยิ่งนัก ชายหนุ่มไม่เข้าใจ ไฉนการเป็นผู้สนองโอษฐ์แห่งมหาเทพจึงต้องหมดอายุขัยรวดเร็วกว่าปกติ...หากแล้วเจ้าตัวก็ได้รับคำตอบจากปารมิตา กระแสเสียงอ่อนโยนผ่านจิต
“เพราะท่านเป็นตัวผ่านพลังของมหาเทวะ!”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการมีอายุสั้นตรงไหน?” นักเขียนหนุ่มยังไม่เข้าใจ “การเป็นข้ารองบาทของเทพเจ้าน่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากพระองค์มากกว่ามนุษย์อื่น ๆ ถึงจะถูก” คนหน้าขาวรู้สึกขัดแย้งในใจรุนแรง
“การมีอายุขัยสั้นกว่าปกติย่อมเกี่ยวกับการเป็นร่างของมหาเทพแน่นอน” สตรีจากแดนทิพย์ร้อนใจกล่าว
“เกี่ยวยังไง?” คำถามห้วน
“ท่านย่อมรู้จักกระแสไฟฟ้ากับหลอดไฟฟ้าดี...” สตรีผู้มีโฉมเลอลักษณ์ยังไม่ตอบเหตุผลหากเอ่ยคำเบา ๆ
“รู้จัก...” ชายหนุ่มพึมพำ
“พลังของมหาเทวะเปรียบเช่นกระแสไฟฟ้า ตัวท่านเป็นหลอดไฟ ฉะนั้นเมื่อหลอดไฟฟ้าถูกกระแสไฟฟ้าผ่านบ่อยครั้งย่อมเสื่อมสภาพเร็วกว่าไม่ถูกใช้” ถ้อยอธิบายแจ่มชัด ขณะที่วรุตเริ่มเข้าใจ พลังแห่งเทวะที่เบียดแทรกไหลวนผ่านสังขารของตนอยู่เสมอนั้นจะทำปฏิกิริยากับพลังงานวิญญาณในร่างกายไปเรื่อย ๆ
โอปปาติกะจะชั้นสูงหรือชั้นต่ำวัดกันที่กระแสคลื่นแห่งวิญญาณ วิญญาณชั้นสูงเท่าใด ความถี่คลื่นย่อมสูงขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น...คลื่นพลังแห่งมหาเทวะที่ผ่านเข้ามาในสังขารจะปรับคลื่นวิญญาณของตนไปด้วย เมื่อคลื่นของมนุษย์ถูกปรับไปจนถึงระดับหนึ่งซึ่งเกินกว่าที่กายเนื้อจะรับได้ ความตายจึงมาเยือนด้วยเหตุนี้
“ท่านเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว วิศวนารถ...” ปารมิตาขานรับความคิดของนักเขียนหนุ่ม
“ก็ดี...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มถอนใจ เจ้าตัวเริ่มปลดปลงกับชีวิต...
“สุดแท้แต่มหาเทพเถอะ” คนทอดถอนใจรำพึง...ในอุ้งหัตถ์แห่งจอมเทพ ฤา...มีทางอื่นเลือก ดังที่นักเขียนหนุ่มก็รู้ สูงสุดแห่งวิบากใด ๆ คือ สัจจะ ที่ตนมีต่อองค์สูงสุดแห่งปรมาตมัน
“ท่านจะทอดถอนใจ หวั่นเกรงอะไรเล่าวิศวนารถ ในเมื่อรู้ที่มาที่ไปของตนแล้ว จะห่วงใยอะไรในภพมนุษย์อีก ท่านก็รู้ทุกอย่างในโลกนี้เป็นเพียงมายา...ทั้งสิ้น” หญิงสาวต่างมิติคล้ายต้องการเตือนสติของชายหนุ่มก่อนที่จะเอ่ยวาจาต่อไปอีก
“สรรพสิ่ง ในโลกล้วนเกิดแล้วดับ...ดับแล้วเกิดอยู่เป็นนิตย์...ท่านจะห่วงใยทำไม...หรือท่านเข้าใจว่าทุกสิ่งจีรัง ลองบอกข้าหน่อยสิ!” ประโยคท้าย สตรีนามปารมิตาเน้นเสียงย้ำ ขณะที่คนถูกถามย่อมรู้คำตอบดี...ไม่มีอะไรในโลก...เป็น นิรันดร์ สุข...ฤาทุกข์ ก็เกิดไปแล้วดับไป...ชีวิตเกิดขึ้นก็ต้องตายลง...ทรัพย์สินสมบัติใด ๆ ก็เป็นของสมมุติ ไม่มีใครแบกคืนสู่ปรโลกได้แม้เพียงเถ้าธุลีดิน...
“ทุกอย่างที่เห็นและสัมผัสได้ในโลกมนุษย์เป็นของส่วนกลางทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของท่านเกิดจากธาตุมาประชุมกัน เมื่อตายไปก็ต้องคืนให้กับโลก...เท่ากับเป็นการหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น” สตรีในแดนทิพย์เอ่ยคำกังวานผ่านจิตของวรุต...ชายหนุ่มสิ้นคำโต้แย้งใด ๆ ใยมิใช่...ยามวิญญาณละสังขารกายหยาบไม่มีมนุษย์หรือสัตว์โลกหน้าไหนจะหอบอะไรไปได้แม้แต่ประการเดียว
...ซากศพจะเปื่อยสลายกลายเป็นธุลีดินคืนแก่โลก...ทรัพย์สินที่หามาได้พร้อมกับคำว่า ตัวกู และ ของกู ก็จะถูกกองเอาไว้ให้กับผู้อื่น...วนเวียนเปลี่ยนมือเฉกนี้ไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์...สิ่งนี้เป็นสัจจะคู่โลกชั่วนิรันดร์...
“ผู้ที่ถือสิ่งสมมุติทั้งหลายบนโลกนี้เป็นตัวกูของกูเท่ากับผู้นั้นโกงสมบัติส่วนรวมของโลก...เพราะธาตุเหล่านั้นเป็นของส่วนกลาง” ความคิดผุดขึ้น กลางใจของนักเขียนหนุ่ม... “ทุกอย่างเป็นสิ่งสมมุติ...เป็นอุปาทาน!” ความรู้ที่เป็น ตัวรู้ โดยแท้ที่ได้จากจิต
...จะก้าวพ้นสังสารวัฏนี้ได้ ต้องละต้องวาง อุปาทานขันธ์ อันเป็น ตัวกู และ ของกู ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงให้ได้เสียก่อน จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน เหตุผลเดียวที่เป็น กฎ แห่งธรรมชาติของอนันตจักรวาล...
จิตที่มุ่ง...ฤาเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นตัวชี้บอกอนาคต...
จิต...ก่อกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น ดังเงาของร่างกายที่ติดตามไปทุกแห่งหน
จิต...อยากได้สมบัติเพราะโลภ...ตายไปเป็นวิญญาณเฝ้าสมบัติ...
จิต...ยึด อุปาทาน รัก โลภ โกรธ...หลง ก็จะถูกดึงดูดให้วนเวียนอยู่ในห้วงสังสารวัฏมิจบสิ้น...
...ฉะนั้น...ชีวิตหลังการตาย จะสู่อบายภูมิ...หรือสุขคติภูมิ ตัวมนุษย์เป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ พระอริยเจ้า...ผู้รู้ ทั้งหลายจึงย้ำเตือนสอนสั่ง สัตว์โลกพึงใช้ สติ กำกับจิตและใจมิให้แส่ส่ายไปข้องกับกิเลสตัณหาอันเป็นเครื่องเศร้าหมองเป็นยางเหนียวร้อยรัดวิญญาณไว้ในห้วงสังสารวัฏได้
...สติ จึงเป็นบาทต้นจนถึงบาทสุดท้ายของการเจริญสมาธิจนสำเร็จมรรคผลด้วยเฉกฉะนี้...
วรุต...รู้ได้ถึงกระแสธรรมที่เกิดขึ้นในจิตของตน...ปัญญาวิมุติ...สว่างเรืองกลางใจ หลายหลากธรรมะของพระพุทธองค์ทรงประทานแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ...ไม่จำเป็นต้องจดจำทั้งหมด หากขอเพียงรู้จัก แก่น ของธรรมะและกระทำจริง ผลที่ตามมาย่อมมีค่าอเนกอนันต์
...แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อันเป็นธรรมแห่งพระพุทธเจ้าเป็นสายธารสำหรับเวไนยสัตว์ได้ดื่มรสแห่งอริยสัจ...ของพระองค์ เพื่อมุ่งตรงสู่จุดสุดท้ายเพียงประการเดียว
“...โลกุตรธรรม...”
โลกุตรธรรม...คือความสิ้นอาสวะกิเลส...เป็นความ ว่าง ที่รู้จักวาง อุปาทาน ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง จิตพ้นจากกิเลส-ตัณหาร้อยรัด ปราศจากศรเสียดแทงใจได้ด้วย สติ ที่ปิดกั้น รูป...รส...กลิ่น...เสียง ใด ๆ กระทบอายตนะทั้งหกอันมี ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กายใจ และสติปิดกั้นมิให้อินทรีย์ก่อ...กายกรรม...มโนกรรม...วจีกรรม...ด้วยเหตุเท่านี้...เท่ากับเดินเข้าสู่...แดนแห่ง โลกุตรธรรมโดยสมบูรณ์...
“ทั้งหมดนั้นเป็นเส้นทางแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย...วันนี้เรารู้เส้นทางนี้แล้ว รู้แล้ว...” นักเขียนหนุ่มบอกตัวเองหากแล้วก็มีคำถามตามมา
“อยู่ที่ว่าเราจะทำได้หรือไม่?”
“ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ถ้าจะทำ” ปารมิตายืนยัน เสมือนมีเจตนาให้กำลังใจอีกฝ่าย
“พูดง่าย...ทำยาก ธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าคนเรารู้จักฟังรู้จักคิดย่อมเข้าใจ แต่ที่สำคัญที่เวลาปฏิบัติบอกตรง ๆ ข้าไม่มั่นใจ...” วรุตลังเลใจ เจ้าตัวรู้สึกคล้ายมองเห็นเส้นทางเบื้องหน้า หาก “ยังอยู่ไกลเหลือเกิน” สตรีในแดนทิพย์หัวเราะเสียงใสในความคิดของชายหนุ่มก่อนเอื้อนเอ่ยวาจา
“ไม่มีใครสำเร็จมรรคผลด้วยความนึกคิดประการเดียวหรอกวิศวนารถ...แต่ต้องกระทำด้วย แม้ในช่วงเวลาแสนสั้นในโลกมนุษย์จะก้าวเดินไม่ถึงจุดหมาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่เดินเลย...และใครจะรู้ได้ว่าหนทางแห่งมรรคผลเหล่านั้นจะมาถึงช้าหรือเร็ว” หญิงสาวเว้นจังหวะถอนใจก่อนกล่าวคำต่อไปช้าชัด...
“สำคัญที่สุดคือผู้ปฏิบัติ...อย่าดูถูกตัวเองโดยเฉพาะตัวท่าน วิศวนารถ เพราะท่านเป็นถึงผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะ!”
“ตกลง...ข้าจะมั่นใจในตัวเอง...!” ชายหนุ่มให้สัญญากับผู้ที่ตนรักใคร่ ในแดนทิพย์
“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น ขอเพียงท่านอย่าท้อแท้เท่านั้น ข้าขอรับรอง อย่างน้อยท่านจะได้กลับบ้าน อันเป็นที่มาของตัวท่านเอง” ปารมิตาเน้นประโยคหนักแน่น
“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ...” คนพูดพึมพำในใจ
“ข้าไม่เคยมุสาท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว...” กระแสเสียงคล้ายน้อยใจอีกฝ่าย
“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าโกหกข้า เพียงแต่อะไรที่ยังมาไม่ถึงเราจะแน่ใจได้อย่างไร?” วรุตรีบให้เหตุผลรวดเร็ว
“เปล่าหรอก...ข้าไม่ได้โกรธท่าน เพียงแต่อยากจะบอกกับท่านว่าข้ามีความปรารถนาดีต่อท่านยิ่งนัก” เสียงของสตรีผู้เลอลักษณ์หวานแว่ว...
“ข้ารู้ดี...” คนฟังทอดเสียงนุ่มนวล
“ได้เวลาที่ข้าจะกลับแล้วละ...” คำเอ่ยมีรอยเศร้าปนอยู่ในน้ำเสียง...หากแล้วผู้พูดเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ! ข้ามีเรื่องจะบอกกับท่าน...”
“เรื่องอะไรหรือ?” คำย้อนถามรวดเร็ว
“ศศิประไพผู้เป็นร่างของข้ารักท่าน...!” คำตอบชัดเต็มโสตของวรุต...เจ้าตัวนิ่งงันคล้ายไม่เชื่อหูตัวเองพร้อมกับพึมพำแผ่วเบา “เป็นไปได้อย่างไร...!”
“ข้าย่อมต้องรู้จักสังขารของข้าดี...” ปารมิตาย้ำคำหนักแน่น
“เธอเป็นอณูของเจ้าหรือปารมิตา?” คนถามนึกสงสัย...หากในความคิดแน่ใจเพราะตนเป็นอณูแห่งมหาเทพ ศศิประไพก็น่าจะเป็นอณูของปารมิตา
“ไม่ใช่...!” คำตอบผิดคาดในความคิดของชายหนุ่ม
“อ้าว...ทำไมล่ะ!”
“ผู้เกี่ยวข้องกับพลังแห่งโอปปาติกะมีสองประการ” ประโยคอธิบายจากสตรีในแดนทิพย์ราบเรียบขณะที่นักเขียนหนุ่มนิ่งฟังโดยไม่เอ่ยคำใด ๆ หญิงสาวจึงเอ่ยคำต่อ
“ประการแรกเรียกว่า ญาณจุติ...หมายถึงการแบ่งพลังงานลงมากำเนิดโดยตรง หรือเป็นเทวะตั้งจิตอธิษฐานลงมาสร้างบารมีเอง...เหมือนที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนี้...”
“แล้วประการที่สองล่ะ?” วรุตรุกคำถามรวดเร็ว
“ประการหลังเรียกว่า ญาณแฝง...หมายถึงสังขารที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับพลังวิญญาณใด ๆ ของเหล่าเทวะ หากได้รับการเลือกสรรภายหลังที่ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ยกตัวอย่างเช่น มีเทวะบางพระองค์ทรงเสด็จผ่านเข้ามาในแดนมนุษย์และพบเห็นมนุษย์บางร่างได้รับทุกข์ มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ แต่มีข้อแม้คือต้องร่วมกันสร้างบุญบารมีโดยการยอมให้ใช้สังขารผ่านพลังเพื่อช่วยผู้อื่น...ลักษณะเช่นนี้ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ม้าทรง...” คำอธิบายยืดยาวหากช้าชัด...ขณะเดียวกันที่นักเขียนหนุ่มเริ่มเข้าใจ...คำว่า ม้าทรง เป็นเช่นนี้เอง... ภาพของร่างทรง...หลายหลากผุดขึ้นในความจำ สำนักทรงระดับเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ทั้งหลายที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเป็นเฉกนี้นี่เอง
“ร่างทรงประเภทญาณแฝงส่วนใหญ่จะประสบปัญหายุ่งยากมาก...” ปารมิตาเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง
“ยุ่งยากยังไง?” คนถามข้องใจ
“อย่าลืมว่าโดยส่วนใหญ่เทพเจ้าชั้นสูงจะไม่ค่อยสนใจที่จะใช้สังขารที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับพระองค์ ดังนั้นสังขารลักษณะเช่นนี้มักจะถูกใช้โดยเทวดาชั้นกามาพจรหรือไม่ก็ภุมมเทวา ด้วยเหตุนี้เมื่อประสบปัญหาการถูกโอปปาติกะฝ่ายมิจฉาทิฐิรบกวนก็ปราบไม่ไหว บางรายถูกสัมภเวสีแย่งสังขารไปครองเลยก็มี” สตรีจากแดนทิพย์หัวเราะขันประโยคคำพูดของตัวเอง
“ถ้าเป็นอย่างนี้คนก็กราบสัมภเวสีนะสิ!” คนหน้าขาวโพล่งวาจาด้วยความตกใจ
“ทุกวันนี้ตำหนักทรงที่สัมภเวสีพวกเปรต อสูรกายควบคุมมีอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด... บางแห่งแอบอ้างพระนามมหาเทพชั้นสูงหรือไม่ก็แอบอ้างนามพระอริยเจ้าที่ละสังขารสู่แดนนิพพานไปแล้วก็มี...” ผู้พูดถอนใจ
“อย่างนี้ก็เสียชื่อแย่เลย...” วรุตครางในอก...
“นั่นยังน้อยไป บางแห่งถึงกับอ้างว่าเข้าทรงพระพุทธเจ้าก็ยังมี...บางรายป่าวประกาศว่าพระศรีอริยเมตไตยลงประทับทรงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพระองค์จะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพุทธกัปหน้าด้วยซ้ำ...” ปารมิตากล่าวด้วยท่าทีทอดถอนใจ
“แล้วไม่มีทางแก้ไขได้เลยหรือ?” คำถามแปลกใจ
“เจตนาของท่านคือต้องการถามว่าทำไมเหล่าเทวะชั้นสูงจึงไม่จัดการใช่ไหม?” อีกฝ่ายดักวาระจิตของนักเขียนหนุ่ม
“ใช่...!”
“ก็มีเหมือนกัน บางรายถูกไล่ไปแล้วก็หวนกลับมาอีก หรือตัวเก่าไปตัวใหม่มาแทน เอาล่อเอาเถิดกันไม่จบไม่สิ้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเหล่ามหาเทพทั้งหลายมักจะทรงวางอุเบกขา เพราะถือว่าเป็นกรรมของมนุษย์ร่างนั้นต่อวิญญาณชั้นต่ำที่เข้ามาอาศัยเพื่อหาเครื่องเซ่นสังเวยยังชีพ...” ประโยคคำตอบของสตรีต่างมิติคล้ายอ่อนอกอ่อนใจยิ่งนัก...
“ถ้าอย่างนั้นก็หมดหนทางแก้ไข” คนคิ้วเข้มถอนใจ
“มีสิ! ถ้ามนุษย์รู้จักใช้ปัญญาพิจารณาให้ถี่ถ้วน...ถ้าหากไม่มีคนเข้าไปหา ไม่มีเครื่องเซ่นไว้เสพ ไม่นานพวกนี้ก็จะล่าถอยไปเอง...” กระแสเสียงของปารมิตาแผ่วหายคล้ายล่องลอยอยู่แสนไกล...
“ลาก่อน...วิศวนารถ...ค่อยพบกันใหม่...ลาก่อน...” วาจาหวานแว่ว...เลือนลับหายไปช้า ๆ ...วรุตรีบตะโกนเรียก...
“เดี๋ยวก่อน ปารมิตา...อย่าเพิ่งไป...!” หากไม่มีคำตอบใด ๆ นักเขียนหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า...เจ้าตัวยังมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกหลายหลากมากมาย...ประโยคเมื่อครู่ของปารมิตาหวนคืนสู่ความคิด
“ศศิประไพผู้เป็นร่างของข้า...รักท่าน” ชายหนุ่ม ‘งัน’ ต่อความรู้สึกหลายประการที่วิ่งพล่านอยู่ในใจ
“ทำไมต้องบอกให้ข้ารู้...ปารมิตา...” เจ้าตัวถามผู้ที่เพิ่งจากไป หากไร้คำตอบ...คนหน้าขาวสับสนว้าวุ่นใจยิ่งนัก ความอยากรู้ท่วมท้น
“เจ้าต้องการอะไร?”
สตรีร่างระหงผิวบางวัยยี่สิบเศษในชุดนอนสีฟ้าอมขาว ที่กำลังก้าวเข้าสู่ห้องพระชะงัก...เมื่อได้ยินเสียงเรียกของคุณดวงแขผู้เป็นมารดาที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์
“ศศิ...”
“คะแม่...” คนถูกเรียกขานรับคนเป็นแม่
“หมู่นี้เห็นลูกเข้าห้องพระบ่อยจัง...สวดมนต์หรือจ๊ะ?” ผู้มากวัยถามพร้อมกับเขม้นสายตาที่เริ่มขุ่นลงตามวัย มองบุตรีด้วยความแปลกใจที่ระยะหลัง ๆ สังเกตเห็นอีกฝ่ายชอบขลุกอยู่แต่ในห้องพระ
“หนูนั่งสมาธิค่ะ...” ศศิประไพตอบมารดาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน “แม่มีอะไรจะคุยกับหนูหรือคะ?”
“เปล่าจ้ะ...เพียงแต่เป็นห่วงเพราะหมู่นี้ไม่เห็นไปเที่ยวเตร่เฮฮาที่ไหนกับใครเลย วัน ๆ เห็นเดินเข้าเดินออกแต่ห้องพระ ระวังนะลูก...” ประโยคท้ายเป็นคำเตือนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“ระวังอะไรคะ?” คนเป็นลูกขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“เขาว่านั่งสมาธิมาก ๆ ระวังจะเป็นบ้า...” คุณดวงแขกังวลใจ เพราะเจ้าตัวเคยได้ยินคนพูดเข้าหูบ่อย ๆ ว่านั่งสมาธิมาก ๆ จิตจะหลอกให้เสียสติได้... หากศศิประไพหัวเราะย้อนถาม
“ใครบอกแม่ว่านั่งสมาธิมากจะเป็นบ้า...?”
“แม่ได้ยินหลายคนเขาพูดกัน ดูอย่างลูกสาวยายจิตรปากซอยนั่นซิ...” คนเป็นแม่รีบจาระไน
“ลูกสาวยายจิตรเป็นอะไรคะ?” พยาบาลสาวรีบย้อนถามรัวเร็ว
“คนเขาลือกันแซ่ดว่า นั่งสมาธิแล้วเป็นบ้าน่ะสิ” คุณดวงแข...ทำเสียงพรั่นพรึง
“เป็นไปได้ยังไง?” หญิงสาวรำพึงด้วยความประหลาดใจ
“แม่ถึงเป็นห่วงลูก เดี๋ยวจะเป็นอย่างลูกยายจิตรปากซอยนั่นอีกคน” น้ำเสียงผู้เป็นมารดาอาทรบุตรเป็นที่ยิ่ง
“หนูว่าเป็นไปไม่ได้หรอกคะ...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงพระสงฆ์องค์เจ้าจะสอนให้คนนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานกันทั้งประเทศหรือคะ?” พยาบาลสาวมั่นใจ? “หนูว่าคนมันลือกันไปเองมากกว่า?” หญิงสาวนึกหาเหตุผล ขณะที่คนมากวัยกว่าได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของบุตรี
“ไม่เชื่อก็ตามใจ?” น้ำเสียงของคุณดวงแขชักห้วน
“แม่คะ” คนเป็นลูกอ่อนใจ “คนเราจะเชื่ออะไรก็ต้องดูเหตุผลให้แน่ก่อนสิคะ การเป็นบ้าอาจจะมาจากสาเหตุอื่นก็ได้ ถ้าการทำสมาธิแล้วมีโทษอย่างนั้นจริงป่านนี้คนทั้งประเทศไม่บ้า กันหมดแล้วหรือคะ” ศศิประไพพยายามอธิบาย เพราะในจิตรู้ของตนเชื่อแน่ว่าการเสียจริตของลูกสาวยายจิตรปากซอยไม่ได้เกิดจากการเจริญสมาธิแน่นอน...แต่สำคัญที่ว่า
“ลูกสาวยายจิตรเป็นบ้าเพราะสาเหตุอะไร?” พยาบาลสาวถามตัวเอง...ก่อนที่จะเอ่ยคำกับคนเป็นแม่
“ตอนนี้เด็กอยู่โรงพยาบาลหรืออยู่ที่บ้านคะ?”
“เห็นว่าถูกล่ามโซ่ไว้ที่บ้านจ้ะ...ทำไมหรือ?” คุณดวงแขตอบ... หากประโยคท้ายย้อนถามบุตรีเพราะประหลาดใจในคำถามของอีกฝ่าย
“หนูอยากรู้ว่า บ้าเพราะทำสมาธิจริงหรือเปล่า” คนเป็นลูกให้เหตุผล เพราะเจ้าตัวเองก็อยากจะรู้ข้อเท็จจริง และในวูบหนึ่งของสภาวะจิตของหญิงสาว ตัวรู้ ผุดวาบขึ้นกลางใจ
“ยังช่วยได้!” คำตอบที่เกิดขึ้นจากจิตไหลผ่านเข้ามาเป็นละลอก เจ้าตัวนึกฉงนใจ รู้ได้อย่างไร? แม้จะเกิดวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัย แต่สิ่งที่รู้ย้ำแน่ในมโนนึก...
“บ้า เพราะเล่น...กสิณโทษ...!” คำขานบอกชัดเจนยิ่ง... “กสิณโทษทำให้จิตฟุ้งซ่าน...ที่สำคัญมีวิญญาณโอปปาติกะจำพวกรุกขเทวอาศัยจังหวะที่จิตตกแฝงร่างด้วย...” ศศิประไพนึกสงสัยจิตรู้ของตน หญิงสาวให้สัญญากับตัว
“พรุ่งนี้จะไปพิสูจน์ความจริง!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com