
บทที่ ๒๒
เก๋งสีเข้มแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่ปลูกท่ามกลางเนื้อที่ไม่ต่ำกว่าร้อยตารางวา ทำให้สามารถปลูกไม้ยืนต้นจนบริเวณนั้นร่มรื่นพอสมควร วรุตกดแตรเรียกสักครู่ ประตูรั้วที่มีเถ้าไม้เลื้อยดอกประทัดจีนสีแดงเล็ก ๆ ตระหวัดร้อยแซมตามช่องลายเหล็กดัดเปิดกว้างออก...ชายหนุ่มนำรถเข้าจอด เปิดประตูก้าวลงหากไม่ลืมหยิบถุงพลาสติกหูหิ้วใบย่อมลงมาด้วย พลางส่งให้ผู้รับใช้ที่มากวัยกว่า
“ของฝากของน้าแม้นจ้ะ...” คนพูดยิ้มก่อนจาระไนข้าวของที่เอามาฝาก “กาละแมกับขนมหม้อแกง...”
“ขอบคุณค่า...คราวหลังอย่าลำบากหอบหิ้วมาอีกนะคะ” คนรับแสดงความเกรงใจ
“เอาใส่รถมาไม่ได้หอบหิ้วอะไรนี่นา...และความจริงผมไม่ได้เป็นคนซื้อ...” นักเขียนหนุ่มหัวเราะ
“ไม่ได้ซื้อแล้วเอามาจากไหนละคะ?” น้าแม้นของชายหนุ่มประหลาดใจในประโยคคำพูดของนาย
“คุณศศิประไพเป็นคนซื้อครับ” คนตอบ ๆ เสร็จผลักประตูรถปิดแล้วเดินนำเข้าบ้านไปทันที...หากแล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้หันกลับมาสั่งคนรับใช้อีกประโยค
“เดี๋ยวน้าแม้นช่วยชงกาแฟใส่นมให้ผมถ้วยนะ”
“อะไรกันคะคุณ...รับกาแฟตอนดึก...?” ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยคำคล้ายแย้งคำขอของอีกฝ่าย
“ผมยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า...”
เสียงของชายหนุ่มแว่วมาจากข้างใน ขณะที่คนได้ยินส่ายหน้าบ่นพึมพำ
“อะไรกันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า” สีหน้าบอกถึงความขัดใจเพราะห่วงนาย
“คุณศศิประไพก็ช่างกระไรไม่รู้จักหาข้าวหาปลาให้คุณท่านกินบ้าง” น้าแม้นของชายหนุ่มโอนความผิดไปให้อีกคนด้วยสำนึกที่ว่า...เป็นผู้หญิง ถึงอย่างไรก็ควรปรนนิบัติดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับ ‘ผู้ชาย’ ดังที่ตนเคยกระทำต่อนายมาตลอด
“ดูสิ! แล้วไม่ยอมเปิดท้ายรถไว้ให้ กระเป๋าเสื้อผ้าจะเอาออกมาได้ยังไง” หญิงวัยกลางคนนึกไปได้ หันรีหันขวางแล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าบ้าน เธอบอกตัวเอง... “ช่างเถอะเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยจัดการก็ได้...”
สายน้ำเย็นฉ่ำที่พุ่งกระจายออกจากฝักบัวแรง ๆ ช่วยชำระคราบไคลออกจากตัวพร้อมกับนำความสดชื่นแจ่มใสกลับคืนให้กับวรุตอีกครั้ง ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทำให้ความหิวที่มิได้แผ้วพานมาตั้งแต่ตอนกลางวันเริ่มบอกอาการ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
“กาแฟถ้วยแรกหลังจากที่ไม่ได้กินมาหลายวัน” นักเขียนหนุ่มยกถ้วยกาแฟที่น้าแม้นนำมาวางไว้ให้ขึ้นจิบช้า ๆ ... รสขมปนหวานผ่านปลายลิ้น ทำให้เจ้าตัวนึกขึ้นมาได้... “ลืมไปว่าเราติดกาแฟ” วรุตยิ้มให้กับตนเอง...เพราะหลังจากที่ปฏิบัติสมาธิมาได้ระยะหนึ่ง ชายหนุ่มเริ่มรู้จักคำว่า...ละ...ลด...ปลด...วางลงได้มากกับความ อยาก อันเป็นกิเลสและตัณหาของตน
...กิเลสคือความเศร้าหมองเป็นเครื่องมือของมาร
...ตัณหาคือ ยางเหนียวที่ยึดโยงมนุษย์ให้อยู่ในสังสารวัฏนั้น...
“ในอดีตเรามันเจ้าอารมณ์...เจ้าโทสะ...” เจ้าตัวเริ่มพิจารณาตัวเอง...หากเป็นในสมัยก่อน นักเขียนหนุ่มไหนเลยจะหันกลับมามองจิตมองใจตน...สำหรับเขานั้นทุกอย่างมักขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นใหญ่
...กระแสแห่งธรรมมิได้อยู่ ณ ที่ใด...สภาวะธรรม...ได้จาก ‘ตน’ ทั้งสิ้น...หากมนุษย์รู้จักพิจารณา
วรุต...วางถ้วยกาแฟที่ยังเหลือค่อนถ้วยลง ‘สติ’ บอก ‘จิต’ อย่าตกเป็นทาสของ ‘อุปาทาน’ ทุกสิ่งบนโลกมนุษย์เป็นอุปาทานที่เกิดจากสมมุติทั้งสิ้น ถ้าวางความเศร้าหมองของอวิชชาคือความไม่รู้นั้นต้องดำรงสติอย่างมั่นคงเท่านั้น...และเมื่อมีสติจึงมีสัมปชัญญะ เมื่อมีสัมปชัญญะจึงรู้จักวาง...นั่นเองคือ ‘อุเบกขา’ อันเป็นธรรมข้อสุดท้ายแห่ง...พรหมวิหารสี่ ที่จะทำให้มนุษย์หวนกลับคืนสู่...ปรมาตมัน
...การก้าวสู่กระแสธรรมได้ต้องรู้จักคิด การคิดในหัวข้อแห่งธรรมอย่างแน่วแน่โดยมีสติกำกับ...สิ่งนั้นเรียกว่า...
‘วิปัสสนากรรมฐาน’ ...อันหมายถึงฐานที่ตั้งแห่งความคิดเพื่อ ปัญญาวิมุตติ...
“เมื่อได้วิสุทธิปัญญาจะทำให้มองเห็น กิเลส ตัณหา และอุปาทานได้ชัด เมื่อเห็นชัดเราก็จะรู้จักวางมันเหมือนที่วางถ้วยกาแฟลงเมื่อครู่...” คนกำลังคิดสว่างในปัญญา...
“เมื่อวางก็จะว่าง...ใช่เมื่อว่างก็เบา” เจ้าตัวเกิดปีติซ่านในจิตใจมิใช่...เมื่อรู้จักวางมือก็เบาเพราะไม่หนักด้วยถ้วยกาแฟนั้น...และถ้าหากจิตรู้จักวาง ความ...อยากได้ อยากมี อยากเป็นเล่า...จิตก็จะมีอิสระไม่ถูกกิเลสและตัณหาร้อยรัดให้ติดอยู่ในห่วงแห่งสังสารวัฏ...เมื่อห่วงนั้นถูกทำลาย จิตเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ล่ะ...?
“นิพพาน...!” วรุตตะโกนในใจ...นิพพานมาจาก ‘นิรวาน’ แปลความได้ว่า ‘ปราศจากศรเสียดแทงใจ’ จิตที่ปราศจากกิเลส...ตัณหาเสียดแทง
...สัตว์โลกย่อมหมุนเวียนไปตามกระแสแห่งกรรมดุจล้อเกวียน...ที่หมุนขึ้นสู่ที่สูงแล้ววนลงที่ต่ำ กงล้อธรรมจักรอันเป็นปริศนาธรรมของพระพุทธองค์เกิดขึ้นเฉกนี้
...กรรมดีพัดพาสัตว์โลกขึ้นสู่ที่สูง
...กรรมชั่วพัดลาลงสู่ที่ต่ำ...หากว่างจาก ‘ดี’ แล ‘ชั่ว’ นั่นคือ ‘ว่าง’ จากกรรม...เช่นนั้นคือดุมล้อเกวียน...อันเป็นจุดกึ่งกลางของสภาวะแรงเสียดทานทั้งปวง หากประโยชน์ล้ำค่าของวงล้ออยู่ตรงดุมล้อนั่นเอง
ไม่สูงและไม่ต่ำ แต่เป็นสภาพ ‘นิรันดร’...
นักเขียนหนุ่มประจักษ์แจ้งในกฎแห่งสากลจักรวาล...พลังแห่งวิญญาณจะดำรงสภาวะอันสูงสุดได้ด้วยคำว่ารู้จักวางจน ‘ว่าง’ จากอาสวกิเลสแล้วนั่นเอง...วันนี้เจ้าตัวเองรู้ชัดถึงปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยตนดังที่เคยสดับรับฟังธรรมะจากพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานมาแล้ว
‘...พิจารณาธรรมน่ะหรือ...ไม่ต้องหาอื่นไกล...พิจารณา กายในกาย...จิตในจิต...และธรรมในธรรมก็พอ...’
ควันธูปหอมในห้องพระลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงเป็นเส้นขาวนวลส่งกลิ่นหอมอันเป็นเครื่องน้อมเตือนให้ระลึกถึงคุณแห่ง พระพุทธ...พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะเพื่อนำจิตตอนพ้น ‘ทุกขัง’ ใด ๆในชีวิต...วรุตน้อมตัวก้มกราบพระพุทธรูปที่เป็นรูปสมมุติแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชายหนุ่มไม่สามารถระงับความ ‘ปีติ’ ของตนไว้ได้ในความสว่างโรจน์ของปัญญา ที่ได้มาจนต้องรีบเข้าห้องพระกราบพระบาทแห่งองค์พระสัพพัญญู ผู้ทรมานเวไนยสัตว์ด้วยอริยสัจที่ประกอบขึ้นเป็น ‘ธรรมาวุธ’ เพื่อล้างผลาญกิเลสมารในสันดานมนุษย์เพื่อฉุดขึ้นจากหล่ม ‘อวิชชา’ ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง
“สัตว์โลกที่จมอยู่ในกองทุกข์ของกิเลสตัณหายังล้นหลาม” ภาพของผู้คนที่ยังกระเสือกกระสนแสวงหาสิ่งสมมุติ...อุปาทานมาปรุงแต่งจิตให้มี ‘สุข’ ทางกาย ตระหวัดเข้าสู่จิตสำนึกของวรุตอีกครั้ง
“ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่เชื่อว่าวิญญาณอันเป็นจุดเริ่มต้นของตน คนเหล่านั้นจะรู้หนทางกลับบ้านได้อย่างไร?” คำถามเกิดขึ้นกับตน บ้านที่ทุกรูปทุกนามต้องก้าวกลับหลังจากละสังขารกายหยาบนี้แล้ว จะอยู่สูงหรือต่ำ ดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับตัวมนุษย์กำหนดเองทั้งสิ้น นักเขียนหนุ่มถอนใจ
“เรารู้แล้ว แล้วจะทำให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร?” เป็นข้อสงสัยที่ยากจะหาคำตอบเพราะ
“ยังมีมนุษย์ที่เชื่อว่าตายแล้วสูญมีอยู่ล้นโลก...ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นนามธรรม...แต่มนุษย์ยังติดในรูป...” เจ้าตัวส่ายหน้าท้อแท้ใจกับ ‘หน้าที่’ ของตน...ที่ถูกกำหนดโดยมหาเทวะ
“...ประกาศสัจจะแห่งวิญญาณ” จิตรู้บอกตน...หากความขัดแย้งท่วมท้น “ไม่มีทางจะทำได้” นักเขียนหนุ่มขบคิด จนเคลิบเคลิ้มจิตดิ่งสู่ภวังค์เนิ่นนาน
“ทำได้แน่วิศวนารถของข้า...” กระแสเสียงอ่อนโยนแว่วกระทบโสต...ไม่ต้องเห็นรูปก็จำได้ชายหนุ่มขานนาม
“เจ้าหรือปารมิตา?”
“ใช่...ข้าเอง...”
“ข้ารู้ถึงหน้าที่ของตัวเองแล้ว แต่กำลังท้อแท้สิ้นหนทางที่จะกระทำได้” ข้ารองบาทมหาเทพทอดถอนใจ
“ด้วยเหตุนี้ข้าจึงต้องมา...” เสียงของสตรีต่างมิติหวานแว่ว
“เจ้าช่วยได้หรือ?” คนคิ้วเข้มถามด้วยความดีใจ
“ข้าช่วยไม่ได้หรอกวิศวนารถ” คำตอบชัดเจนทำเอาแรงปีติของนักเขียนหนุ่มมลายสิ้น
“ก็ไหนว่าเจ้ามาเพราะเหตุนี้” เสียงตัดพ้อเข้มขึ้นทันควัน
“แต่ข้าแนะนำท่านได้” ประโยคกล้ำเสียงหัวเราะกังวานใส ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิดใจทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่เพิ่งจะสอนตัวเองมาหยก ๆ แต่บัดนี้ตัว ‘สติ’ กำลังตามอารมณ์ไม่ทัน กระแสเสียงที่ไขข้อข้องใจไหลผ่านจิตของวรุต...ด้วยลักษณะ...โทรจิต...ถ้อยคำที่รับรู้จากจิต...เข้าใจมากกว่าภาษาพูด...
มนุษย์หากปรับคลื่นจิตเข้าไปสู่ความถี่เดียวกับโอปปาติกะย่อมรับฟังได้ เช่นเดียวกับวิทยุที่จูนเข้าหาเครื่องส่งในความถี่เดียวกันฉันนั้น...
“พระพุทธองค์ทรงประกาศสัจจธรรมมากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ธรรมแห่งพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์คิดว่าเป็นสิ่งเลิศล้ำที่สุดในขณะนี้” คำบอกชัดเจน
“แล้วจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ปารมิตา?” คำถามร้อนรน
“วิทยาศาสตร์ตามพิสูจน์สิ่งที่ศาสนากล่าวมาก่อนแล้วทั้งสิ้น...ฉะนั้นการพูดธรรมะโดยใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นที่จะต้องถูกนำมาใช้กับมนุษย์ในปัจจุบัน ความจริงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย เพราะเป็นเรื่องปกติของแดนทิพย์...แม้ในคำสอนของพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้...อย่าเชื่อธรรมะด้วยการฟังอย่างเดียว หากต้องรู้จักพิจารณาด้วยเหตุผลก่อนค่อยเชื่อ...นี่มิใช่วิธีของวิทยาศาสตร์หรอกหรือ?” สตรีต่างมิติเว้นคำชั่วขณะก่อนเอ่ยวาจาช้าชัด
“อย่าวิตกเลยวิศวนารถ ด้วยกระแสแห่งศีล...สมาธิ ปัญญาจะบอกท่านเอง และยังมีพลังแห่งมหาเทวะอีกเล่า การเป็นโอษฐ์แห่งเทวะมิได้ไร้ความหมายแน่นอน กระแสแห่งปัญญาของพระศิวะเจ้าจะช่วยท่านเอง อย่าวิตกเกินเหตุ”
“ช่วยมนุษย์ด้วยการเป็นร่างทรงน่ะหรือ?” คำถามบอกถึงอาการขัดใจ ภาพตำหนักทรงที่เคยรับรู้ผ่านเข้ามาในความคิด
“ท่านเข้าใจผิด การประทับทรงอย่างที่ท่านคิด เป็นวิธีการของโอปปาติกะชั้นต่ำที่แอบอ้างนามแห่งมหาเทพมาแสวงหาลาภสักการะ โดยที่มนุษย์ทั่วไปไม่รู้จึงหลงเคารพเชื่อฟัง...วิญญาณชั้นต่ำเหล่านั้นจึงต้องการเสพเครื่องเซ่นสรวง เพราะยังละอุปาทานจิตไม่ได้ จึงอาศัยร่างมนุษย์เพื่อสิงสู่หากิน” ถ้อยคำอธิบายแจ่มชัด...
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าการเข้าทรงแบบไหนถึงจะเป็นของจริง...เป็นเทวดาจริง...?” นักเขียนหนุ่มป้อนคำถามรุกรวดเร็ว
“ขอเพียงมนุษย์รู้จักพิจารณาด้วยสติปัญญาก็จะรู้ได้ไม่ยาก...ตำแหน่งสมณะของเราไม่ได้ดูที่การห่มจีวร หากดูที่ข้อวัตรปฏิบัติและศีล ร่างทรงก็เฉกเดียวกัน หากมีมหาเทพใช้ร่างจะยอมให้สังขารเสพสุรายาเมาหรือ...มีแต่จะให้ประกอบกรรมดีเป็นนิตย์...ตั้งตนอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอันเป็นเส้นทางสู่ความหลุดพ้นโดยแท้จริง...มหาเทพจะมิยินยอมให้สังขารของพระองค์ ยินดีในลาภสักการะ เพราะนั่นคือกิเลสอันเป็นเครื่องเศร้าหมองทั้งสิ้น...โอษฐ์แห่งเทวะจึงเป็นผู้สมถะถือศีลและสัจจะเป็นอธิศีล เราดูกันตรงนี้ประการแรก...” จบประโยคของปารมิตา วรุตเองก็มิรั้งรอคำถามพลั่งพรูดุจสายฟ้า
“ลักษณะอย่างนี้มนุษย์แสร้งทำได้ ไม่มีวิธีการอื่นอีกหรือที่จะพิจารณา?”
...เสียงหัวเราะใสปานระฆังเงินกังวานขึ้นก่อนให้ความกระจ่างต่อ...
“ธรรมะสิ...วิศวนารถเป็นเครื่องตัดสินว่าโอปปาติกะที่อาศัยร่างมนุษย์นั้นอยู่ในระดับใด...อุปนิสัยของพลังวิญญาณก็เป็นตัวชี้ชัดได้...ตัวอย่างเช่น...เทพเจ้าระดับชั้นพรหมาสถิต ณ อกนิษฐาพรหมเทียบเท่าชั้นอนาคามี ความแตกฉานในภูมิธรรมย่อมล้ำเลิศลึกซึ้งเกินมนุษย์ อีกทั้งนิสัยอันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ของเหล่าเทพเจ้าย่อมงดงามด้วยศักดิ์แห่งมหาเทพจนเห็นชัด...พระอิริยาบถ ของผู้ทรงศักดิ์เป็นเช่นใดเล่าวิศวนารถ...ผู้มีปัญญาใยจะดูไม่ออก...
“นั่นสินะ บางตำหนักกล่าวอ้างว่าเป็นวิญญาณของพระอริยเจ้าพระองค์นั้นพระองค์นี้ แต่เวลานิมนต์เทศน์กลับเทศน์ธรรมะ งู ๆ ปลา ๆ แบบพื้น ๆ แถมยังหนักไปทางลงนะหน้าทอง เสน่ห์ยาแฝดบ้าง ใบ้หวยบ้าง มั่วกันไปหมด...” นักเขียนหนุ่มเพิ่งถึงบางอ้อ
“อย่าลืมวิศวนารถ...ทวยเทพชั้นสูงต้องการช่วยเหลือมนุษย์ในด้านจิตวิญญาณมิได้ต้องการให้มนุษย์หลงในวัตถุติดสุขในอุปาทาน และประการสำคัญ เทพเจ้าเสพปีติเป็นอาหาร จึงไม่ต้องการเครื่องเซ่นสังเวยใด ๆ เทพเจ้าแก้กรรมให้มนุษย์ไม่ได้ เพราะเหนือฤทธิ์คือกรรม...” ถ้อยวาจาอันเป็นสัจจะยืดยาว ผู้เป็นสังขารแห่งมหาเทพย่อมเกิดปัญญา...หลายตำหนักทรงยืนหยัดอยู่ได้จาก...มนุษย์ผู้โง่เขลา...เบาปัญญาที่เดินเข้ามาเพียงต้องการ อิทธิฤทธิ์ของเทวดาที่จะบันดาลความหวังให้เป็นจริง ทำเสน่ห์ให้เพศตรงข้ามรักใคร่ใหลหลงด้วยอุปาทานทาง ‘ไสยศาสตร์’ ความร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองทางลัดด้วย ตัวเลข เพื่อไปแทงหวยใต้ดิน...
...ตัวข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ที่จะบันดาลอะไรให้มนุษย์ก็ได้คือคำคุยเขื่องของโอปปาติกะชั้นต่ำ หากแท้จริงมนุษย์ย่อมเดินสู่อนาคตของตนด้วยกรรมทั้งสิ้น แต่ถ้าที่ใดเป็นสังขารแห่งเทพเจ้าแท้...ที่นั่นจะเป็นกระแสเย็นสำหรับมนุษย์ ‘เย็น’ ใดจะเท่าน้ำทิพย์แห่งธรรมะของพระพุทธองค์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านผู้สนองโอษฐ์แห่งเทวะได้!...
“กรรมดีเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นสภาวะร้อยรัดของวิบาก เหมือนเติมน้ำมันให้เครื่องยนต์วิ่งหนีวิบากเดิมให้ไกลห่างออกไป...” วรุตเข้าใจแจ่มแจ้งในจิต...ขณะที่สตรีผู้เลอลักษณ์กล่าวย้ำความคิด
“การประกอบกุศลกรรมทำได้กับมนุษย์ทุก ๆ คนไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาทำกับ...ร่างทรงอย่างที่มนุษย์คิด เท่ากับเป็นการเพาะนิสัยอันติดทรัพย์สิน อันเป็นเหตุของความมักมากให้กับสังขาร...หากเป็นเช่นนั้น ต้องเรียกว่าเทพเจ้ารับสินจ้างรางวัลในการเป็นข้าบาทบริจาริกามนุษย์ ซึ่งไม่มีมหาเทวะพระองค์ใดกระทำนอกจากสัมภเวสี หรือเปรตอสูรกายเท่านั้นที่กระทำ!”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ต้องเป็นร่างทรงเช่นนั้นใช่ไหม?” คำถามบอกถึงความปีติลิงโลด
“ถูกต้องแล้ว...ผู้ประกาศสัจจะแห่งเทวะจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ศักดิ์ของโอษฐ์มหาเทพย่อมสูงกว่านั้น” ปารมิตาหัวเราะขันกับความปริวิตกของชายหนุ่ม
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเป็นอย่างไรต่อไป?” มาถึงประโยคที่วรุตต้องการคำตอบที่ไขข้อข้องใจมาเนิ่นนานแล้ว
“สายตรง...!” คำตอบสั้น
“ข้าไม่เข้าใจ...” คนพูด ๆ ตามความรู้สึกจริง ๆ
“ท่านรู้จักแม่เหล็กไหม?” สตรีในแดนทิพย์แทรกคำถาม
“รู้จักสิ!”
“ถ้าเราเอาเหล็กธรรมดามาวางไว้ใกล้ ๆ แม่เหล็กนาน ๆ จะเกิดอะไรขึ้น...?” ปารมิตาวางปัญหาให้อีกฝ่ายตอบ
“เหล็กธรรมดาจะถูกสนามแม่เหล็กปรับให้เป็นแม่เหล็กได้ชั่วคราว...” นักเขียนหนุ่มย่อมตอบได้โดยพลัน เพราะเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
“นั่นคือความหมายคำว่าสายตรงของข้า...” หญิงสาวต่างมิติเว้นจังหวะก่อนเอื้อนเอ่ยคำอธิบายช้าชัด
“เหตุผลง่าย ๆ ตัวท่านคือเหล็กธรรมดา...มหาเทพเป็นแม่เหล็ก เมื่อพลังของแม่เหล็กอันหมายถึงพลังงานของมหาเทพถูกส่งผ่านตัวท่านอยู่เป็นนิตย์นั้น พระองค์จะปล่อยกระแสพลังให้คั่งค้างอยู่ในอณูวิญญาณของท่านไปเรื่อย ๆ พลังของพระองค์จะซักฟอกจิตและวิญญาณจนถึงระดับหนึ่ง สภาวะตัวท่านซึ่งเป็นเหล็กธรรมดาจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นแม่เหล็กทันที...และเมื่อนั้นคำว่าสายตรงจะบังเกิดขึ้น...”
“หมายความว่า ข้าจะสามารถติดต่อกับมหาเทวะได้ด้วยความนึกคิดเลยใช่ไหม?” วรุตโพล่งประโยครัวเร็ว
“ต้องเรียกว่า ความคิดและปัญญาของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับมหาเทวะถึงจะถูก” คำตอบชัดเจน ทว่า สังขารแห่งมหาเทพ ‘นิ่งงัน’
“เป็นไปได้อย่างไร?” เจ้าตัวสับสนในจิตยิ่งนัก...มนุษย์ฤๅ...จะหาญเอื้อมรับความคิดเฉกเช่นนี้ได้
“บาปกรรม” นักเขียนหนุ่มสลัดความคิดของตนอย่างรุนแรง “ไม่จริง!!”
“ไม่มีประโยชน์ที่จะมุสาท่าน...วิศวนารถ ไม่มีสตรีใดโป้ปดคนอันเป็นที่รักได้...ความจริงย่อมเป็นความจริงเสมอ ฟังนะวิศวนารถ ในตัวของมนุษย์ ประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่...หากแยกออกเป็นหลาย ๆ เท่าตัวจะเห็นว่าทุกส่วนผิวหนังที่มองว่าทึบ แท้จริงประกอบขึ้นจากเซลล์ที่มีนิวเคลียสกับอีเลคตรอนวิ่งวนอยู่ และแต่ละนิวเคลียสจะมีช่องว่างอยู่เต็มไปหมด การจัดช่องของเซลล์เหล่านั้นเกิดจากพลังงานวิญญาณ ฉะนั้นถ้ามหาเทวะจะปรับสังขารให้เป็นโอษฐ์ของพระองค์ มีคุณสมบัติเหนือมนุษย์ จำต้องส่งพลังงานนี้เบียดแทรกเข้าทุกช่องว่างอณูเนื้อของมนุษย์นั้น และผู้ที่ได้รับพลังงานเช่นนี้จึงมีลักษณะผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป...เราเรียกว่า...ราศีแห่งเทพจับกาย...” ปารมิตาพยายามให้ความกระจ่างต่อบุรุษผู้เป็นที่รักด้วยถ้อยคำยืดยาว
“ข้าไหนเลยจะกล้าคิดถึงสิ่งที่สูงส่งเช่นนั้นได้” ชายหนุ่มทอดถอนใจ
“มิได้เป็นสิ่งเลิศล้ำอะไรมากมายเลยวิศวนารถถ้าหากคิดเช่นมนุษย์...เพราะ...” วาจาของสตรีในแดนทิพย์สะดุด
“เพราะอะไร?” ผู้เป็นโอษฐ์แห่งมหาเทวะฉงนใจ
“เพราะสิ่งที่ท่านได้มานั้นต้องแลกกับอายุขัยอันแสนสั้นของตัวท่านเอง...” คำตอบแผ่วเบาแต่วรุตได้ยินชัดหากไม่วายถามย้ำอีกครา
“ว่าไงนะ!”
“ท่านจะต้องทิ้งสังขารนี้ก้าวสู่ความตายในระยะอันใกล้นี้...” เสียงแผ่วเศร้าของปารมิตาสะท้านสะท้อนไปมาในดวงจิตของสังขารมหาเทพ...วรุตรู้ถึงความ ‘งัน’ และ ‘งง’ ในหัวใจยิ่งนัก...คำถามผุดก้อง
...ทำไมล่ะ...ทำไม...?
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com