
บทที่ ๒๑
คำว่า ถูกผีตายโหงสิง แม้จะหลุดออกจากปากของวรุต แผ่วเบายิ่ง หากผู้ที่นอน แบ่บอยู่กลางบ้าน คล้ายได้ยินชัดเต็มโสต...ตาแดงฉานโชนจับจ้องคุกคามผู้มาเยือนทั้งสองแน่วนิ่ง
“สิงไม่สิงมันเรื่องของข้า ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง” วาจาแหบห้าวดังลั่นพร้อมกับผุดลุกนั่งอย่างว่องไว ซึ่งผิดกับลักษณะของคนป่วยที่มองเห็นในครั้งแรก
“ทำกับมนุษย์แบบนี้ บาปกรรม” นักเขียนหนุ่มเอ่ยคำกับสตรีผู้ถูกวิญญาณควบคุมสติสัมปชัญญะ น้ำเสียงราบเรียบ
“เรื่องของกู...!” คำตอบชัดลักษณะก้าวร้าวมากขึ้น
“ปล่อยเขาไปเถอะ แล้วจะทำบุญอุทิศให้...” ร่างของมหาเทวะยังคงใช้ความนุ่มนวลเข้าเกลี้ยกล่อม
“กูไม่ไป...อีนี่มันลบหลู่กู ๆ จะเอามันไปอยู่ด้วย” สิ้นเสียงตอบตามมาด้วยเสียงหัวเราะแหบห้าวคล้ายเยาะหยันคนทำหน้าที่เจรจา
“เป็นสัมภเวสีแล้วยังเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิอีก...” คนคิ้วเข้มส่ายหน้าก่อนหันมาพูดกับเจ้าของบ้านที่นำทางเข้ามา
“ขอน้ำสะอาดใส่ขันให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้ค่ะ...” คนพูดรับคำก่อนหันกลับออกไปนอกห้องครู่ใหญ่จึงก้าวเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับขันเงินใบย่อมบรรจุน้ำสะอาดมาให้ผู้มาเยือน
“ไม่เอาธูปเทียนหรือคะ?” ผู้เป็นเจ้าบ้านถามด้วยความสงสัย เพราะนึกรู้ว่าอีกฝ่ายคงต้องทำน้ำมนต์
“ไม่ต้องครับ!” คำตอบอ่อนโยน
“ทำไมไม่ใช้คะ?” ประโยคนี้กลับเป็นคำถามของพยาบาลสาว คนถูกถามยิ้มก่อนอธิบายช้าชัด
“ใช้ก็ได้ไม่ใช้ก็ได้...ธูปและเทียนเป็นอุปาทาน...สิ่งที่ใช้ทำน้ำมนต์คืออานุภาพแห่งจิต เป็นพลังงานที่ถูกประจุไว้ในน้ำ ตามเจตนาจำนงของผู้กระทำ" คนฟังขมวดคิ้วคล้ายไม่เข้าใจ หากวรุตหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยคำ
“เอาไว้จัดการเจ้าผีนักเลงโตตัวนี้เสร็จก่อน แล้วจะอธิบายให้ฟังทีหลัง” อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้
“น้ำมนต์อะไร กูไม่กลัวมึงหรอก” ร่างผ่ายผอมของผู้ถูกวิญญาณสิงสู่เยาะหยัน...หากสังขารแห่งมหาเทพมิได้สนใจ ประคองขันน้ำเสมอระดับอก...สำรวมจิตมั่นเข้าสู่สมาธิ ด้วยการน้อมทำใจถึง
...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ...
...ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ...
...สังฆัง สรณัง คัจฉามิ...
อาศัยอำนาจแห่ง...พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งระลึกสำหรับตนและผู้ที่ตนกำลังต้องการช่วยเหลือ นักเขียนหนุ่มกำหนดจิตแผ่กระแสแห่งความเมตตาสู่น้ำในขันเงินอย่างแช่มช้า...ด้วยความรู้สึกอ่อนโยนที่ประกอบด้วยพลังสมาธิระดับเฉียดฌาน...
...สัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ และโอปปาติกะทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย...
รุ้งรังสีเลื่อมพรายระยับยิบในดวงจิตของวรุต...ถูกถ่ายทอดผ่านไปสู่น้ำอันเป็นสื่อ...
“ฮือ...อ...!” ร่ายผอมผมเผ้ากระเซิง เบิกตากว้าง ครางในลำคอ “เฮ้ย...อะไรวะ แสบตาเว้ย จะทำอะไรกูวะ?” เสียบแหบห้าวโวยวาย ถดกายหนีตาแดงก่ำจ้องจับขันน้ำไม่วางตา
“ปล่อยเขาไปเสียเถอะ” เสียงของนักเขียนหนุ่มยังคงนุ่มนวลเฉกเดิม
“กูไม่ไป”
“งั้นก็ต้องบังคับกันล่ะ!” คนพูดยังคงรักษาระดับน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิม พร้อมกับสาวเท้าเข้าไปหา
“เฮ้ย! คนรังแกผีโว้ย...” ร่างผอมหนังหุ้มกระดูกเริ่มทุรนทุรายร้องลั่นเสือกกายหนีจนชิดฝาเรือน
“ไม่อยากให้รังแก ก็ออกไปเสียสิ!” ร่างของมหาเทวะสำทับเสียงกร้าวขึ้น
“ก็มันเยี่ยวทับกูนี่หว่า กูต้องทำโทษมัน...” สิ่งที่อยู่ในกายของสตรีผู้นั้นระบุโทษ
“เมื่อไหร่?” วรุตไล่เลียง
“เดือนก่อนข้างจอมปลวกท้ายทุ่ง...” แม้จะมีท่าทีกลัวเกรง หากถ้อยคำยังคงบอกถึงความพยาบาท
“จะไปโกรธเขาได้ยังไง ก็คนเขาไม่รู้...มองไม่เห็นนี่นา”
“ไม่โกรธก็ได้ แต่มันหิวนี่หว่า...” เสียงตอบอ่อยลง ท้ายสุดก็แบไต๋ “กูอยากกินเครื่องเซ่น”
“ออกไปเถอะ แล้วจะบอกเขาทำบุญกรวดน้ำไปให้ ทำอย่างนี้บาปกรรม ทำให้ไม่ได้ไปผุดไปเกิด” นักเขียนหนุ่มแจงเหตุผลเกลี้ยกล่อม
“แล้วจะรู้ได้ไงว่าจะทำให้” คำถามย้อนห้วน ชายหนุ่มไม่ตอบหากหันมามองคนในบ้าน
“ฉันสัญญาจ้ะ...ขอให้ออกไปจากตัวน้องฉันเท่านั้นแหละ จะทำบุญไปให้” เจ้าของบ้านให้คำมั่น
“ก็ได้ แต่ต้องให้มันไปจุดธูปขอขมากูด้วย” วิญญาณที่สิงสู่ยังมีข้อแม้
“จ้ะ ไม่มีปัญหาแน่” คำรับรองจากสตรีเจ้าของเคหาหนักแน่น
“เออ...งั้นกูไปละ อย่าลืมเชียวนา...” สิ้นเสียง ร่างผอมหนังหุ้มกระดูกหน้าสะบัดเริ่ดขึ้น ฟุบลงนอนแผ่หลาหายใจรวยริน...
“...อือ...” เสียงครางแผ่วตามมาด้วยคำขอ
“น้ำ...!”
“เอาน้ำในขันนี่ให้กิน” วรุตพูดกับสตรีผู้เป็นเจ้าของเรือน
“ค่ะ...” หญิงสาวรับคำก่อนยื่นมือรับขันน้ำมนต์จากชายหนุ่มนำไปให้คนป่วยค่อย ๆ จิบ
“ที่เหลือเอาไว้เช็ดหน้าเช็ดตาด้วยหรือจะอาบก็ได้” คนหน้าขาวคิ้วเข้มแนะนำเจ้าบ้าน
“ขอโทษนะคะ ดิฉันเป็นพยาบาลขออนุญาตดูคนป่วยนิดนะคะ” ศศิประไพก้าวเข้ามาพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ร่างที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนั้น พร้อมกับใช้นิ้วแตะดูชีพจรบริเวณข้อมือ
“ถ้าหิวให้กินอาหารอ่อน ๆ ก่อนนะคะ ท่าทางคงเพลียมาก” คนเป็นพยาบาลเงยหน้าบอกกับกลุ่มญาติคนป่วย
“ไม่เป็นอะไรแล้วครับ เพียงแต่ยังเหนื่อยอยู่ คนถูกพลังของโอปปาติกะควบคุม จะเป็นแบบนี้ทุกคน” วรุตเอ่ยคำกับทุกคนในบ้าน
ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนกับคนป่วยในเรือน ปรเมศว์ผู้ต้องอยู่โยงเฝ้ารถข้างนอก กำลังกระสับกระส่ายเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปนานแล้วยังไม่เห็นสหายรักออกมา
“มันทำอะไรอยู่วะ นานจริง...” ท่านบรรณาธิการบ่นอุบ
“ไอ้นี่ท่าจะเพี้ยน...อยู่ ๆ ก็ตั้งตัวขึ้นเป็นหมอ แถมยังรู้อีกว่าชาวบ้านเขาป่วยไข้ เรียกว่าอยู่ ๆ ก็แส่หาเหาใส่หัว...พิลึก!” ปรเมศว์ค่อนขอดคู่หู...ขณะที่ตาทั้งสองข้างกวาดมองความมืดรอบ ๆ นิสัยกลัวผีกำเริบ
“สติ...สติ...กลัวหนอ...” ตากลอกมองรอบตัว ปากบ่นพึมพำ ชายหนุ่มพยายามระงับด้วยสติตน...กำหนดรู้ตามอารมณ์ที่กำลังปรุงแต่งจิต
“กลัวหนอ...กลัวแล้วนะ...กลัวโว้ย!” หากไร้ผลจากกลัวหนอจนมาถึงกลัวแล้วนะ ในที่สุดคำสุดท้าย เจ้าตัวตะโกนดังลั่นในใจ
“เฮ่อ! ค่อยยังชั่ว” ท่านบอ.กอ.ถอนลมหายใจ เมื่อได้ตะโกนดัง ๆ ในจิต... “เอ๊ะ...ไม่เลวแฮะวิธีนี้ป้องกันความกลัวผีได้ผล...” คนปอดลอยยิ้มชื่นบอกตัวเอง... “ไม่กลัวแล้ว...ไม่กลัวแล้ว...ไม่กลัว ๆ ๆ”
ฉับพลันนั้นเสียงหอนอันเย็นเยือกจากสุนัขสองสามตัวในรั้วบ้านดังโหยหวนขึ้นโดยพร้อมเพรียง...เท่านั้นเองสติ...ที่ปรเมศว์พยายามฉุดรั้งความกลัว ขาดผึง ลง
“ฉิบหายแล้ว...ไอ้หมาปากเปราะ...” เสียงบ่นของท่านบรรณาธิการสั่นพริ้ว
“มันคงเห็นผีแน่ ๆ เลย...” สติขาดจิตก็เริ่มปรุงแต่งตามภาพน่ากลัวตามจินตนาการอุบัติในความจำ...
“เข้าไปตามไอ้รุตดีกว่า ขืนอยู่ตรงนี้ประสาทกินตาย” คนกลัวผีตัดสินใจก้าวลงจากรถ ปิดล็อคประตูเดินไปยังประตูรั้วสังกะสีเอื้อมมือขยับผลัก...
“แอ๊ด...ด!” เสียงประตูรั้วคราง...เปิดเองโดยที่ท่านบรรณาธิการยังไม่ทันกระทบ
“เฮ้ย...!!” ปรเมศว์ร้องลั่นผงะเมื่อเห็นโครงร่างตะคุ่ม ๆ ของคนก้าวพรวดออกมา...
“เป็นอะไรของแกไอเมศว์...” เสียงคุ้นหูกระทบโสต...คนปอดลอยหายใจเฮือก...จำได้ว่าเป็นเสียงของวรุต หากเจ้าตัวเสียงยังสั่นพร่า แข้งขาก็พาลสั่นระริกไม่หยุด ทั้ง ๆ ที่พยายามระงับ
“โอย...ไอ้ฉิบหายรุต หัวใจจะวาย”
“ขอบคุณมากนะคะ...ถ้าไม่ได้คุณทั้งสองคน ดิฉันแย่แน่ ๆ เลย ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” สตรีเจ้าของบ้านตามออกมาส่งผู้เป็นร่างของมหาเทวะ พร้อมกับละล่ำละลักขอบคุณไม่ขาดปาก
“ไม่เป็นไรครับ...อย่าลืมทำบุญไปให้เขานะครับ...” วรุตสั่งสำทับตามที่ให้สัจจะไว้กับวิญญาณ
“ไม่ลืมแน่ค่ะ!”
วรุตกุมพวงมาลัยรถพลางแอบ ยิ้ม นึกขันตัวเอง ขณะที่เคลื่อนพาหนะออกจากบริเวณหน้าบ้านของคนป่วยที่ตนเพิ่งช่วยเหลือมาเมื่อครู่...
“ขันอะไรหรือคะ?” คนนั้งข้าง ๆ ถามเพราะเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย
“ขันตัวเองครับ!” คนตอบหัวเราะ
“ทำไมคะ?” พยาบาลสาวไม่เข้าใจ
“วันนี้เป็นด็อกเตอร์โก๊สต์ได้สมบูรณ์แบบ” วรุตพูดกลั้วหัวเราะ
“เป็นเรื่องแปลกนะคะ ถ้าไม่เห็นกับตา ก็คงเชื่อยาก” หญิงสาวออกความเห็น
“ถ้ามองโดยไม่คิดก็ดูแปลก แต่ถ้ามองให้ซึ้งถึงความจริงตามหลักพลังงาน ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก...” คนพูดไม่มีท่าทีประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“นั่นสิคะ เห็นว่าจะเล่าให้ฟังไงคะ” หญิงสาวทวงสัญญา
“ตรงไหนล่ะ?” ร่างของมหาเทพย้อนถามด้วยรอยยิ้ม
“อ้าว ก็เรื่องผีสิงมนุษย์นะสิคะ...ทำได้ไง?”
“ก็สุดแต่ว่าเป็นโอปปาติกะชั้นไหน...ถ้าเป็นชั้นต่ำ อย่างเจ้าตัวเกเรเมื่อตะกี้ ก็ใช้กายทิพย์ซึ่งเป็นพลังงานของตนเบียดเข้าไปในร่างของคนตรง ๆ เลย” เสียงอธิบายราบเรียบ
“เบียดแบบไหนคะ?” ศศิประไพนึกภาพไม่ออก
“คุณก็รู้ความจริง ร่างกายมนุษย์ถ้าขยายขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าทุกส่วนเป็นช่องว่างหมด เพราะประกอบกันเข้าเป็นรูปด้วยเซลล์ต่าง ๆ ที่ยึดโยงกัน ในเซลล์ก็จะประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีอีเลคตรอนวิ่งรอบ จริงไหมครับ?” นักเขียนหนุ่มทวนวิชาวิทยาศาสตร์ของพยาบาลสาว
“ใช่คะ” คนถูกถามพยักหน้ารับ
“เพราะฉะนั้นระหว่างเซลล์ต่าง ๆ ที่รวมตัวกันอยู่ ก็จะเป็นช่องว่าง เคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าล่ะครับว่าอะไรเป็นตัวยึดระหว่างเซลล์ทั้งหมดให้รวมกันเป็นรูปเป็นร่างอยู่ได้...” คำอธิบายกับคำถามรวมอยู่ในประโยคเดียวกัน...อีกฝ่ายสั่นศีรษะปฏิเสธ
“ตัวที่ยึดโยงเซลล์ในร่างกายตัวนี้แหละเป็นพลังที่เรียกว่าวิญญาณ...เป็นพลังงานที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ตัวกระแสพลังที่แทรกอยู่ในร่างกายส่วนนี้เราเรียกว่ากายทิพย์...คุณก็รู้อะไรที่เป็นพลังงานจะไม่มีวันสูญหายไปจากจักรวาลนี้ได้ ตามกฎแห่งฟิสิกส์ ฉะนั้นเวลาที่เราตาย พลังส่วนนี้จะเคลื่อนออกจากกายหยาบที่เรียกว่าโอปปาติกะนั่นเอง...” คำอธิบายแจ่มชัดขณะที่พยาบาลสาวเกิดปัญญาสว่างขึ้นโดยพลัน
“แสดงว่าผีตายโหงเมื่อครู่ ใช้พลังของกายทิพย์เบียดแทรกเข้าไปในช่องว่างของคนที่มันต้องการควบคุมใช่ไหมคะ?”
“ถูกแล้วครับ...! ด้วยวิธีอย่างนั้นคนที่ถูกพลังวิญญาณควบคุม จึงรู้สึกว่าร่างกายมึนชาคล้าย ๆ กระแสไฟฟ้าอ่อนวิ่งวนรอบตัวก่อน จากนั้นสติสัมปชัญญะค่อย ๆ เลือนหายไป” วรุตตอบตามความรู้ที่ตนเองก็ประสบมาจากอำนาจแห่งมหาเทวะ
“นั่นสิคะ! ตอนที่ดิฉันถูกควบคุมด้วยกระแสพลังของปารมิตา ก็มีอาการแบบนี้เหมือนกัน...” พยาบาลสาวทบทวนความทรงจำแต่หนหลัง ก่อนที่จะถามอีกประโยค
“วิญญาณที่จะเข้าควบมนุษย์ใช้วิธีการแบบเดียวกันหมดหรือเปล่าคะ?”
“ไม่เหมือนกันครับ...พวกวิญญาณชั้นต่ำไม่มีพลังจิตสูงพอ ต้องอาศัยการเบียดกายทิพย์ของตนเข้าทับคนที่ตนต้องการสิง...แต่พวกเทวดาจะมีกำลังอำนาจสูงกว่ามาก ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหลังแล้วบังคับให้ร่างที่ต้องการใช้เป็นสื่อทำท่าทางเจรจาโต้ตอบตามที่ตนต้องการ แต่ถ้าเป็นโอปปาติกะชั้นผู้ใหญ่หรือชั้นพรหม สามารถส่งพลังจิตมาจากไกล ๆ ได้โดยไม่ต้องเสด็จมาใกล้มนุษย์...” คำอธิบายยืดยาว
“คุณนี่รู้หลายอย่างจริง แต่ไม่ยักรู้ว่าคุณวรุตทำน้ำมนต์ไล่ผีได้...” หญิงสาวพูดด้วยอาการหัวเราะ หากแววตาบอกถึงความทึ่งในตัวชายหนุ่ม...
“ใครก็ทำได้ทั้งนั้นแหละครับ...” คนตอบเองก็หัวเราะขันตัวเอง
“จริงหรือคะ?” พยาบาลสาวนึกสงสัย
“จริงสิครับ!...เพียงแต่อานุภาพมากน้อยต่างกันเท่านั้น เพราะ...มนต์ เกิดจากความตั้งใจ น้ำมนต์เกิดจากความตั้งใจที่ใช้น้ำเป็นสื่อ เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับพลังจิตของผู้ถูกกระทำว่าใครจะมีกำลังตั้งมั่นมากกว่ากัน” นักเขียนหนุ่มยืนยัน
“แล้วคาถาอาคมไม่ต้องใช้หรือคะ?” หญิงสาวรุกไล่ด้วยคำถามเป็นระยะ
“คาถา...เป็นอุบายให้จิตของคนทำแน่วแน่เชื่อมั่น เมื่อจิตของคนทำแน่วแน่ อานุภาพของจิตก็จะเกิด มีบ่อยไปที่คนใช้คาถาไม่ว่าจะเป็นบาลีหรือสันสกฤต...ตัวเองก็ไม่รู้ความหมายว่า คำแปลเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าใช้ไล่ผีเพราะครูบาอาจารย์สั่งมา ก็เชื่ออย่างนั้นใช้อย่างนั้นมาตลอด” คนอธิบายเว้นระยะเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำต่อ
“ความจริงคำบาลีเวลาแปลความแล้วก็ได้ความหมายเหมือนภาษาทั่วไป...แต่คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึก...ขลัง อันนี้ก็ทำให้เกิดประโยชน์ เพราะคนถูกรดน้ำมนต์มีความศรัทธาความเชื่อว่าจะได้ผล...เท่ากับเจตนาผู้ทำน้ำมนต์กับผู้รับตรงกัน”
...ศศิประไพรู้สึกกระจ่างใจขึ้นมาทันที...เมื่อผู้ให้กับผู้รับมีเจตจำนงร่วมกัน...โดยอาศัยน้ำที่มี ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน เป็นสารประกอบ มีคุณสมบัติ เย็น เป็นสื่อนำจิต...ของผู้ให้จะถูกจิตของผู้รับดึงดูดไปใช้...หากทั้งหมดเกิดจาก...อุปาทาน ตัวเดียว...
...อุปาทาน...ถูกสร้างขึ้นจากความยึดมั่น...ถือมั่น...
...เมื่อยึดเมื่อถือ...จิต จะปรุงแต่งขึ้นมาตาม เจตนา
ผู้รู้จริงสามารถใช้ อุปาทาน ได้...แต่อย่าติดในอุปาทาน
เพราะทุกอย่างในโลกสำเร็จได้ด้วย จิต เท่านั้น...!!
“ถ้าอย่างนั้นคนไม่รู้คาถาก็ทำน้ำมนต์ได้ใช่ไหมคะ?” ทั้ง ๆ ที่เข้าใจเจ้าตัวยังอดถามไม่ได้
ภาษาจิต...เป็นภาษาสากล...ความรักความเมตตาไม่ต้องใช้อักขระและภาษาพูด...พระพุทธเจ้าจึงสอนมนุษย์ว่า การแผ่เมตตาให้กับสรรพสิ่ง ย่อมเป็นกำแพงป้องกันตัวจากสรรพภัย ผมใช้อำนาจของความเมตตาทำน้ำมนต์ สังขารแห่งมหาเทวะสรุป
“แหม! ดิฉันนี่โง่จริง...” พยาบาลสาวหัวเราะในความตื้นเขินของปัญญาตน
“ไม่หรอกครับ...ไม่ใช่ความโง่เพราะรากฐานแห่งวิญญาณนั้นประภัสสรในตัวเองอยู่แล้ว แต่เพราะกิเลสและปัญหาที่เกิดจากการว่ายเวียนในสังสารวัฏ เป็นอวิชชาห่อหุ้มจิตจนไม่รู้...ผมเองก็เหมือนคุณ แต่เพราะพลังแห่งมหาเทพกับการเริ่มรู้จักทำสมาธิเพื่อซักฟอกยางเหนียวของตัณหาได้มากขึ้น...จึงได้ปัญญาเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง...” คนพูดถอนใจยาวนิ่งงันไปเนิ่นนานพร้อม ๆ กับภาพของใครคนหนึ่งที่เลอลักษณ์ยิ่งในแดนสรวง...ปรากฏขึ้นในจิต...ย่อมเป็น ปารมิตา...ผู้นั้น
มิใช่...กิเลสแห่งความรักหรอกหรือที่ทำให้เราต้องมาอยู่ในโลกแห่งนี้...ประโยคนี้มิได้หลุดออกมาหากดังอยู่ในใจเท่านั้น
“มีอะไรหรือคะ?” หญิงสาวเอ่ยวาจาแทรกขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งงันไปนานผิดปกติ...นักเขียนหนุ่มไม่ตอบหากย้อมถามแผ่วเบา
“คุณเชื่อไหม...โลกนี้เป็นเพียงมายาและอุปาทาน?” คนฟังขมวดคิ้วแสดงว่าไม่เข้าใจ
...วรุต...เริ่มทอดถอนใจอีกครา ภาพสุดท้ายที่มหาเทวะทรงประทานให้รู้เห็น หลั่งไหลเข้าสู่ความทรงจำ
...ชายหนุ่มได้เห็นกระแสพลังงานอันเป็นจุดกำเนิดแห่ง ปรมาตมัน กระจ่างจิต ณ อนันตจักรวาลอันเวิ้งว้างมิสิ้นสุด...มหิทธานุภาพอลังการ์ เพริศแพร้วเกินกว่าคำใดในหล้าอธิบายได้ หากเจ้าตัวรู้
...ทุกอย่างในอนันตจักรวาลถูกจุดกำเนิดจาก...
...พลังงานเดียว...คือพลังวิญญาณ..
“ครึม!” เสียงกัมปนาทกึกก้อง ดังสะท้านสะท้อนอยู่ในสัญญาของวรุต...อันเจ้าตัว รู้ เสียง อุโฆษ อันเป็นจุดอุบัติของจักรวาล...หัวใจตัวกระจ่างวูป!
“หน้าที่...ใช่หน้าที่ประกาศสัจธรรมแห่งพลังงาน วิญญาณต่อมนุษย์ก่อนถึง...” ความคิดชะงักงันชั่วขณะก่อนหลุดผัวะออกมาทันควัน
...ก่อนถึงจุดอันมืดมนของโลก...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com