
บทที่ ๒๐
แม้จะเป็นเพียงความคิดที่มิได้หลุดคำพูดออกจากปากของศศิประไพ หากผู้เป็นร่างแห่งมหาเทพกลับมีคำตอบที่ตรงกับคำถามของหญิงสาวที่อยู่ในใจ
“รู้จากคลื่น...ความคิด” เสียงของวรุตกังวานคล้ายดังก้องออกจากอก
“ความคิดของมนุษย์เป็นคลื่น แต่เป็นคลื่นที่มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น เพราะมีความถี่สูงมากเกินไป แม้ประสาทหูก็ไม่อาจรับได้” คำอธิบายแจ่มชัด พยาบาลสาวพยักหน้า ด้วยความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทำให้เจ้าตัวเข้าใจได้ง่ายขึ้น ความคิด ของคนเป็นพลังงานในลักษณะคลื่น ที่ทางวิทยาศาสตร์ค้นพบและบัญญัติคลื่นดังกล่าวว่า โทรจิต หรือที่เรียกว่า เทเลพาที
“การรับคลื่นความคิดของคนอื่นได้จากการฝึกฝนทางด้านสมาธิจิต...เหมือนกับการปรับตัวเองให้เป็นเครื่องรับวิทยุที่สามารถรับคลื่นในความถี่เดียวกัน” ประโยคที่ผ่านจากปากนักเขียนหนุ่มรัวเร็ว สำเนียงละม้ายภาษาอินเดียมากขึ้น...
“ท่าทางของคุณวรุตแปลกไป...!” หญิงสาวสำเหนียกถึงการเปลี่ยนของวรุต...พร้อม ๆ กับหันไปสบตากับปรเมศว์ หากอีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้
“หม่อมฉันมีข้อกราบทูลถาม...” คนผิวบางเปลี่ยนวิธีการพูดทันที เพราะเจ้าตัวรู้ถึงสภาวะของการควบคุมด้วยพลังแห่งมหาเทพต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า
“ถามได้...” กระแสเสียงห้วนทรงอำนาจ
“มหาเทพทั้งหลายมีสภาวะอย่างไรเพคะ?” สิ้นคำถาม เสียงพระสรวลดังขึ้นเบา ๆ ก่อนรับสั่งราบเรียบช้าชัด
“มนุษย์ประกอบขึ้นจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันขึ้นเป็นสังขารร่างกาย กับพลังงานทางวิญญาณที่ทำหน้าที่ควบคุมร่างกายของตน พลังวิญญาณที่มีอยู่ในสังขารมนุษย์ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือภวังค์วิญญาณที่มีมาแต่เดิม เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยความคิด มีหน้าที่ยึดโยงทุกอณูในร่างกายให้เป็นรูปอยู่เหมือนที่มองเห็น รวมทั้งควบคุมระบบอวัยวะภายในเช่นตับ ปอด หัวใจ ให้ทำงานโดยไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของความคิด พลังส่วนนี้ถูกควบคุมด้วยอำนาจของกรรมที่สะสมมาในอดีตชาติ และจะเสื่อมสลายตามอำนาจแห่งกรรมเมื่อถึงกำหนด...”
“อย่างเช่นเมื่อความตายมาถึงใช่ไหมเพคะ?” พยาบาลสาวแทรกวาจาทูลถามเพื่อความแน่ใจ
“ถูกต้องเพราะนั่นหมายถึงวาระของกรรมที่จะต้องกำเนิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดลง...จึงทำให้พลังงานแห่งภวังค์วิญญาณเสื่อม ธาตุที่ประชุมกันอยู่ในรูปของกายหยาบแยกจากกัน เพราะกรรมที่เป็นปัจจัยให้มาเกิดเป็นมนุษย์หมดอำนาจ กับสิ่งที่กำหนดภพภูมิของมนุษย์อีกส่วนหนึ่งคือ วิญญาณที่เรียกว่าวิถีวิญญาณหรือวิถีจิต... วิญญาณส่วนนี้เป็นส่วนที่ควบคุมได้ด้วยความคิดที่เรียกว่า สติ...” มหาเทพในร่างของนักเขียนหนุ่มเว้นจังหวะรับสั่งชั่วขณะ ก่อนที่จะประทานพระกระแสอธิบายต่อไปอีก...
“วิถีวิญญาณเกิดจากอายตนะทั้งหกกระทบกับกิเลส...ประกอบด้วยตา...หู...ลิ้น...ปาก กาย ใจ...สิ่งเหล่านี้เป็นตัวก่อกระแสกรรมในปัจจุบันชาติของมนุษย์ เรียกว่า วจีกรรม...มโนกรรม...กายกรรม...การกระทำกรรมจากสามประการนี้บ่อย ๆ เรียกว่าอาจิณกรรม...จนเป็นสันดานเคยชิน อาจิณกรรมเหล่านั้นจะถูกบันทึกลงไปในจิตใต้สำนึกที่เรียกว่า ภวังค์จิต โดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้คือปัจจัยทำให้มนุษย์ไปกำเนิดในภพข้างหน้าต่อไปตามวิบากแห่งกรรมเป็นตัวกำหนดหลังการตาย”
“แสดงว่าการจะเป็นเทวะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประกอบกรรมดีและชั่วของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมกระมังเพคะ” ศศิประไพทวนความเข้าใจอีกครั้ง มหาเทพในร่างมนุษย์แย้มสรวลพยักพระพักตร์
“อย่าว่าแต่การก้าวสู่สภาวะแห่งเทพเลย แม้กระทั่งการก้าวสู่ภูมิแห่งพระอรหันต์เจ้าก็อาศัยความบริสุทธิ์ของกรรมทั้งสามประการเป็นบรรทัดฐาน...มาดแม้นมนุษย์สามารถควบคุมกาย วาจา ใจ มิให้ก่อกรรมชั่ว ถอยห่างจากกิเลสได้ คือการได้อินทรีย์แก้วย่อมก้าวถึงการเป็นวิสุทธิเทพแล้ว โดยสิ้นเชิง...” ถ้อยรับสั่งแม้แผ่วเบา หากแจ่มชัดในโสตประสาทของผู้ถาม
“การควบคุม ทำได้อย่างไรเพคะ?”
“ใช้สติ...ควบคุมให้ระลึกรู้ทุกอิริยาบถของกายและใจ...” คำอธิบายสั้นกระชับ
“ฝ่าบาทโปรดกรุณาอธิบายลักษณะของเทพเจ้าให้ชัดเจนกว่านี้ได้ไหมเพคะ?” หญิงสาวทวนคำถามอีกครั้ง เพราะเจ้าตัวยังไม่กระจ่างในสภาพของพลังแห่งมหาเทพ ขณะที่ผู้ถูกถามทรงพระสรวล
“เป็นพลังงาน” คำตอบสั้นดุจเดิม คนฟังขมวดคิ้ว
“เจ้ารู้จักไฟไหม?” มหาเทวะรับสั่งช้าชัด
“รู้จักเพคะ”
“หลับตา...แล้วอธิบายว่าเป็นอย่างไรให้เราฟังสิ!” พระพักตร์ละมุนลง
“ร้อนเพคะ” พยาบาลสาวรีบอธิบาย
“ร้อนมีลักษณะอย่างไร?” ทรงป้อนคำถามรุก
“เอ่อ...ตอบไม่ได้เพคะ...” คนตอบจนมุม
“นั่นเพราะภาษาของมนุษย์เป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา เป็นสื่อ...แต่แท้จริงแล้วมนุษย์เข้าใจสรรพสิ่งจากสัญญา...หากผู้ไม่เคยสัมผัสถูกความร้อน จะรู้ว่าร้อนได้อย่างไร ที่มนุษย์รู้จักร้อนเพราะเมื่อกายสัมผัสถูกเปลวไฟ ความรู้สึกร้อนได้บันทึกลงในสัญญาของวิญญาณ จึงเกิดความจดจำขึ้น ฉะนั้นภาษาที่จะบอกความรู้สึกในรูปนามธรรมได้ชัดเจน ย่อมเป็นภาษาจิตเท่านั้น” ผู้ที่อยู่ในร่างวรุต...ทรงอธิบายยืดยาว
“ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ก็ไม่มีสิทธิรู้ถึงสภาวะของเทพเจ้าน่ะสิเพคะ...” ศศิประไพมีท่าทีผิดหวัง
“อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่โอปปาติกะชั้นต่ำก็ไม่สามารถหยั่งรู้ถึงสภาวะของโอปปาติกะชั้นสูงได้ เพราะความละเอียดของคลื่นในพลังวิญญาณต่างระดับกัน นอกจาก...” มหาเทวะเว้นถ้อยรับสั่งชั่วขณะ
“นอกจากอะไรหรือเพคะ?” หญิงสาวรีบแทรกคำถามด้วยความร้อนรนอยากรู้
“ปรับจิตของตนให้ละเอียดขึ้นด้วยอำนาจของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน จิตที่นิ่งไร้กิเลสและอารมณ์ร้อยรัดเท่านั้น จึงเป็นจิตที่เข้าถึงสภาวะเป็นทิพย์ เมื่อมีสภาวะเป็นทิพย์จึงสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ ทิพยภาวะนั้น จะปรากฏขึ้นแก่บุคคลต่อเมื่อเจริญสมาธิได้ถึงฌานสี่แล้ว และฌานสี่นั่นเองเป็นทิพยวิสัย คือความนึกคิดความรู้เป็นทิพย์ทั้งหมด” จบประโยคทรงหันพระพักตร์กลับมามองพยาบาลสาว สายพระเนตรจับลึกลงไปในดวงตาของเธอสุรเสียงช้าชัดหลุดออกจากโอษฐ์กังวาน
“กายมนุษย์เป็นรูป...วิญญาณเป็นนาม...ภาษามนุษย์อธิบายนามธรรมไม่ได้ เฉกเช่นมหาเทวะย่อมอาศัยสิ่งสมมุติอธิบายไม่ได้เช่นกัน...”
“เพคะฝ่าบาท...” ศศิประไพได้แต่รับคำ
“กินข้าวเถอะ...ไว้วันหลังเราจะทำให้เจ้ารู้ถึงสภาวะแห่งวิญญาณเอง” สิ้นกระแสรับสั่ง ใบหน้าของวรุตสะบัดเริ่ดขึ้นเล็กน้อย อันเป็นสัญญาณให้รู้ว่าพลังแห่งมหาเทพถูกถอนจากสังขารของชายหนุ่ม เจ้าตัวสะบัดศีรษะปลุกสติสัมปชัญญะกลับคืนมาด้วยอาการงุนงง...
“มหาเทวะเสด็จ...” พยาบาลสาวกระซิบบอกนักเขียนหนุ่ม อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนระโหย ก่อนที่หญิงสาวจะหันกลับไปจัดการกับอาหารบนโต๊ะซึ่งถูกนำมาตั้งนานแล้ว
“แหม...นึกว่าจะไม่ยอมปล่อยให้กินข้าวกินปลาซะอีก” ปรเมศว์ที่จำต้องชะงักการรับประทานอาหารไปโดยปริยาย เมื่อมหาเทพประทับร่างของสหาย เริ่มสอดคำขึ้นมาบ้าง ก่อนจะหันความสนใจไปยังอาหารโอชารสที่วางอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“โว้ย! หิวบรรลัยจักรเลย เทวดาไม่เห็นใจมนุษย์” ท่านบรรณาธิการยังคงบ่นงึมงำ
“คุณปรเมศว์ละก็...ไม่มีความอดทนบ้างเลย” พยาบาลสาวต่อว่า
“ตัวผมน่ะไม่มีปัญหา แต่กระเพาะผมสิครับ มันทนไม่ค่อยไหว” ปากเคี้ยวอาหาร แต่ไม่วายต่อปากต่อคำ
“เอาเถอะ พูดให้มาก ๆ เข้าไว้เดี๋ยวก็โดนเหมือนคราวนั้นอีกหรอก” หญิงสาวขู่...ซึ่งท่านบอ.กอ.รู้ดีว่าคนพูดหมายถึงบทลงโทษของมหาเทวะที่ตนเคยโดนมาแล้ว ในวันที่สหายรักทำพิธีถวายตัวเป็นข้ารองบาทแห่งพระศิวะเจ้า
“ก็ได้ ๆ ไม่พูดก็ไม่พูด...” ปรเมศว์เสียงเริ่มอ่อยลง หากในใจยังไม่วายคิด
‘เป็นเทวดาทำไมจำกัดสิทธิเสรีภาพของคนด้วยล่ะ อย่างนี้ก็แปลว่า...เทวดาเผด็จการน่ะสิ! แหง๋เลย!...’
ความมืดโรยตัวคลี่คลุมแผ่นดินสิ้นแล้ว หากแสงไฟหน้ารถทั้งสองคันที่วิ่งตามกันมาอย่างระมัดระวัง ทอดลำยาวตัดราตรีกาลมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง...พยาบาลสาวร่างระหงที่นั่งคู่มากับนักเขียนหนุ่มนั่งนิ่งมองเส้นทางอันคดเคี้ยวยาวนาน เสมือนกับไม่มีวันจะสิ้นสุดลงอย่างเงียบงัน...
“ถึงจะดูเหมือนว่าไม่มีวันจบ...แต่ความจริงก็ต้องถึงเวลาเข้าสักวัน” ศศิประไพคิดคำนึง
“เหมือนชีวิตมนุษย์บางคนสั้นบางคนยาวนาน แต่ทุกคนก็มีวันสิ้นสุดจบลงที่ความตายเหมือนกัน” ความคิดของหญิงสาวลอยล่อง เจ้าตัวเริ่มตระหนักถึงสัจจะแห่ง มนุษย์ สูงต่ำดำขาว...หรือยากดีมีจน เมื่อถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิต...อย่าว่าแต่ทรัพย์สมบัติใด ๆในโลก แม้อากาศที่ไม่ต้องซื้อหา...เป็นของที่โลกมอบให้กับประชากรโลกเท่าเทียมกัน มนุษย์ยังไม่มีปัญญาหายใจเข้าไปเลี้ยงสังขารตนด้วยซ้ำ
“น่าแปลก...คนเราเกิดมาก็เริ่มจากตัวกู...ของกู...ลูกกู...ทุกอย่างคือของกูหมด แต่ถึงเวลาจริง ๆ แล้วไม่เห็นมีใครแบกตัวกูของกูเอาไปได้สักคน...” ศศิประไพหัวเราะกับตัวเองในใจก่อนที่จะพริ้มตาลง เอนหลังพิงพนักเบาะ จิตประหวัดกลับไปถึงอดีตของเธอ...
ในวารวันที่ผ่านมา เธอเคยเชื่อ ตายแล้ว สูญ เพียงเพราะคิดว่าตนเป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นเมื่อดำรงชีพเป็นพยาบาล ต่อให้เห็นการเกิดการดับของมนุษย์อยู่ทุกวี่วัน ก็มิได้ทำให้มองเห็นสัจธรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งเตือนใจตนไม่...
วันนี้ ไฉน...ภาพของญาติมิตรของผู้ถือกำเนิดอันมีความปีติยินดีถ้วนหน้า...กับภาพโศกาดูรของฝ่ายคนตายจึงปรากฏแจ่มชัดในมโนนึกของเธอนัก...
“เพราะรู้ว่ามีโลกหน้า...มีบ้านใหม่รออยู่ใช่ไหม?” คนกำลังคิดตั้งคำถามให้ตัวเอง
“ใช่...ถ้ามนุษย์รู้ถึงที่มาของตน...และรู้ที่ ๆ จะต้องไป รู้ว่าโลกหน้ามี...มนุษย์จึงหันกลับมาปฏิบัติตามพุทธพจน์...” เจ้าตัวรู้ชัด ถ้ามนุษย์ละความลังเลสงสัยเรื่องภพเรื่องชาติได้ ย่อมหันกลับมาปฏิบัติความดี หญิงสาว เชื่อ เพราะประสบการณ์แห่งเทวะทาบทาเข้าหาตน...เป็นข้อยืนยันถึงอำนาจแห่งโอปปาติกะ แต่...มนุษย์อื่น ๆ เล่า จะรู้ได้อย่างไร?
“ถ้าพูดเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง เขาต้องว่าเราบ้าแน่นอน” พยาบาลสาวทอดถอนใจ จิตบอกตัวเองอีกประโยค
“เพราะสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้!”
“พิสูจน์ไม่ได้...แต่มนุษย์ตั้งข้อสมมุติฐานได้” เสียงทรงอำนาจดังแทรกเข้ามาในจิตฉับพลัน หญิงสาวประหลาดใจ พยายามลืมตาขึ้น ทว่า...เปลือกตาหนักเหมือนถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ร่างกายชาซ่านขยับไม่ได้คล้ายถูก สะกด
“ตั้งสมมุติฐานยังไง?” จิตย้อนถามโดยพลัน
“ด้วยวิทยาศาสตร์...” คำตอบยังคงกังวานแว่วในสมอง ก่อนจะย้ำอีกประโยค...
“กฎแห่งฟิสิกส์...!” คลื่นเสียงสุดท้ายกระทบจิตแจ่มชัด ก่อนที่จะสะท้อนหายไปช้า ๆ ...ศศิประไพ...รู้สึกเหมือนตนเองถูกถึงหลุดเข้าไปในความเวิ้งว้างของอวกาศ ร่างกายลอยควะคว้าง...หมุนวน ประกายแห่งแสงสีพรายพร่างกลางใจ...คำตอบเกิดขึ้นแก่ตน
...สสารคือ พลังงาน
พลังงานคือ...สสาร...
สสารและพลังงานจะไม่มีทางสูญหายไปจากจักรวาลนี้
...ความคิดของมนุษย์เป็นพลังงานหรือไม่?
ย่อมใช่
อะไรเป็นตัวยึดโยงเซลล์เหล่านั้น...?
พลังงาน แห่งวิญญาณ
“คำถามที่ฝากให้เจ้านำไปคิดก็คือ...เมื่อความรู้นึกคิดของมนุษย์เป็นพลังงาน...ร่างกายที่เป็นอณูเล็ก ๆ มารวมกันด้วยพลังงานวิญญาณที่ยึดโยงไว้นั้น...เมื่อมนุษย์ตาย...พลังงานแห่งความทรงจำและพลังงานที่ซ่อนอยู่ในช่องว่างกายเนื้อมนุษย์ไปอยู่ ณ ที่ใด?” สุรเสียงทรงอำนาจปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“หม่อมฉัน...อยากรู้จากกระแสรับสั่งของพระองค์เพคะ” จิตของพยาบาลสาวรีบทักท้วง
“ยังไม่ได้...!” มนุษย์ต้องรู้จักใช้ปัญญาของตนเองก่อน...ผู้ที่จะรู้จริงต้องรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่รู้จากคำบอกเล่าประการเดียว” กระแสรับสั่งแผ่วลง
“รู้จริง...ต้องรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น...” ศศิประไพทวนประโยครับสั่งในจิต เพราะยังไม่กระจ่างใจ
“ใยมิใช่เล่าเจ้ามนุษย์ มาดแม้นมนุษย์สามารถบรรลุธรรมด้วยคำบอกเล่าได้ง่าย ป่านฉะนี้พระอริยบุคคลมิล้นโลกมนุษย์แล้วหรือ...คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ก็คือคำบอกเล่าต่อมนุษย์อันเป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่...หากมีประการเดียวที่มนุษย์จะรู้แจ้งในสัจจะนั้นก็คือ...วิปัสสนาญาณ...ที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ความรู้ที่ได้จึงจะเป็นรู้ที่แท้จริง ปัญญาที่เป็นสุดยอดแห่งปัญญา...เรียกว่า พุทธิปัญญา” สิ้นกระแสรับสั่ง เสียงพระสรวลกังวานกึกก้องสะท้อนสะท้านอื้ออึงในกระแสจิตของหญิงสาว ก่อนที่จะเอ่ยพระวาจาอีกครั้งแผ่วเบา
“จำไว้นางมนุษย์...ความลี้ลับของวิญญาณรวมทั้งพุทธพจน์และธัมมะแห่งสมณโคดม ค้นหาได้ด้วยสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าวิทยาศาสตร์ แต่อย่าคิดว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถก้าวนำศาสนาได้ เพราะวิทยาศาสตร์ตามพิสูจน์สิ่งที่มีมาแล้วในจักรวาลก่อนกัปก่อนกัลป์” สุรเสียงสุดท้ายแห่งมหาเทพสิ้นสุดลง...คล้ายถูกกลืนหายไปในห้วงจักรวาล พยาบาลพลันสะดุ้งตื่นจากภวังค์สะกด กะพริบตาถี่ ๆ หันกลับมามองวรุตที่กำลังทำหน้าที่ขับขี่ยวดยานว่า มีความอปกติเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า...ทว่าไร้วี่แววใด ๆ ปรากฏให้เห็น
“หลับหรือครับ?” นักเขียนหนุ่มเอ่ยคำเบา ๆ โดยไม่หันกลับมามอง หากเจ้าตัวสังเกตรู้จากเสียงขยับตัวของอีกฝ่าย
“เปล่าค่ะ...เพียงแต่หลับตาเฉย ๆ” คนตอบยิ้มรับเมื่อเห็นชายหนุ่มชำเลืองมอง
“มหาเทพติดต่อมาหรือครับ?” วรุต...ทะลุคำขึ้นมาโดยพลัน
“คุณวรุตรู้ได้ไงคะ?” คนนั่งคู่มาด้วย ทำท่าฉงน
“ผมสัมผัสรู้ได้ว่ามีพลังของมหาเทวะผ่านมา” ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ
“สัมผัสแบบไหนคะ?” คำถามรุกรวดเร็วด้วยความอยากรู้ นักเขียนหนุ่มนิ่งอึ้งคล้ายเค้นหาคำตอบให้ถูกต้อง
“อธิบายยากครับ...รู้แต่ว่าอึดอัดนิดหน่อย เหมือน ๆ กับหลุดเข้าไปในห้องสุญญากาศ” เสียงคอบช้าชัด
“คงเหมือนโลหะที่ถูกเผากระบังครับ ถึงแม้จะดึงออกจากเตาเผาแล้วก็ยังมีความร้อนแฝงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง...เมื่อมีความร้อนกรายผ่านเข้ามาใหม่ย่อมสัมผัสรู้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น” วรุตพยายามอธิบายคิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยก่อนที่จะเกิดความสว่างโรจน์ขึ้นในความคิด ชายหนุ่มได้คำอธิบายขึ้นมาอีกประการ
“ใช่แล้ว เหมือนเหล็กกับแม่เหล็กเมื่อนำเอามาอยู่ด้วยกันนาน ๆ เหล็กที่ตกอยู่ในสนามพลังของแม่เหล็ก จะถูกปรับให้มีคุณสมบัติคล้าย ๆ แม่เหล็กในชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะหายไป...ช่วงนั้นแหละครับที่ทำให้เกิดรู้ในสิ่งที่เหนือรู้ของคนธรรมดาขึ้น...”
“เข้ากับหลักวิทยาศาสตร์เผงเลย!” พยาบาลสาวขานรับ หากยังไม่วายสงสัย
“เมื่อสักครู่ดิฉันก็ได้รับการติดต่อจากมหาเทพเหมือนกัน แล้วทำไมจึงไม่มีความรู้สึกเหมือนคุณวรุตล่ะคะ?”
“มันต่างกันครับ อย่างของคุณเรียกว่าการติดต่อในลักษณะที่มหาเทวะผ่านคลื่นจิตกระทบเฉพาะส่วนที่เป็นโสตวิญญาณ ผู้ได้รับการติดต่อจะรู้ตัวเหมือนการคุยกับมหาเทพด้วยตัวเอง...ส่วนแบบที่ผมเป็น เป็นการส่งคลื่นจิตควบคุมทั้งหมด พลังของมหาเทวะจะเบียดแทรกสะกดสติสัมปชัญญะให้อยู่ใต้อำนาจ แล้วสั่งให้พูดให้ทำตามที่พระองค์ต้องการ ในเวลานั้นผู้ถูกสะกดจะไม่รู้ตัว” คำตอบคล่องแคล่วจนเจ้าตัวก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้...ชายหนุ่มรู้เพียงปากมันโพล่งออกไปเองโดยอัตโนมัติ...
“ถึงทางแยกข้างหน้าเลี้ยวซ้ายจะมีบ้านหลังเล็ก ๆ รั้วสังกะสี คนที่จะให้ช่วยอยู่ที่นั่น!” คำพูดแผ่วเบาหลุดออกจากปากวรุต...หนนี้ศศิประไพไม่มีคำถามอีก เพราะเจ้าตัวได้เหตุผลแล้วว่า ทำไมอีกฝ่ายจึงรู้!
รถคันที่วิ่งนำหน้าเปิดไฟกะพริบเลี้ยวซ้าย เป็นสัญญาณบอกให้คันหลังรับรู้ก่อนที่จะตีวงเลี้ยวเข้าจอดหน้าประตูรั้วสังกะสีที่เก่าคร่ำเป็นสีน้ำตาลอมแดง...
“แป๊น!” นักเขียนหนุ่มกดแตรเรียกคนในบ้าน ก่อนที่จะก้าวลงจากรถโดยมีปรเมศว์ลดกระจกประตู ชะโงกหน้าออกมาตะโกนกับคู่หู
“เอ็งแน่ใจรึก...ว่าคนในบ้านจะไม่คว้าปืนไล่ยิงเอา”
“แน่ใจ...!” คำตอบห้วน
“มาหาใครคะ?” เสียงถามดังขึ้นมาจากในรั้วบ้าน ก่อนที่ประตูสังกะสีจะถูกแง้มเปิดออก
“ผมจะมาดูคนป่วย” เสียงตอบนุ่มนวล
“คุณรู้ได้ยังไงว่าที่นี่กำลังมีคนป่วย?” ผู้ยืนอยู่ในรั้วบ้านประหลาดใจ
“ช่างเถอะครับ จะรู้ยังไงก็ตามแต่เถอะ เป็นอันว่าผมรู้ก็แล้วกัน ที่สำคัญก็คือผมรักษาได้ คนป่วยเป็นผู้หญิงใช่ไหม?” ผู้มาเยือนยิ้มอ่อนโยน อีกฝ่ายตอบชัดเจน
“ค่ะ!...เป็นผู้หญิง เชิญเข้ามาเลยค่ะ” “ไอ้ปรเมศว์เฝ้ารถ” นักเขียนหนุ่มออกคำสั่ง... “คุณศศิประไพเข้าไปด้วยกันเถอะครับ...” ประโยคนี้หันมาทางพยาบาลสาว อีกฝ่ายก้าวตามโดยไม่รีรอ...
“ว่าแล้วเชียว นึกอะไรไม่ค่อยผิด...ทีเรื่องสนุก ๆ ละก้อ ถูกตีลูกกันเป็นประจำ...” ท่านบอ.กอ.บ่นอุบ
ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือน ก้าวขึ้นบันได เดินผ่านชานบ้านด้านหน้าตรงดิ่งเข้าไปในห้องที่มีแสงไฟชนิดแรงเทียนต่ำเปิดอยู่ทันที...สมาชิกในครอบครัวสองสามคนที่นั่งอยู่ในห้อง หันกลับมามองผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นจุดเดียว หากวรุตไม่ใส่ใจ...สายตากลับจับจ้องไปยังผู้ที่นอนเหยียดยาวอยู่บนฟูกกลางบ้าน ร่างกายผ่ายผอม ผมเผ้ารุงรัง...แต่มีความผิดปกติอยู่ประการเดียวที่ไม่บ่งบอกว่าเป็นคน ป่วย คือดวงตาแข็งกร้าว แดงก่ำ หันกลับมาสบตากับนักเขียนหนุ่มเขม็ง
“เอ็งมาทำไม?” น้ำเสียงดุดันออกจากปากของผู้ที่นอนแบ่บอยู่กับพื้น “ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเอ็งอย่ามายุ่ง...!” เสียงแข็ง...กราดเกรี้ยวคล้ายเสียงบุรุษ ซึ่งผิดกับลักษณะของสตรี
นักเขียนหนุ่มไม่ตอบคำ...หากหันกลับมาพูดกับพยาบาลสาวแผ่วเบา...
“คุณยืนอยู่ข้างหลังผมนะ ไม่ต้องกลัว”
“เขาเป็นอะไรคะ?” หญิงสาวนึกสงสัย เพราะเจ้าตัวรับรู้ถึงกระแสพลังที่เย็นเยียบอบอวลอยู่ในบริเวณนั้น...วรุตกระซิบตอบเบา ๆ หากอีกฝ่ายถึงกับขนลุกชี้ชัน
“ถูกผีตายโหงสิง!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com