
บทที่ ๑๙
ครั้งนี้คำอุทานมิได้ดังเพียงในจิตตนเท่านั้น แต่เป็นประโยคที่หลุดจากกายเนื้อด้วย จึงดังก้องกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อ
“เอ็งสิฉิบหาย...พอลืมตาก็แช่งเลยเว้ย...” แม้สติสตังจะยังไม่บริบูรณ์ ทว่าคนเพิ่งถอยสมาธิได้ยินชัดเต็มโสต...เสียงโวยวายเช่นนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือ ปรเมศว์ ผู้เป็นเพื่อนรัก
“กี่โมงกี่ยามแล้วนี่” นักเขียนหนุ่มกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนที่จะหลับตานิ่งไปครู่ใหญ่ เนื่องจากแสงสว่างที่จ้าเข้ามาเพราะยังไม่ชินกับสภาพ
“โอ๊ย! ตะวันส่องก้นมาครึ่งวันแล้วว่ะ” เจ้าของเสียงเดิมยังคงทำหน้าที่บอกเล่า หากมีแววกวนอารมณ์ในน้ำคำ
“อ้าวแล้วยังไม่กลับกันอีกรึ?” วรุตโพล่งคำ เพราะนึกขึ้นได้ว่าก่อนเข้าสมาธิ ทั้งปรเมศว์และศศิประไพได้ตกลงใจเดินทางกลับก่อนโดยไม่รอตนเอง เหตุเพราะห่วงงานที่ทำ แล้วไฉนทั้งสองคนยังไม่ไป คนถามนึกฉงนใจ แต่แล้วก็ได้คำตอบในฉับพลัน
“อาตมาให้อยู่เอง” เสียงของผู้สูงอายุดังแทรกขึ้นเบา ๆ
“อ้อ! หรือครับ!” นักเขียนหนุ่มรับรู้ ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สามารถลืมตาสู้แสงได้ ชายหนุ่มพยายามขยับตัวจากอาการนั่งขัดสมาธิ หากยากเย็นนัก...เพราะเมื่อยขบ...เป็นเหน็บไปทั้งแขนขา
“โอย...ย...!” คนขยับตัวครางด้วยความปวดบริเวณหัวเข่า ขณะยืดขาเหยียดตรง
“โยม ไปช่วยเขาเอาบุญหน่อยสิ!” หลวงพ่อหันมาพูดกับท่านบอ.กอ. พยักพเยิดให้เข้าไปช่วยนวดแข้งนวดขาผู้เป็นสหาย
“ธ่อ...หลงพ่อเห็นผมเป็นคนมีเบอร์ไปได้!” คนถูกใช้บ่นอุบอิบ หากแล้วก็ถัดกายเข้าไปหาคู่หู จับข้อเท้าดึงอย่างค่อนข้างหนักมือไปนิด นักเขียนหนุ่มร้องลั่นกุฏิ
“โอ้ย...เจ็บ ๆ!”
“ไม่รู้นี่หว่า...เกิดมาไม่เคยนวดใคร” ปรเมศว์กระแทกเสียงขณะที่มือทั้งคู่ขยำลงบนหน้าขาของอีกฝ่าย
“เบา ๆ ไอ้เมศว์เบา ๆ” คนถูกนวดหน้าเหยเก ห้ามเสียงหลง
“ตูจะกลับอยู่แล้วเชียว...ดันผ่าห้ามไม่ให้กลับ เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเก็บตัวเอาไว้ใช้นวดโดยเฉพาะ” จอมบ่นไม่ลดละ ยังกระปอดกระแปดงึมงำไม่หยุด
“ช่างบ่นจริง ๆ ถ้าขืนปล่อยให้กลับละก็...เฮอะ!” ผู้ทรงศีลแค่นเสียงเยาะ ก่อนจะเอ่ยคำกับคนเพิ่งถอยสมาธิ “โยมช่วยบอกเขาทีสิ...ว่าเมื่อครู่ตอนถอยสมาธิ เห็นอะไร?”
“เห็นรถพลิกคว่ำ...ไอ้เมศว์เลือดอาบทั้งตัวเลยครับ” วรุตตอบด้วยอาการตื่นเต้นที่หลวงพ่อรู้วาระจิตของตน
“แล้วยังไม่รู้จักบุญคุณอีก ขืนให้กลับ ป่านนี้ต้องตามไปเก็บศพแล้วสินะ” เจ้าของกุฏิหลังเล็กแสร้งเน้นเสียงประชดท่านบอ.กอ.
“หลวงพ่อรู้ได้ไงครับ...?” นักเขียนหนุ่มสงสัย
“แล้วเราล่ะ...รู้ได้ไง?” หลวงพ่อไม่ตอบ แต่ย้อนถาม คนคิ้วเข้มอึ้ง...เพราะอธิบายยาก การ เห็น ในจิตต่างกับเห็นด้วยตาเนื้อ...ถ้าจะบอกว่าเห็นก็ โกหก มันน่าจะใช้คำว่า รู้เห็น มากกว่า ชายหนุ่มแน่ใจในความคิดตน
“อาตมารู้เมื่อคืนหลังจากส่งจิตโยมเรียบร้อยแล้ว...” ผู้มากวัยพูดเรื่อย ๆ ไม่สนใจรอคำตอบจากอีกฝ่าย
“เออดีเว้ย! หลวงพ่อฝันกลางคืน ไอ้รุต...ฝันกลางวัน แต่ตรงกันได้” ปรเมศว์พูดกลั้นหัวเราะ หากหนนี้สตรีผิวบางร่างระหงที่นั่งพับเพียบเงียบงันมาตลอด ต้องสอดคำปรามท่านบรรณาธิการ เพราะชักหนักข้อขึ้นไปเรื่อย ๆ
“คุณปรเมศว์คะ...! อย่าไปขัดพระ เดี๋ยวบาปกรรม...”
“ช่างเขาเถอะโยม...ในใจไม่มีอะไรหรอก แต่ไอ้ที่พูดมาก ๆ อย่างนั้นมันเป็น อนุสัย...เดิม” คำว่าอนุสัย พระภิกษุเน้นคำดัง ๆ ให้ได้ยินชัด จนคล้ายเจตนาว่าคนปากมากโดยเฉพาะ
“ธ่อ! หลงพ่อ อนุสัยมันก็แปลว่า...สันดานนั่นแหละ ว่าตรง ๆ ก็ได้ ไม่ต้องใช้ภาษาพระหรอกน่า” ท่านบอ.กอ.ครวญ เพราะรู้ว่าถูกด่าหากเจ้าตัวไม่โกรธเพราะ รู้ แน่ชัด อานุภาพแห่ง จิต มีจริง มาถึงวันนี้ปรเมศว์เริ่มเข้าใจเรื่องจิตศาสตร์มากขึ้น และเริ่ม เชื่อในพลังแห่งจิตอย่างเต็มหัวใจ...ทว่าเรื่องของปากเป็นความเคยชินที่แก้ไม่ตก
“เขาเรียกว่าตามใจปากเพราะขาดสติ” หลวงพ่อได้ทีขี่แพะไล่ คนถูกว่าทำท่าสลด...ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สลดจริงสักนิด
“เป็นไงบ้างล่ะ หายสงสัยรึยัง?” หนนี้ผู้ทรงศีลหันมาถามวรุตด้วยลักษณะยิ้ม ๆ
“มันเป็นไปได้จริง ๆ หรือครับ?” นักเขียนหนุ่มไม่ตอบ แถมยังย้อนถามอีกต่างหาก
“อ้าว! ตัวเองไม่รู้ตัวเอง แล้วใครจะรู้ให้ล่ะโยม?” ผู้มากวัยกว่าหัวเราะขันเพราะรู้ถึงจริตของอีกฝ่าย...คนดื้อก็คือคนดื้อวันยังค่ำ เกิด...วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยอยู่เสมอ
“ตอนนั้นมันก็แน่ใจละครับ...แต่พอมาถึงตอนนี้ มันชักไม่แน่ใจแล้วสิ เหมือนความฝันอยู่ดี” วรุตพูดเบา ๆ มีทีท่าคล้ายพยายามครุ่นคิด
“มนุษย์มันก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละโยม...” หลวงพ่อถอนหายใจยาว ก่อนที่จะเอ่ยคำอธิบายช้า ๆ “เอามันแบบเห็น ๆ กันเลยดีกว่านะ ตอนนี้โยมอายุประมาณสามสิบแล้ว...เคยคิดย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ บ้างไหม...มาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดนั้น เราแยกแยะได้ไหมว่าอะไรของจริงอะไรไม่จริงบ้าง สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันเหมือนความฝันทั้งนั้นแหละ จริงไหม?”
“จริงครับ!” ผู้เป็นศิษย์รับคำ
“พระพุทธองค์จึงบอกเราไงล่ะว่าทุกอย่างบนโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่ว่าเทวโลก...พรหมโลก ล้วนแล้วแต่เกิด ๆ ดับ ๆ ทั้งสิ้น...ยกเว้นแดนนิพพานเท่านั้นเพราะพระอรหันต์ทรงสิ้นจากอาสวะกิเลสอันเป็นเครื่องร้อยรัดวิญญาณให้เวียนว่ายในสังสารวัฏได้แล้ว จึงไม่ต้องเวียนเกิดเวียนดับอีกต่อไป” ผู้พูด ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มละไม...
“แสดงว่าที่ผมเห็นมาพบมาเป็นเรื่องจริงหรือครับ?” คนหน้าขาวยังไม่ละความสงสัย หากผู้ทรงศีลวัยชรายังคงแย้มยิ้มอ่อนโยนเอ่ยคำช้าชัดแผ่วเบา
“ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเองนะโยม...คนเราต้องเชื่อที่ตัวเองเสมอ ถึงอาตมาจะยืนยันว่าจริง โยมก็ต้องเอาไปคิดตรึกตรองก่อนถึงจะเชื่อ...พระพุทธเจ้าจึงบอกเราว่า...จงเชื่อทุกอย่างโดยเหตุโดยผล อย่าเชื่อเพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะผู้บอกเป็นครูบาอาจารย์ แต่จงเชื่อด้วยปัญญาในการตรึกการตรองของตนก่อนทุกครั้ง...” หลวงพ่อนิ่งไปอึดใจใหญ่ เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่เอ่ยคำใด ๆ จึงพูดเน้นเสียงจริงจัง
“ลองเอาคำพูดประโยคนี้ไปคิดดูนะ...จำให้ได้นะ” สิ้นเสียงนักเขียนหนุ่มหลับตาทำจิตนิ่งรอฟังผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวาจา...เสียงของผู้อยู่ในเพศสมณะกังวานกระทบโสตของวรุต...ดุจย้ำเข้าไปในจิตเสมือนมีเจตนามิให้ลืมเลือน
...รู้จนไม่มีอะไรจะรู้แล้ว จึงเรียกว่ารู้จริง...
...จริงหรือไม่จริงก็จริง...
...สิ่งสมมุติหรือไม่สมมุติ เมื่อสำเร็จดังประสงค์ ถือว่ามีค่าเท่ากัน...”
รถเก๋งสองคันค่อย ๆ เลี้ยวตามกันเข้าไปในบริเวณร้านอาหารริมทางหลวงแผ่นดิน ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มสลัวลงเนื่องจากแสงสูรย์กำลังลับลาแผ่นฟ้า เหลือเพียงเงาสะท้อนอมส้มสุดท้ายทาบทาหมู่เมฆาที่รายเรียง ณ ขอบฟ้าทิศตะวันตก
คนที่ก้าวลงรถคันแรกหลังจากที่จอดสนิทแล้วคือ ท่านบรรณาธิการ ปากไร้สติ...นามปรเมศว์
“เอาเปรียบนี่หว่า...นั่งคุยกันมาสองคน ปล่อยไอ้เมศว์นั่งหง่าวอยู่คนเดียว...เหงาบรรลัยเลย!” คนลงมาก่อนโวยวายกับอีกสองคนที่ก้าวตามลงมาจากรถอีกคัน
“คุณปรเมศว์นี่ช่างโวยวายจริงจริ๊ง...!” พยาบาลสาวที่ลงมาพร้อมนักเขียนหนุ่ม พูดด้วยอาการหัวเราะขันอีกฝ่าย
“ชีวิตไอ้เมศว์อยู่ได้ด้วยปาก วันไหนที่ไม่ได้ยินเสียงมัน มีอยู่สองอย่างคือ หลับ...หรือไม่ก็ตาย ถ้าใครอยากฆ่าไอ้เมศว์ ทำไม่ยากแค่เย็บปากมันไว้ชั่วโมงเดียวเท่ากับฆ่ามันได้แล้ว เพราะไอ้เมศว์มันจะอัดอกตายไปเอง” วรุตอธิบายให้หญิงสาวฟังเบา ๆ ขณะที่คนฟังเองหัวเราะเสียงใส
“แหม มีฟามสุขกันเหลือเกินนะ” ปรเมศว์ค่อนขอด ก่อนที่จะเดินลิ่วเข้าไปในร้านอาหารก่อนใคร เพราะความหิวประดังเข้ามาจนกระเพาะร้องโครกคราก
“ไข่เจียวหมูสับจาน!” เสียงสั่งอาหารจานโปรดโหวกเหวกตั้งแต่ก้นยังไม่สัมผัสเก้าอี้ด้วยซ้ำ
“ไอ้เมศว์มันบ้าไข่เจียวหมูสับ ไปกะไอ้นี่ได้กินไข่เจียวทุกมื้อ” นักเขียนหนุ่มกระซิบกระซาบกับคนผิวบาง ขณะเดินตามหลังท่านบอ.กอ.มาห่าง ๆ คนฟังหัวเราะคิก...ออกความเห็นบ้าง “ก็ดีสิคะ...กินง่ายเลี้ยงง่ายอย่างนี้ไม่มีอดตาย”
“ดีอะไรล่ะ...เคยพาเข้าโรงแรมหรู ๆ อาหารมื้อเป็นพัน มีอย่างที่ไหน มันขอเปลี่ยนเป็นไข่เจียวหมูสับ...คุณลองดูหน้าไอ้เมศว์สิกลมยังกะจานไข่เจียวอยู่แล้ว...” วรุตยังนินทาสหายไม่หยุด คนเดินตามหัวเราะเสียงใส
“เอ้า! รายการอาหาร” ปรเมศว์ยื่นแผ่นพับหุ้มพลาสติกให้คู่หู เมื่อทั้งสองเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว
“รีบ ๆ สั่งเข้า...ข้าสั่งไข่เจียวหมูสับไปอย่างแล้ว” ท่านบอ.กอ.จาระไนเสียงดัง...คนเข้ามาทีหลังหันมาสบตากันยิ้มขัน คนบ้าไข่เจียว ที่นั่งวางมาดอยู่ก่อนอย่างสุดกลั้น
“คุณสั่งเถอะครับ ผมไม่หิว!” คนเป็นร่างของมหาเทพ ยื่นรายการอาหารต่อให้พยาบาลสาว
“ทำไมล่ะคะ?” ศศิประไพทำหน้าสงสัย
“มันคงอิ่มทิพย์...หรือไม่ก็กลัวจ่ายเงิน” บรรณาธิการหนุ่มประชดประชัน
“ถ้ากลัวจะจ่ายละผิดแน่...ถ้าอิ่มทิพย์ละก็อาจจะจริง” วรุตพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ ใจนึกถึงผลไม้ลูกเล็ก ๆ ที่สตรีต่างภพยื่นให้
“ไอ้นี่เพี้ยน...คุณศศิประไพสังเกตดูไอ้รุตมั่งหรือเปล่า ตั้งแต่มันถูกรถชนมานี่นะ มันบ้า ๆ บอ ๆ คุ้มดีคุ้มร้ายนา” คนปากไม่มีหูรูด ชะโงกหน้าเข้ามาหาหญิงสาว พูดเสียงเบา ๆ แทบเป็นกระซิบกระซาบ...หากคนถูกหาว่าเพี้ยน ไม่ยินดียินร้ายเอ่ยเบา ๆ หากชัดคำ
“คนพูดเรื่องจริงส่วนมากจะถูกหาว่าบ้า...”
“เอ้า! ถ้าเอ็งว่าเอ็งอิ่มทิพย์...มันอิ่มยังไงว่ามาซิ!” จอมยั่วท้าทายให้อธิบาย
“ขี้เกียจเล่า...” นักเขียนหนุ่มไม่ยอมใส่ใจ
“เห็นไหม...มันไม่แน่จริง” ปรเมศว์ไม่ยอมลดละ หากคนถูกยั่วเฉยเมย
“เล่าให้ฟังบ้างสิคะ เห็นหลวงพ่อบอกเหมือนกันว่า เมื่อคืนคุณวรุตถอดจิตไปทำธุระ เห็นนั่งนิ่งไปตั้งคืนกับอีกครึ่งวันเต็ม ๆ ไปไหนมาคะ?” พยาบาลสาวเองก็มีความอยากรู้ อยากเห็นไม่แพ้ท่านบรรณาธิการ จนต้องอ้อนวอนให้เล่าให้ฟัง
“ปารมิตา เขามารับไปเที่ยวสวรรค์” คนพูด ๆ เสียงราบเรียบ หากหญิงสาวมีอาการตื่นเต้นเพราะสตรีต่างภพผู้นั้นเป็นเทพประจำตัวของเธอ “หรือคะ?” คนพูดทำตาโต
“บนสวรรค์มีนางฟ้าไหม?” ท่านบอ.กอ.สอดคำรวดเร็ว ด้วยระงับความอยากรู้ไม่ไหว คนเล่าพยักหน้ารับแต่ไม่วายขัดคอ
“ไหนเอ็งว่าข้าเพี้ยนไง...แล้วถามทำไม?”
“เปล่า...มันอยากรู้นิดเดียวเท่านั้นแหละ” ปรเมศว์หัวเราะเขิน ๆ
“อยากรู้อะไร?” วรุต...ขมวดคิ้วถาม
“อยากรู้ว่านางฟ้าที่อยู่ข้างบนเปลือยอกจริงหรือเปล่า?” คนพูดทำหน้าทะเล้นกระซิบใกล้ ๆ หูอีกฝ่าย
“ไอ้คนลามก...!” คนกำลังเล่าคำราม
“ไม่ได้ลามก...ก็มันอยากรู้นี่หว่าเห็นรูปเขียนนางฟ้าตามโบสถ์ เขาวาดเปลือยอกทั้งนั้น” คนปากพล่อยเถียงฉอด ๆ หากทำตาลอยแบบฝัน ๆ ยั่วอีกฝ่ายให้เกิดโทสะ ก่อนที่จะรีบถามอีกประโยค
“สวยไหม?”
“อะไรสวย นางฟ้าหรือสวรรค์?” คนเคยไปสวรรค์ชักหงุดหงิดเต็มประดา
“นางฟ้าสิฟ่ะ!” ท่านบรรณาธิการยักคิ้วแผล็บล้อ
“สวย...” คนเป็นนักเขียนตอบอ้อมแอ้ม
“มิน่าล่ะ...เอ็งถึงอิ่มทิพย์ แต่ข้าว่าไม่เกินสามวัน...” ปรเมศว์เว้นจังหวะก่อนที่จะหันมาพูดกับพยาบาลสาว “ตามันต้องเป็นกุ้งยิงแหง ๆ”
“คุณปรเมศว์นี่เป็นคนช่างยั่วจริง ๆ” ศศิประไพส่ายหน้าทำท่าระอาแทนวรุต...
“ช่างมันเหอะ ก็ผมบอกคุณแล้วว่า ปากมันยิ่งกว่าแย้อีก...” ร่างของมหาเทพได้ที ถือโอกาส ด่า คู่หูไม่เลี้ยง
“ไม่รู้ใครปากเป็นแย้กันแน่ มันน่ะซุปเปอร์แย้ละไม่ว่า ด่าเป็นไฟเลย” ปรเมศว์บ่นอุบอิบ หากวรุตไม่ใส่ใจหันกลับมาคุยกับหญิงสาวด้วยท่าทีจริงจังขึ้น
“มันแปลกนะครับ...ทั้งคืนทั้งวันมันทำไมไม่รู้สึกหิวเลยก็ไม่รู้...” นักเขียนหนุ่มมีแววครุ่นคิด แต่แล้วก็โพล่งคำรวดเร็ว
“หรือเป็นเพราะผลไม้นั่น!”
“ผลไม้อะไรคะ?” พยาบาลสาวรีบสวนคำถาม
“ไม่รู้สิครับ ตอนจะกลับมา ปารมิตาเป็นคนส่งให้” คนพูดเล่าตามความจริง
“แล้วเอ็งกินคนเดียวหมดเลยรึ?” ท่านบอ.กอ.ถามเสียงดัง
“เขาให้ลูกเดียว!” วรุตรีบสวนคำ เพราะรู้ว่าคนเป็นเพื่อนคิดว่าได้ผลไม้มามาก แต่ตนรับประทานคนเดียว
“งก...บรรลัย” ปรเมศว์บ่นอุบ
“นึกแล้วเชียว...” นักเขียนหนุ่มคิดในใจประโยคเดิม ที่เคยผุดในจิตเมื่อตอนได้รับผลไม้ทิพย์จากปารมิตาปรากฏขึ้นในความจำ ถ้ามันรู้ มันต้องด่าแน่ หากเจ้าตัวรีบย้อนถามอีกฝ่าย
“เอ็งว่าใครงก...ไอ้เมศว์!?”
“ไม่ได้ว่าเอ็งก็แล้วกัน...” ท่านบรรณาธิการเสียงอ่อย...แต่ไม่วายอุบอิบในลำคอ “ที่จริงเหลือไว้สักครึ่งลูกก็ยังดี...”
“เขาห้ามเอาลงมา... ผิดกฎสวรรค์” คนคิ้วเข้มอธิบายด้วยอาการส่ายหน้าระอาใจกับความ แส่ส่าย ของคู่หู
“เออ ๆ รู้แล้ว ๆ ...กะอีแค่ผลไม้ลูกนิดเดียว จะทำให้อิ่มไปได้เป็นวัน ๆ เชียวรึ...ไอ้รุต...?” คนได้รับฉายาปากไม่มีหูรูดยอมรับโดยดุษฎี หากไม่วายสงสัยอานุภาพของผลไม้ทิพย์ลูกนั้น
“นั่นสิคะ!” พยาบาลสาวที่นั่งฟังมาตลอด ขานรับความคิดเห็นของท่านบอ.กอ.
วรุตนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า ไฉนผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีสดใสลูกนั้น จึงทำให้ ‘อิ่ม’...ได้นานเพียงนี้...พร้อม ๆ กับความคิด ชายหนุ่มสำเหนียกถึงความอปกติของร่างกายขึ้นมาทันที...ใบหน้าร้อนผะผ่าว...ดวงตาหรี่ลง เปลือกตาหนักเหมือนถูกหินถ่วงไว้...ร่างกายลอย ๆ เบาโหวง
“เป็นอะไรไปอีกล่ะนี่?” นักเขียนหนุ่มอุทานในจิต สติ วูบ...วาบ...รู้เหมือนไม่รู้ ความรู้สึกคล้ายเป็นกระแสไฟฟ้าสลับ...ขาดหายเป็นห้วง ๆ จิตส่วนลึกบอกตนเอง... “ถูกพลังเทวะแฝง...” ผู้เป็นร่างแห่งมหาเทพพยายาม...สลัดสิ่งที่ตนรู้สึกว่า ‘อึดอัด’ ทิ้ง หากไม่เป็นผล พลังที่ห่อหุ้มดวงจิต...เหนียวนุ่มชายหนุ่มพลันนึกถึงตัวดักแด้...ที่ถูกห่อหุ้มด้วยไยไหม...ตนเองก็เป็นเฉกนั้น
“มนุษย์หรือโอปปาติกะ ก็ต้องใช้พลังงานในการดำรงอยู่เหมือนกัน...มนุษย์กินอาหาร ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสารอาหารไปเป็นพลังงานให้ชีวิตดำรงอยู่ได้...” เสียงพูดลักษณะขึ้นนาสิก...ลิ้นรัว ๆ หลุดออกมาจนได้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวพยายามข่มเอาไว้ หากไม่เป็นผล...ท่านบอ.กอ.กับหญิงสาวหันมาสบตากัน เพราะรู้ถึงความเปลี่ยนไปของวรุต...
“โอปปาติกะก็เช่นกัน ถ้าเป็นเทพชั้นต่ำก็เสพบุญกุศลของตนที่สะสมมาในอดีต หรือได้รับจากการแผ่กุศลของมนุษย์ ส่วนโอปปาติกะชั้นสูงเสพปีติเป็นอาหาร...ผลไม้ลูกนั้นความจริงเป็นพลังงาน แต่ด้วยสัญญาความเคยชินของผู้ให้และผู้รับ จึงกำหนดพลังให้เป็นรูป เป็นอุปาทาน...อาศัยการรับพลังงานด้วยการกินตามวิสัยเคยชินของมนุษย์ที่ต้องเสพพลังงานด้วยการดื่มกินนั่นเอง!” แม้ปากจะพูดยืดยาว ทว่าวรุต...เองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าตนพูดออกไปได้อย่างไร...ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติไปหมด พูดทั้ง ๆ ที่มีสติครบถ้วนหากควบคุมปากไม่ได้
“ใช่จิต...กำหนดรูป!” ปรเมศว์เข้าใจทันทีในจิต เพราะนึกถึงประโยคอธิบายของผู้ทรงศีลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
“พลังงานนั้นได้ซึมเข้าไปในอณูวิญญาณและกายของผู้เสพ จึงทำให้สดชื่นอิ่มเอิบ มีความรู้สึกไม่หิวโหยชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น” คำตอบสรุปผ่านนักเขียนหนุ่มด้วยอาการที่เรียกว่า แฝง ซึ่งผิดกับการประทับทรงโดยตรง ซึ่งขาดสติโดยสิ้นเชิง
“ความอิ่มไม่ใช่ได้จากการกินให้เต็มกระเพาะเท่านั้น” พยาบาลสาวนึกถึงวิชาการแพทย์ของตน
“เหมือนการให้น้ำเกลือ...” ศศิประไพได้เหตุผลชัดเจน...น้ำเกลือที่ส่งผ่านเส้นเลือดจะถูกซึมซับเข้าไปให้พลังงานของเซลล์ในร่างกาย สามารถช่วยให้คนไข้อิ่มได้ เป็นหลักเดียวกัน พลังทิพย์ย่อมให้พลังงานแก่กายทิพย์ จึงทำให้จิตมีปีติ...
“ถูกต้อง!” เสียงพูดชัดถ้อยชัดคำของชายหนุ่มตอบรับความคิดของพยาบาลสาวได้อย่างน่าประหลาดใจ
“บางครั้งมนุษย์ก็เสพปีติได้โดยไม่รู้ตัว...สังเกตดูสิว่า เมื่อมีความสุขมาก ๆ ดีใจมาก ๆ มนุษย์ก็อิ่มจนลืมกินข้าวไปก็มี...” กับคำพูดประโยคนี้ของวรุต...ทำให้ศศิประไพนึกถึงคำว่า อิ่มอกอิ่มใจ ขึ้นมาได้
“ภาษาไทยนี่ดีชะมัด คนโบราณฉลาด...ใช้คำได้ถูกได้ควรจริง ๆ” หญิงสาวประจักษ์แก่ใจขณะที่เจ้าตัวจะขยับพูดต่อ แต่แล้วก็ชะงักเพราะอาหารเริ่มถูกยกทยอยเข้ามาตั้งบนโต๊ะ
“โอย...หิว! ผมเริ่มเลยนะ ทนไม่ไหวแล้ว” บรรณาธิการหนุ่มไม่รอช้า ความหิวที่ถูกลืมเลือนไปเมื่อครู่เพราะการสนทนา กำเริบขึ้นทันทีเมื่อเห็น ‘ไข่เจียว’ ...อาหารจานโปรดมาวางตรงหน้า
“คุณวรุต...ไม่กินหรือคะ?” พยาบาลสาวหันมาถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นผู้เป็นร่างมหาเทวะนั่งเฉย
“เชิญเถอะ...!” คำตอบแผ่วเบาสั้นห้วน เว้นไปชั่วขณะก่อนที่จะพูดอีกประโยคราบเรียบ
“เสร็จจากกินข้าวที่นี่แล้ว...ต้องมีงานทำระหว่างกลางทางอีก...”
“ว่าไงนะคะ?” ศศิประไพแปลกใจในคำพูดของอีกฝ่าย...ย้อนถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ยังมีงานต้องทำระหว่างทาง!” เสียงพูดถูกเน้นช้าชัดขึ้น
“งานอะไรคะ?” พยาบาลขมวดคิ้วถาม
“ช่วยคน!” คำตอบห้าวลึกในลำคอดังชัด...หญิงสาวสังเกตสีหน้าของนักเขียนหนุ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด...ใบหน้าตึงเรียบ...ดวงตาที่ปกติดำจัด คล้ายมีประกายเรืองแสงอมเขียวเป็นจุดเล็ก ๆ ซ่อนลึกอยู่ภายใน หญิงสาวขนลุกซู่...เขารู้ได้ยังไงว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในอนาคต?
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com