การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๙ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#226]

บทที่ ๑๙

 

          ครั้งนี้คำอุทานมิได้ดังเพียงในจิตตนเท่านั้น แต่เป็นประโยคที่หลุดจากกายเนื้อด้วย จึงดังก้องกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อ

          “เอ็งสิฉิบหาย...พอลืมตาก็แช่งเลยเว้ย...” แม้สติสตังจะยังไม่บริบูรณ์ ทว่าคนเพิ่งถอยสมาธิได้ยินชัดเต็มโสต...เสียงโวยวายเช่นนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือ ปรเมศว์ ผู้เป็นเพื่อนรัก

          “กี่โมงกี่ยามแล้วนี่” นักเขียนหนุ่มกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนที่จะหลับตานิ่งไปครู่ใหญ่ เนื่องจากแสงสว่างที่จ้าเข้ามาเพราะยังไม่ชินกับสภาพ

          “โอ๊ย! ตะวันส่องก้นมาครึ่งวันแล้วว่ะ” เจ้าของเสียงเดิมยังคงทำหน้าที่บอกเล่า หากมีแววกวนอารมณ์ในน้ำคำ

          “อ้าวแล้วยังไม่กลับกันอีกรึ?” วรุตโพล่งคำ เพราะนึกขึ้นได้ว่าก่อนเข้าสมาธิ ทั้งปรเมศว์และศศิประไพได้ตกลงใจเดินทางกลับก่อนโดยไม่รอตนเอง เหตุเพราะห่วงงานที่ทำ แล้วไฉนทั้งสองคนยังไม่ไป คนถามนึกฉงนใจ แต่แล้วก็ได้คำตอบในฉับพลัน

          “อาตมาให้อยู่เอง” เสียงของผู้สูงอายุดังแทรกขึ้นเบา ๆ

          “อ้อ! หรือครับ!” นักเขียนหนุ่มรับรู้ ขณะที่เจ้าตัวยังไม่สามารถลืมตาสู้แสงได้ ชายหนุ่มพยายามขยับตัวจากอาการนั่งขัดสมาธิ หากยากเย็นนัก...เพราะเมื่อยขบ...เป็นเหน็บไปทั้งแขนขา

          “โอย...ย...!” คนขยับตัวครางด้วยความปวดบริเวณหัวเข่า ขณะยืดขาเหยียดตรง

          “โยม ไปช่วยเขาเอาบุญหน่อยสิ!” หลวงพ่อหันมาพูดกับท่านบอ.กอ. พยักพเยิดให้เข้าไปช่วยนวดแข้งนวดขาผู้เป็นสหาย

          “ธ่อ...หลงพ่อเห็นผมเป็นคนมีเบอร์ไปได้!” คนถูกใช้บ่นอุบอิบ หากแล้วก็ถัดกายเข้าไปหาคู่หู จับข้อเท้าดึงอย่างค่อนข้างหนักมือไปนิด นักเขียนหนุ่มร้องลั่นกุฏิ

          “โอ้ย...เจ็บ ๆ!”

          “ไม่รู้นี่หว่า...เกิดมาไม่เคยนวดใคร” ปรเมศว์กระแทกเสียงขณะที่มือทั้งคู่ขยำลงบนหน้าขาของอีกฝ่าย

          “เบา ๆ ไอ้เมศว์เบา ๆ” คนถูกนวดหน้าเหยเก ห้ามเสียงหลง

          “ตูจะกลับอยู่แล้วเชียว...ดันผ่าห้ามไม่ให้กลับ เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเก็บตัวเอาไว้ใช้นวดโดยเฉพาะ” จอมบ่นไม่ลดละ ยังกระปอดกระแปดงึมงำไม่หยุด

          “ช่างบ่นจริง ๆ ถ้าขืนปล่อยให้กลับละก็...เฮอะ!” ผู้ทรงศีลแค่นเสียงเยาะ ก่อนจะเอ่ยคำกับคนเพิ่งถอยสมาธิ “โยมช่วยบอกเขาทีสิ...ว่าเมื่อครู่ตอนถอยสมาธิ เห็นอะไร?”

          “เห็นรถพลิกคว่ำ...ไอ้เมศว์เลือดอาบทั้งตัวเลยครับ” วรุตตอบด้วยอาการตื่นเต้นที่หลวงพ่อรู้วาระจิตของตน

          “แล้วยังไม่รู้จักบุญคุณอีก ขืนให้กลับ ป่านนี้ต้องตามไปเก็บศพแล้วสินะ” เจ้าของกุฏิหลังเล็กแสร้งเน้นเสียงประชดท่านบอ.กอ.

          “หลวงพ่อรู้ได้ไงครับ...?” นักเขียนหนุ่มสงสัย

          “แล้วเราล่ะ...รู้ได้ไง?” หลวงพ่อไม่ตอบ แต่ย้อนถาม คนคิ้วเข้มอึ้ง...เพราะอธิบายยาก การ เห็น ในจิตต่างกับเห็นด้วยตาเนื้อ...ถ้าจะบอกว่าเห็นก็ โกหก มันน่าจะใช้คำว่า รู้เห็น มากกว่า ชายหนุ่มแน่ใจในความคิดตน

          “อาตมารู้เมื่อคืนหลังจากส่งจิตโยมเรียบร้อยแล้ว...” ผู้มากวัยพูดเรื่อย ๆ ไม่สนใจรอคำตอบจากอีกฝ่าย

          “เออดีเว้ย! หลวงพ่อฝันกลางคืน ไอ้รุต...ฝันกลางวัน แต่ตรงกันได้” ปรเมศว์พูดกลั้นหัวเราะ หากหนนี้สตรีผิวบางร่างระหงที่นั่งพับเพียบเงียบงันมาตลอด ต้องสอดคำปรามท่านบรรณาธิการ เพราะชักหนักข้อขึ้นไปเรื่อย ๆ

          “คุณปรเมศว์คะ...! อย่าไปขัดพระ เดี๋ยวบาปกรรม...”

          “ช่างเขาเถอะโยม...ในใจไม่มีอะไรหรอก แต่ไอ้ที่พูดมาก ๆ อย่างนั้นมันเป็น อนุสัย...เดิม” คำว่าอนุสัย พระภิกษุเน้นคำดัง ๆ ให้ได้ยินชัด จนคล้ายเจตนาว่าคนปากมากโดยเฉพาะ

          “ธ่อ! หลงพ่อ อนุสัยมันก็แปลว่า...สันดานนั่นแหละ ว่าตรง ๆ ก็ได้ ไม่ต้องใช้ภาษาพระหรอกน่า” ท่านบอ.กอ.ครวญ เพราะรู้ว่าถูกด่าหากเจ้าตัวไม่โกรธเพราะ รู้ แน่ชัด อานุภาพแห่ง จิต มีจริง มาถึงวันนี้ปรเมศว์เริ่มเข้าใจเรื่องจิตศาสตร์มากขึ้น และเริ่ม เชื่อในพลังแห่งจิตอย่างเต็มหัวใจ...ทว่าเรื่องของปากเป็นความเคยชินที่แก้ไม่ตก

          “เขาเรียกว่าตามใจปากเพราะขาดสติ” หลวงพ่อได้ทีขี่แพะไล่ คนถูกว่าทำท่าสลด...ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สลดจริงสักนิด

          “เป็นไงบ้างล่ะ หายสงสัยรึยัง?” หนนี้ผู้ทรงศีลหันมาถามวรุตด้วยลักษณะยิ้ม ๆ

          “มันเป็นไปได้จริง ๆ หรือครับ?” นักเขียนหนุ่มไม่ตอบ แถมยังย้อนถามอีกต่างหาก

          “อ้าว! ตัวเองไม่รู้ตัวเอง แล้วใครจะรู้ให้ล่ะโยม?” ผู้มากวัยกว่าหัวเราะขันเพราะรู้ถึงจริตของอีกฝ่าย...คนดื้อก็คือคนดื้อวันยังค่ำ เกิด...วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยอยู่เสมอ

          “ตอนนั้นมันก็แน่ใจละครับ...แต่พอมาถึงตอนนี้ มันชักไม่แน่ใจแล้วสิ เหมือนความฝันอยู่ดี” วรุตพูดเบา ๆ มีทีท่าคล้ายพยายามครุ่นคิด

          “มนุษย์มันก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละโยม...” หลวงพ่อถอนหายใจยาว ก่อนที่จะเอ่ยคำอธิบายช้า ๆ “เอามันแบบเห็น ๆ กันเลยดีกว่านะ ตอนนี้โยมอายุประมาณสามสิบแล้ว...เคยคิดย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ บ้างไหม...มาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดนั้น เราแยกแยะได้ไหมว่าอะไรของจริงอะไรไม่จริงบ้าง สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันเหมือนความฝันทั้งนั้นแหละ จริงไหม?”

          “จริงครับ!” ผู้เป็นศิษย์รับคำ

          “พระพุทธองค์จึงบอกเราไงล่ะว่าทุกอย่างบนโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่ว่าเทวโลก...พรหมโลก ล้วนแล้วแต่เกิด ๆ ดับ ๆ ทั้งสิ้น...ยกเว้นแดนนิพพานเท่านั้นเพราะพระอรหันต์ทรงสิ้นจากอาสวะกิเลสอันเป็นเครื่องร้อยรัดวิญญาณให้เวียนว่ายในสังสารวัฏได้แล้ว จึงไม่ต้องเวียนเกิดเวียนดับอีกต่อไป” ผู้พูด ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มละไม...

          “แสดงว่าที่ผมเห็นมาพบมาเป็นเรื่องจริงหรือครับ?” คนหน้าขาวยังไม่ละความสงสัย หากผู้ทรงศีลวัยชรายังคงแย้มยิ้มอ่อนโยนเอ่ยคำช้าชัดแผ่วเบา

          “ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเองนะโยม...คนเราต้องเชื่อที่ตัวเองเสมอ ถึงอาตมาจะยืนยันว่าจริง โยมก็ต้องเอาไปคิดตรึกตรองก่อนถึงจะเชื่อ...พระพุทธเจ้าจึงบอกเราว่า...จงเชื่อทุกอย่างโดยเหตุโดยผล อย่าเชื่อเพราะคนพูดน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะผู้บอกเป็นครูบาอาจารย์ แต่จงเชื่อด้วยปัญญาในการตรึกการตรองของตนก่อนทุกครั้ง...” หลวงพ่อนิ่งไปอึดใจใหญ่ เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่เอ่ยคำใด ๆ จึงพูดเน้นเสียงจริงจัง

          “ลองเอาคำพูดประโยคนี้ไปคิดดูนะ...จำให้ได้นะ” สิ้นเสียงนักเขียนหนุ่มหลับตาทำจิตนิ่งรอฟังผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวาจา...เสียงของผู้อยู่ในเพศสมณะกังวานกระทบโสตของวรุต...ดุจย้ำเข้าไปในจิตเสมือนมีเจตนามิให้ลืมเลือน

          ...รู้จนไม่มีอะไรจะรู้แล้ว จึงเรียกว่ารู้จริง...

          ...จริงหรือไม่จริงก็จริง...

          ...สิ่งสมมุติหรือไม่สมมุติ เมื่อสำเร็จดังประสงค์ ถือว่ามีค่าเท่ากัน...”


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

 รถเก๋งสองคันค่อย ๆ เลี้ยวตามกันเข้าไปในบริเวณร้านอาหารริมทางหลวงแผ่นดิน ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มสลัวลงเนื่องจากแสงสูรย์กำลังลับลาแผ่นฟ้า เหลือเพียงเงาสะท้อนอมส้มสุดท้ายทาบทาหมู่เมฆาที่รายเรียง ณ ขอบฟ้าทิศตะวันตก

         คนที่ก้าวลงรถคันแรกหลังจากที่จอดสนิทแล้วคือ ท่านบรรณาธิการ ปากไร้สติ...นามปรเมศว์

         “เอาเปรียบนี่หว่า...นั่งคุยกันมาสองคน ปล่อยไอ้เมศว์นั่งหง่าวอยู่คนเดียว...เหงาบรรลัยเลย!” คนลงมาก่อนโวยวายกับอีกสองคนที่ก้าวตามลงมาจากรถอีกคัน

         “คุณปรเมศว์นี่ช่างโวยวายจริงจริ๊ง...!” พยาบาลสาวที่ลงมาพร้อมนักเขียนหนุ่ม พูดด้วยอาการหัวเราะขันอีกฝ่าย

         “ชีวิตไอ้เมศว์อยู่ได้ด้วยปาก วันไหนที่ไม่ได้ยินเสียงมัน มีอยู่สองอย่างคือ หลับ...หรือไม่ก็ตาย ถ้าใครอยากฆ่าไอ้เมศว์ ทำไม่ยากแค่เย็บปากมันไว้ชั่วโมงเดียวเท่ากับฆ่ามันได้แล้ว เพราะไอ้เมศว์มันจะอัดอกตายไปเอง” วรุตอธิบายให้หญิงสาวฟังเบา ๆ ขณะที่คนฟังเองหัวเราะเสียงใส

         “แหม มีฟามสุขกันเหลือเกินนะ” ปรเมศว์ค่อนขอด ก่อนที่จะเดินลิ่วเข้าไปในร้านอาหารก่อนใคร เพราะความหิวประดังเข้ามาจนกระเพาะร้องโครกคราก

         “ไข่เจียวหมูสับจาน!” เสียงสั่งอาหารจานโปรดโหวกเหวกตั้งแต่ก้นยังไม่สัมผัสเก้าอี้ด้วยซ้ำ

         “ไอ้เมศว์มันบ้าไข่เจียวหมูสับ ไปกะไอ้นี่ได้กินไข่เจียวทุกมื้อ” นักเขียนหนุ่มกระซิบกระซาบกับคนผิวบาง ขณะเดินตามหลังท่านบอ.กอ.มาห่าง ๆ คนฟังหัวเราะคิก...ออกความเห็นบ้าง “ก็ดีสิคะ...กินง่ายเลี้ยงง่ายอย่างนี้ไม่มีอดตาย”

         “ดีอะไรล่ะ...เคยพาเข้าโรงแรมหรู ๆ อาหารมื้อเป็นพัน มีอย่างที่ไหน มันขอเปลี่ยนเป็นไข่เจียวหมูสับ...คุณลองดูหน้าไอ้เมศว์สิกลมยังกะจานไข่เจียวอยู่แล้ว...” วรุตยังนินทาสหายไม่หยุด คนเดินตามหัวเราะเสียงใส

         “เอ้า! รายการอาหาร” ปรเมศว์ยื่นแผ่นพับหุ้มพลาสติกให้คู่หู เมื่อทั้งสองเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว

         “รีบ ๆ สั่งเข้า...ข้าสั่งไข่เจียวหมูสับไปอย่างแล้ว” ท่านบอ.กอ.จาระไนเสียงดัง...คนเข้ามาทีหลังหันมาสบตากันยิ้มขัน คนบ้าไข่เจียว ที่นั่งวางมาดอยู่ก่อนอย่างสุดกลั้น

         “คุณสั่งเถอะครับ ผมไม่หิว!” คนเป็นร่างของมหาเทพ ยื่นรายการอาหารต่อให้พยาบาลสาว

         “ทำไมล่ะคะ?” ศศิประไพทำหน้าสงสัย

         “มันคงอิ่มทิพย์...หรือไม่ก็กลัวจ่ายเงิน” บรรณาธิการหนุ่มประชดประชัน

         “ถ้ากลัวจะจ่ายละผิดแน่...ถ้าอิ่มทิพย์ละก็อาจจะจริง” วรุตพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ ใจนึกถึงผลไม้ลูกเล็ก ๆ ที่สตรีต่างภพยื่นให้

         “ไอ้นี่เพี้ยน...คุณศศิประไพสังเกตดูไอ้รุตมั่งหรือเปล่า ตั้งแต่มันถูกรถชนมานี่นะ มันบ้า ๆ บอ ๆ คุ้มดีคุ้มร้ายนา” คนปากไม่มีหูรูด ชะโงกหน้าเข้ามาหาหญิงสาว พูดเสียงเบา ๆ แทบเป็นกระซิบกระซาบ...หากคนถูกหาว่าเพี้ยน ไม่ยินดียินร้ายเอ่ยเบา ๆ หากชัดคำ

         “คนพูดเรื่องจริงส่วนมากจะถูกหาว่าบ้า...”

         “เอ้า! ถ้าเอ็งว่าเอ็งอิ่มทิพย์...มันอิ่มยังไงว่ามาซิ!” จอมยั่วท้าทายให้อธิบาย

         “ขี้เกียจเล่า...” นักเขียนหนุ่มไม่ยอมใส่ใจ

         “เห็นไหม...มันไม่แน่จริง” ปรเมศว์ไม่ยอมลดละ หากคนถูกยั่วเฉยเมย

         “เล่าให้ฟังบ้างสิคะ เห็นหลวงพ่อบอกเหมือนกันว่า เมื่อคืนคุณวรุตถอดจิตไปทำธุระ เห็นนั่งนิ่งไปตั้งคืนกับอีกครึ่งวันเต็ม ๆ ไปไหนมาคะ?” พยาบาลสาวเองก็มีความอยากรู้ อยากเห็นไม่แพ้ท่านบรรณาธิการ จนต้องอ้อนวอนให้เล่าให้ฟัง
         
         “ปารมิตา เขามารับไปเที่ยวสวรรค์” คนพูด ๆ เสียงราบเรียบ หากหญิงสาวมีอาการตื่นเต้นเพราะสตรีต่างภพผู้นั้นเป็นเทพประจำตัวของเธอ “หรือคะ?” คนพูดทำตาโต

         “บนสวรรค์มีนางฟ้าไหม?” ท่านบอ.กอ.สอดคำรวดเร็ว ด้วยระงับความอยากรู้ไม่ไหว คนเล่าพยักหน้ารับแต่ไม่วายขัดคอ

         “ไหนเอ็งว่าข้าเพี้ยนไง...แล้วถามทำไม?”

         “เปล่า...มันอยากรู้นิดเดียวเท่านั้นแหละ” ปรเมศว์หัวเราะเขิน ๆ

         “อยากรู้อะไร?” วรุต...ขมวดคิ้วถาม

         “อยากรู้ว่านางฟ้าที่อยู่ข้างบนเปลือยอกจริงหรือเปล่า?” คนพูดทำหน้าทะเล้นกระซิบใกล้ ๆ หูอีกฝ่าย

         “ไอ้คนลามก...!” คนกำลังเล่าคำราม

         “ไม่ได้ลามก...ก็มันอยากรู้นี่หว่าเห็นรูปเขียนนางฟ้าตามโบสถ์ เขาวาดเปลือยอกทั้งนั้น” คนปากพล่อยเถียงฉอด ๆ หากทำตาลอยแบบฝัน ๆ ยั่วอีกฝ่ายให้เกิดโทสะ ก่อนที่จะรีบถามอีกประโยค

         “สวยไหม?”

         “อะไรสวย นางฟ้าหรือสวรรค์?” คนเคยไปสวรรค์ชักหงุดหงิดเต็มประดา

         “นางฟ้าสิฟ่ะ!” ท่านบรรณาธิการยักคิ้วแผล็บล้อ

         “สวย...” คนเป็นนักเขียนตอบอ้อมแอ้ม

         “มิน่าล่ะ...เอ็งถึงอิ่มทิพย์ แต่ข้าว่าไม่เกินสามวัน...” ปรเมศว์เว้นจังหวะก่อนที่จะหันมาพูดกับพยาบาลสาว “ตามันต้องเป็นกุ้งยิงแหง ๆ”

         “คุณปรเมศว์นี่เป็นคนช่างยั่วจริง ๆ” ศศิประไพส่ายหน้าทำท่าระอาแทนวรุต...

         “ช่างมันเหอะ ก็ผมบอกคุณแล้วว่า ปากมันยิ่งกว่าแย้อีก...” ร่างของมหาเทพได้ที ถือโอกาส ด่า คู่หูไม่เลี้ยง

         “ไม่รู้ใครปากเป็นแย้กันแน่ มันน่ะซุปเปอร์แย้ละไม่ว่า ด่าเป็นไฟเลย” ปรเมศว์บ่นอุบอิบ หากวรุตไม่ใส่ใจหันกลับมาคุยกับหญิงสาวด้วยท่าทีจริงจังขึ้น

         “มันแปลกนะครับ...ทั้งคืนทั้งวันมันทำไมไม่รู้สึกหิวเลยก็ไม่รู้...” นักเขียนหนุ่มมีแววครุ่นคิด แต่แล้วก็โพล่งคำรวดเร็ว

         “หรือเป็นเพราะผลไม้นั่น!”

         “ผลไม้อะไรคะ?” พยาบาลสาวรีบสวนคำถาม

         “ไม่รู้สิครับ ตอนจะกลับมา ปารมิตาเป็นคนส่งให้” คนพูดเล่าตามความจริง

         “แล้วเอ็งกินคนเดียวหมดเลยรึ?” ท่านบอ.กอ.ถามเสียงดัง

         “เขาให้ลูกเดียว!” วรุตรีบสวนคำ เพราะรู้ว่าคนเป็นเพื่อนคิดว่าได้ผลไม้มามาก แต่ตนรับประทานคนเดียว

         “งก...บรรลัย” ปรเมศว์บ่นอุบ

         “นึกแล้วเชียว...” นักเขียนหนุ่มคิดในใจประโยคเดิม ที่เคยผุดในจิตเมื่อตอนได้รับผลไม้ทิพย์จากปารมิตาปรากฏขึ้นในความจำ ถ้ามันรู้ มันต้องด่าแน่ หากเจ้าตัวรีบย้อนถามอีกฝ่าย

         “เอ็งว่าใครงก...ไอ้เมศว์!?”

         “ไม่ได้ว่าเอ็งก็แล้วกัน...” ท่านบรรณาธิการเสียงอ่อย...แต่ไม่วายอุบอิบในลำคอ “ที่จริงเหลือไว้สักครึ่งลูกก็ยังดี...”

         “เขาห้ามเอาลงมา... ผิดกฎสวรรค์” คนคิ้วเข้มอธิบายด้วยอาการส่ายหน้าระอาใจกับความ แส่ส่าย ของคู่หู

         “เออ ๆ รู้แล้ว ๆ ...กะอีแค่ผลไม้ลูกนิดเดียว จะทำให้อิ่มไปได้เป็นวัน ๆ เชียวรึ...ไอ้รุต...?” คนได้รับฉายาปากไม่มีหูรูดยอมรับโดยดุษฎี หากไม่วายสงสัยอานุภาพของผลไม้ทิพย์ลูกนั้น

         “นั่นสิคะ!” พยาบาลสาวที่นั่งฟังมาตลอด ขานรับความคิดเห็นของท่านบอ.กอ.

         วรุตนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า ไฉนผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีสดใสลูกนั้น จึงทำให้ ‘อิ่ม’...ได้นานเพียงนี้...พร้อม ๆ กับความคิด ชายหนุ่มสำเหนียกถึงความอปกติของร่างกายขึ้นมาทันที...ใบหน้าร้อนผะผ่าว...ดวงตาหรี่ลง เปลือกตาหนักเหมือนถูกหินถ่วงไว้...ร่างกายลอย ๆ เบาโหวง

         “เป็นอะไรไปอีกล่ะนี่?” นักเขียนหนุ่มอุทานในจิต สติ วูบ...วาบ...รู้เหมือนไม่รู้ ความรู้สึกคล้ายเป็นกระแสไฟฟ้าสลับ...ขาดหายเป็นห้วง ๆ จิตส่วนลึกบอกตนเอง... “ถูกพลังเทวะแฝง...” ผู้เป็นร่างแห่งมหาเทพพยายาม...สลัดสิ่งที่ตนรู้สึกว่า ‘อึดอัด’ ทิ้ง หากไม่เป็นผล พลังที่ห่อหุ้มดวงจิต...เหนียวนุ่มชายหนุ่มพลันนึกถึงตัวดักแด้...ที่ถูกห่อหุ้มด้วยไยไหม...ตนเองก็เป็นเฉกนั้น

         “มนุษย์หรือโอปปาติกะ ก็ต้องใช้พลังงานในการดำรงอยู่เหมือนกัน...มนุษย์กินอาหาร ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสารอาหารไปเป็นพลังงานให้ชีวิตดำรงอยู่ได้...” เสียงพูดลักษณะขึ้นนาสิก...ลิ้นรัว ๆ หลุดออกมาจนได้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวพยายามข่มเอาไว้ หากไม่เป็นผล...ท่านบอ.กอ.กับหญิงสาวหันมาสบตากัน เพราะรู้ถึงความเปลี่ยนไปของวรุต...

         “โอปปาติกะก็เช่นกัน ถ้าเป็นเทพชั้นต่ำก็เสพบุญกุศลของตนที่สะสมมาในอดีต หรือได้รับจากการแผ่กุศลของมนุษย์ ส่วนโอปปาติกะชั้นสูงเสพปีติเป็นอาหาร...ผลไม้ลูกนั้นความจริงเป็นพลังงาน แต่ด้วยสัญญาความเคยชินของผู้ให้และผู้รับ จึงกำหนดพลังให้เป็นรูป เป็นอุปาทาน...อาศัยการรับพลังงานด้วยการกินตามวิสัยเคยชินของมนุษย์ที่ต้องเสพพลังงานด้วยการดื่มกินนั่นเอง!” แม้ปากจะพูดยืดยาว ทว่าวรุต...เองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าตนพูดออกไปได้อย่างไร...ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติไปหมด พูดทั้ง ๆ ที่มีสติครบถ้วนหากควบคุมปากไม่ได้

         “ใช่จิต...กำหนดรูป!” ปรเมศว์เข้าใจทันทีในจิต เพราะนึกถึงประโยคอธิบายของผู้ทรงศีลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

         “พลังงานนั้นได้ซึมเข้าไปในอณูวิญญาณและกายของผู้เสพ จึงทำให้สดชื่นอิ่มเอิบ มีความรู้สึกไม่หิวโหยชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น” คำตอบสรุปผ่านนักเขียนหนุ่มด้วยอาการที่เรียกว่า แฝง ซึ่งผิดกับการประทับทรงโดยตรง ซึ่งขาดสติโดยสิ้นเชิง

         “ความอิ่มไม่ใช่ได้จากการกินให้เต็มกระเพาะเท่านั้น” พยาบาลสาวนึกถึงวิชาการแพทย์ของตน

         “เหมือนการให้น้ำเกลือ...” ศศิประไพได้เหตุผลชัดเจน...น้ำเกลือที่ส่งผ่านเส้นเลือดจะถูกซึมซับเข้าไปให้พลังงานของเซลล์ในร่างกาย สามารถช่วยให้คนไข้อิ่มได้ เป็นหลักเดียวกัน พลังทิพย์ย่อมให้พลังงานแก่กายทิพย์ จึงทำให้จิตมีปีติ...

         “ถูกต้อง!” เสียงพูดชัดถ้อยชัดคำของชายหนุ่มตอบรับความคิดของพยาบาลสาวได้อย่างน่าประหลาดใจ

         “บางครั้งมนุษย์ก็เสพปีติได้โดยไม่รู้ตัว...สังเกตดูสิว่า เมื่อมีความสุขมาก ๆ ดีใจมาก ๆ มนุษย์ก็อิ่มจนลืมกินข้าวไปก็มี...” กับคำพูดประโยคนี้ของวรุต...ทำให้ศศิประไพนึกถึงคำว่า อิ่มอกอิ่มใจ ขึ้นมาได้

         “ภาษาไทยนี่ดีชะมัด คนโบราณฉลาด...ใช้คำได้ถูกได้ควรจริง ๆ” หญิงสาวประจักษ์แก่ใจขณะที่เจ้าตัวจะขยับพูดต่อ แต่แล้วก็ชะงักเพราะอาหารเริ่มถูกยกทยอยเข้ามาตั้งบนโต๊ะ

         “โอย...หิว! ผมเริ่มเลยนะ ทนไม่ไหวแล้ว” บรรณาธิการหนุ่มไม่รอช้า ความหิวที่ถูกลืมเลือนไปเมื่อครู่เพราะการสนทนา กำเริบขึ้นทันทีเมื่อเห็น ‘ไข่เจียว’ ...อาหารจานโปรดมาวางตรงหน้า

         “คุณวรุต...ไม่กินหรือคะ?” พยาบาลสาวหันมาถามย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นผู้เป็นร่างมหาเทวะนั่งเฉย

         “เชิญเถอะ...!” คำตอบแผ่วเบาสั้นห้วน เว้นไปชั่วขณะก่อนที่จะพูดอีกประโยคราบเรียบ

         “เสร็จจากกินข้าวที่นี่แล้ว...ต้องมีงานทำระหว่างกลางทางอีก...”

         “ว่าไงนะคะ?” ศศิประไพแปลกใจในคำพูดของอีกฝ่าย...ย้อนถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

         “ยังมีงานต้องทำระหว่างทาง!” เสียงพูดถูกเน้นช้าชัดขึ้น

         “งานอะไรคะ?” พยาบาลขมวดคิ้วถาม

         “ช่วยคน!” คำตอบห้าวลึกในลำคอดังชัด...หญิงสาวสังเกตสีหน้าของนักเขียนหนุ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด...ใบหน้าตึงเรียบ...ดวงตาที่ปกติดำจัด คล้ายมีประกายเรืองแสงอมเขียวเป็นจุดเล็ก ๆ ซ่อนลึกอยู่ภายใน หญิงสาวขนลุกซู่...เขารู้ได้ยังไงว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในอนาคต?


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com