การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๘ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#224]

บทที่ ๑๘

 

          ภายใต้กระแสรับสั่งของ มหาเทวะ คล้ายมีพลังไร้สภาพกดทับกายทิพย์นักเขียนหนุ่มให้อึดอัดยิ่งนัก หากเพราะความคับแค้นในหัวใจ ทำให้วรุตโพล่งคำในจิต ลืมความหวั่นเกรงใด ๆ ทั้งสิ้น

          “เกล้ากระหม่อม อยากรู้!”

          “จะเป็นไรไป...ได้สิ วิศวนารถ!” ถ้อยรับสั่งยังคงเป็นเฉกเดิม...ทรงพลัง...อำนาจเป็นล้นพ้น

          “ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าทำไมต้องเป็นเจ้า...แล้วทำไมต้องเป็นข้า...เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ไฉนข้าผู้ซึ่งเป็นมหาเทพ ยังต้องข้องเกี่ยวกับมนุษย์ที่ต่ำต้อยเช่นพวกเจ้าอีก เจ้าเคยคิดบ้างไหม?” ประโยคหลังย้อนถามผู้ที่คุกเข่าต่อพระพักตร์

          “!?!!” ข้ารองบาทแห่งเทวะเงียบงันไร้คำตอบ เนื่องจากเจ้าตัวมิเคยคิดถึงข้อนี้มาก่อน

          “กำหนดจิตให้ว่าง...ข้าจะทำให้เจ้าเห็นนิมิต” สุรเสียงแผ่วลง... กายทิพย์ของวรุตกระทำตาม โดยหยัดกายขึ้นนั่งขัดสมาธิปล่อยจิตเป็นอารมณ์เดียวคือ ว่าง เมื่อเกิดความว่าง รู้ จึงผุดขึ้นในจิต เหมือนภาชนะที่ว่างจึงบรรจุสิ่งอื่นได้ฉันใดก็ฉันนั้น

          ชายหนุ่มรับรู้ถึงกระแสแห่งพลัง ปัญญา แผ่ซ่านเข้ามาในจิต...พลังนั้นคล้ายลำแสงที่พุ่งจากประกายมหาโอภาสของเทวะกระทบเข้าที่หน้าผากของตัวเอง พร้อม ๆ กับตัว รู้ กระจายจับทั่ว วิญญาณ เสมือนใช้กระจกขยายรับแสงอาทิตย์รวมเข้าเป็น โฟกัส

          “ใช่! เนตรที่สามกลางพระนลาฏของมหาศิวะเจ้าคือ ความหมายแห่งปัญญานั่นเอง...” นักเขียนหนุ่มอุทานในจิต กับ รู้ ที่เกิดขึ้นโดยพลัน

          “ใช้จิตของเจ้าเป็นจักษุสิ วิศวนารถ...จิตที่เป็นหนึ่งสามารถใช้เป็นโสตทิพย์หยั่งรู้สภาวะในอนันตจักรวาลนี้ได้” กระแสรับสั่งแว่วเข้าสู่จิตของวรุต...เจ้าตัวรู้ว่าควรทำเช่นไร...?

          ‘อธิษฐาน!’ ในความคิดตอบตัวเอง นักเขียนหนุ่มรวบรวมจิตเป็นหนึ่งเดียว ขอรู้ กระแสกรรมแห่งตนในบัดดล...

          วรุต...รู้ถึงความโปร่งเบาสบาย...ล่องลอยควะคว้างเสมือนไร้ตัวตน สู่ความเวิ้งว้างในจักรวาลเนิ่นนาน เจ้าตัวมิเห็นภาพมิเห็นรูป หากเป็นกระแสรู้ประการเดียวผ่านจิต...

          “จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งคือ พลังงาน” คำตอบผุดขึ้น

          “พลังงานที่ทำให้ทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไหวด้วยตัวมันเอง คือวิญญาณ วิญญาณเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนกัปก่อนกัลป์ พลังแห่งวิญญาณอันบริสุทธิ์นั้นเรียกว่า ปรมาตมัน หรืออาตมันนั่นเอง...” วรุฒรู้ หากเป็นเพียงรู้ในจิตตนเท่านั้น

          “ใช่!” กระแสสุรเสียงสะท้อนแว่วเป็นคลื่นรอบ ๆ ตัวของชายหนุ่ม

          “เจ้าต้องรู้ด้วยตัวเอง...ภาษาของมนุษย์ทุกชาติพันธุ์เป็นเครื่องสมมุติในการสื่อความหมายซึ่งกันและกัน แต่มีข้อจำกัดที่ไม่อาจอธิบายธรรมชาติของจิตและวิญญาณได้...เพราะจิต...วิญญาณ เทวะ เป็นนาม มิใช่รูป...” ถ้อยรับสั่งผ่านใจของนักเขียนหนุ่ม...เจ้าตัวไม่อาจปฏิเสธได้ จริง! ภาษามนุษย์ไม่สามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งได้เหมือนกับให้คนสิบคนอธิบายคำว่า ความรัก ย่อมได้คำอธิบายไม่เหมือนกัน...เพราะความรักคือ นามธรรม หากแต่มนุษย์รู้จักความรักได้ในใจตนเองแจ่มแจ้งทุกคน

          “อย่างนี้นี่เล่า...พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเรื่องของธัมมะและปัญญาในตัวรู้...เป็นปัจจัตตัง...เป็นเรื่องรู้เฉพาะตนเท่านั้น” วรุต...เข้าใจถึงสภาวะของ นาม ชัดเจน

          “อยากรู้สิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็น อยากรู้สภาวะแห่งนามธรรม...ต้องทำจิตให้ว่าง...ผนึกความว่างแห่งตนเข้ากับความว่างของจักรวาล เจ้าจะรู้สรรพสิ่ง...จำไว้ วิศวนารถ...จิตเท่านั้นที่สามารถอธิบายความลี้ลับของวิญญาณได้” มหาเทวะทรงยืนยันผ่านวาระจิตของชายหนุ่มอีกครา

          “ข้าพระองค์รู้ถึงวิญญาณ รู้ถึงอาตมัน...แต่ว่าทำไม...” ความคิดของนักเขียนหนุ่มสะดุด

          “ทำไมเจ้าจึงเวียนชาติเวียนภพรับผลกรรมน่ะรึ?” ทรงดักวาระจิตของชายหนุ่มได้แม่นยำ...เจ้าตัวสิ้นหนทางปฏิเสธ ได้แต่รับคำแผ่วเบา

          “พระเจ้าข้า...!”

          “ดูเอาเองสิ...วิศวนารถ” สิ้นกระแสรับสั่งของมหาเทพ วรุต...มองเห็นภาพคลับคล้ายเห็นในจอโทรทัศน์ขึ้นในใจ...

          “นั่นมันคือสงครามอสูรกับเทวานี่นา” เจ้าตัวอุทานลั่นจิต เพราะสิ่งที่ปรากฏในใจเป็นการศึกที่มีอสูรอันน่าสะพรึงกลัว กำลังประหัตประหารกับเหล่าเทวาจนสะท้านสะเทือนไปหมด สิ่งนั้นวรุต...รู้ชัด นิมิต อันเป็นเครื่องหมายให้ประจักษ์จิต

          “สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นภาพสมมุติ แท้จริงอสูรและเทวา เป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วและความดี เป็นตัวแทนของมารและเทพเจ้า วิศวนารถเอย พลังแห่งความมืดมนชั่วร้ายกำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับปรมาตมันตั้งแต่ปฐมกัลป์แล้ว เป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักกันในนามของ ตัณหา...ราคะ...โทสะ...โมหะ...โลภะ...ที่คอยฉุดคอยดึงวิญญาณทั้งหลายให้จมอยู่ในไฟกิเลส เวียนว่ายในสังสารวัฏเช่นนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์” คำอธิบายผ่อนกระแสดุดันเป็นนุ่มนวลลง

          “เจ้าเคยเหลียวมองเหล่ามนุษย์ที่อยู่รอบกายเจ้าบ้างหรือไม่ ไฟแห่งความโลภ...โกรธหลงเผาผลาญมนุษย์มากขึ้นทุกวารวัน...แม้พระศาสนาของพระพุทธองค์ที่เป็นพาหนะนำสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์...ก็ยังไม่พ้นจากหมู่มารที่คอยทำลาย...แล้วใครจะเป็นผู้ปกป้องภัยเหล่านั้นได้เล่า?” ถ้อยรับสั่งคล้ายทอดถอนพระทัย

          “นี่คือภาพสมมุติแห่งข้า...วิศวนารถ เจ้าจงดู...” สิ้นกระแสเสียง นักเขียนหนุ่มเห็นพลังที่ทอแสงระยับยิบพรายพร่างสวยงามเกินกว่าคำบรรยายก่อตัวขึ้นเป็น รูป

          “มหาศิวะเจ้า...!” วรุต...อุทานกับภาพที่ปรากฏขึ้นในจิต...พลังที่รวมตัวกันเข้าแปรเป็นบุรุษผู้เลอเลิศกว่าชายใดในหล้า...วรองค์สูงใหญ่ กายเรืองระยิบสีคราม วงพักตร์ได้รูป ดวงเนตรคมกริบเป็นประกายวาววามคล้ายไพลินเม็ดงาม พระเกศามุ่นขึ้นเหนือเศียร สีสะท้อนดุจทองอุไร ประทับยืนเป็นสง่าน่าคร้ามเกรง...หัตถ์กุมตรีศูลกระชับมั่นดุจมหาราชผู้เกรียงไกร...

          “นี่ละ ที่เรียกว่า จิตกำหนดรูป” ถ้อยอธิบายไหลผ่านจิตของนักเขียนหนุ่มอีกครา

          “เทวะเป็นนาม...แต่มนุษย์ผู้ยังยึดถืออุปาทานเป็นเครื่องมืออธิบาย เทวะจึงถูกกำหนดเป็นรูปด้วยจิต...จึงไม่แปลกที่มหาเทพในความคิดของเหล่ามนุษย์จึงเลิศเลอเหนือมนุษย์ทั้งปวง” ประโยคนี้วรุตเข้าใจแจ่มแจ้ง คน ย่อมพึงใจในรูปลักษณ์ของตน... เทพเจ้าจึงถูกกำหนดให้เหมือนมนุษย์ ทว่างดงามกว่ามนุษย์ ความงามที่กำหนดได้ด้วยจินตนาการแห่งจิตย่อมอลังการ์เสมอ...หากแต่เจ้าตัวยังนึกไม่ออกว่า คำอธิบายเหล่านี้มันเกี่ยวเนื่องอะไรกับกรรมของตัวเอง ความคิด เป็นภาษาในโลกทิพย์ ชายหนุ่มจึงได้คำตอบทันควัน

          “เกี่ยวแน่นอนวิศวนารถ...ข้าทำให้เจ้ารู้สภาวะแห่งวิญญาณ รู้จุดเริ่มต้นของพลัง...เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดรูป กระแสรับสั่งประโยคสุดท้ายเสมือนเจตนาย้ำลงในวาระจิตของอีกฝ่าย ผู้มาเยือนโลกทิพย์สัมผัสได้ถึงอำนาจนั้นชัดเจนว่า คำ ๆ นั้นจะไม่มีทางลบเลือนจาก ใจ ได้เลย...

          “จำไว้...วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดรูป...เจ้าเป็นอณูหนึ่งในพลังวิญญาณของข้า...เป็นวิญญาณที่มีเจตจำนงแน่วแน่...ต่อหน้าที่...” พลังแห่งพระสุรเสียงกังวานอื้ออึง...วรุต...รับรู้ถึงความสว่างเรืองโรจน์ของปัญญาเกิดขึ้น...เจ้าตัวรู้...ถึงที่มาของตน...รู้ที่ไป...ในรู้คือความโปร่งจิตเบาใจ...

          “สัจวาจา...โดยเจตจำนงแน่วแน่คือหน้าที่...และหน้าที่ก็คือ...กรรมของเรา...ที่ต้องลงมากระทำ” รู้ที่เกิดจากจิตย่อมแจ่มชัดกว่ารู้ด้วยการอาศัยอุปาทานช่วย...เพราะรู้ที่เกิดนั้นเป็น ปัญญาบริสุทธิ์

          “เกล้ากระหม่อมเข้าใจแล้ว...ฝ่าบาท...” ชายหนุ่มกราบทูลมหาเทวะ

          “ดีแล้ววิศวนารถ...หากเจ้ายังลังเลสงสัยต่อที่มา...แห่งตน เจ้าจะทำหน้าที่ถวายข้าได้อย่างไร...?” ทรงรับสั่งนุ่มนวล

          “แต่ฝ่าบาท...เทวะเป็นพลังบริสุทธิ์สูงส่ง...ไหนเลยมนุษย์ผู้ต่ำต้อยเช่นเกล้ากระหม่อม จะบังอาจคิดว่าตนมาจากปรมาตมันได้...” คนคิ้วเข้มเกิดความลังเล...เสียงพระสรวลกึกก้องอธิบายยืดยาว

          “ข้าบอกเจ้าแล้วว่า วิญญาณเป็นสิ่งที่มีมาโดยธรรมชาติ...เป็นพลังที่แฝงเร้นอยู่ในทุกความว่างของอนันตจักรวาล...และวิญญาณเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดรูป...ฉะนั้น! รากเหง้าของสรรพชีวิตมิใช่มาจากจุดเริ่มต้นเดียวกันหรอกหรือ...จำไว้วิศวนารถ มนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนัก...เพราะในรูปกายของมนุษย์ที่คล้าย ๆ กัน บางร่างจิตต่ำทรามเฉกเช่นเดียรัจฉาน...บางร่างเป็นนรเทพ...ถ้าจิตมีความละอายต่อบาป...บางร่างเป็นอริยบุคคล เทียบเท่าพรหมา เพราะมีเมตตากรุณา...มุทิตา...อุเบกขาครบถ้วน”

          “พระเจ้าข้า!” วรุต...รับคำ


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          “ข้าปรารถนายิ่งนัก...ที่จะให้มนุษย์รำลึกถึงความเป็นเทวะของตนเสมอ...การเป็นเทวะไม่ใช่เรื่องยาก...หากมนุษย์ร่างใด มีพรหมวิหารสี่บริบูรณ์ มนุษย์ร่างนั้นย่อมเป็นพรหมในร่างมนุษย์ทันที...แม้แต่เทวาชั้นกามาพจร ยังต้องกราบกรานบุคคลเช่นนี้มาตรแม้นมนุษย์ทั้งพิภพปฏิบัติได้ดังนี้ทั้งหมด ไยมิใช่...หมู่มารพ่ายแพ้หรอกรึ...? วิศวนารถเอย...แม้แต่ข้ายังต้องกราบกรานพระอรหันต์เจ้าในร่างมนุษย์เช่นกัน...เพราะพระองค์ทรงสิ้นแล้วซึ่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย และรอรูปดับทำลายขันธ์ล่วงสู่ดินแดนนิพพานที่มีสภาวะสูงกว่าแดนแห่งปรมาตมันของเรา...” กับถ้อยรับสั่งอันยาวนาน...นักเขียนหนุ่มไร้ข้อโต้แย้ง จริง ดังที่มหาเทวะทรงประทานคำอธิบาย ขอเพียงมนุษย์ยึดคุณสมบัติอันมี หิริโอตตัปปะ และ พรหมวิหารสี่ ย่อมก้าวสู่ความเป็นเทวะโดยไม่ต้องสงสัย เทวะไม่ได้มองที่รูป หากมองที่ ระดับ ของ จิต เป็นสิ่งสำคัญ

          “นับจากวารวันนี้เป็นต้นไป...เจ้าจักต้องกระทำหน้าที่แทนข้าในแดนมนุษย์มากขึ้น...เป็นผู้จุดประกายอันเรืองรองของยุคที่มนุษย์จักต้องเข้าใจพลังแห่งวิญญาณอย่างแท้จริง เหมือนกับอณูของข้าอีกหลาย ๆ อณูที่กระทำอยู่แล้วมากมาย...ในแดนมนุษย์ขณะนี้ สุรเสียงยังคงสะท้านก้องเป็นคลื่นกังวานชัดเจนในใจของชายหนุ่ม...เจ้าตัวย้อนทูลถามด้วยความปริวิตก...

          “เกล้ากระหม่อมจะเอาปัญญาเหล่านั้นมาจากไหน...ฝ่าบาท”

          “นั่นเป็นเรื่องของข้าจัดการเอง...” รับสั่งห้วน

          “นับจากนี้ เกล้ากระหม่อมควรประพฤติปฏิบัติอย่างไรดี?” คนหน้าขาวคิ้วเข้มทูลถามมหาเทวะ

          “การก้าวสู่แดนสูงสุดมีหนทางสายเดียว...คือ ศีล...สมาธิ และปัญญา...” เสียงตอบสุดท้ายแว่วไกลออกไป...ก่อนที่จะเลือนหายไปเหลือเพียงความสงัดเงียบในใจประการเดียว...นักเขียนหนุ่มรู้สึกถึงความ ปีติ ซ่านซ่าปีติในปัญญาที่ก่อเกิด...

          พลังแห่งมหาเทวะสลายตัวสิ้นแล้ว...แสงมหาโอภาสอันเจิดจ้า อันตรธานไปจากห้อง ครรภ์คฤหะ อันเป็นจุดกึ่งกลางของเทวาลัย...วรุตถอยจิตจากการอธิษฐานรู้วาระกรรมของตน...เจ้าตัวรู้ความเป็นมาแห่งตนชัดแจ้ง...รวมทั้งความเป็นไปที่กำลังจะตามมาอีกด้วย หากยากอธิบายได้รวบรัด...

          “ปารมิตา...เจ้าก็เป็นอณูหนึ่งที่มหาเทพใช้เป็นแรงผลักตัวข้าให้ไปตามเจตจำนงของปรมาตมัน...” ชายหนุ่มทอดถอนใจกับความคิดของตัวเอง...

          “สายใยแห่งกรรมยังยึดโยงไปถึงอีกคนหนึ่ง...” คนคิดรู้ชัดว่าใคร

          “ศศิประไพ!...” จิตตอบตัวเอง

          “ความเกี่ยวเนื่องแห่งวิญญาณเป็นเรื่องซับซ้อนจริง ๆ แล้วตัวเราต้องกระทำ...หน้าที่ ยืนยันอธิบายความจริงเหล่านี้ต่อมนุษย์หรือ...?” วรุตรู้ถึงภาวะที่หนักอึ้งของตน

          “คนทั้งประเทศต้องหาว่าเราเพี้ยน!” แน่เสียยิ่งกว่าแน่ คนหน้าขาวรู้ดี...ตนฤาจะพ้นคำครหานินทา

          “ยังนึกไม่ออกว่า...มหาเทวะจะจัดการกับเรายังไงต่อไป...” ชายหนุ่มไม่รู้ชัดในรายละเอียดของหน้าที่...เพราะทรงรับสั่งไว้เมื่อสักครู่แล้วว่า เป็นเรื่องของพระองค์เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวแน่ใจในเวลานี้ก็คือ...

          “เราไม่มีทางที่จะเป็นร่างทรงอย่างนั้นแน่...!” ภาพของร่างทรงเจ้าที่นั่งสั่นพับ ๆ...หลุดเข้ามาในจิต...

          “มหาเทพไม่ใช่ข้าบาทบริจาริกามนุษย์ จะลงประทับร่างเพื่อแสวงทรัพย์สมบัติให้มนุษย์อย่างนั่นได้ยังไง...” คนคิ้วเข้มเค้นหาคำตอบให้ตัวเอง...และแน่ใจในความคิด

          “ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น...จะเป็นแบบไหน?” วรุตตั้งคำถาม...หากยังไร้คำตอบใด ๆ ทั้งสิ้น...เพราะคำว่า ร่างทรง ที่เคยประสบพบเห็นมาเหมือนการเล่น ปาหี่ มากกว่า ซึ่งเจ้าตัวรู้สึกถึงความอับอายมากกว่าความภาคภูมิ

          “เชื่อว่ามหาเทวะคงไม่กระทำอย่างนั้นแน่” นักเขียนหนุ่มแน่ใจ...ขณะที่จิตประหวัดถึงใครอีกคนที่รออยู่ข้างนอก

          “ปารมิตาคอยอยู่!” พร้อม ๆ กับความคิด ชายหนุ่มหยัดกายขึ้นนั่งขัดสมาธิ...ร่างกายไม่ปรากฏอาการเมื่อยขบใด ๆ ผิดกับกายเนื้อที่ชอบปวดหรือไม่ก็เป็นเหน็บเมื่อนั่งนาน ๆ

          “กายทิพย์นี่ดีจริง...เดินเหินคล่องแคล่ว ไม่ปวดไม่เมื่อยสักนิดเลย...” เจ้าตัวแปลกใจในสภาพของกายทิพย์...ที่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้รวดเร็วว่องไวดุจใจคิด

          กายทิพย์ของวรุต...ลอยวูบกลับออกมาจากเทวาลัย มุ่งหน้าสู่จุดนัดหมายที่สตรีผู้เลอโฉมในแดนทิพย์รอคอย หากแต่เจ้าตัวมองเห็นทุกอย่างในบริเวณชัด ทว่าไม่เห็นปารมิตา...

          “เอ๊!” หายไปไหนล่ะ...ไหนว่าจะคอย?” นักเขียนหนุ่มนึกฉงนใจ กวาดตามองหาสตรีอันเป็นที่รักต่างภพ

          “ปารมิตา...!” เจ้าตัวกำหนดกระแสจิตเรียกหา...

          “ข้ามาแล้ว...วิศวนารถ...” เสียงหวานแว่วปรากฏขึ้นมาก่อน...ก่อนที่ภาพสตรีผู้เลอลักษณ์จะกระจ่างในคลองจักษุอีกครา...

          “เจ้าไปไหนมาล่ะ” ผู้มาเยือนโลกทิพย์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

          “ข้าไปหาสิ่งนี้มาให้ท่าน” โอษฐ์อิ่มแย้มสรวล ยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งให้กับชายหนุ่ม

          “อะไรหรือ?” วรุต...ถามทั้ง ๆ ที่เห็นชัดว่าเป็นผลไม้ลูกเล็ก ๆ เท่าผลพุทรา...แต่ทว่ามีสีแดงสดใส ที่ส่งกลิ่นหอมหวานกระทบนาสิก...

          “ผลไม้ทิพย์ ข้าเอามาให้ท่านกิน” คำตอบนุ่มหู...ช้าชัด เว้นคำเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยคำเบา ๆ กับชายคนรัก

          “ท่านจะได้แข็งแรง...ปกติเป็นของหวงห้าม แต่ข้าขออนุญาตผู้มีหน้าที่ดูแลรักษา เอามาให้ท่านเป็นพิเศษ” นักเขียนหนุ่มรับผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีแดงจากอีกฝ่าย ก่อนที่จะส่งเข้าปากตนเอง...

          “หือ...ม์” ชายหนุ่มอุทานด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากผลไม้ที่เข้าไปกระทบลิ้น ยังไม่ทันเคี้ยวก็ละลายวูบไหลผ่านลงลำคอไปในทันที...เจ้าตัวรู้ถึงความหวานหอมของมัน...รวมทั้งความซาบซ่านที่ไหลซึมผ่านอณูไปทั่วสรรพางค์กาย...จิตชุ่มชื่นเบิกบานเกินเอ่ย ทุกอย่างเกิดจากอานุภาพของ ผลไม้ทิพย์

          “ดีจริง!” คนกลืนผลไม้ทิพย์นึกในใจ พร้อม ๆ กับคิดถึงคู่หู...ปรเมศว์ จิตนึกอยากได้เอาไปฝาก...หากหญิงสาวในแดนทิพย์เสมือนรู้ความคิดของชายหนุ่ม เอ่ยคำอ่อนโยนอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง

          “ไม่ได้หรอก...ผิดกฎของสวรรค์ สิ่งของในโลกทิพย์ นำกลับไปยังภูมิของมนุษย์ไม่ได้เด็ดขาด!”

          “จบกัน! ถ้ามันรู้ มันด่าแน่...” วรุต...รำพึงกับตนเองด้วยความเสียดาย

          “วิศวนารถ...!” สตรีนามปารมิตาเรียกชื่อบุรุษอันเป็นที่รักอย่างอ่อนโยน ขณะที่อีกฝ่ายรับคำด้วยความสงสัย

          “มีอะไรหรือ...ปารมิตา?”

          “ได้เวลาส่งท่านกลับแล้ว” เสียงบอกอ้อยอิ่งปนเศร้า

          “ข้ายังไม่อยากกลับ...อยู่อีกหน่อยไม่ได้หรือ?” นักเขียนหนุ่มงอแง

          “อยู่นานนักไม่ได้...” น้ำเสียงของสตรีผู้เลอลักษณ์ยังคงนุ่มนวลดุจเดิม

          “ทำไมล่ะ? ยังเที่ยวไม่จุใจเลย” คนพูดดื้อดึง...

          “อยู่นานเกินไปจะมีปัญหากับกายเนื้อ” หญิงสาวตอบตามความเป็นจริง

          “ทำไมล่ะ?” คนดื้อย้อนประโยคเดิม อีกฝ่ายแย้มยิ้ม ตอบช้า ๆ

          “ก็เพราะเวลาที่กายทิพย์เคลื่อนออกไป กายเนื้อจะเปลี่ยนแปลง การทำงานของอินทรีย์จะแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก หากปล่อยไว้นานเกินไป กายเนื้อจะเสื่อมสลาย...ท่านจะกลับเข้ากายเนื้อไม่ได้อีก...”

          “ก็ดีสิ! จะได้อยู่ที่นี่ไปเลย” คนถอดกายทิพย์มาหัวเราะชอบใจ...หากผู้เลอลักษณ์ในภูมิทิพย์รีบอธิบายต่อด้วยสีหน้าตื่นตระหนก...

          ไม่ได้นะ! ถ้ากายเนื้อเสื่อมสลายแล้ว กายทิพย์กลับไม่ทันกำหนด การตายอย่างนี้ต้องไปเป็นสัมภเวสี...เพราะตายก่อนกำหนดอายุขัยจริง การเป็นสัมภเวสี ไม่สามารถเสวยบุญกุศลที่สะสมไว้ได้เลย เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะได้รับ...ต้องเร่ร่อนอยู่ตามยถากรรมอดอยากหิวโหยอยู่อย่างนั้นจนครบวาระสิ้นอายุของตัวเอง

          “อ้าว...” วรุตอุทานด้วยความผิดหวัง

          “ถ้ากลับไปแล้วข้าจะได้มาอีกหรือเปล่า?” คำพูดร้อนรน
          
          “ได้สิ! ถ้าท่านสามารถถอดกายทิพย์ได้เช่นนี้ แต่ควรร้องขอต่อมหาเทวะด้วย เพราะการท่องในแดนทิพย์หากผิดพลาดก็สามารถเกิดอันตรายอย่างมหันต์ได้เช่นกัน” ชายหนุ่มได้คำตอบเช่นนี้ จึงยิ้มแย้มด้วยความดีใจ

          “งั้นข้าจะมาอีก...” เจ้าตัวให้คำมั่นสัญญา พร้อมกับยื่นมือให้อีกฝ่าย...สตรีผู้เลอลักษณ์เกาะกุมมือวรุตไว้นุ่มนวล...พลังแห่งความรักวิ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่จิตของชายหนุ่ม...เฉกเช่นสายน้ำหลั่งริน...จิตของทั้งสองกำซาบซ่านไหวหวั่น ตามกระแสสุขท่วมท้นฤทัย...เนิ่นนาน...

          “ข้ารักเจ้า ปารมิตา...” เสียงจิตตอบคล้ายกระซิบ

          “ข้าก็รักท่าน วิศวนารถ...” คลื่นจิตตอบรับสั่นไหว...จากสตรี ณ แดนสรวง...

          “กลับเถอะจ้ะ...!” เสียงนุ่มนวลหวานแว่วผ่านหัวใจของวรุต...ในความรู้สึกที่กำซาบค่อย ๆ คลาย เจ้าตัวรู้ถึงสภาวะถูกดูดลอยคว้างวะหวิว จิตพุ่งปราดกลับคืนคล้ายว่าวสายป่านขาด...

          “อือ!...อ!” ร่างที่นั่งสงบนิ่งอยู่ต่อหน้าโต๊ะหมู่ในกุฏิหลังน้อยขยับตัว...ครางเบา ๆ สติรู้กลับคืน เจ้าตัวพยายามกะพริบตาปรับโฟกัส...หากทุกอย่างยังพร่าเลือน...เนื้อตัวปวดหนึบ!...แข็งเกร็ง

          “นิ่งนานเกินไป” สติตอบตนเอง...ความพร่าไหวในดวงตายังคงยะยิบพร่างพราย...ชั่วแว่บหนึ่งคล้าย ๆ จอภาพโทรทัศน์ปรากฏวูบขึ้นในจิต...แล้วดับลงทันควัน แม้จะเพียงชั่ววินาที แต่วรุต...จำได้ทันที...คนเห็นภาพนิมิต...อุทานลั่น!

          “ฉิบหายแล้ว ไอ้เมศว์”


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com