
บทที่ ๑๗
ภาพที่เห็นแสนคุ้นเคยนัก วรุต...เกิดปีติซ่านซ่าทั้งกาย ตะลึงแลร่างอรชรในชุดแพรพลิ้วสีเขียวอมโศกเนิ่นนาน สตรีผู้เลอลักษณ์ที่เคยเห็นมาหลายครา และเจ้าตัวพร่ำบอกตนเองว่า ความฝัน บัดนี้มายืนอยู่ต่อหน้าแล้ว หญิงสาวที่สามารถสั่นคลอนหัวใจของนักเขียนหนุ่มให้วาบหวามไหวหวั่นได้...มีเพียงหนึ่งเดียว
“ปารมิตา...!” วรุตทวนชื่อผู้ที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“คิดถึงเหลือเกิน” จิตของชายหนุ่มโหยหา...อยากจะโผเข้าตะคองกอด
“ข้ามารับท่าน” โอษฐ์อิ่มคลี่แย้ม...น้ำเสียงหวานแว่วจนอีกฝ่ายแทบคลั่งใจตาย
“รับไปไหนหรือ?” คนพูดเคลื่อนกายทิพย์เข้าหา
“กลับบ้าน...ที่ท่านเคยอยู่” หญิงสาวในแดนทิพย์ เอ่ยคำแผ่วช้า
“บ้าน!” คนคิ้วเข้มทวนคำงุนงงเล็กน้อย แต่แล้วปีติที่เริ่มสงบลงกลับพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก
“ไปเถอะ...วิศวนารถ” ผู้เลอลักษณ์ยื่นมือมาให้เกาะกุม หากชายหนุ่มลังเล...หันกลับไปมองกายหยาบที่ยังนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง
“ไปเถอะโยม อาตมาจะดูแลให้” เสียงหลวงพ่อกังวานขึ้นในจิต วรุต...แลเห็นประกายแสงนวลระยิบล้อมรอบกายของผู้ทรงศีล บ่งบอกถึงสภาวะจิตของผู้เป็นอาจารย์กำลังอยู่ใน ฌาน และเฝ้ามองดูตนอยู่
“ขอบคุณครับ หลวงพ่อ” นักเขียนหนุ่มกำหนดจิตตอบ ยื่นมือให้อีกฝ่ายเกาะกุมไว้...หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนโยน ทาบนิ้วเรียวแตะเสียงใส ๆ กระซิบ...
“วางจิตให้ว่าง ๆ นะ” จบคำของสตรีในแดนทิพย์ วรุตตั้งจิตกำหนดถึงความว่าง...พริบตา เจ้าตัวรับรู้ถึงความอบอุ่นที่กำลังแผ่จากอุ้งมือของอีกฝ่ายหลั่งไหลเข้าหาตนเอง...พร้อม ๆ กับความรู้สึกวาบวับ...ดิ่งเข้าภวังค์อีกครั้ง จิตเคลิ้มคล้อยโปร่งเบาไปวูบ...ใหญ่ ๆ กับอาการพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วหยุดลง
“ลืมตาได้แล้ว...วิศวนารถ ถึงแล้ว” เสียงอ่อนโยนของผู้เลอโฉมนาม...ปารมิตา บอกชายผู้เป็นที่รัก...
“สวยจริง!” ชายหนุ่มอุทานเมื่อเห็นภาพข้างหน้ากระจ่างในสายตา
“สวยเหลือเกิน...บ้านหรือ?” จิตลิงโลดนัก...นักเขียนหนุ่มกวาดสายตามองรอบ ๆ ตัว
สิ่งที่เห็นคือความงดงามของบรรยากาศที่เป็นสีอมชมพู ๆ สบายตา... วรุต...รู้ชัดจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่คือเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้า สองข้างทางมีพฤกษาพันธุ์ไม้รายเรียงไปจนสุดลูกหูลูกตา น่าแปลก! ที่ต้นไม้เหล่านั้นสูงเพียงแค่เอื้อมเด็ด ทุกต้นกำลังให้ดอกบานสะพรั่ง...เป็นสี ‘ขาวอมชมพู’ ระบัดดอกไสวไปหมด
“ดอกไม้สวยจัง...ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย” เจ้าตัวอุทานกับความงามที่ไม่เคยเห็น...ดอกสีขาวเรื่อชมพูเป็นพวงระย้าแย้ม จิตจับได้ถึงความละมุนของมัน
“ถ้าจับได้คงนุ่มมือพิลึก!” คนที่กำลังมองพินิจพิเคราะห์นึกในใจ
“ปาริชาติ...สวรรค์” เสียงนุ่มหูกระซิบแผ่วบอก
“สวรรค์ชั้นไหนจ๊ะ” วรุตถามด้วยความอยากรู้...
“ลืมอดีต...ลืมสัญญาหมดเลยหรือวิศวนารถ?” น้ำเสียงมีแววตัดพ้อ ขณะที่อีกฝ่ายเงียบงันไร้คำตอบ ผู้เลอโฉมจึงไขข้อข้องใจให้ฟัง
“สวรรค์ชั้นกามาพจร เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเทวโลกกับมนุษย์โลก สวรรค์ชั้นนี้มี...สามภูมิ...” เสียงอธิบายช้า ๆ เว้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยคำต่อ
“ภูมิต่ำสุดที่ใกล้ชิดกับมนุษย์คือภูมิที่มนุษย์เรียกว่าลับแลนคร...หรือที่เรียกว่าพวกบังบดนั่นแหละ ผู้ที่อยู่ในภพภูมินี้มีกายทิพย์ที่ค่อนข้างหยาบแต่ละเอียดกว่ามนุษย์ เป็นโอปปาติกะที่ยังมีสัญญา...มีความเป็นอยู่ที่มิได้แตกต่างจากมนุษย์โลกเท่าใดนัก...” ปารมิตา...ทวนความทรงจำให้ ขณะที่ชายหนุ่มเองพยายามค่อย ๆ ลำดับ ความรู้ ที่ลางเลือนกลับคืนมา
“เคยได้ยินมาเหมือนกัน...พวกนี้ใช่ไหมที่ชอบเอาของมาใส่บาตรให้พระธุดงค์ที่บำเพ็ญธรรมตามป่าตามเขา?” คนหน้าขาวคิ้วเข้มโพล่งคำเหมือนนึกขึ้นมาได้
“ถูกต้อง!” หญิงสาวพยักหน้ารับ
“อยู่คนละภพภูมิ...ทำไมจึงมองเห็นกันได้ล่ะ?” ชายหนุ่มยังไม่คลายสงสัย
“แม้จะอยู่คนละภพ แต่เป็นภูมิที่ใกล้กันกับมนุษย์มากที่สุด มีความหยาบพอที่จะปรากฏต่อสายตามนุษย์ได้ง่าย” ผู้เลอลักษณ์อธิบายชัดคำ
“ภูมิที่สองล่ะ?” วรุตซักต่อ
“ภูมิที่สองเรียกว่า ภุมเทวา” คำตอบช้าชัด หากอีกฝ่ายขมวดคิ้วเข้มแสดงถึงความไม่เข้าใจ
“เป็นพวกรุกขเทวดา พระภูมิ...เจ้าที่ทั้งหลายนั่นไงล่ะ พวกที่อยู่ในภูมินี้ยังติดสุขคล้ายมนุษย์ รับเครื่องเซ่นสังเวยของมนุษย์อยู่เสมอ เรียกว่ายังข้องเกี่ยวกับภูมิของมนุษย์อย่างมากจะน้อยกว่าพวกบังบดก็นิดเดียว” คำอธิบายยืดยาว ชายหนุ่มจึงถึงบางอ้อ...
“อยากเห็นจัง” วรุตคิดในใจ
“อยากเห็นหรือ?” ปารมิตารู้ถึงวาระจิตของอีกฝ่าย เอียงหน้ากลับมาถาม
“ฮื่อ!” คนถูกถามพยักหน้ารับ
“ตกลง!” ผู้อยู่ในภูมิทิพย์รับปากทันที
“ยื่นมือมาสิ!” ปารมิตายื่นมือให้อีกฝ่ายเกาะกุม เหมือนตอนมาเมื่อครู่ คนคิ้วเข้มรีบทำตาม พอมืออีกฝ่ายสัมผัส เจ้าตัวก็รู้สึกว่ากายถูกดูดไปข้างหน้าพร้อมกับภาพบรรยากาศรอบตัวพร่ำไหวในบัดดล
“ถึงแล้วล่ะ!” ในพริบตาเดียวชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงคุ้นหูกระซิบบอกเบา ๆ
...พร้อมกับเสียงกระซิบ อาการพร่ำไหวพลันแจ่มชัดขึ้น วรุตเขม้นมองภาพที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าครูใหญ่ ก่อนพูดกลั้วหัวเราะเบา ๆ
“นี่เหรอ...เมืองลับแล?”
“ถูกต้องแล้ว...วิศวนารถ!” ผู้เป็นมัคคุเทศก์แดนทิพย์ยืนยัน
“เหมือนหมู่บ้านแถวต่างจังหวัด...” คนหน้าขาวรำพึงในใจ เพราะลักษณะชุมชนที่เห็น เจ้าตัวแน่ใจทุกอย่างคลับคล้ายบ้านเรือนสังคมในชนบท ...เพียงแต่... ‘สงบ’ และ ‘สะอาด’ มากกว่า
“อากาศโปร่งสบายกว่าโลกของเรา...แต่ไม่สบายเหมือนเมื่อครู่นี้” วรุตแหงนดูท้องฟ้า ไม่มีดวงอาทิตย์หรือดวงดาวใด ๆ ณ ที่แห่งนี้
“เดินดูได้นะ” เสียงนุ่มจากหญิงสาวบอก
ทั้งคู่ย่างผ่านเข้าไปในชุมชน บังบด นักเขียนหนุ่มกวาดตามองรอบตัวอย่างพินิจพิจารณา สิ่งปลูกสร้างเป็นเรือนไม้มิได้วิจิตรพิสดารแต่อย่างใด หากทุกอย่างคงสัญลักษณ์เดียวกันคือ สะอาดสะอ้าน ฝีมือก่อสร้าง ประณีตแข็งแรง
ผู้คนที่นี่ผิวพรรณผ่องใส สีหน้าท่าทางอ่อนโยน ยิ้มให้ผู้มาเยือนทั้งสอง ชายหนุ่มสังเกตเครื่องแต่งกายเรียบง่ายลักษณะเป็น ผ้าฝ้าย ไม่ย้อมสี ดูปราดเดียวก็รู้ เป็นผ้า ทอมือ ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ให้เห็นในคลองจักษุ
“ผู้คนในภูมินี้มีความเป็นอยู่คล้ายมนุษย์ เนื่องจากสัญญาความทรงจำยังติดมาจากการเป็นมนุษย์สูงมาก” ผู้เลอโฉมนามปารมิตาอธิบาย
“ดูเหมือนจะอยู่กันเป็นครอบครัวด้วย” วรุตตั้งข้อสังเกต
“ถูกต้อง แต่ไม่ได้เสพกามเหมือนมนุษย์” หญิงสาวไขข้อข้องใจราบเรียบ
“อ้าว! แล้วนั่นมาได้ยังไง?” คนหน้าขาวชี้ไปที่เด็กสองสามคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ตรงลานข้างหน้า ปารมิตาแย้มยิ้มก่อนตอบช้า ๆ
“การเกิดของผู้คนในภูมินี้เป็นการอุบัติขึ้นเอง...การเกิดต้องเป็นไปตามสภาวะกรรม...เช่นถ้าหากในครอบครัวนั้นถึงเวลาที่จะต้องมีบุตร...คู่ของตนจะเกิดความต้องการมีบุตรในจิต...และเด็กก็จะบังเกิดขึ้นมาทันที”
“เลี้ยงดูยังไง?” คนสงสัยซักไม่หยุด
“ไม่ต้องเลี้ยงดู การเกิดของวิญญาณที่นี่ ผุดขึ้นมาก็วิ่งเล่นได้เลย การเจริญวัยเป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่สั่งสอนอบรมธรรมะให้ ถ้าเวลาพ้นกรรมก็จะหายไปเลย...การหายไปก็คือการจุติ ไปจากภูมินี้ไปเสวยผลกรรมดีกรรมชั่ว ณ ภูมิอื่นตามวาระของกรรมแห่งตน” วรุตได้คำตอบแจ่มชัด
“ผู้คนที่นี่กินอยู่อย่างไร?” ชายหนุ่มไม่วายสงสัยอีก
“ความจริงไม่จำเป็นต้องเสพอาหาร แต่บางวิญญาณยังมีสัญญาความเคยชินจากภพมนุษย์ ก็สามารถเสพอาหารได้ เป็นพวกอาหารทิพย์ หรือบางรายยังชินกับการทำงาน ก็ทำได้มีการทำนาปลูกข้าวเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปฏิบัติธรรมมากกว่า...” หญิงสาวจากภูมิทิพย์ชะงักคำเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยอีกประโยคเสมือนนึกขึ้นได้
“ได้เวลาแล้ว กลับเถอะวิศวนารถ...!”
“แล้วภูมิที่สามล่ะ?” นักเขียนหนุ่มทักท้วง
“เอาไว้ทีหลังเถอะ แล้วจะพาไป...ได้เวลาต้องกลับแล้วล่ะ” ผู้เลอลักษณ์นามปารมิตาเน้นคำ ไม่ยอมโอนอ่อนตามความต้องการของอีกฝ่าย
“ไปเถอะ!” หญิงสาวคว้าแขนชายหนุ่มกำหนดจิตเหมือนครั้งแรกที่พามา...กายทิพย์ทั้งสองลอยวูบคืนกลับตรงจุดเดิมอันเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้า มีพันธุ์ไม้งามที่ผู้เลอลักษณ์ปารมิตา ที่เรียกว่า ปาริชาติสวรรค์ รายเรียงสุดลูกหูลูกตาตรงนั้น...
“ตรงนี้ต้องเป็นภูมิชั้นที่สามแน่นอน” วรุตครุ่นคิดขณะที่กายทิพย์ค่อย ๆ เคลื่อนกายไปช้า ๆ ไปสู่หนทางอันยาวไกลเบื้องหน้าเนิ่นนานก่อนที่เส้นทางนั้นจะสิ้นสุดลง สวยจัง...สวยกว่าเมื่อครู่ตั้งเยอะ เจ้าตัวอดชมไม่ได้ เมื่อเห็นบ้านเรือนปรากฏต่อคลองจักษุ งามระยิบระยับ ผู้คนที่ผ่านหน้า รูปกายผ่องใส วงพักตร์สวยละมุนละไมบางร่างจิตรู้บอกว่าอายุขัยมากแล้ว ไฉนจึงดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก
“ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ ยิ่งนานก็ยิ่งมีผิวพรรณสดใส ดูอ่อนวัยขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น รัศมีของกายแจ่มใสตามภาวะจิต” ผู้อยู่ในแดนทิพย์ตอบข้อสงสัยของชายหนุ่ม
“เพราะทุกอย่างในภูมิทิพย์สำเร็จได้โดยจิต...” คำตอบชัดเจน
“จิตกำหนดรูป” วรุตนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ
“เมื่อตอนมนุษย์ละทิ้งสังขารใหม่ ๆ จะมองเห็นรูปร่างกายทิพย์ของตนเหมือนตอนอยู่ในโลกมนุษย์ตามสัญญาเดิมทุกประการ แต่เมื่อมาอยู่นาน ๆ เข้า จิตจะปรับตัวตามสภาพของภูมิชั้นที่ตนสถิต” ถ้อยคำอธิบายแจ่มชัด ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้
“แล้วบ้านเรือนของที่นี่ทำขึ้นจากอะไร?” นักเขียนหนุ่มซักถามข้อข้องใจตามนิสัยแส่ส่ายสอดรู้
“นิรมิต...” ได้คำตอบสั้นกระชับจากหญิงสาว
“นิรมิต??” คนคิ้วเข้มทวนคำเสมือนจะถามย้ำ
“ดูนี่...วิศวนารถ” หญิงสาวในแดนทิพย์ไม่ตอบคำถาม หากแบมืออันเรียวงามขาวผ่องออกมาข้างหน้า...พริ้มตาหลับกำหนดจิตเพียงครู่เดียว...วรุตสัมผัสถึงพลังจิตที่แผ่ออกจากหน้าผากของเธอเป็นประกายสีรุ้งระยิบพรายเคลื่อนออกมาครอบคลุมที่ฝ่ามือ!
“หือ...ม์!” นักเขียนหนุ่มครางในใจ...เพราะสิ่งที่ปรากฏในฝ่ามือของ...ปารมิตา...เริ่มก่อรูปเป็นเงาลาง ๆ แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้น ๆ เรื่อย ๆ
“สวยจริง...ทำได้ยังไงนี่?” วรุตอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยชม...สิ่งที่เห็นชัดตาในฝ่ามือของอีกฝ่ายในขณะนี้ เพราะมันคือกำไลข้อมือสีทองฝังพลอยสีแดงฉานรอบวง งามระยับระยิบ...!
“ทุกอย่างของที่นี่เกิดจากการเนรมิตด้วยจิตทั้งนั้น” ผู้เลอลักษณ์เอ่ยคำราบเรียบ
“แล้วที่นี่เรียกว่าอะไร?” คนคิ้วเข้มถามอีกฝ่ายเมื่อนึกขึ้นได้
“จำบ้านเดิมของท่านไม่ได้หรือ...วิศวนารถ?” คำตัดพ้ออ้อยอิ่ง “ตั้งจิตระลึกดูสิ ผู้เป็นที่รักแห่งข้า” ถ้อยวาจาอ่อนหวานจากผู้งามลักษณ์กว่าหญิงใดในหล้าแนะนำคนรัก
“ทำยังไงล่ะ?” วรุตไม่เข้าใจคำแนะนำ
“ตั้งจิตอธิษฐานสิ! วิศวนารถ ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวา มีฤทธิ์อยู่กับตัวทั้งสิ้น เรียกว่า...อธิษฐานฤทธิ์ ตั้งจิตให้มั่น แล้วกำหนดจิตอธิษฐานตามประสงค์ หากบุญบารมีสั่งสมเพียงพอก็จะสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ” หญิงสาวแนะนำด้วยอาการยิ้มละมุนในสีหน้า
“ทำได้จริงหรือ?” เจ้าตัวไม่แน่ใจ
“เรื่องของจิต...หากจะกระทำต้องไม่ลังเล มนุษย์ธรรมดา ๆ ยังมีสิทธิอธิษฐานมุ่งถึงพระนิพพานได้ ไฉนเรื่องแค่นี้จะกระทำมิได้เล่า วิศวนารถ?” ประโยคนี้ปารมิตาเน้นเสียงขึ้นคล้ายจะดุอีกฝ่ายที่ไม่มั่นใจตัวเอง
“ตกลงจะลองดู?!” นักเขียนหนุ่มตัดสินใจ พร้อมกับยืนนิ่งสำรวมจิตเป็นหนึ่ง...ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง “ขอบารมีที่สะสมมาทุกภพทุกชาติขอรู้...” ประกายสว่างไสวแจ่มจรัสในจิต ‘ตัวรู้’ ผุดแว่บ ภาพปราสาทอันวิจิตรตระการตาไหลผ่านจิต...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่... ปราสาทอันแพรวพรายระยิบระยับทั้งสี่เป็น ‘นิมิต’ เจ้าตัวรู้ชัด ที่สถิตของท้าว ‘จตุโลกบาล’ จิตรู้กระจ่างแจ้งในบัดดล
สวรรค์จาตุมหาราชิกา! คนอธิษฐานจิตรู้คำตอบด้วยอาการลิงโลด
“ไม่ผิด...วิศวนารถ ปราสาททั้งสี่ทิศเป็นที่สถิตแห่งมหาราชทั้งสี่พระองค์คือ ท้าวเวสสุวรรณ...จอมยักษ์ผู้รักษาโลกทิศเหนือ ท้าววิรุฬปักษ์ จอมนาคาผู้รักษาโลกทิศตะวันตก ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์รักษาโลกทิศใต้ และ ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ผู้รักษาโลกทิศตะวันออก... ทั้งสี่พระองค์ปกครองจาตุมหาราชิกาสวรรค์ตามพระบัญชาแห่งมหาเทวะเจ้าผ่านเทวาลัยนั่น...” จบประโยคพร้อมกับกรีดนิ้วชี้ไปข้างหน้า...ภาพคุ้นเคยประจักษ์แจ้งในจักษุ
“เทวาลัย...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มอุทานในอก
บรรยากาศที่นวลตาเป็นสีขาวเรื่ออมชมพูเมื่อครู่ ปลาสนาการไปตั้งแต่เมื่อใด ยากที่จะรู้ได้ อณูแห่งโลกทิพย์กลายกลับเป็นแสงเหลืองนวลกระจ่างล้อมรอบเทวาลัยสีขาวลออตาอยู่ตรงหน้า
“บ้านของเรา” วรุต...รู้สึกสะท้านสะท้อนในจิต...ริ้วแห่งความปีติระคนเศร้ารุมเร้า เจ้าตัวสำเหนียกถึงน้ำหยาดใสเอ่อท้นคลอคลอง
“ครั้งหนึ่งในอดีตอันยาวนาน...เคยอยู่ที่นี่” ความจดจำกลับคืนดุจสายน้ำบ่าไหล
“วิศวนารถ...ผู้ดำรงจิตเป็นข้าบาทรองรับพระบัญชาของมหาเทวะเจ้า...คือเรา” ชายหนุ่มรู้ที่มาแห่งตนกระจ่างชัด
“ปารมิตา...เจ้าพาเรามาทำไม?” วรุต...หันกลับมาถามหญิงผู้เลอลักษณ์
“หรือ...ต้องการให้ข้าเจ็บช้ำ...” คำตัดพ้อพรั่งพรู ฤทัยรานร้าวเมื่อสัญญาแห่งอดีตแจ่มแจ้งสว่างโพล่งในจิต
“วิศวนารถ...ทั้งหมดเป็นเทวะโองการทั้งสิ้น” ปารมิตาเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงรันทดไม่แพ้อีกฝ่าย
“ทำไมหรือ?” คนหน้าขาวไม่เข้าใจ
“ปารมิตาของท่านก็ไม่อาจรู้พระประสงค์แห่งพระองค์ผู้สูงสุดได้...” คนตอบส่ายหน้า ไร้คำอธิบาย
“ทุกครั้ง...เคยนึกว่าหลับแล้วฝันไป...ครั้งนี้ชัดเจนเหลือเกิน” วรุตทวนทบสิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปรแม้แต่น้อย เทวาลัยยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
“ไปเถอะ...วิศวนารถ...ไปที่นั่นแล้วท่านจะรู้ด้วยตัวเอง” หญิงสาวในแดนทิพย์เอ่ยคำแผ่วเศร้า
“ตกลง...! แล้วเจ้าล่ะ?” ชายหนุ่มไม่ขัดขืน หากยังย้อนถามคนรักที่อยู่ต่างภพด้วยความห่วงหาอาวรณ์
“ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก...” เสียงหวานแว่วแผ่วเบาลงอีก
วรุต...มองผู้เป็นที่รักแห่งตนนิ่งนาน ก่อนหันกลับมาดูสิ่งก่อสร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ทอดถอนใจรำพึงในอก
“เรากลับมาที่นี่ครั้งนี้เป็นหนที่สาม ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นความฝัน...มาวันนี้จะเรียกว่าฝันได้อย่างไร?” คนคิ้วเข้มสูดลมหายใจลึกเข้าไปในอกตามความเคยชิน ไหล่ตั้ง หลังเหยียดตรง... อันเป็นลักษณะของผู้ ‘ทรงศักดิ์’ หน้าแหงนเชิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เราคือ...วิศวนารถ...!” จิตของชายหนุ่มคล้ายตะโกนลั่นอยู่ภายในอื้ออึง ‘ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้’ หัวใจฮึกเหิม...อหังการ์ท่วมท้น
“อณูแห่งมหาเทพ...” สำนึกในหน้าที่ระบุชัดในใจ ร่างสูงโปร่งเคลื่อนกายสู่ที่หมายที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า
บันไดหินที่ทอดยาวขึ้นสู่เบื้องบนยังเป็นเฉกเดิม...พญานาคาคู่นั้นยังคงแผ่พังพานน่าเกรงขามเหมือนเมื่อครั้งที่มาเยือนตอนถูกรถชนครานั้น เท้าทั้งสองข้างมาหยุดอยู่ตรงรอยสลักรูปดอกบัวที่เคยคุกเข่ากรานกราบสถานที่แห่งนี้มาแล้ว ครั้งนี้ไฉนเลยจะละเว้นได้
“โอม...นมัช ศิวายะ” เสียงอุโฆษ...เปล่งก้องออกมาจากอกหลังคุกเข่ากราบลง...หน้าผากจรดพื้นศิลา
พร้อม ๆ กับมโหรีอันไพเราะแว่วมากระทบโสต...ทันทีที่ร่างสูงโปร่งหยัดกายขึ้น ขาก้าวพ้นบันไดล่วงสู่ธรณีประตูเทวาลัย ผู้เป็นอณูแห่งเทวะกรายตากวาดดูสรรพสิ่งรอบ ๆ กาย คล้ายจะทวนความจำในอดีต ความงดงามของศิลปะที่ปรากฏแก่คลองจักษุยังคงพลิ้วไหว...งดงามยิ่งนัก ...สายตาแลมองระเรื่อย หากเท้ายังมุ่งหน้าผ่านห้องโถงล่วงสู่แดนหวงห้าม...อักษรสีแดงฉานหน้าห้องครรภ์คฤหะยังไม่ลบเลือน อักขระ...เทวนาครีย์ แปลความ ‘ผู้ล่วงล้ำจักพินาศ’ ยังส่งประกายให้คร้ามเกรงไม่เสื่อมคลาย
“ทุกอย่างในเทวาลัยไม่เปลี่ยนเลย” คนหน้าขาวรำพึง ริ้วความสะทกสะท้อนท้นอก...ไยมิใช่! เทวาลัยไม่เปลี่ยนแปร...แต่ผู้ทำหน้าที่ต่างหากเล่าที่แปรเปลี่ยน...เปลี่ยนไปอยู่ ณ โลกมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มีกายหยาบสกปรกโสมม...
“เพราะความรักจึงเป็นเช่นนี้” คนคิดรู้ถึงความเจ็บแปลบในอกที่เกิดขึ้นพร้อมความคิด
“จริงหรือ?” คำถามเกิดขึ้นเองขณะที่เท้าพามาหยุดอยู่ตรงหน้าศิวลึงค์สีดำที่ตั้งอยู่กลางห้อง ‘ครรภ์คฤหะ’ ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม
“กรรม...เป็นตัวกำหนดภาวะของวิญญาณ” คำตอบผุดขึ้นในใจด้วยตัวเอง
“ทั้ง ๆ ที่เรามีหน้าที่สนองโอษฐ์มหาเทวะ แต่เพราะกระแสกรรมจึงทำให้เกิดเป็นมนุษย์กระนั้นหรือ?” นักเขียนหนุ่มในสภาพกายทิพย์ใคร่ครวญ
“เพราะความรัก...เรารักปารมิตา...ความรักเป็นกระแสกรรมหรือไร?” เจ้าตัวเค้นหาคำตอบ
ไยมิใช่เล่า...วิศวนารถ...! สุรเสียงเปี่ยมด้วยอำนาจตบะเดชดังกึกก้องสวนความคิดของชายหนุ่ม เจ้าตัวสะดุ้งเฮือก คุกเข่ากรานกราบเปล่งเสียงรัวเร็ว...
“โอม...นมัช ศิวายะ...”
“ทุกอย่างเป็นไปตามกระแสกรรมพัดพา” ถ้อยรับสั่งกังวาน...ทั่วห้องพลันสว่างเรืองโรจน์ด้วยประกายแห่งแสง มหาโอภาส...คนคิ้วเข้มถึงกับต้องหลับตาลง เนื่องจากทานรับรังสีเจิดจ้าของมหาเทวะมิได้...เสียงพระสรวลกัมปนาท...ก่อนเปล่งพระสุรเสียงอีกคำรบ
“เพียงแต่เราเป็นผู้กำหนด...กรรม...ของเจ้าเท่านั้น วิศวนารถ...เอย!!” ถ้อยรับสั่งชัดเจน
“ทำไมต้องเป็นเกล้ากระหม่อม...ฝ่าบาท?” วรุต...กำหนดจิตถามในใจ... เสียงพระสรวลคล้ายหยันเยาะผู้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ก้องกังวาน...ถ้อยรับสั่งชัด
“เจ้าอยากรู้รึ? ฟังวิศวนารถ...ฟังเรา...!” เสียงกระหึ่มเป็นคลื่นแผ่ก้องไปในความเวิ้งว้างอันเสมือนมิได้สิ้นสุดนั้น...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com