การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๗ by ร่าง

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#221]

บทที่ ๑๗

          ภาพที่เห็นแสนคุ้นเคยนัก วรุต...เกิดปีติซ่านซ่าทั้งกาย ตะลึงแลร่างอรชรในชุดแพรพลิ้วสีเขียวอมโศกเนิ่นนาน สตรีผู้เลอลักษณ์ที่เคยเห็นมาหลายครา และเจ้าตัวพร่ำบอกตนเองว่า ความฝัน บัดนี้มายืนอยู่ต่อหน้าแล้ว หญิงสาวที่สามารถสั่นคลอนหัวใจของนักเขียนหนุ่มให้วาบหวามไหวหวั่นได้...มีเพียงหนึ่งเดียว

          “ปารมิตา...!” วรุตทวนชื่อผู้ที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

          “คิดถึงเหลือเกิน” จิตของชายหนุ่มโหยหา...อยากจะโผเข้าตะคองกอด

          “ข้ามารับท่าน” โอษฐ์อิ่มคลี่แย้ม...น้ำเสียงหวานแว่วจนอีกฝ่ายแทบคลั่งใจตาย

          “รับไปไหนหรือ?” คนพูดเคลื่อนกายทิพย์เข้าหา

          “กลับบ้าน...ที่ท่านเคยอยู่” หญิงสาวในแดนทิพย์ เอ่ยคำแผ่วช้า

          “บ้าน!” คนคิ้วเข้มทวนคำงุนงงเล็กน้อย แต่แล้วปีติที่เริ่มสงบลงกลับพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก

          “ไปเถอะ...วิศวนารถ” ผู้เลอลักษณ์ยื่นมือมาให้เกาะกุม หากชายหนุ่มลังเล...หันกลับไปมองกายหยาบที่ยังนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง

          “ไปเถอะโยม อาตมาจะดูแลให้” เสียงหลวงพ่อกังวานขึ้นในจิต วรุต...แลเห็นประกายแสงนวลระยิบล้อมรอบกายของผู้ทรงศีล บ่งบอกถึงสภาวะจิตของผู้เป็นอาจารย์กำลังอยู่ใน ฌาน และเฝ้ามองดูตนอยู่

          “ขอบคุณครับ หลวงพ่อ” นักเขียนหนุ่มกำหนดจิตตอบ ยื่นมือให้อีกฝ่ายเกาะกุมไว้...หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนโยน ทาบนิ้วเรียวแตะเสียงใส ๆ กระซิบ...

          “วางจิตให้ว่าง ๆ นะ” จบคำของสตรีในแดนทิพย์ วรุตตั้งจิตกำหนดถึงความว่าง...พริบตา เจ้าตัวรับรู้ถึงความอบอุ่นที่กำลังแผ่จากอุ้งมือของอีกฝ่ายหลั่งไหลเข้าหาตนเอง...พร้อม ๆ กับความรู้สึกวาบวับ...ดิ่งเข้าภวังค์อีกครั้ง จิตเคลิ้มคล้อยโปร่งเบาไปวูบ...ใหญ่ ๆ กับอาการพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วหยุดลง

          “ลืมตาได้แล้ว...วิศวนารถ ถึงแล้ว” เสียงอ่อนโยนของผู้เลอโฉมนาม...ปารมิตา บอกชายผู้เป็นที่รัก...

          “สวยจริง!” ชายหนุ่มอุทานเมื่อเห็นภาพข้างหน้ากระจ่างในสายตา

          “สวยเหลือเกิน...บ้านหรือ?” จิตลิงโลดนัก...นักเขียนหนุ่มกวาดสายตามองรอบ ๆ ตัว


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          สิ่งที่เห็นคือความงดงามของบรรยากาศที่เป็นสีอมชมพู ๆ สบายตา... วรุต...รู้ชัดจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่คือเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้า สองข้างทางมีพฤกษาพันธุ์ไม้รายเรียงไปจนสุดลูกหูลูกตา น่าแปลก! ที่ต้นไม้เหล่านั้นสูงเพียงแค่เอื้อมเด็ด ทุกต้นกำลังให้ดอกบานสะพรั่ง...เป็นสี ‘ขาวอมชมพู’ ระบัดดอกไสวไปหมด

          “ดอกไม้สวยจัง...ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย” เจ้าตัวอุทานกับความงามที่ไม่เคยเห็น...ดอกสีขาวเรื่อชมพูเป็นพวงระย้าแย้ม จิตจับได้ถึงความละมุนของมัน

          “ถ้าจับได้คงนุ่มมือพิลึก!” คนที่กำลังมองพินิจพิเคราะห์นึกในใจ

          “ปาริชาติ...สวรรค์” เสียงนุ่มหูกระซิบแผ่วบอก

          “สวรรค์ชั้นไหนจ๊ะ” วรุตถามด้วยความอยากรู้...

          “ลืมอดีต...ลืมสัญญาหมดเลยหรือวิศวนารถ?” น้ำเสียงมีแววตัดพ้อ ขณะที่อีกฝ่ายเงียบงันไร้คำตอบ ผู้เลอโฉมจึงไขข้อข้องใจให้ฟัง

          “สวรรค์ชั้นกามาพจร เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเทวโลกกับมนุษย์โลก สวรรค์ชั้นนี้มี...สามภูมิ...” เสียงอธิบายช้า ๆ เว้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยคำต่อ

          “ภูมิต่ำสุดที่ใกล้ชิดกับมนุษย์คือภูมิที่มนุษย์เรียกว่าลับแลนคร...หรือที่เรียกว่าพวกบังบดนั่นแหละ ผู้ที่อยู่ในภพภูมินี้มีกายทิพย์ที่ค่อนข้างหยาบแต่ละเอียดกว่ามนุษย์ เป็นโอปปาติกะที่ยังมีสัญญา...มีความเป็นอยู่ที่มิได้แตกต่างจากมนุษย์โลกเท่าใดนัก...” ปารมิตา...ทวนความทรงจำให้ ขณะที่ชายหนุ่มเองพยายามค่อย ๆ ลำดับ ความรู้ ที่ลางเลือนกลับคืนมา

          “เคยได้ยินมาเหมือนกัน...พวกนี้ใช่ไหมที่ชอบเอาของมาใส่บาตรให้พระธุดงค์ที่บำเพ็ญธรรมตามป่าตามเขา?” คนหน้าขาวคิ้วเข้มโพล่งคำเหมือนนึกขึ้นมาได้

          “ถูกต้อง!” หญิงสาวพยักหน้ารับ

          “อยู่คนละภพภูมิ...ทำไมจึงมองเห็นกันได้ล่ะ?” ชายหนุ่มยังไม่คลายสงสัย

          “แม้จะอยู่คนละภพ แต่เป็นภูมิที่ใกล้กันกับมนุษย์มากที่สุด มีความหยาบพอที่จะปรากฏต่อสายตามนุษย์ได้ง่าย” ผู้เลอลักษณ์อธิบายชัดคำ

          “ภูมิที่สองล่ะ?” วรุตซักต่อ

          “ภูมิที่สองเรียกว่า ภุมเทวา คำตอบช้าชัด หากอีกฝ่ายขมวดคิ้วเข้มแสดงถึงความไม่เข้าใจ

          “เป็นพวกรุกขเทวดา พระภูมิ...เจ้าที่ทั้งหลายนั่นไงล่ะ พวกที่อยู่ในภูมินี้ยังติดสุขคล้ายมนุษย์ รับเครื่องเซ่นสังเวยของมนุษย์อยู่เสมอ เรียกว่ายังข้องเกี่ยวกับภูมิของมนุษย์อย่างมากจะน้อยกว่าพวกบังบดก็นิดเดียว” คำอธิบายยืดยาว ชายหนุ่มจึงถึงบางอ้อ...

          “อยากเห็นจัง” วรุตคิดในใจ

          “อยากเห็นหรือ?” ปารมิตารู้ถึงวาระจิตของอีกฝ่าย เอียงหน้ากลับมาถาม

          “ฮื่อ!” คนถูกถามพยักหน้ารับ

          “ตกลง!” ผู้อยู่ในภูมิทิพย์รับปากทันที

          “ยื่นมือมาสิ!” ปารมิตายื่นมือให้อีกฝ่ายเกาะกุม เหมือนตอนมาเมื่อครู่ คนคิ้วเข้มรีบทำตาม พอมืออีกฝ่ายสัมผัส เจ้าตัวก็รู้สึกว่ากายถูกดูดไปข้างหน้าพร้อมกับภาพบรรยากาศรอบตัวพร่ำไหวในบัดดล

          “ถึงแล้วล่ะ!” ในพริบตาเดียวชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงคุ้นหูกระซิบบอกเบา ๆ

          ...พร้อมกับเสียงกระซิบ อาการพร่ำไหวพลันแจ่มชัดขึ้น วรุตเขม้นมองภาพที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าครูใหญ่ ก่อนพูดกลั้วหัวเราะเบา ๆ

          “นี่เหรอ...เมืองลับแล?”

          “ถูกต้องแล้ว...วิศวนารถ!” ผู้เป็นมัคคุเทศก์แดนทิพย์ยืนยัน

          “เหมือนหมู่บ้านแถวต่างจังหวัด...” คนหน้าขาวรำพึงในใจ เพราะลักษณะชุมชนที่เห็น เจ้าตัวแน่ใจทุกอย่างคลับคล้ายบ้านเรือนสังคมในชนบท ...เพียงแต่... ‘สงบ’ และ ‘สะอาด’ มากกว่า

          “อากาศโปร่งสบายกว่าโลกของเรา...แต่ไม่สบายเหมือนเมื่อครู่นี้” วรุตแหงนดูท้องฟ้า ไม่มีดวงอาทิตย์หรือดวงดาวใด ๆ ณ ที่แห่งนี้

          “เดินดูได้นะ” เสียงนุ่มจากหญิงสาวบอก

          ทั้งคู่ย่างผ่านเข้าไปในชุมชน บังบด นักเขียนหนุ่มกวาดตามองรอบตัวอย่างพินิจพิจารณา สิ่งปลูกสร้างเป็นเรือนไม้มิได้วิจิตรพิสดารแต่อย่างใด หากทุกอย่างคงสัญลักษณ์เดียวกันคือ สะอาดสะอ้าน ฝีมือก่อสร้าง ประณีตแข็งแรง

          ผู้คนที่นี่ผิวพรรณผ่องใส สีหน้าท่าทางอ่อนโยน ยิ้มให้ผู้มาเยือนทั้งสอง ชายหนุ่มสังเกตเครื่องแต่งกายเรียบง่ายลักษณะเป็น ผ้าฝ้าย ไม่ย้อมสี ดูปราดเดียวก็รู้ เป็นผ้า ทอมือ ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ให้เห็นในคลองจักษุ

          “ผู้คนในภูมินี้มีความเป็นอยู่คล้ายมนุษย์ เนื่องจากสัญญาความทรงจำยังติดมาจากการเป็นมนุษย์สูงมาก” ผู้เลอโฉมนามปารมิตาอธิบาย

          “ดูเหมือนจะอยู่กันเป็นครอบครัวด้วย” วรุตตั้งข้อสังเกต

          “ถูกต้อง แต่ไม่ได้เสพกามเหมือนมนุษย์” หญิงสาวไขข้อข้องใจราบเรียบ

          “อ้าว! แล้วนั่นมาได้ยังไง?” คนหน้าขาวชี้ไปที่เด็กสองสามคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ตรงลานข้างหน้า ปารมิตาแย้มยิ้มก่อนตอบช้า ๆ

          “การเกิดของผู้คนในภูมินี้เป็นการอุบัติขึ้นเอง...การเกิดต้องเป็นไปตามสภาวะกรรม...เช่นถ้าหากในครอบครัวนั้นถึงเวลาที่จะต้องมีบุตร...คู่ของตนจะเกิดความต้องการมีบุตรในจิต...และเด็กก็จะบังเกิดขึ้นมาทันที”

          “เลี้ยงดูยังไง?” คนสงสัยซักไม่หยุด

          “ไม่ต้องเลี้ยงดู การเกิดของวิญญาณที่นี่ ผุดขึ้นมาก็วิ่งเล่นได้เลย การเจริญวัยเป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่สั่งสอนอบรมธรรมะให้ ถ้าเวลาพ้นกรรมก็จะหายไปเลย...การหายไปก็คือการจุติ ไปจากภูมินี้ไปเสวยผลกรรมดีกรรมชั่ว ณ ภูมิอื่นตามวาระของกรรมแห่งตน” วรุตได้คำตอบแจ่มชัด

          “ผู้คนที่นี่กินอยู่อย่างไร?” ชายหนุ่มไม่วายสงสัยอีก

          “ความจริงไม่จำเป็นต้องเสพอาหาร แต่บางวิญญาณยังมีสัญญาความเคยชินจากภพมนุษย์ ก็สามารถเสพอาหารได้ เป็นพวกอาหารทิพย์ หรือบางรายยังชินกับการทำงาน ก็ทำได้มีการทำนาปลูกข้าวเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปฏิบัติธรรมมากกว่า...” หญิงสาวจากภูมิทิพย์ชะงักคำเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยอีกประโยคเสมือนนึกขึ้นได้

          “ได้เวลาแล้ว กลับเถอะวิศวนารถ...!”

          “แล้วภูมิที่สามล่ะ?” นักเขียนหนุ่มทักท้วง

          “เอาไว้ทีหลังเถอะ แล้วจะพาไป...ได้เวลาต้องกลับแล้วล่ะ” ผู้เลอลักษณ์นามปารมิตาเน้นคำ ไม่ยอมโอนอ่อนตามความต้องการของอีกฝ่าย

          “ไปเถอะ!” หญิงสาวคว้าแขนชายหนุ่มกำหนดจิตเหมือนครั้งแรกที่พามา...กายทิพย์ทั้งสองลอยวูบคืนกลับตรงจุดเดิมอันเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้า มีพันธุ์ไม้งามที่ผู้เลอลักษณ์ปารมิตา ที่เรียกว่า ปาริชาติสวรรค์ รายเรียงสุดลูกหูลูกตาตรงนั้น...

          “ตรงนี้ต้องเป็นภูมิชั้นที่สามแน่นอน” วรุตครุ่นคิดขณะที่กายทิพย์ค่อย ๆ เคลื่อนกายไปช้า ๆ ไปสู่หนทางอันยาวไกลเบื้องหน้าเนิ่นนานก่อนที่เส้นทางนั้นจะสิ้นสุดลง สวยจัง...สวยกว่าเมื่อครู่ตั้งเยอะ เจ้าตัวอดชมไม่ได้ เมื่อเห็นบ้านเรือนปรากฏต่อคลองจักษุ งามระยิบระยับ ผู้คนที่ผ่านหน้า รูปกายผ่องใส วงพักตร์สวยละมุนละไมบางร่างจิตรู้บอกว่าอายุขัยมากแล้ว ไฉนจึงดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

         “ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์ ยิ่งนานก็ยิ่งมีผิวพรรณสดใส ดูอ่อนวัยขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น รัศมีของกายแจ่มใสตามภาวะจิต” ผู้อยู่ในแดนทิพย์ตอบข้อสงสัยของชายหนุ่ม

         “เพราะทุกอย่างในภูมิทิพย์สำเร็จได้โดยจิต...” คำตอบชัดเจน

         “จิตกำหนดรูป” วรุตนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อ

         “เมื่อตอนมนุษย์ละทิ้งสังขารใหม่ ๆ จะมองเห็นรูปร่างกายทิพย์ของตนเหมือนตอนอยู่ในโลกมนุษย์ตามสัญญาเดิมทุกประการ แต่เมื่อมาอยู่นาน ๆ เข้า จิตจะปรับตัวตามสภาพของภูมิชั้นที่ตนสถิต” ถ้อยคำอธิบายแจ่มชัด ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้

         “แล้วบ้านเรือนของที่นี่ทำขึ้นจากอะไร?” นักเขียนหนุ่มซักถามข้อข้องใจตามนิสัยแส่ส่ายสอดรู้

         “นิรมิต...” ได้คำตอบสั้นกระชับจากหญิงสาว

         “นิรมิต??” คนคิ้วเข้มทวนคำเสมือนจะถามย้ำ

         “ดูนี่...วิศวนารถ” หญิงสาวในแดนทิพย์ไม่ตอบคำถาม หากแบมืออันเรียวงามขาวผ่องออกมาข้างหน้า...พริ้มตาหลับกำหนดจิตเพียงครู่เดียว...วรุตสัมผัสถึงพลังจิตที่แผ่ออกจากหน้าผากของเธอเป็นประกายสีรุ้งระยิบพรายเคลื่อนออกมาครอบคลุมที่ฝ่ามือ!

         “หือ...ม์!” นักเขียนหนุ่มครางในใจ...เพราะสิ่งที่ปรากฏในฝ่ามือของ...ปารมิตา...เริ่มก่อรูปเป็นเงาลาง ๆ แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้น ๆ เรื่อย ๆ

         “สวยจริง...ทำได้ยังไงนี่?” วรุตอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยชม...สิ่งที่เห็นชัดตาในฝ่ามือของอีกฝ่ายในขณะนี้ เพราะมันคือกำไลข้อมือสีทองฝังพลอยสีแดงฉานรอบวง งามระยับระยิบ...!

         “ทุกอย่างของที่นี่เกิดจากการเนรมิตด้วยจิตทั้งนั้น” ผู้เลอลักษณ์เอ่ยคำราบเรียบ

         “แล้วที่นี่เรียกว่าอะไร?” คนคิ้วเข้มถามอีกฝ่ายเมื่อนึกขึ้นได้

         “จำบ้านเดิมของท่านไม่ได้หรือ...วิศวนารถ?” คำตัดพ้ออ้อยอิ่ง “ตั้งจิตระลึกดูสิ ผู้เป็นที่รักแห่งข้า” ถ้อยวาจาอ่อนหวานจากผู้งามลักษณ์กว่าหญิงใดในหล้าแนะนำคนรัก

         “ทำยังไงล่ะ?” วรุตไม่เข้าใจคำแนะนำ

         “ตั้งจิตอธิษฐานสิ! วิศวนารถ ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวา มีฤทธิ์อยู่กับตัวทั้งสิ้น เรียกว่า...อธิษฐานฤทธิ์ ตั้งจิตให้มั่น แล้วกำหนดจิตอธิษฐานตามประสงค์ หากบุญบารมีสั่งสมเพียงพอก็จะสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ” หญิงสาวแนะนำด้วยอาการยิ้มละมุนในสีหน้า

         “ทำได้จริงหรือ?” เจ้าตัวไม่แน่ใจ

         “เรื่องของจิต...หากจะกระทำต้องไม่ลังเล มนุษย์ธรรมดา ๆ ยังมีสิทธิอธิษฐานมุ่งถึงพระนิพพานได้ ไฉนเรื่องแค่นี้จะกระทำมิได้เล่า วิศวนารถ?” ประโยคนี้ปารมิตาเน้นเสียงขึ้นคล้ายจะดุอีกฝ่ายที่ไม่มั่นใจตัวเอง

         “ตกลงจะลองดู?!” นักเขียนหนุ่มตัดสินใจ พร้อมกับยืนนิ่งสำรวมจิตเป็นหนึ่ง...ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง “ขอบารมีที่สะสมมาทุกภพทุกชาติขอรู้...” ประกายสว่างไสวแจ่มจรัสในจิต ‘ตัวรู้’ ผุดแว่บ ภาพปราสาทอันวิจิตรตระการตาไหลผ่านจิต...หนึ่ง...สอง...สาม...สี่... ปราสาทอันแพรวพรายระยิบระยับทั้งสี่เป็น ‘นิมิต’ เจ้าตัวรู้ชัด ที่สถิตของท้าว ‘จตุโลกบาล’ จิตรู้กระจ่างแจ้งในบัดดล

         สวรรค์จาตุมหาราชิกา! คนอธิษฐานจิตรู้คำตอบด้วยอาการลิงโลด

         “ไม่ผิด...วิศวนารถ ปราสาททั้งสี่ทิศเป็นที่สถิตแห่งมหาราชทั้งสี่พระองค์คือ ท้าวเวสสุวรรณ...จอมยักษ์ผู้รักษาโลกทิศเหนือ ท้าววิรุฬปักษ์ จอมนาคาผู้รักษาโลกทิศตะวันตก ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์รักษาโลกทิศใต้ และ ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ผู้รักษาโลกทิศตะวันออก... ทั้งสี่พระองค์ปกครองจาตุมหาราชิกาสวรรค์ตามพระบัญชาแห่งมหาเทวะเจ้าผ่านเทวาลัยนั่น...” จบประโยคพร้อมกับกรีดนิ้วชี้ไปข้างหน้า...ภาพคุ้นเคยประจักษ์แจ้งในจักษุ

         “เทวาลัย...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มอุทานในอก

         บรรยากาศที่นวลตาเป็นสีขาวเรื่ออมชมพูเมื่อครู่ ปลาสนาการไปตั้งแต่เมื่อใด ยากที่จะรู้ได้ อณูแห่งโลกทิพย์กลายกลับเป็นแสงเหลืองนวลกระจ่างล้อมรอบเทวาลัยสีขาวลออตาอยู่ตรงหน้า

         “บ้านของเรา” วรุต...รู้สึกสะท้านสะท้อนในจิต...ริ้วแห่งความปีติระคนเศร้ารุมเร้า เจ้าตัวสำเหนียกถึงน้ำหยาดใสเอ่อท้นคลอคลอง

         “ครั้งหนึ่งในอดีตอันยาวนาน...เคยอยู่ที่นี่” ความจดจำกลับคืนดุจสายน้ำบ่าไหล

         “วิศวนารถ...ผู้ดำรงจิตเป็นข้าบาทรองรับพระบัญชาของมหาเทวะเจ้า...คือเรา” ชายหนุ่มรู้ที่มาแห่งตนกระจ่างชัด

         “ปารมิตา...เจ้าพาเรามาทำไม?” วรุต...หันกลับมาถามหญิงผู้เลอลักษณ์

         “หรือ...ต้องการให้ข้าเจ็บช้ำ...” คำตัดพ้อพรั่งพรู ฤทัยรานร้าวเมื่อสัญญาแห่งอดีตแจ่มแจ้งสว่างโพล่งในจิต

         “วิศวนารถ...ทั้งหมดเป็นเทวะโองการทั้งสิ้น” ปารมิตาเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงรันทดไม่แพ้อีกฝ่าย

         “ทำไมหรือ?” คนหน้าขาวไม่เข้าใจ

         “ปารมิตาของท่านก็ไม่อาจรู้พระประสงค์แห่งพระองค์ผู้สูงสุดได้...” คนตอบส่ายหน้า ไร้คำอธิบาย

         “ทุกครั้ง...เคยนึกว่าหลับแล้วฝันไป...ครั้งนี้ชัดเจนเหลือเกิน” วรุตทวนทบสิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปรแม้แต่น้อย เทวาลัยยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน

         “ไปเถอะ...วิศวนารถ...ไปที่นั่นแล้วท่านจะรู้ด้วยตัวเอง” หญิงสาวในแดนทิพย์เอ่ยคำแผ่วเศร้า

         “ตกลง...! แล้วเจ้าล่ะ?” ชายหนุ่มไม่ขัดขืน หากยังย้อนถามคนรักที่อยู่ต่างภพด้วยความห่วงหาอาวรณ์

         “ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก...” เสียงหวานแว่วแผ่วเบาลงอีก

         วรุต...มองผู้เป็นที่รักแห่งตนนิ่งนาน ก่อนหันกลับมาดูสิ่งก่อสร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ทอดถอนใจรำพึงในอก

         “เรากลับมาที่นี่ครั้งนี้เป็นหนที่สาม ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นความฝัน...มาวันนี้จะเรียกว่าฝันได้อย่างไร?” คนคิ้วเข้มสูดลมหายใจลึกเข้าไปในอกตามความเคยชิน ไหล่ตั้ง หลังเหยียดตรง... อันเป็นลักษณะของผู้ ‘ทรงศักดิ์’ หน้าแหงนเชิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

         “เราคือ...วิศวนารถ...!” จิตของชายหนุ่มคล้ายตะโกนลั่นอยู่ภายในอื้ออึง ‘ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้’ หัวใจฮึกเหิม...อหังการ์ท่วมท้น

         “อณูแห่งมหาเทพ...” สำนึกในหน้าที่ระบุชัดในใจ ร่างสูงโปร่งเคลื่อนกายสู่ที่หมายที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า

         บันไดหินที่ทอดยาวขึ้นสู่เบื้องบนยังเป็นเฉกเดิม...พญานาคาคู่นั้นยังคงแผ่พังพานน่าเกรงขามเหมือนเมื่อครั้งที่มาเยือนตอนถูกรถชนครานั้น เท้าทั้งสองข้างมาหยุดอยู่ตรงรอยสลักรูปดอกบัวที่เคยคุกเข่ากรานกราบสถานที่แห่งนี้มาแล้ว ครั้งนี้ไฉนเลยจะละเว้นได้

         “โอม...นมัช ศิวายะ” เสียงอุโฆษ...เปล่งก้องออกมาจากอกหลังคุกเข่ากราบลง...หน้าผากจรดพื้นศิลา


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

         พร้อม ๆ กับมโหรีอันไพเราะแว่วมากระทบโสต...ทันทีที่ร่างสูงโปร่งหยัดกายขึ้น ขาก้าวพ้นบันไดล่วงสู่ธรณีประตูเทวาลัย ผู้เป็นอณูแห่งเทวะกรายตากวาดดูสรรพสิ่งรอบ ๆ กาย คล้ายจะทวนความจำในอดีต ความงดงามของศิลปะที่ปรากฏแก่คลองจักษุยังคงพลิ้วไหว...งดงามยิ่งนัก ...สายตาแลมองระเรื่อย หากเท้ายังมุ่งหน้าผ่านห้องโถงล่วงสู่แดนหวงห้าม...อักษรสีแดงฉานหน้าห้องครรภ์คฤหะยังไม่ลบเลือน อักขระ...เทวนาครีย์ แปลความ ‘ผู้ล่วงล้ำจักพินาศ’ ยังส่งประกายให้คร้ามเกรงไม่เสื่อมคลาย

         “ทุกอย่างในเทวาลัยไม่เปลี่ยนเลย” คนหน้าขาวรำพึง ริ้วความสะทกสะท้อนท้นอก...ไยมิใช่! เทวาลัยไม่เปลี่ยนแปร...แต่ผู้ทำหน้าที่ต่างหากเล่าที่แปรเปลี่ยน...เปลี่ยนไปอยู่ ณ โลกมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มีกายหยาบสกปรกโสมม...

        “เพราะความรักจึงเป็นเช่นนี้” คนคิดรู้ถึงความเจ็บแปลบในอกที่เกิดขึ้นพร้อมความคิด

         “จริงหรือ?” คำถามเกิดขึ้นเองขณะที่เท้าพามาหยุดอยู่ตรงหน้าศิวลึงค์สีดำที่ตั้งอยู่กลางห้อง ‘ครรภ์คฤหะ’ ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม

         “กรรม...เป็นตัวกำหนดภาวะของวิญญาณ” คำตอบผุดขึ้นในใจด้วยตัวเอง

         “ทั้ง ๆ ที่เรามีหน้าที่สนองโอษฐ์มหาเทวะ แต่เพราะกระแสกรรมจึงทำให้เกิดเป็นมนุษย์กระนั้นหรือ?” นักเขียนหนุ่มในสภาพกายทิพย์ใคร่ครวญ

         “เพราะความรัก...เรารักปารมิตา...ความรักเป็นกระแสกรรมหรือไร?” เจ้าตัวเค้นหาคำตอบ

         ไยมิใช่เล่า...วิศวนารถ...! สุรเสียงเปี่ยมด้วยอำนาจตบะเดชดังกึกก้องสวนความคิดของชายหนุ่ม เจ้าตัวสะดุ้งเฮือก คุกเข่ากรานกราบเปล่งเสียงรัวเร็ว...

         “โอม...นมัช ศิวายะ...”

         “ทุกอย่างเป็นไปตามกระแสกรรมพัดพา” ถ้อยรับสั่งกังวาน...ทั่วห้องพลันสว่างเรืองโรจน์ด้วยประกายแห่งแสง มหาโอภาส...คนคิ้วเข้มถึงกับต้องหลับตาลง เนื่องจากทานรับรังสีเจิดจ้าของมหาเทวะมิได้...เสียงพระสรวลกัมปนาท...ก่อนเปล่งพระสุรเสียงอีกคำรบ

         “เพียงแต่เราเป็นผู้กำหนด...กรรม...ของเจ้าเท่านั้น วิศวนารถ...เอย!!” ถ้อยรับสั่งชัดเจน

         “ทำไมต้องเป็นเกล้ากระหม่อม...ฝ่าบาท?” วรุต...กำหนดจิตถามในใจ... เสียงพระสรวลคล้ายหยันเยาะผู้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ก้องกังวาน...ถ้อยรับสั่งชัด

         “เจ้าอยากรู้รึ? ฟังวิศวนารถ...ฟังเรา...!” เสียงกระหึ่มเป็นคลื่นแผ่ก้องไปในความเวิ้งว้างอันเสมือนมิได้สิ้นสุดนั้น...


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com