
บทที่ ๑๖
ปรเมศว์ส่ายหน้า...ความสงสัยมลายสิ้น ลักษณะการเช่นนี้ไฉนเจ้าตัวจะลืมเลือนจันทร์เพ็ญเต็มดวงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การแข็งค้างเฉกนี้ไม่มีผิดเพี้ยนเคยโดนมาแล้ว มหาเทวะ เป็นผู้ทำแน่แล้ว เจ้าตัวรู้ยิ่งกว่ารู้
โดนเข้าจนได้เลยตู! พ่อคนหน้าจืดบ่นพึมในใจ
เหลือร้าย แถมให้อีกคำก่อนก้มหน้าก้มตาเดินออกจากป่าช้า...เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์กระหึ่ม...ทั้ง ๆ ที่เมื่อเย็นวานเจ้าของรถจนปัญญาที่จะแก้ไขต้องจอดอยู่ริมทางหลวงทั้งคืน
โดนแกล้ง...! ปรเมศว์ประจักษ์ความจริง อารมณ์คุกรุ่น...โทสะกำเริบแต่แล้วก็นึกขึ้นได้
‘การเจริญสติปัฏฐานสี่...ให้สติรู้เท่าทันอาการกิริยา ที่สำคัญตามอารมณ์ให้ทัน...’ คำพูดพระธุดงค์แว่วในความจำ
‘นี่เรากำลังโกรธ...ใช่แล้ว!’ สติเริ่มก้าวทันอารมณ์ เจ้าตัวรู้ชัด กำลังโกรธ
‘ก้าวร้าวพระ...ไม่ใช่ มหาเทพสิ! บาปเปล่า ๆ’ ท่านบรรณาธิการขันตัวเอง หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
‘ไปหาไอ้รุต...ดีกว่า’ ชายหนุ่มตัดสินใจพร้อมเคลื่อนพาหนะมุ่งหน้าสู่จุดหมายเดิมทันที
บุรุษวัยสามสิบหน้าขาวจัดตัดกับคิ้วเข้มสะดุดตา ที่กำลังใช้ไม้กวาดทางมะพร้าว ทำความสะอาดลานกุฏิหลวงพ่ออยู่ หันขวับ! เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังเข้ามา
“ไอ้...เมศว์” วรุต...อุทาน เจ้าตัวประหลาดใจในการโผล่มาอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย
“อ้อ! มาเป็นตาเถนกวาดลานอยู่นี่เอง...” คนก้าวลงจากรถพูดเสียงดังคล้ายตะโกน ยิ้มร่าเดินเข้ามาหาคนคิ้วเข้มที่ชะงักงานยืนมอง
“บ๊ะ! ไม่เบาเอ็งนี่เก่งแฮะ มาไม่ทันข้ามคืน สำเร็จวิชาไม้กวาดอรหัน...ซะแล้ว” ปรเมศว์เริ่มเปิดฉากยั่ว หากอีกฝ่ายทำหน้าเฉย
“มาทำไม?” วรุตถามห้วน ๆ หน้าตาขึงขัง
“อ้าว! พูดอย่างนี้ก็แย่สิฟ่ะ! ข้าก็ต้องการสำเร็จสุดยอดวิชาบ้างสิ” ท่าน บอ.กอ.พูดเสียงดัง
“ข้าว่าเอ็งมารบกวนชาวบ้านเขามากกว่า” นักเขียนหนุ่มพูดเสียงราบเรียบ ไม่มีร่องรอยขุ่นเคืองใด ๆ ซึ่งแตกต่างกับเมื่อก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ...ถ้าเป็นในอดีต ปรเมศว์ต้องถูกแหวเข้าให้แล้ว เพราะคนหน้าขาวเจ้าโทสะเป็นนิสัยประจำตัวซึ่งใครๆ ก็รู้ดี
“เหรอ ๆ ขอโทษ...” จอมยั่วลดเสียงทำกระซิบกระซาบ...พร้อมกับถามหาอีกคน “หลวงพ่อไปไหน...?”
“ข้างบน...” วรุตพยักพเยิดไปทางกุฏิหลังเล็กของผู้ทรงศีลวัยชรา
“ขึ้นไปสิ!” คนกำลังกวาดลานพูดเบา ๆ
“ไม่เอาหรอก...ไม่ค่อยกินเส้นกะข้าเท่าไร เดี๋ยวถูกตะเพิดไม่เหมือนเอ็ง เข้ากันยังกะผีกับโลง!” คนมาทีหลังเริ่มใช้นิสัยปากไม่มีสาริกา
“ปากสัมภเวสี!” เสียงคุ้นหูดังแว่วมา ท่านบรรณาธิการหน้าซีดเผือด
“บรรลัยแล้วตู เสียงหลวงพ่อนี่หว่า!” เจ้าตัวกระซิบกระซาบ “หูไวชะมัด!” ท่าน บอ.กอ.พึมพำเหลียวมองกุฏิหลังน้อยอย่างหวาด ๆ
“พระอะไรวะ? คอยตะแคงหูฟังชาวบ้าน” ปรเมศว์หนนี้ไม่กล้าเอ่ยคำหากคิดอยู่ในใจ
“ขึ้นก็ขึ้นวะ!” ท่าน บอ.กอ.ตัดสินใจขยับก้าวขาขึ้นบันไดกุฏิ
บันไดลั่นเอี๊ยะ...เพราะความชราภาพ ปรเมศว์ก้าวพ้นขึ้นมามองเห็นเจ้าของกุฏินั่งเอกเขนกอยู่บนอาสนะเก่าคร่ำผืนเดิม...เจ้าตัวก้มกราบ สังเกตเห็นวิธีกราบงดงามกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“อาตมาไม่เคยตะแคงหูฟังชาวบ้านนินทาพระ” ผู้ทรงศีลพูดเปรย ๆ คนก้าวขึ้นมาสะดุ้ง
‘ซวยอีกแล้วตู...!’ ปรเมศว์ครางในใจ
“นี่ขนาดเขาตามมาสอนมหาสติปัฏฐานสี่ให้ทั้งคืน ปากยังไวเหมือนลิง” หลวงพ่อพูดเปรย ๆ หากเจ้าตัวรู้ชัดว่าโดนเหน็บ
“หลวงพ่อนี่รู้จริง ๆ เลยครับ” ชายหนุ่มเสียงอ่อย ผู้ชราภาพหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ แววตาที่มองมีความปรานีฉายอยู่
“อยากรู้ก็ต้องปฏิบัติ” ผู้ทรงศีลเอ่ยคำเบา ๆ
“โธ่! หลวงพ่อมันก็อยากปฏิบัติหรอก...แต่จะเอาเวลาที่ไหนมาปฏิบัติล่ะครับ งานเต็มหัวไปหมด” คนหน้าจืดเป็นต้มฟักโอดครวญ
“การปฏิบัติบำเพ็ญจิตไม่จำเป็นต้องมีเวลา สามารถทำได้ทุกอิริยาบถไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิหลับตา...จะยืนนั่ง...ลุกเดินทำได้ทั้งนั้น จะตีลังกาก็ยังไหว ขอเพียงให้จิตสงบ...เอาสติกำหนดรู้ให้ได้ก็ถือว่าทำแล้ว...” เสียงเทศนาเนิบนาบ เสมือนย้ำข้อความของภิกษุธุดงค์ที่ปรเมศว์พบมาเมื่อคืน
“แหม...หลวงพ่อขนาดนั่งหลับตาเฉย ๆ ใจมันยังว่อกแว่กอยู่เลย แล้วจะมาเดินนั่งยืนด้วยจะไหวหรือ...?” เจ้าตัวแย้ง
“มันเป็นเรื่องธรรมดา...ใหม่ ๆ ก็ลำบากเหมือนเราจับลิงมาล่ามโซ่ มันจะดิ้นรนสะบัด พอนาน ๆ เข้ามันก็จะชินจะเชื่องไปเอง จิตมนุษย์ก็เหมือนกันต้องหมั่นทำถึงจะเห็นผล” ผู้เป็นสงฆ์อธิบายช้า ๆ อีกฝ่ายนิ่งเงียบงันไม่ต่อคำใด ๆ
“เมื่อฝึกจนจิตไม่แส่ส่าย จนเกิดสมาธิชั้นสูงแล้ว จิตจะมีพลังสร้างปาฏิหาริย์ได้ ที่เราเรียกว่าอภิญญาไงล่ะ...!” เจ้าของกุฏิสรุป
“จริงหรือครับหลวงพ่อ...?” ปรเมศว์ย้อนถาม สีหน้ายังส่อแววสงสัย
“จริง!” ผู้ทรงศีลรับคำยืนยันหนักแน่นก่อนจะเอ่ยอีกประโยคที่บรรณาธิการหนุ่มนิ่งอึ้ง
“เมื่อคืนที่โยมเห็นพระธุดงค์รูปนั้น ไม่ใช่ตัวตนจริง ๆ แต่เป็นการใช้อภิญญาของมหาเทพ” ประโยคนี้เป็นการยืนยันชัดแจ้งว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน หลวงพ่อ รู้ จริงเป็นมหาเทวะกลั่นแกล้งแน่แล้ว ปรเมศว์ส่ายหน้าขันตัวเอง
‘นึกแล้วเชียว...!’ คนขันตัวเองคิดในใจ
“การที่โยมเห็นภาพเนรมิตเมื่อคืน เป็นข้อยืนยันได้ถึงฤทธิ์ของการใช้อภิญญา” เสียงของหลวงพ่อยังคงราบเรียบดุจเดิม
“แสดงว่ามหาเทพเสด็จลงมาเลยใช่ไหมครับ...?” คนถาม...เกิดปีติ
“ไม่ใช่!” คำตอบผิดคาด
“อ้าว! แล้วเป็นใครล่ะครับ?” บรรณาธิการหนุ่มฉงนฉงาย
“เป็นมโนมัยกาย...หมายความว่าตัวดวงจิตแท้ของมหาเทพไม่ได้ลงมาทั้งหมด หากเป็นการสร้างรูปกายจากจิตส่งมาถึงเรา” ผู้ทรงศีลอธิบาย หากคนฟังยังไม่เข้าใจ
“เอาล่ะ จะทำให้ดู...” หลวงพ่อตัดสินใจคว้าผ้ากราบข้างตัวขึ้นมา
“ดูนะ!” มือเหี่ยวย่นตามวัยขมวดผ้าผืนเล็กผูกเป็นเงื่อนสองมือกุมผ้าสีคล้ำไว้พร้อมกับพริ้มตาหลับลง ปากพึมพำขมุบขมิบ...ปรเมศว์จ้องมองไม่กะพริบตา...เพียงอึดใจเดียว ผู้ทรงศีลลืมตาเป่าพรวดลงบนผ้าในอุ้งมือ
“เฮ้ย!” ชายหนุ่มผงะร้องเสียงหลง...เพราะทันทีที่ลมปากกระทบกับผ้ากระต่ายตัวเล็กกระโดดแผล็วจากอุ้งมือหลวงพ่อ โจนเข้าหาตัวเอง ท่าน บอ.กอ. ใช้มือปัดกระต่ายน้อยกระเด็นเข้ากระทบข้างฝา
“ตุ๊บ!” พร้อมกับหล่นลงบนพื้นกุฏิ หยุดนิ่ง
“อ้าว!” ปรเมศว์ตาเหลือก กระต่ายหายวับกลับมาเป็นเศษผ้าดุจเดิม...เจ้าตัวอาการแข็งค้าง งุนงง
“เป็นไง?” เสียงผู้มากวัยกว่าดังขึ้นปลุกสติชายหนุ่มกลับมา
“เหลือเชื่อ...!” คนหน้าจืดพึมพำ
“นี่ไง...กายที่เกิดจากจิต ทำให้ดูแล้ว” ผู้ทรงศีลพูดกลั้วหัวเราะ
“จิตกำหนดรูป...” เสียงหลวงพ่อแผ่วลง
“จิตกำหนดรูป...!” ปรเมศว์ทวนคำช้า ๆ สมองคิดเค้น หากเจ้าตัวไม่เข้าใจความหมาย
ผู้ที่มีพลังจิตสูง ๆ หรือสำเร็จฌาน...ทำได้ไม่ยาก ที่โยมเห็นกระต่ายเสกจากผ้าเมื่อครู่ ความจริงมันก็คือผ้า แต่อาตมาใช้จิตที่สูงกว่าเข้มข้นกว่าบังคับจิตของโยมให้รับว่ามันเป็นกระต่ายก็เท่านั้น ผู้ครองผ้าสามผืนอธิบายดุจจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจคำว่า จิตกำหนดรูป ขณะที่ท่านบรรณาธิการนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“ยกตัวอย่างง่าย ๆ ...อย่างคนบางคนชอบสีเขียว...บางคนชอบสีม่วง บางคนชอบคนขาว บางคนชอบคนดำ...คนที่ชอบก็จะบอกว่าสวย ต่างคนต่างชอบตามจิตตน เพราะฉะนั้น จะดีจะชั่วจะสวยจะขี้เหร่ จะชอบหรือไม่ชอบ เป็นเรื่องของจิตกำหนดทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ต้องการพ้นโลก จึงต้องบำเพ็ญจิตให้กล้าแข็งเพื่อสลัดหลุดจากกิเลส...ไปนรก...ขึ้นสวรรค์...หรือนิพพาน ก็ขึ้นอยู่กับจิตกับใจนี่แหละ...! ไม่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจะบอกเรารึว่า...จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน...จริงไหมโยม?” ผู้ทรงศีลอธิบายเชิงเทศนายืดยาว
“เข้าใจแล้วครับ...!” ปรเมศว์รับคำหนักแน่น
“ผมจะตั้งใจฝึกนั่งสมาธิ...กรรมฐาน” คนพูดให้สัญญา หากหลวงพ่อหัวเราะ ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนเทศน์ต่อ
“การปฏิบัติจิต...ฝึกจิต...ไม่ใช่การนั่งขัดสมาธิหลับตา บริกรรมอย่างเดียวเท่านั้น...สิ่งสำคัญที่สุดของการฝึกจิต...คือสติ!...ที่โยมถูกสอนมาทั้งคืนน่ะ เป็นธรรมะสูงสุดแล้ว ถ้ามนุษย์จะลุกจะนั่งจะยืนจะนอนมีสติระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาที่จะไม่ทำบาปก่อเวร มีสติไม่ให้จิตให้ใจมีโทสะ...โมหะ...โลภะ...กิเลสที่ไหนจะมาเกาะกินใจเราได้ ถูกไหม...เมื่อจิตไม่แส่ส่าย ไม่มีกิเลส ไม่มีอารมณ์มาเกาะเกี่ยว จิตจะมีพลัง มีอำนาจทันที...เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ...” คนหน้าจืดก้มกราบหลวงพ่อทันที...เจ้าตัวรู้สึกปีติ...ปัญญาสว่างไสวรู้ชัด...จิตเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ทุกคน ไม่เพียงแต่จิตกำหนดรูปเท่านั้น จิตยังเป็นตัวกำหนดวิบากดี วิบากชั่วของมนุษย์อีกด้วย อยากพ้นจากการเวียนภพเวียนชาติ มีหนทางเดียว เอาสติคุมจิตให้มั่น อย่าให้มันเกิดความโลภ...หลง...โกรธ เกลียด จิตก็จะโปร่งเบา ไม่หนักด้วยกิเลสตัณหา...ปรเมศว์แน่ใจในความคิด
“นั่นแหละ...เมื่อสติกำกับจิตใจให้ปล่อยวางจากอุปาทาน กิเลสตัณหาหมดแล้ว ก็จะว่าง...ว่างตัวนี้ล่ะจึงเป็นความหมายของคำว่านิพพาน...” เจ้าของกุฏิหลังน้อย ขานรับความคิดชายหนุ่ม ประหนึ่งรู้ถึงวาระจิตของฝ่ายตรงข้าม
“อ๋อ! ในความว่างคือนิพพานหรือครับ?” ปรเมศว์ทำท่าเหมือนเข้าใจ หากหลวงพ่อรีบแทรกวาจา
“คำว่าว่าง...ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร แต่เป็นความว่างที่หมายถึงว่างจากทุกข์ นิพพานมาจากคำว่า นิรวาน...ที่แปลว่าปราศจากศรเสียดแทงหัวใจ” ผู้ทรงศีลแย้มยิ้ม สายตาที่แจ่มใสเกินวัยจับอยู่ที่บรรณาธิการ มีประกายแห่งความเมตตาปรานีฉายชัดในส่วนลึก หลวงพ่อ...ถอนใจเบา ๆ รำพึงอยู่ในจิต
“นี่ก็อีกราย...รับปากเขามาก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ!” สาวกของพระพุทธเจ้าที่กำลังสอนธรรมะให้กับปรเมศว์กลับนึกถึงมนุษย์อีกสอง ร่างหนึ่งนั้นคือ นักเขียนหนุ่มนาม...วรุต...คนที่สองคือพยาบาลสาวร่างระหง ที่ชื่อศศิประไพผู้นั้น กับคนที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าขณะนี้...สามชีวิตที่ผูกพัน หลวงพ่อรู้ในวาระจิตถึงภาระหน้าที่ ของคนทั้งสาม รู้ที่มาของทุกคนกระจ่างชัด แต่ไม่ใช่วิสัยของสงฆ์ที่จะบอกเล่าเพราะนั่นคือ วิบาก ของมนุษย์ที่จะต้องดำเนินไปตามวิถีกรรมของตน...กรรมเป็นผู้กำหนดเส้นทางชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้...แม้กระทั่งพระโมคคัลลาผู้สำเร็จอรหัตผล มีอภิญญาฤทธิ์ยังถูกโจรประทุษร้ายกระดูกแหลกละเอียดได้เพราะกรรม...ฉะนั้น...! ไยมิใช่อภิญญาฤทธิ์แพ้กรรมหรือ? แต่กรรมยังแพ้อีกประการ...และประการนี้แหละที่ทั้งสามชีวิตกำลังติดค้าง...นั่นคือสัจจะอธิษฐานต่อ...มหาเทวะ ที่ไม่มีทางหลีกเร้นได้ เพราะ ‘เหนือธรรมชาติคือฤทธิ์อภิญญา เหนืออภิญญาคือกรรม เหนือกรรมคือสัจจะ สัจจะเป็นกรรมที่ต้องชดใช้เมื่อถูกทวงถาม’
ฟ้ามืดแล้ว สนธยาเยี่ยมกรายความเงียบครอบคลุมทั่วอาณาเขตวัดป่า หนุ่มสาวสามคนในชุดขาวเดินฝ่าความมืดสลัวของบรรยากาศสู่กุฏิหลวงพ่อที่แลเห็นอยู่ข้าหน้า โดยสังเกตจากแสงไฟแรงเทียนต่ำสว่างมลังเมลืองในความมืด
“แล้วเอ็งจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ...รุต?” ปรเมศว์ที่เดินรั้งท้าย ทำลายความเงียบ
“พรุ่งนี้” วรุตตอบคำสั้น ๆ โดยไม่หันกลับมามองคนถาม ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างปกติ
“ลางานมาหลายวันแล้ว ป่านนี้หัวหน้าจะว่ายังไงก็ไม่รู้?” ศศิประไพพูดเปรย ๆ
“พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด...คืนนี้ฝึกสมาธิกับหลวงพ่อเสร็จ ก็คงต้องกราบลาท่านเลย” นักเขียนหนุ่มพูดเบา ๆ
“มันน่าจะเป็นอย่างนั้น...เพราะเอ็งยังไม่ได้ส่งต้นฉบับให้ข้าสักหน้าเลย มัวแต่มานั่งหลับหูหลับตาอยู่ที่นี่งานไม่ยอมทำ” บรรณาธิการหนุ่มเริ่มรายการทวงต้นฉบับทันที
“พูดมาก ๆ อาจจะไม่ได้ต้นฉบับตลอดไปก็ได้” วรุตเริ่มเสียงเขียวหากอีกฝ่ายไม่พรั่น สวนคำ
“ข้าจะฟ้องมหาเทวะ...ว่าเอ็งผิดสัญญา!” เสียงพูดเริงร่า พร้อมกับยักคิ้วแผล็บด้วยความเคยชิน
“ต่อไปนี้สมใจไอ้เมศว์มั่งแล้ว เมื่อก่อนเวลาเอ็งเบี้ยวไม่ยอมส่งต้นฉบับ ไม่รู้จะฟ้องใคร รอฟ้องเมียเอ็งก็ไม่ยอมแต่งงานสักที ฮะฮ้า! ตอนนี้ถ้าเอ็งขืนเบี้ยว ข้าจะจุดธูปฟ้องมหาเทพทั้งวันทั้งคืนดูซิ...จะทนไหวไหม?” ท่าน บอ.กอ.จอมยั่วไม่ยอมลดละ ปากยังคะนองไม่หยุด วรุต...เฉยไม่ต่อคำ ขณะที่ศศิประไพปรามเบา ๆ
“คุณปรเมศว์ อย่าไปล่วงเกินเทวดา บาปกรรม”
“ใครบอกล่วงเกิน?” จอมยั่วไม่สนคำปราม ลอยหน้าลอยตา
“การจุดธูปคือการแสดงความเคารพต่างหากล่ะ” แถมยังให้เหตุผลสำทับอีก ศศิประไพส่ายศีรษะหมดท่าคล้ายเอือมระอา แต่แววตาฉายรอยยิ้มอยู่ในความมืดสลัว
“ปากอย่างนี้...มันน่าเอาไปเฝ้าบ้าน” วรุตพูดเปรย ๆ พร้อมกับก้าวขึ้นกุฏิ ปรเมศว์ทำท่าจะต่อคำ แต่ต้องหยุดเพราะนึกขึ้นได้ว่าถึงที่พักของหลวงพ่อแล้ว ขืนไม่ระมัดระวังปากจะถูกเทศน์อีกหลายกัณฑ์
“สติ...สติ...สติ...” ท่านบรรณาธิการทวนคำในใจเตือนตน
“มากันแล้วรึ?” เจ้าของกุฏิเอ่ยทักเมื่อเห็นทั้งสามก้าวพ้นบันไดขึ้นมา ผู้ทรงศีลอยู่ในลักษณะการครองผ้าเรียบร้อยผิดกว่าทุกวัน นั่งอยู่บนอาสนะเก่าคร่ำผืนเดิม สีหน้าแย้มยิ้มละมุน
“พรุ่งนี้จะกลับแล้วละสิ?” หลวงพ่อถามนักเขียนหนุ่มเบา ๆ ขณะที่ฝ่ายถูกถามมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย เพราะเจ้าตัวกำลังจะบอกลา แต่ถูกถามดักหน้าเสียก่อน
“ครับ...” วรุตรับคำพร้อมกับก้มกราบโดยมีอีกสองคนทำตาม
“คงยังกลับไม่ได้หรอกโยม...!” ผู้ทรงศีลพูดเสียงราบเรียบช้าชัด
“อ้าว! ทำไมละครับ?” นักเขียนหนุ่มอุทานด้วยความแปลกใจ
“ธุระยังไม่เสร็จ...” คำตอบสั้นกระชับ ก่อนหันไปหาปรเมศว์กับศศิประไพ
“โยมทั้งสองคนต้องกลับก่อน มีรถมาอีกคันไม่ใช่หรือ?” หลวงพ่อพูดจบ บรรณาธิการหนุ่มกับพยาบาลสาวหันมาสบตากันลักษณะหารือ
“คุณศศิประไพว่าไงล่ะครับ” ปรเมศว์ถามหญิงสาว
“ตามใจค่ะ” คนถูกถามตอบยิ้ม ๆ ท่าน บอ.กอ.พยักหน้ารับรู้
“คงไม่รอหรอกครับ...งานยังค้างจมหูเลย” ปรเมศว์แสดงเจตนารมณ์
“ตกลงค่ะ...ดิฉันก็นึกห่วงงานเหมือนกัน” ศศิประไพเห็นพ้องนั่นหมายถึงทั้งสองคือท่านบรรณาธิการหนุ่มและพยาบาลสาวตกลงปลงใจที่จะกลับกรุงเทพฯด้วยกัน โดยไม่มีนักเขียนหนุ่มเดินทางร่วม มาถึงตอนนี้ทุกคน รับรู้ ในสถานการณ์ หากทั้งสามไม่ทราบเหตุผลว่าเหตุไฉน วรุต...จึงต้องมีธุระ ธุระอะไรที่ทำให้กลับในเช้าพรุ่งนี้ไม่ได้ แต่ผู้รู้เหตุผลจริงมีเพียงหลวงพ่อที่ตอนนี้ได้แต่นั่งเฉย ไม่ยอมอธิบายคำว่า ธุระ ของนักเขียนหนุ่มคืออะไร?
“เอาละ! เราจะเริ่มปฏิบัติสมาธิกัน ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงนั้นก็ได้” ผู้ทรงศีลหันมาทางปรเมศว์กับหญิงสาว เอ่ยวาจาเบา ๆ หลังจากนิ่งไปนาน
“ส่วนโยมวรุต...วันนี้ติดธุระนานหน่อย ไปนั่งตรงนั้น...” พร้อมกับชี้นิ้วไปยังผ้าขาวผืนบาง ๆ ที่ปูอยู่ตรงหน้าโต๊ะหมู่บูชา
“นั่งบนผ้าขาวนั่นแหละ!” ผู้เป็นอาจารย์เน้นคำ นักเขียนหนุ่มขมวดคิ้วเข้ม นึกฉงนใจหากไม่ถาม ขยับลุกไปนั่งตรงจุดที่หลวงพ่อกำหนด
“โยมทั้งสองหากถอนสมาธิแล้วกลับที่พักได้เลยนะ ไม่ต้องรอโยมวรุต...เพราะนานมาก” ผู้ทรงศีลสั่งคำเสมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
“เอ้า! จุดธูปเทียนบูชาพระเลย” หลวงพ่อพยักพเยิดให้คนคิ้วเข้มทำหน้าที่ขณะที่ตนเองขยับผ้าครองให้เรียบร้อยพร้อมกับขยับผ้าสังฆาฏิที่พาดบ่าให้เข้าที่ นั่นคือสิ่งที่ ผิดปกติ กว่าทุกวัน เพราะผ้าสังฆาฏินั้น พระภิกษุจะใช้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติกิจหรือพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น แล้วไฉนวันนี้ หลวงพ่อจึงครองผ้าสังฆาฏิเล่า? อะไรคือสิ่งที่อปกติ...? ก็มีเฉพาะตัวหลวงพ่อเองอีกแหละที่รู้ว่าทำไม?
เสียงสวดเจริญคุณพระรัตนตรัยจบลงแล้ว...แต่ควันเทียนและธูปยังคงหอมอบอวลทั่วบริเวณ...กลิ่นหอมของธูปเทียนเป็นสื่อโน้มนำจิตให้เคลื่อนคล้อยสู่ความสงบได้เร็วขึ้น ทั้งเป็นสิ่งที่คอยกำกับสติให้ระลึกรู้ถึงการสำรวมกายใจว่าในขณะนี้กำลังปฏิบัติธรรม กำกับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านไปกับความคิดที่ไม่ดีไม่งาม อันเปรียบเสมือนกับการลบหลู่พระรัตนตรัยอีกด้วย เมื่อทุกคนต่างสำรวมกายใจในสมาธิ กุฏิน้อยของหลวงพ่อจึงสู่ความเงียบสงัด...ความสงัดเงียบจึงทำให้จิตของมนุษย์ สงบ ได้เร็วขึ้นอีก
เช่นเดียวกับวรุต...ที่รู้ถึงสภาวะของความสงัดเงียบจากอารมณ์ใด ๆ ของจิต เมื่อจิตไร้อารมณ์ห่อหุ้ม จิตจึง ประภัสสร สว่างเย็นและมีพลัง
“พรึบ!” เสียงดังชัดในความรู้สึกของคนคิ้วเข้ม พร้อมกับความสว่างเรืองรองอุบัติขึ้นในจิต
‘แสงโอภาส...!’ เจ้าตัวรู้ถึงสภาวะเฉกนี้ เพราะจิตเคยก้าวผ่านจุดนี้มาแล้ว แม้ปีติจะเกิดอย่างแรงกล้า หากนักเขียนหนุ่มสามารถระงับได้ไม่ตก
ฉับพลัน! สมองของชายหนุ่มคล้ายถูกบิดหมุนวนช้า ๆ...ก่อนที่จะเร็วขึ้น ๆ ๆ บริเวณกระหม่อมเสียววูบวาบ รู้สึกเหมือนมีลมพุ่งออกมา
“จิตเริ่มถอดจากกายหยาบ” วรุตรู้ชัดถึงอาการที่เคยเป็นมาแล้ว
“วูบ!...” ความรู้สึกทั้งมวลคลับคล้ายเลื่อนหลุดออกจากกระบอกกลวง...เบาโหวง...สบาย
“เขามารอรับอยู่แล้ว นั่นละธุระที่ว่า” เสียงหลวงพ่อกระทบโสต...ชายหนุ่มเหลียวมองรอบตัว บรรยากาศเหมือนที่เคยรับรู้ ‘สว่างนวลมองเห็นทุกอย่างชัดในสายตาพอดี ๆ’ เพราะโลกทิพย์ไม่มีกลางวัน – กลางคืน
“ใครหรือ?” วรุตนึกสงสัย...เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็สิ้นกังขาว่าใคร?
ภาพที่เห็นข้างหน้าแสนคุ้นเคยนัก อาภรณ์เขียวโศกงดงามดุจเดิม วงพักตร์คิ้วคางได้รูป ริมโอษฐ์เยียวยะแย้มคลี่ยิ้มดังนี้ มีผู้เดียว คนหน้าขาวรู้ชัด หัวใจพองโตปีติ...อุทานลั่นจิต
“ปารมิตา...ยอดรัก!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com