
บทที่ ๑๕
ความหวาดหวั่นต่อภูติผีปีศาจ...เร้ารุมปรเมศว์ บรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง...สุดขั้วหัวใจ...แผ่นป้ายสุสาน...เหมือนจะลอยเด่นเข้ามาหาปานนั้น...! ภาพอันน่ากลัว...ที่เคยเห็นในภาพยนตร์ประเภทสยองขวัญสั่นประสาทผุดขึ้นมาเขย่าขวัญคนปากพล่อยอย่างรุนแรง...
“โธ่เว้ย...ตูจะทำยังไงดีวะนี่...?” ขนาดเสียงบ่นยังมีแววสั่นกระเส่าเห็นชัด...ส่วนลูกตาส่ายล่อกแล่กกระส่ายกระสับตัดสินใจกับตัวเองไม่ถูก...ว่าจะทำฉันใดดี แต่สายตาเจ้ากรรมผ่าไปกระทบอะไรบางอย่าง?
“เฮ้ย! ฉิบหายแล้ว...ผี...!” ประโยคนี้ไม่ได้ออกจากปาก...หากอุทานในอก...ชายหนุ่มขนลุกเกรียว...เมื่อเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่ม ๆ กำลังเดินผ่านใต้ป้ายสุสานเข้าไปในบริเวณ...ที่ฝังศพนั้น...!
“คนรึผีกันแน่วะ?” เจ้าตัวเขม้นตามองให้ชัด ๆ อีกหน...ทั้ง ๆ ที่ใจมันปอดกระเส่าเต็มทน...เมื่อมองเห็นถนัดตาขึ้น...แม้ไม่ชัดเจนปานใดเพราะความมืดค่ำ...แต่ยังพอเห็นราง ๆ ว่า...ผู้ที่เดินเข้าไป...มีกลดแบกอยู่บนบ่า...ลักษณะคล้ายพระธุดงค์...
“ดูเหมือนพระ...” คนหน้าจืดเป็นต้มฟัก...นึกใจชื้น...ขึ้นเป็นกอง...แต่แค่ประเดี๋ยวเดียว...ความไม่แน่ใจบังเกิดขึ้นอีก...
“หรือว่า...ผีแปลงตัวเป็นพระ?” ความคิดเริ่มหลอนหลอกตัวเอง...
“เฮ่ย! ไม่น่า ผีปลอมเป็นพระบาปกรรมตายชัก...ตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ ๆ ...” อีกใจคิดค้าน...
“แล้วถ้าเป็นพระ...แล้วตายล่ะ...?” คำถามเกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“ก็เป็นผีพระน่ะสิ!” หนนี้ชัดเจน...คนตาขาวแน่ใจ...
“แต่ก็ยังดี...ผีพระต้องดีกว่าผีธรรมดาแหละ!” ท่านบรรณาธิการพยายามปลอบใจตัวเอง “ไม่ไหว...เดินไปดีกว่า...รถ...เริด...ช่างมัน...” ชายหนุ่มตัดสินใจแน่แล้ว...ขยับตัวล็อคประตู...แต่ต้องชะงัก...
“นั่นไฟ...นี่หว่า!” เจ้าตัวเห็นแสงไฟว่อบ ๆ แวม ๆ สว่างมลังเมลือง...อยู่ในสุสาน...
“เอ๊ะ! หรือว่าเป็นพระธุดงค์จริง ๆ” ใจเริ่มลิงโลด ความหวังเรืองรอง...
“ถ้าเป็นพระธุดงค์จริง...ก็หายห่วง ผี...ต้องกลัวพระแน่นอน...” ภาพหลวงพ่อจอมขมังเวทย์ ในหนัง...แม่นาคพระโขนง...แว่บเข้ามาในความจำ...
“ไปนอน...กับพระดีไหมเรา?” ความคิดใหม่แทนที่เจตจำนงเดิม...ที่จะทิ้งรถ...ไว้ที่นี่แล้วย่ำต๊อก...ด้วยเท้าไปหาคู่หู...ที่วัดป่าอันเป็นจุดหมาย...ปลายทาง...
“ถ้าเดินเข้าไปแล้วไม่ใช่พระล่ะ?” ความปอดลอย...เวียนวนหาเหตุอีก...
“เรามีพระ...ผีคงกลัว!” ปรเมศว์นึกถึงพระเครื่ององค์จิ๋วที่คล้องอยู่กับสายสร้อย...ที่คอ...ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยระลึกถึงเลยแม้แต่น้อย...เรียกว่า แม่ให้มาก็ห้อยคอเอาไว้...เพื่อเอาใจคนให้ ทำนองนั้น...
“หลวงพ่อ ไง ๆ ก็อย่าทิ้งลูกทิ้งหลาน...นา...” คู่หูนักเขียนหนุ่ม...มือกุมพระเครื่องใจนึกภาวนา...
“เอาวะเสี่ยงดู...ผีพระยังไงก็ต้องใจดีมีคุณธรรมกว่าผีคนธรรมดาล่ะ!...” เจ้าตัวตัดใจ...ล็อคประตูรถเก๋งได้...ก็ก้าวเท้าที่สั่นเทาสู่ที่หมายคือแสงสว่างวับแวมข้างหน้า “สาธุ...คุณพระ สาธุคุณเทวดาคุ้มครอง” มือกุมพระที่คอ...ปากบ่นพึมพำ...ข้ามถนนเดินผ่านป้ายสุสานเข้าสู่บริเวณป่าช้า...
“แกร๊ก...!” เสียง...หญ้าแห้งข้าง ๆ ทางเดินดังขึ้นเบา ๆ
“ฉิบหาย!” คนปอดลอยใจหายวาบ...สะดุ้งโหยง...
“จี๊ด ๆ ๆ” เสียงอันคุ้นหูแว่วมาจากกอหญ้า...ปรเมศว์ถอนหายใจ โล่ง อก... “ไอ้หนูเวร...ยิ่งกลัว ๆ อยู่” ปากบ่นงึมงำต่อว่าเจ้าของเสียงเขย่าประสาทตัวนั้น...
“ทำไม? เข้าไปไกลนักวะ...! ปักกลดปาก ๆ ทางก็ได้ ดันไม่ปัก...เวรจริง ๆ” ...คนปากพล่อยพาลบ่นไปถึงพระถึงเจ้า...ปากบ่นแต่ตาคอยกวาดมองรอบ ๆ ตัว...สองข้างทางเดินเข้าสุสานรายเรียงด้วยต้นตาลสูงเสียดยอดดูทะมึนจนน่าสยองพองขน
“โว๊ย! กลัวโว๊ย...” เจ้าตัวแหกปากตะเบ็งเสียง...ปลอบใจตัวเองทำนองเอาเสียงเป็นเพื่อน...แต่ได้ผลเกินคาด...
“ตุ้บ...!” เสียงหนัก ๆ หล่นกระทบดินใกล้ตัวไม่เกินวา...ชายหนุ่มเย็นวาบทั้งสันหลัง...จรดท้ายทอยขนหัวตั้ง
“ว้าก!...หลวงพ่อช่วยด้วย...เทวดาช่วยด้วย...!!” หนนี้...เสียงร้องระดับความสูงไม่ต่ำกว่าร้อยยี่สิบเดซิเบล...แผดก้องป่าช้ายามวิกาล...พร้อมกับ...ท่านบอ.กอ.หนุ่ม ใช้วิชาหลวงพ่อโกยวัดหน้าตั้งวิ่งแน่บ...เข้าไปหาแสงสว่างที่เห็นรำไรข้างหน้า...สุดกำลังสองแรงเท้า
พระสงฆ์ในผ้าจีวรครองสีย้อมฝาด...ที่กำลังเดินจงกรม...ชะงักหันตามเสียงโหวกเหวก...ที่ดังลั่นเข้ามากระทบโสต...คิ้วที่เกลี้ยงเกลาขมวดเล็กน้อย...เมื่อมองเห็นศิษย์หลวงพ่อโกย...บดฝีเท้า ตั๊บ ๆ ๆ เข้ามาหาด้วยความเร็วระดับ...นักกีฬาวิ่งร้อยเมตรโอลิมปิก...แทบจะชนผู้ทรงศีลเพราะห้ามฝีเท้าไม่ทัน...
“แฮ่ก ๆ ๆ ๆ” เสียงหอบ...ซี่โครงบานฟืดฟาด...
“อะไรหรือพ่อคุณ!” ภิกษุวัยไม่เกินสี่สิบ...ถามเสียงเรียบ...ไม่ตื่นตกใจในสภาพอันทุลักทุเลของฆราวาสหนุ่มเลยสักนิด...แสดงถึงสติแข็งกล้าสมกับเป็นพระธุดงค์...
“หลวง...พ่อ...แฮ่ก ๆ เอ้อ...หลวงพี่...เป็นผีหรือคนครับ?” คำถามโพล่งสะดุดตามแรงหอบ...จากท่านบรรณาธิการ...
“เป็นพระไม่ใช่ผี...” ผู้ทรงศีลตอบยิ้มขันในอาการของผู้มาเยือนระบบ ลมหอบ ...คนปอดลอย...จ้องมองหน้าหลวงพี่อย่างระแวดระวัง...เนื่องเพราะ...แสงตะเกียงลานวับแวม...ไม่กระจ่างชัดตาเท่าที่ควร...
“เฮ่อ! โล่งอก...” ท่าน บอ.กอ.ถอนหายใจเฮือก
“ไปไงมาไง...ล่ะโยม...?” พระสงฆ์วัยเฉียดกลางคนถามก่อนเดินช้า ๆ ไปทรุดตัวลงนั่งบนผ้าอาสนะใต้กลดที่ตลบขึ้นข้างบน...เครื่องอัฐบริขารวางเป็นระเบียบ...ข้าง ๆ กาย...
“รถผมมันทรยศครับ...ดันผ่าเครื่องดับตรงหน้าป่าช้าตรงข้ามถนนนี่แหละครับ...” คนหน้าจืดเป็นต้มฟัก...พูดเร็วทั้ง ๆ ที่แววอาการหอบยังมีอยู่
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับที่วิ่งหน้าเริ่ดฝุ่นตลบมาแบบนี้ล่ะ...?” ผู้นุ่งห่มอาภรณ์สามผืนถามเบา ๆ มือเอื้อมหยิบกาน้ำรินใส่แก้วอลูมิเนียมยื่นให้ชายหนุ่ม “เอ้า แก้เหนื่อย”
“ขอบพระคุณครับหลวงพี่” ปรเมศว์ยกมือวันทาอย่างนบนอบ ค่อยยื่นมือรับน้ำมาดื่มแก้กระหาย...เจ้าตัวกลืนน้ำเอื๊อก ๆ ลงคอรวดเร็วก่อนโพล่งวาจาดังลั่น! ป่าช้า
“ผีหลอกครับ...หลวงพี่...!” สีหน้าบรรณาธิการหนุ่มจริงจัง...ขณะที่สาวกของพระพุทธเจ้า...หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ...
“มันโดดลงมาจากต้นตาลดังตุ๊บ...! ผมก็เลยเผ่นมานี่แหละครับ...!” คนตาขาวกลัวผี...เล่าระรัวเร็ว หลวงพี่ถามเสียงเรียบช้า ๆ สีหน้ายิ้มละไม ๆ...
“ผีมันหน้าตายังไง...? น่ากลัวไหม?” พระถามสั้น ๆ ฝ่ายฆราวาส...อึกอัก...
“ผมไม่เห็นครับ...!” คำตอบ...ทำให้ผู้ทรงศีลยิ้มเต็มหน้า...ขันในคำตอบ...
“อ้าว! ไม่เห็นแล้ววิ่งแน่บมาได้ยังไงล่ะโยม?” เจอเข้าไม้นี้...ท่าน บอ.กอ.เลยทำหน้าทำตาขวยเขิน
“แต่ผมว่ามันต้องเป็นผีแน่ ๆ” คนหน้าจืดยังปักใจยืนยันความคิดตัวเองว่าถูกต้อง...
“แล้วทำไมถึงต้องคิดว่าเป็นผี...” พระธุดงค์...รุกไล่ไม่ลดละ ชายหนุ่มนิ่งคิดชั่วอึดใจ...ทวนทบสูตรสำเร็จของผี...ที่จดจำตามนวนิยายสยองขวัญหรือไม่ก็ภาพยนตร์ประเภทผีดุเทือกนั้น!
“ที่ผมว่าเป็นผีนะครับคือหนึ่ง...มันเป็นป่าช้าก็ต้องเป็นที่อยู่ของผี สอง...ผีอยู่ในเวลากลางคืน... สาม...ชอบห้อยโหนอยู่ตามต้นไม้...สี่...” คนกลัวผีไล่สูตรของภูติได้สามข้อ เพราะข้อที่สี่คำว่าหมาหอนกำลังจะหลุดคำ...แต่เจ้าตัวนึกขึ้นได้ว่า เมื่อสักครู่ไม่ได้ยินก็เลยต้องกล้ำกลืนวาจาลงคอ...
“ถ้างั้น...อาตมาก็ต้องเป็นผีน่ะสิ! เพราะหนึ่งอยู่ในป่าช้า สอง...อยู่ใต้ต้นไม้...สามอยู่ในเวลากลางคืน...เสียอยู่อย่างเดียวไม่มีเสียงหมาหอน...เท่านั้น...ไม่งั้นคงเป็นผีเต็มสูตรของโยมแน่ ๆ ...” ผู้ทรงศีลย้อนคำ แถมดักความคิดที่ฝ่ายตรงข้ามกล้ำกลืนเอาไว้ถูกเผง...คนกลัวผีขนลุกซู่แต่เจ้าตัวไม่แน่ใจว่าเหตุแห่งการขนลุกนั้นเพราะกลัว พระเป็นผี เสียเองหรือเพราะการดักความคิดแม่นยำของหลวงพี่กันแน่...! ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงเอ่ยคำเนิบนาบไปเรื่อย ๆ...
“มันแปลก ทำไมมนุษย์ต้องกลัวป่าช้าด้วยทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็หนีมันไม่พ้นสักราย...ป่าช้านี่นะ มันน่ากลัวน้อยกว่ากระเพาะอาหารของโยมอีก...” พระธุดงค์พูดกลั้วเสียงหัวเราะ
“ผมว่าไม่เห็นมันจะไปเกี่ยวอะไรกับกระเพาะของผมสักหน่อย...มันจะไปน่ากลัวกว่าป่าช้าได้ไงหลวงพี่?” ฆราวาสทำหน้าเหรอหรา...
“ปีนี้อายุเท่าไหร่?” ผู้ทรงศีลไม่ตอบกลับถามในสิ่งที่ปรเมศว์นึกฉงนหนัก
“สามสิบสองครับ...!” คำตอบชัดถ้อยชัดคำทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวนึกในใจ “ไม่เห็นจะเกี่ยวเล้ย...เรื่องกลัวผีป่าช้ามาเป็นเรื่องกระเพาะอาหารและอายุ...” ท่านบรรณาธิการมองหน้าพระภิกษุไม่วางตา...ด้วยสงสัย
“ที่ถามอายุ...จะได้รู้ว่าป่าช้าน้อย ๆ ของโยมน่ะ...ฝัง...ซากศพ...หมู หมา กา ไก่...วัว...ควาย ไร่นาสาโท...มากี่มากน้อยแล้ว...ป่าช้าที่นี่อีกไม่นานมันก็เต็มเพราะมีบริเวณแค่นี้เอง...แต่ป่าช้าที่โยมแบกอยู่ทุกวี่ทุกวันนั้นนะมันไม่เต็มสักที ไม่รู้ซากศพสารพัดสัตว์ที่ฝังลงในกระเพาะเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่...มันฝังต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามอายุของโยมนั่นแหละ...!” สาวกแห่งพระพุทธองค์พูดยืดยาวช้าชัดคล้ายเทศนาให้ฟัง...คนหน้าจืดถึงบางอ้อ!
“ถูกพระด่าเข้าแล้ว...” ท่านบอ.กอ.เกิดปัญญาสว่างไสว...รู้ชัดว่าถูกพระหลวงพี่ย้อนยอกสั่งสอน
“อาตมาว่าอย่างนี้ถูกไหมละโยม!” พระธุดงค์ถามดุจจะย้ำลงในหัวใจชายหนุ่ม
“มันก็ถูกอยู่หรอก...หลวงพี่...แต่ใจมันไม่กลัวกระเพาะนี่ครับ...มันดันผ่ากลัวป่าช้าแบบนี้ มันห้ามใจไม่ได้หรอกครับ...” คนวัยสามสิบเศษสารภาพเสียงอ่อย ๆ
“ก็แสดงว่า โยมขาดสติ...” เสียงสรุปห้วนสั้น...
“ไม่แน่นอนครับ...สติผมอยู่ครบ...เพียงแต่เหนื่อยตอนวิ่งน่ะครับ แทบขาดใจ...” ฝ่ายฆราวาสเถียงพระฉอด ๆ ผู้ทรงศีลได้แต่ส่ายหน้าท้อแท้กับความเซ่อของบุรุษหนุ่ม...แต่อดต่อคำไม่ได้
“มันคนละเรื่องเดียวกันแล้วพ่อคู้ณ...! มันไม่ใช่ขาดสติอย่างที่โยมคิด...ไม่ใช่ขาดสติแบบเป็นลมเป็นแล้งอย่างนั้น...!” เสียงหลวงพี่ลากยาว ๆ คล้ายอ่อนอกอ่อนใจ...
“อ้าว! แล้วสติแบบไหนละครับ...!” หน้าจืด ๆ เป็นต้มฟักขมวดคิ้วถาม...ผู้เป็นสาวกพระบรมศาสดาถอนใจลึกก่อน...อรรถาธิบายเรื่องสติ...ในขณะที่ผู้เป็นสงฆ์ก็ต้องเจริญสติกำกับอารมณ์ไม่ให้หงุดหงิดกับความไม่ได้ดังใจของผู้มาเยือนและรบกวนการปฏิบัติธรรมของตนไปด้วย...
“อาตมาหมายถึง...สติที่รู้เท่าทันจิตใจของตัวเองมากกว่า...สติที่คอยกำกับอารมณ์กลัวสุดขีดของโยมเมื่อสักครู่นี้ไงล่ะ!!...เหตุของความกลัวผีถูกสั่งสมมาเป็นเวลานานจากโสตที่ได้ยินได้เห็นภาพน่ากลัวของซากศพ...ฝังแน่นเป็นความจดจำทำให้สร้างภาพขึ้นในจิต ๆ สร้างอารมณ์หวาดกลัวสิ่งที่จะข่มอารมณ์สร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง” คำอธิบายยืดยาว ชายหนุ่มนิ่งฟังทบทวน...ใจประจักษ์ชัดในความจริง เกิดความละอายวูบหน้าร้อนผ่าว...ผู้อยู่ในอาภรณ์สีกรักขยายความต่อ...
“ตรงนี้แหละที่เราเรียกว่าอุปาทานทางจิต...ถ้ามนุษย์มีสติตามคิด แทนที่จะรีบวิ่งหน้าตื่นมา...สติจะรู้จักการพิจารณาถึงเหตุแห่งเสียงหล่นตุ้บลงมาว่าเป็นอะไร อาจจะเป็นลูกตาลแห้งตกลงมาก็ได้จริงไหมโยม...?” จบคำ...หลวงพี่ ท่านบรรณาธิการพยักหน้ารับโดยดุษฎี
“จริงครับ...!” ไร้คำถามใด ๆ อีก ชายหนุ่มนิ่งงัน เห็นดังนั้นผู้ทรงศีลจึงลดความเคร่งเครียดในสีหน้าลง...ใบหน้าเริ่มละมุนขึ้นก่อนเอ่ยคำเบา ๆ ...
“อยากรู้ไหม...วิธีทำสติให้เข้มแข็ง?”
“อยากรู้ครับ...!” ปรเมศว์ตอบด้วยแววตาท่าทางกระตือรือร้น...
“วิธีง่าย ๆ ...ใช้การเจริญสติปัฏฐานสี่...” คำตอบ...ของพระธุดงค์กังวาน...ชะงักเล็กน้อยก่อนขยายความต่อ...
“การเจริญสติปัฏฐานสี่ง่ายมากไม่ยากเลย...เพียงแค่จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะนอน...แบบไหนก็ได้...นั่งพับเพียบขัดสมาธิ...เหยียดแข้งเหยียดขา หลับตากะพริบตา ยกมือ...ให้มีสติรู้เท่าทัน รู้จักว่ามันคิดอะไรไปอย่างไร มาจากไหน...ทำให้ติดต่อกันเป็นประจำ...ก็จะเห็นผลเองแหละ” พระภิกษุจบประโยค...แววตาอันลิงโลดของท่านบอ.กอ.หม่นลง...ปากพึมพำ
“โธ่นึกว่าจะให้คาถาซะอีก...” เจ้าตัวผิดหวัง เพราะคาดการณ์ผิด...อีกฝ่ายทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยิน
“เอาล่ะ! ไหน ๆ ก็ได้คุยกันแล้วมา ๆ ฝึกกันหน่อย...” หลวงพี่ของคนหน้าจืดเป็นต้มฟักขยับตัวลุกขึ้นยืนขยับจีวรให้เรียบร้อย
“ฝึกเดินจงกรม...” คำตอบชัดเจนในความเงียบก่อนที่พระธุดงค์นั้นจะเริ่มสอนวิธีเดินจงกรม ด้วยการกำหนดรู้ตามการก้าวเท้าเดินสัมผัสพื้น ขาซ้ายก้าวบริกรรมด้วยคำว่า...พุท...ขาขวาก้าวบริกรรมด้วยคำว่า...โธ...ให้จิตจดจ่อในการก้าวเดินตามคำบริกรรม และในค่ำคืนอันสงบเงียบบริเวณป่าช้าแห่งนั้น จึงมีหนึ่งสงฆ์หนึ่งฆราวาสเดินวนไปวนมาอยู่รอบกลดจนค่อนคืน ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้อาศัยกลดของหลวงพี่งีบหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน ลืมความหิวที่อดมื้อเย็นโดยปริยาย ขณะที่ศิษย์แห่งพระบรมศาสดายังคงอยู่ในอาการเดินจงกรมเช่นนั้นจนแสงทิวาเริ่มฉายฉานเรื่อแดงขึ้นบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก...จึงยุติการบำเพ็ญเพียรนั้นลง...เตรียมตัวออกภิกขาจารโปรดสัตว์ต่อไป...
เสียงเก็บสัมภาระ อัฐบริขารปลุกท่านบรรณาธิการตื่นจากหลับ เช้าแล้ว เจ้าตัวผุดลุกขึ้นนั่ง...หลวงพี่หันมายิ้มให้
“ตื่นแล้วรึ?” เสียงถามมีกระแสปรานี
“ครับ...หลวงพี่...” คนตอบยิ้มสดใสจิตผ่องแผ้ว...
“รู้ไหม...ว่าตรงนี้เป็นที่ไหน?” พระภิกษุถามเรื่อย ๆ มือง่วนกับการเช็ดบาตรใบโต...
“ป่าช้าครับ!” บรรณาธิการหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิด
“ตอนนี้กลัวผีอยู่หรือเปล่า?” คำถามเหมือนไม่มีอะไร แต่คนหน้าจืดยิ้มคล้ายรู้จุดประสงค์
“ไม่ครับ” คำตอบปนเสียงหัวเราะโชว์ฟันขาวแหง
“ที่ไม่กลัวเพราะมันสว่างนะสิ! ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นป่าช้าเหมือนเดิมนั่นแหละ!” ไม่ใช่แต่ฆราวาสจะหัวเราะ ผู้ทรงศีลก็หัวเราะขัน...
“เป็นบุญของผมที่ได้มาเจอหลวงพี่...” คำพูดมีแววสำนึกบุญคุณ...
“ถือว่าเรามีวาสนาร่วมกันก็แล้วกัน...มีเจอะมีเจอก็มีจาก...มีเกิดก็มีดับ...ชีวิตมนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ...เอ้า...เอาน้ำล้างหน้าซะ...” หลวงพี่ยื่นกาน้ำให้... ชายหนุ่มพึมพำขอบคุณ เทน้ำใส่ฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าเสร็จสรรพ พร้อมกันกับที่ผู้ทรงศีลครองผ้าเรียบร้อย เก็บสัมภาระเตรียมออกภิกขาจาร...ปรเมศว์ก้มกราบ...ด้วยหัวใจที่ศรัทธาเต็มเปี่ยม
“สุขโข...ๆ เถอะโยม” ผู้เป็นพระสงฆ์ให้พรก่อนขยับกายเตรียมจากไป...แต่ชายวัยสามสิบเศษ...บรรณาธิการหนังสือร้องเรียก...
“เดี๋ยวก่อนครับ...” ร่างโปร่งผิวคร้ามแดดในจีวรครองสีกรักชะงักเล็กน้อย... “อะไรหรือ...โยม” ตอบแต่ไม่หันมามอง
“หลวงพี่อยู่วัดไหนหรือครับ!” ปรเมศว์ถามแทบเป็นเสียงตะโกน...
“วัดของอาตมาอยู่ที่ใจ...!” คำตอบชัดเจนโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย...ท่านบรรณาธิการขยับปากจะถามต่อพร้อมกับก้าวตาม...แต่! รู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
“เอ๊ะ! ทำไมก้าวขาไม่ออก?” ผู้เป็นฆราวาสได้แต่อุทานด้วยความประหลาดใจ...ตาเหลือบมองเท้าตัวเองที่ถูกตรึงไว้ก็ไม่พบสาเหตุในการขยับเท้าไม่ได้...ทุกอย่างปกติเหมือนเดิมทุกประการ
“หลวงพี่...ช่วยด้วย!” ชายหนุ่มตะโกน...ให้ช่วย ตาเงยขึ้นมองตามร่างโปร่ง...ผิวคร้ามแดดที่เดินจากไป...เมื่อครู่...แต่...”
“เฮ้ย!...” บอ.กอ.หนุ่มอุทานเสียงหลง เพราะผู้ทรงศีลรูปนั้น...ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้เลยแม้แต่เงา...คล้ายหายไปในอากาศปานนั้น...ชายหนุ่มนามปรเมศว์กวาดสายตามองดูรอบทิศ...ไร้วี่แวว ใด ๆ พร้อม ๆ กับภาพพระภิกษุรูปนั้นเลือนลับจากครองจักษุ ร่างกายของตนก็เป็นอิสรภาพ...โดยทันที...
“ใช่แล้ว!” ความแจ่มแจ้งทางปัญญาผุดขึ้นทันใด...เมื่อจิตประหวัดถึงเหตุการณ์ที่เคยผ่านมา...เจ้าตัวขนลุกซู่...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com