
บทที่ ๑๔
แรงดันพุ่ง วูบ ความรู้สึกชัดเจน ในความเป็นตัวตน เป็นส่วนที่พุ่งออกมา...คลับคล้ายหลุดออกมาจากกระบอกกลวง ๆ ...ทุกอย่างเบาโหวงร่างกายไร้น้ำหนัก ลอยขึ้นเบื้องสูงด้านบนศีรษะ โปร่ง ในสบายเหมือนร่างกายสลัดเสื้อผ้าหนาหนักทิ้ง...
“เอ๊ะ! นั่นตัวเรานี่นา...อะไรกัน?” วรุต...ประหลาดใจ...สุดขีด...เมื่อเห็นตนเองนั่งไม่ติงไหวอยู่ตรงหน้า...แต่ตัวที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ใช่...มีทุกอย่างครบถ้วน...มีอินทรีย์สามสิบสองบริบูรณ์ลักษณะเสื้อผ้าก็เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน...สิ่งหนึ่งที่นักเขียนหนุ่มสัมผัสถึงความแตกต่างได้ชัดเจนก็คือ...ความคล่องแคล่วโปร่งเบาของสติปัญญา...ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยในร่างกาย...ไม่ร้อน...ไม่หนาว...ไม่เห็นดวงดาวดวงจันทร์แม้แต่ดวงอาทิตย์...ไม่ใช่ทั้งกลางวันและไม่ใช่ทั้งกลางคืน...หากสว่างนวลชัดเจนในสายตาพอดี ๆ
“แปลกจัง...! เมื่อครู่นี้เป็นกลางคืนนี่นา...?” คนหน้าขาวทำสีหน้าฉงน...เหลียวมองบรรยากาศใหม่รอบ ๆ ตัว...
“อากาศสบายจริง...” จิตลิงโลดในสภาพความโปร่งกายอาบสุข...ในการไร้ธาตุทั้งสี่จากกายหยาบ มาเป็นกายทิพย์ล้วน ๆ สุขเกิดจากจิตโดยตรง
“อย่าเพิ่ง...ดีใจ...ระงับปีติให้ได้ก่อนเถอะ...” เสียงของหลวงพ่อแว่วกระทบจิต...วรุตหันมอง...ผู้ทรงศีลยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม...แต่สิ่งที่แผกไปคือ...ปรากฏรัศมีเหลืองนวลแจ่มจรัสแผ่โดยรอบ...สังขารนั้น...
“หลวงพ่อ เข้าสู่องค์ ฌาน...แล้ว...” จิตรู้ตอบรวดเร็ว
“จิต...ประภัสสร...” ไฉนชายหนุ่มจะไม่รู้ความสว่างไสวงดงามนั้นเกิดจากอานุภาพแห่งจิต...ที่ก้าวสู่องค์ฌาน...
“ไง? เห็นอะไรบ้างล่ะ?” หลวงพ่อถามอีก...
“หลวงพ่อมีแสงสวยจัง...” คนคิ้วเข้มพูดตามความจริง...
“ความสว่างของจิต...นี่ยังน้อยนะ...เทวดาบางองค์สว่างจนแสบตาเลยทีเดียวล่ะ...” เสียงหลวงพ่อดูเหมือนจะรู้ได้ในจิตมากกว่า...ไม่ได้ยินด้วยโสตประสาทหู... มันได้ยินได้รู้ในใจ คนหน้าขาวครุ่นคิด...
“นี่ละมัง...ที่เขาเรียกว่าภาษาจิต...ใช่...โทรจิต...” เจ้าตัวแน่ใจ...
“ถูกแล้วในภูมิทิพย์ใช้การสื่อภาษาด้วยจิต...ทั้งนั้น...ส่วนแสงที่เห็นนั้น...เป็นภาวะแห่งจิตของแต่ละกายทิพย์...เทวดาเขาดูกันตรงนี้ ใครมีภูมิจิตสูงกว่าย่อมสว่างแจ่มจ้ากว่าผู้มีภาวะจิต...ต่ำกว่า...” ผู้ทรงศีล...อธิบายปรากฏการณ์ที่คนหน้าขาวประจักษ์แก่สายตา...
“แล้วตัวผมล่ะ...ลักษณะอย่างนี้เรียกกายทิพย์ด้วยใช่ไหม?” นักเขียนหนุ่มตั้งจิตถาม...ผู้เป็นอาจารย์
“ถูกต้อง...ลักษณะของโยม...เป็นการถอดกายทิพย์...เรียกว่า...ทดลองตายชั่วคราว...สำรวจดูตัวเองให้ชัด ๆ อีกทีสิ!” หลวงพ่อของชายหนุ่มแนะนำ...ในขณะที่เจ้าตัวเริ่มสำรวจกายใหม่อีกหน...
“มันก็เหมือนเก่านั่นแหละ...ไม่เห็นมีอะไรแปลกกว่าเดิมนี่ครับ” หนุ่มหน้าขาวไม่เห็นความผิดแผกใด ๆ ...สภาพกายใหม่...เหมือนเดิมทุกประการ...
“ดู...ให้แน่ ๆ” เสียงผู้ทรงศีลย้ำคำอีกหน...ชายหนุ่ม...เหลียวมอง...รอบกายใหม่อีกครั้ง หากคราวนี้ค่อย ๆ มองช้า ๆ
“เส้นอะไรครับนี่!” วรุต...ทำหน้าเหรอหรา...โพล่งคำในจิต...เพราะมองเห็นเส้นใยบาง ๆ สีขาวโยงระหว่างกายทิพย์กับกายหยาบที่นั่งนิ่งอยู่...
“เขาเรียกเส้นชีวิต...” ผู้ชราภาพตอบเรียบ ๆ
“เส้นชีวิต...?” ชายหนุ่มทวนวาจาไม่เข้าใจ...ซึ่ง...หลวงพ่อเหมือนจะรู้วาระจิต...อธิบายช้า ๆ ...คนคิ้วเข้มนิ่งฟัง
“คนเราถ้ายังไม่ตายก็ต้องมีเส้นชีวิตนี้ทุกคน...แหละ...” ภิกษุชราตอบเว้นระยะเล็กน้อย
“ทำไมต้องมีล่ะครับ!?” นักเขียนหนุ่มยังไม่เข้าใจ จิตโพล่งคำถามกังวานชัด
“ต้องมี...เพราะเป็นธรรมชาติของกายทิพย์กับกายหยาบยังมีภาระผูกพันกันอยู่ และเมื่อใดก็ตามหากเส้นใยบาง ๆ นี้ขาดลงเมื่อใดนั่นหมายถึงภาวะกรรมระหว่างกายทิพย์กับกายหยาบสิ้นสุดลง...คือความหมายของคำว่าตายในภาษามนุษย์นั่นเอง...” กระแสพลังภาษาจิตของหลวงพ่ออธิบายชัดเจน
“แล้วถ้าเราเดินห่างออกจากกายหยาบไกล ๆ เส้นชีวิตจะขาดหรือเปล่าครับ...?” คนฟังยังไม่คลายความข้องใจ...
“ต้องคอยระวัง...คนถอดกายทิพย์ได้ใหม่ ๆ ไม่ควรกำหนดจิตไปไหนไกล ๆ ...เพราะจิตยังไม่แข็งพอ...ไม่เหมือนพระอริยเจ้าบางองค์ สามารถถอดกายทิพย์โดยไม่กลับคืนสู่สังขารได้หลาย ๆ วัน...อย่างของโยม...อยู่ได้แค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นกายหยาบจะเป็นอันตราย...มันขึ้นอยู่กับวาสนาของแต่ละคนด้วย...ปกติเส้นชีวิตจะไม่ขาดถ้าระหว่างถอดกายทิพย์เราไม่ต้องการตาย...นอกจากกรรมหนักตามตัดรอนเท่านั้น...!” คำตอบของผู้ทรงศีลยืดยาว...
“ตัดรอน...แบบไหนครับหลวงพ่อ?” ลูกศิษย์ซักไม่หยุด...
“มันก็คือกรรมดีกรรมชั่วที่สะสมมาในอดีตชาติทั้งหลายนั่นแหละ...มันเหมือนอย่างนี้...เราเคยทำกรรมปาณาติบาต...ฆ่ามนุษย์ไว้ในชาติที่แล้ว...ขณะเดียวกันเราก็ทำกุศลมาเหมือนกัน...ทำไว้มากกว่ากรรมชั่ว...เกิดมาภพนี้...กรรมชั่วนั้นมันก็วิ่งตาม...ถ้าหมั่นประกอบกุศลกรรมไว้มาก ๆ อกุศลกรรมก็วิ่งตามไม่ทัน...แต่เมื่อใดที่กรรมดีมันเริ่มหมดแรงลง...หรือไม่ยอมทำ ไอ้กรรมชั่วนั้น...มันก็ตามทัน...เจ้ากรรมที่เราเคยฆ่าเขาไว้ก็ตามมาฆ่าเราบ้าง...เรียกว่ากรรมตามทัน...กรรมตัดรอน” วาจาเนิบนาบ...อรรถาธิบายช้าชัด...
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสายใยชีวิตนี้ด้วยล่ะ...ครับ” คนหน้าขาวยังไม่วายสงสัยอีก...
“อ้าว!...เกี่ยวสิ แล้วถ้าสมมุติ...ชาติที่แล้วเกิดเราฆ่าเขาไว้ แล้วเราได้มาเกิด...แต่คนที่เราก่อเวรไว้ให้ยังอยู่ในโลกทิพย์...ด้วยแรงพยาบาท...ประจวบเหมาะกับที่กายทิพย์ของเราจรผ่านไป ขณะเดียวกันวิบากกรรมตามทันพอดี เขาปิดกั้นเราไม่ให้กลับคืนกายหยาบ...ลองนึกดูสิ...จะเกิดอะไรขึ้น...?” หนนี้นักเขียนหนุ่มแจ่มแจ้ง...ในจิต...ก็ตายเลย คำตอบผุดขึ้นเอง...
“ใช่...ก็เป็นสัมภเวสีเร่ร่อนไปจนถึงเวลาพ้นกรรม...จึงเสวยผลกุศลได้ใหม่...ถ้ากุศลกรรมมีมาก เป็นเทวดา...เป็นพรหม...ถ้ากรรมหนักตามมาอีก...ก็ชดใช้กรรมในภพภูมิของตนต่อไปอีก...” มาถึงประโยคนี้...วรุตอับจนคำถาม...นิ่งไปอึดใจ...ก่อนนึกขึ้นได้...
“แล้วผมล่ะ?” เจ้าตัวหมายถึง...เจ้ากรรมนายเวรของตน
“มีสิ!...หนักซะด้วย!” คำตอบชัดจนชายหนุ่มสะดุ้ง...แต่หลวงพ่อ...หัวเราะเอ่ยคำเบา ๆ
“นั่นไง...!” จบคำของผู้ชรา คนหน้าขาว...รู้สึกถึง...พลังอันมหาศาล...กดดันกายทิพย์ตนให้อึดอัด...พร้อม ๆ กับ...รังสีสว่างเรืองโรจน์ปรากฏแสงแจ่มจ้าบาดจักษุ...จนชายหนุ่มต้องเบือนหน้าหนี...จิตรู้ตอบขึ้นเอง...
“มหาเทวะ!!...” คำตอบถึงไม่หลุดจากหลวงพ่อ วรุต...ก็มีคำตอบให้กับตัวเองชัดเจนยิ่ง ใครคือเจ้าของกรรม...เจ้าชีวิตของตัวเอง...
“เห็นรึยังล่ะ...?” ความสว่างอันเรืองโรจน์ของจิตที่มีพลังอันยิ่งใหญ่...คนวัดศักดิ์วัดเกียรติกันด้วย...ทรัพย์สินสมบัติ...อายุ...ฐานะ แต่ในโลกทิพย์...สัมผัสกันที่จิต...ภพภูมิ...ชนชั้น...เห็นกันอย่างนี้...จิตหยาบอยู่กับจิตหยาบ...จิตละเอียดอยู่กับจิตละเอียดตามภูมิของตน...ดังคำดำรัสของ...ผู้ทรงธรรมว่า...มนุษย์...เทพ...หรือสัตว์ที่ครองอินทรีย์เป็นคูหาจิต...จะอยู่ด้วยกันอย่างมีสุขต้องมี...ศักดิ์เสมอศักดิ์...มีศีลเสมอศีล...มิเช่นนั้นความวิบัติก็จะบังเกิดขึ้นเอง...หากศักดิ์และศีลไม่เสมอกัน” ผู้เป็นอาจารย์...อาศัย...สภาพการณ์อธิบายผู้เป็นศิษย์...ก่อนที่แสงโอภาส...ค่อย ๆ จางหายไป...
“เข้าใจแล้วครับ หลวงพ่อ!” คำตอบของลูกศิษย์ชัดถ้อย
“เชื่อหรือยังล่ะ?” ภิกษุผู้ชราย้อนถามโดยไม่รอคำตอบ...จากชายหนุ่ม
“นี่แหละ...ข้อยืนยันว่าความตายไม่สูญสิ้น...มีโลกใหม่สำหรับมนุษย์หลังความตาย...เป็นโลกทิพย์ที่ถือว่าเที่ยงแท้กว่าชีวิตในโลก...ของกายหยาบ...” ผู้พูดจบประโยคด้วยเสียงกลั้วหัวเราะตามนิสัยเคยชิน...
“ผมเชื่อแล้วครับ...” คราวนี้นักเขียนหนุ่มรับคำหนักแน่น...ความรู้สึกละอายท่วมท้นจิต...ผู้มากวัยคล้ายหยั่งรู้ความคิด
“ไม่ต้องอายหรอก...การศึกษาสิ่งใดก็ตามต้องมีเหตุมีผล...ก่อนจึงค่อยเชื่อ...พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกมนุษย์...อยู่แล้วว่า...อย่าเชื่อ...เพราะฟังเขาพูด...แต่ให้เชื่อโดยเหตุโดยผลเท่านั้น...” เสียงหลวงพ่อกระทบ...จิต...ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความปรานี...รักใคร่ปนอยู่ในพลังเสียงนั้นด้วย...
“มิน่าล่ะ! ในบทสวดมนต์... จึงมีประโยคที่ว่า...ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู หิติ...ซึ่งแปลว่า...ผู้เป็นวิญญูชนพึงปฏิบัติเองรู้ได้ด้วยตนเอง...” คนหน้าขาวนึกขันตัวเอง... “สวดทุกวันก็โดนพระพุทธเจ้าว่าทุกวันยังไม่รู้ตัวอีก...” คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังลั่นอก...จิตใจอันเคยหนักอึ้งต่อคำถามมากมาย...จบสิ้นลงด้วยคำตอบอันชัดเจน รู้ด้วยตัวเอง เป็นอย่างนี้เองหนอ...ความสุขทางปัญญา...บังเกิด...
“หายโง่...หายลังเลเสียที...” คนหน้าขาวรำพึง...
“กลับคืนร่างได้แล้วละ!” เสียงหลวงพ่อดังขึ้นในความคิดอีกหน...
“กลับอย่างไรล่ะครับ...?” นักเขียนหนุ่มถามหากลวิธี
“โธ่...ถัง...สอนไม่จำ...” เสียงบ่นแว่ว...
“หลวงพ่อเปล่าสอน...ผมจำได้...” คนถูกบ่นยืนยัน
“จิต...เป็นใหญ่...จิตเป็นประธาน...เคยบอกบ่อย ๆ ...” ผู้ทรงศีลทวนคำสอนอีกครา...
“ไม่เห็นเกี่ยว...กัน...กับการคืนสู่ร่างตรงไหน?” คนเป็นศิษย์...เอ่ยคำช้า ๆ ...ครุ่นคิดแต่นึกไม่ออก...
“ในโลกทิพย์ทุกอย่างสำเร็จด้วยจิตทั้งนั้น อยากไปไหนก็นึกเอา อยากกินอะไรก็นึกเอา...แล้วถ้าอยากกลับคืนร่าง...ทำไง...?” อาจารย์ชักเริ่มระอาใจ...หาก...ลูกศิษย์เริ่มฉลาดขึ้นเพราะ...
“ก็นึกเอา!” คำตอบโพล่ง...หายโง่สนิท...
“ใช่หายโง่แล้ว...” ผู้ชราภาพ...เอ่ยคำกลั้วหัวเราะ
วรุต...ในสภาพกายทิพย์ยืนสงบนิ่ง...สำรวมจิตแน่วแน่...นึกถึงกายหยาบ...กำหนดใจมั่น กลับร่าง พร้อมกับสูดลมหายใจ...เฮือก...ยาว ๆ
“วูบ...!” กายทิพย์คล้ายถูกพลังดูดเต็มอัตรา...พุ่งเข้าหาสังขาร...รวดเร็ว...สติพร่า...
“ช้า ๆ อย่าเพิ่งลุก...ให้สติ...ค่อย ๆ กลับมาอย่างสมบูรณ์ก่อน...ค่อย ๆ ลืมตา...” คราวนี้...ได้ยินคำพูดของผู้เป็นอาจารย์เต็มสองหู...เมื่อความพร่าเลือนลดลง สติค่อย ๆ แจ่มใสขึ้นตามวาจา
“สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ...เรื่อย ๆ กายหยาบกับกายทิพย์จะได้อาศัยเวลาปรับตัวเข้าหากัน...สังเกตดูว่าสติ...กับกายสมบูรณ์แล้วก็ลุกได้เลย” หลวงพ่อแนะนำการถอยจากพิธีถอดกายทิพย์สู่สภาวะปกติด้วยวาจาช้าชัดราบเรียบ...
วรุต...ขยับตัวลุก...กราบพระพุทธรูปตรงโต๊ะหมู่บูชา...ก่อนหันหากราบพระภิกษุชรา...ผู้เป็นอาจารย์
“ผมกราบขอบคุณหลวงพ่อ...?” คนหน้าขาวเอ่ยคำพร้อมสีหน้าปีติอิ่มสุข...สำนึกในคุณแห่งครูบาอาจารย์...ที่สอนสั่ง...
“เอาเถอะ ๆ ...มันเป็นอานิสงส์ผลบุญบารมีของตัวเองด้วยนั่นแหละ...” หลวงพ่อพูดเนิบ ๆ ก่อนหันหน้าไปมอง...หญิงสาวผิวบางร่างระหงที่ลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ...หลังได้ยินเสียงสนทนาของชายหนุ่มกับตัวเอง
“เป็นไงบ้างล่ะ...?” ผู้สูงวัยถามสีหน้าละมุน ๆ
“ไม่ไหว...เลยค่ะหลวงพ่อ...” ศศิประไพส่ายหน้า...ก่อนตอบคำ... “ใจมันคอยว่อกแว่กอยู่เรื่อย...ใจมันพยายาม พุทโธ ๆ ๆ หรอกค่ะ...แต่อีกใจมันคิดถึงงานบ้าง คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย...” หญิงสาวยิ้มอาย ๆ ในความไม่เอาไหนของตัวเอง...
“ใหม่ ๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละ...ทำไปเรื่อย ๆ ก็ดีเอง” หลวงพ่อปลอบใจ...คนตาดำขลับไม่ให้ท้อถอยกับการปฏิบัติจิต...
“หากสงสัยอะไรก็ถาม...โยมผู้ชายได้นะ เดี๋ยวนี้เก่งทีเดียว...” ผู้สูงด้วยภูมิจิต...พร้อมวัย บุ้ยใบ้มาทางนักเขียนหนุ่ม...ขณะที่คนถูกโยนลูกได้แต่นั่งอมยิ้ม...
“คืนนี้คงพอแค่นี้ก่อนละนะ! โยมผู้หญิงจะได้ไปพักผ่อน...” หลวงพ่อตัดบท...
“เดี๋ยวผมเดินไปส่ง...” วรุตอาสาไปส่งหญิงสาวยังที่พักของแม่ชีซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของวัด...
“ค่ะ!” คนผิวบางรับคำสั้น ๆ ก่อนก้มกราบลาผู้ทรงศีล...ลับหายลงไปจากกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อพร้อมกับชายหนุ่ม...ในขณะเดียวกับเจ้าของกุฏิ...ส่ายหน้าน้อย ๆ ย้ำคำเก่า...กรรมแท้ ๆ นังหนูเอ๊ย! อยู่ในอก...แววตาบอกถึงความเวทนาจับใจ...
ดึกสงัด...ความเงียบ...แผ่ซ่านทุกอณูแห่งบรรยากาศของวัดป่าแห่งนั้น แม้จะเป็นข้างแรม...หากเป็นแรมไม่กี่ค่ำ แสงจันทรายังคงสว่างเรืองอยู่กลางเวหน เพียงแต่ดวงเพ็ญแขที่เคยแจ่มกระจางกลมสนิทเสียรูปเสียร่างไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนหน้าขาวล้มตัวลงนอน...หลังจากกลับมาจากการส่งพยาบาลสาวเสร็จสิ้นแล้ว...ความเงียบงันในจิตคืบคลานเข้าหา...ใจสงบ...หลัง...ประจักษ์แจ้งในรู้ เป็นความสุข...ประการหนึ่งเช่นกัน...! ตาหลับ...ใจหลับ...เลิกพะวงในสิ่งใด...มันแล้วใจ ทั้งหมดทั้งปวง...
แสงตะวันเริ่มราแสงแจ่มจ้า...ยามใกล้อัสดง...เสียงรถเก๋งสีน้ำเงินท้ายตัด...แผดเสียง...ลั่นถนนหลวง...ตามแรงบดคันเร่งของเจ้าของรถ...
“ไอ้เวร...รุต...มันไม่ยอมรอเรา...ไอ้ฉิบหายนี่มันต้องถูกเตะ...ต้องถึงวัดก่อนอาทิตย์ตกดิน” คนบ่นเป็นคน ๆ เดียวกับที่นักเขียนหนุ่มเคยให้สมญานามว่า ไอ้บอ.กอ.หอกดาบ หน้าจืดเป็นต้มฟัก มาแล้วนั่นเอง...
“สาธุ...ขอให้มันจู๊ด ๆ...หนอยแน่ะ...เดี๋ยวนี้มันลืมเราขาซี้...แหง...ล่ะ! มันมีตุ๊กตาพยาบาลสาวหน้ารถแล้วนี่...” คนขับรถคันที่ห้อตะบึงอยู่ขณะนี้ ทั้งบ่นทั้งแช่ง...คู่หู
“ไอ้เมศว์...ขออาฆาตทุกภพทุกชาติไป... เพราะไอ้เพื่อนบรรลัยมัน ทรยศ...เทวดาก็ลำเอียง...ชิชะ...ผู้สนองโอษฐ์ควงสาวหายจ้อย...ผู้สนองบาทห้อรถตาม...” คนปากพล่อยนามปรเมศว์เริ่มรายการ...กระทบกระแทก...แดกดันเทวดา
“พรืด!…แท็ก ๆๆๆ” สิ้นเสียงกระทบ...เครื่องยนต์กระตุกเบา ๆ ก่อนเครื่องจะสำลัก...เป็นจังหวะ
“เฮ้ย ๆ...นั่นไง ฉอ...หอ...แล้วไง...ว่าไม่เคยได้เลยเชียว ไม่เอาน่า...ไม่พูดแล้ว...!” บรรณาธิการหนุ่มร้องลั่น! สำนึกผิด...ที่ต่อว่าเทวดา...
“บรึม...ๆๆ” เครื่องยนต์แผดเสียงยาวอีกหน คราวนี้เครื่องเดินเรียบสะดวกโยธิน...
“เฮ้อ! หวิดกินข้าวลิงแล้วตู...” คนขับถอนหายใจโล่งอก...หากแทบจะสิ้นเสียงบ่น...เครื่องรถ...สำลัก...อีกหน...
“พรืด...แท็ก ๆๆๆๆๆ” แต่คราวนี้ถึงไม่ต้องแช่งเทวดาก็เถอะ...รถกระตุกถี่ ๆ แล้วดับวูบ... คงเหลือแรงเฉื่อยของพาหนะเท่านั้น... ที่ยังคงแล่นเอื่อย ๆ ไปได้อีกนิดเดียวก็นิ่งสนิท...
“เอาแล้วไง...ไอ้เมศว์ฉิบหายแล้ว...โว้ย...ทำไงดีวะ?” เจ้าของรถ...ก้าวลง กระแทกประตูดังปัง...เสียงบ่นลั่นทางหลวง...ท่ามกลางความมืดที่โรยตัวลงคลี่คลุมอย่างรวดเร็ว...
“โธ่เว้ย...อีกแค่สาม...สี่กิโลเมตรก็ถึงแล้ว...อึดอีกหน่อยก็ไม่ได้...มันน่าเตะนัก...ไอ้รถ...เวร...” เสียงโวยวายโหวกเหวกอยู่คนเดียว...สลับ...เสียงเตะยางรถ...ปึงปัง...
“ถ้าไม่กลัวเสียเงินค่าทำสีรถละก้อ พ่อจะเตะให้ตัวถังยุบเลยเชียว” เจ้าของฉายาหน้าจืดเป็นต้มฟักขู่...รถตัวเองเสียงเขียว
“น้ำมันก็เหลือตั้งเยอะ...” เจ้าตัวพยายามระงับโทสะชะโงกมองเกย์วัดน้ำมันเชื้อเพลิง เข็มสีแดงยังคงแสดงให้เห็นว่า...เหลือตั้งครึ่งถัง...
“มันเป็นอะไรของมันกันวะ?” บรรณาธิการหนุ่มเริ่มหยุดโวยวาย เปิดกระโปรงหน้ารถ...อาศัยแสงสว่างสุดท้ายของทิวา...ที่สลัว ๆ ขยับสายไฟโน่นนี่วุ่นวายสักพักหันกลับมาสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง ทว่า...ไร้ผล...
“ทำไมตู...ไม่เป็นนักเรียนช่างกลวะ...เลือกเรียนวารสารศาสตร์ทำหนังสือพิมพ์...ก็เลยต้องหมดท่าแบบนี้” หมดที่ระบายอารมณ์ บอ.กอ.หน้าจืดหันมาพาลตัวเองแทน...
“เอายังไงดีล่ะ...เรา” ปรเมศว์ชั่งใจ...
“ถ้าเดินก็หลายกิโล...หลายชั่วโมง...แล้วรถล่ะ...?” เจ้าตัวหันรีหันขวางตัดสินใจไม่ถูก...ห่วงรถก็ห่วง...หรือจะนั่งรอใคร?...
ฟ้ามืดมิดแล้ว...ไม่เหลือ...แม้แสงสลัวใด ๆ อีกทั้งสิ้น...ปรเมศว์...ได้แต่ถอนหายใจ...
“เฮ้อ! เทวดาไม่ปรานี...” ชายหนุ่มตัดพ้อ...เหลียวมอง...บรรยากาศอันมืดมิดรอบตัว...
“ฉิบหายแล้วไอ้เมศว์...” เจ้าตัวอุทานลั่นขนลุกเกรียว...เมื่อมองเห็นแผ่นป้ายข้างทางด้านตรงข้ามของถนนอีกฟาก ป้ายสีขาวใหญ่สะดุดตา...เห็นชัดแม้เวลาค่ำคืน
“สุสานสันติธรรม” ตัวหนังสือภาษาไทยตัวเบ้อเริ่มอยู่ข้างบน บรรทัดล่างเป็นภาษาจีนเรียงเป็นแถว...แต่เจ้าตัวอ่านไม่ออก...แต่ภาษาไทย...ก็เกินพอที่จะทำให้ท่านบรรณาธิการถึงกับผวา...
“เวรหนอเวร...เครื่องเสียที่ไหนไม่เสียดันผ่ามาดับหน้าป่าช้า...ตายแน่...” ความกลัวเริ่มเอื้อมหาหัวใจ...ของปรเมศว์...
“แล้ว...ไอ้เมศว์จะทำยังไงเว้ย!” คนซวย แถมตาขาวในรอบปีคร่ำครวญ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com