การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๓ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#213]

บทที่ ๑๓

 

          กลิ่นหอมประหลาด ๆ ขจายขจรชื่นใจ...วรุต...กวาดสายตาสอดส่ายคล้ายหาเจ้าของกลิ่นอันหอมหวานนั้น...จิตเกิดปีติรุนแรงแทบระงับความลิงโลดในหัวใจไม่ไหว...หัวใจฟูฟ่องบานเบิก...หากจิตใต้ส่วนลึกเศร้าสร้อย...เพราะคนรักมีอณูธาตุแห่งวิญญาณเท่านั้น...เป็นเหมือน มายา สำหรับมนุษย์ที่มีกายหยาบเป็นตัวตนในขณะนี้มีรัก...ห่วงหาในสิ่งที่ไร้รูปรอย...มีแต่สัญญาที่ประทับในความทรงจำ...เพียงอย่างเดียว

          “มีประโยชน์อันใดที่จะมาห่วงใยเล่า...ปารมิตา...” คำพูดคล้ายตัดพ้อ...ปล่อยปลง...สิ้นหวัง

          “มนุษย์หวังในสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยมือหูตาปากและจมูก...แล้วเราล่ะ...หวังในความรักที่เป็นแค่เงาหรือ?” นักเขียนหนุ่มนึกขันตัวเอง

          “โกหก...หลอกลวง...จิตหลอน...อุปาทาน...” ความคิดเยาะหยันรุนแรง

          “ไหนล่ะ...ความจริง...? ความจริงต้องเห็นด้วยตาสิ...ต้องจับต้องได้สิ! เหตุผลล่ะ...?” จิตใจเริ่มส่ายซัด “เราคือมนุษย์คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้...เทวดาเป็นยังไงยืนยันได้ไหม...?” คำถามคล้ายท้าทายทดสอบ

          “เราบ้าคนเดียวยังไม่พอ...ยังทำให้คนอื่นบ้าตามอีก...ปรเมศว์...ศศิประไพ...น้าแม้น...บ้าบอ...” ความโกรธตัวเองพลุ่งโพลง...มากขึ้น

          “บ้า...!” เสียงตะโกนอื้ออึงในอก...

          “เลิกทำกลิ่นบ้ากลิ่นบอนั่นซะทีเถอะ...ไร้ประโยชน์...” คราวนี้คำพูดตวาดออกมาจากปากชัดถ้อยชัดคำ...เมื่อกลิ่นหอมอบอวลหนักขึ้น...ความรู้สึกหลายรสหลายชาติ...ประเดประดัง ความไม่ได้ดังใจ คือเหตุ...

          “ไปซะ...ไป๊...ปารมิตา...ไม่ต้องมาไยดีกับข้า...” เสียงตะโกนกรีดแหลมในความเงียบ...สิ้นเสียง...สายลมกระโชกวูบกลิ่นหอมอันตรธานหาย...ใบไม้ระบัดโบกคล้ายมือน้อย ๆ ล่ำลา...บรรยากาศเงียบงันเศร้าซึม...ในขณะที่คนตวาดไล่...หยาดน้ำทะลักล้นบ่อตา...

          ความขุ่นข้องในอารมณ์พลุ่งพล่าน...คนหน้าขาวอึดอัดในอกแทบกระอัก...โทสะกางกั้นตีโอบสติโดยสิ้นเชิง...ขณะที่สายใยแห่งสติขาดผึงลงคำกล่าวประโยคหนึ่งก็ผุดแว่บขึ้นกลางใจ...

          “มนุษย์มักไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่จับต้องสัมผัสโดยกายไม่ได้ แล้วก็ปฏิเสธว่าไม่จริงเรื่องโกหก...แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอน...แนะนำ...น่าสงสาร...มนุษย์ผู้มีอวิชาห่อหุ้มดวงจิต...” ประโยคนั้นฤๅมิใช่คำกล่าวของพระสงฆ์ผู้มากวัยที่เคยสั่งสอนกรรมฐานให้หรือ...เล่า...?

          “หากมนุษย์รู้จักเจริญสติเพื่อควบคุมอารมณ์ โลภะ โทสะ โมหะจริตได้แล้ว...ความทุกข์ใด ๆ ก็ไม่อาจกล้ำกรายได้เลย...” คำสอนหลวงพ่อพรั่งพรู “อยากรู้...ที่ไปที่มาของวิญญาณ...รู้ชาติรู้ภพจะไปยากอะไร...ถือศีล...แล้วปฏิบัติสมาธิสิเล่า...จะเกิดปัญญารู้แจ้ง...ที่เรียกว่าพุทธิปัญญาไงล่ะ!” มาถึงประโยคนี้คนคิ้วเข้มต้องถอนหายใจ... “ใช่ขาดสติ...ใช่...วิจิกิจฉา...ความลังเลสงสัยโดยไม่ปฏิบัติให้รู้จริงก่อนค่อยโวยวาย” เจ้าตัวถอนหายใจแผ่วเบาให้สัญญาแก่ตัวเองแน่วแน่...

          “ฉัน...จะพิสูจน์ให้รู้จริงด้วยตัวเอง...ให้ได้...!!” ใจคิดถึงหลวงพ่อผู้สูงวัย

          ชายหนุ่มวัยสามสิบ...สูงโปร่งผิวกายขาวสะดุดตาตัดกับเรือนผมและคิ้วที่ดำเข้มดกหนา...ยิ้มพรายสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ...บิดตัวแก้เมื่อยขบ...หลังจากที่ลงจากรถเก๋งส่วนตัว...สภาพร่มรื่นของบรรยากาศรอบ ๆ ตัวทำให้อารมณ์แจ่มใสเป็นพิเศษ...ขณะเดียวกันกับที่อีกร่างหนึ่งเปิดประตูรถก้าวตามลงมาพร้อม ๆ กัน

          “เงียบดีจริง...นะคะคุณวรุต...” คนร่างระหงขานรับทั้งยังออกความเห็น “เดี๋ยวนี้หาวัดเงียบสงบ...สะอาดสะอ้านอย่างนี้ยากนะคะ”

          “จะหาวัดแบบนี้ต้องเสียเวลาเดินทาง ลำบากกายนิดหน่อย...เชิญเถอะครับ...!” คนหน้าขาวออกตัวกับความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางพร้อมกับสาวเท้านำหน้าหญิงสาวมุ่งสู่กุฏิหลวงพ่อโดยไม่รีรอ

          “เห็นคุณปรเมศว์บอกว่าคุณวรุตเป็นลูกศิษย์คนโปรด” พยาบาลสาวชวนสนทนาต่อ...ขณะที่เดินสู่จุดหมายข้างหน้า

          “...ไม่หรอกครับ...เพียงแต่ไอ้เมศว์มันปากพล่อยไปหน่อยก็เลยโดนเอ็ดบ่อย ๆ...มันไม่รู้จักระมัดระวังปาก...ก็เลยพาโลโฉเกว่าหลวงพ่อรักวรุตมากกว่าปรเมศว์” คนคิ้วเข้มอธิบายกลั้วหัวเราะ...เมื่อนึกถึงสหายรัก

          “กุฏินี้ละครับ...!” นักเขียนหนุ่มพยักพเยิดให้หญิงสาวดู...กุฏิไม้หลังน้อยที่อยู่ข้างหน้า

          “สมถะดีจริง...หลวงพ่อของคุณวรุต...” คนผิวบางเอ่ยชม...เมื่อมองเห็นเสนาสนะของสงฆ์หลังเล็ก ๆ เก่าคร่ำคร่า...แต่สะอาดสะอ้าน...กุฏิหลังน้อยที่ฝังตัวอยู่ในความร่มรื่นของพฤกษาพันธุ์อันเงียบสงบ...หลังนั้น

          “ท่านไม่สะสมอะไรไว้เลยครับ...หลวงพ่อท่านเคยบอกสะสมทรัพย์สมบัติไว้มาก ๆ กลัวตายแล้วเป็นเปรตเฝ้าสมบัติ...เป็นเปรตสมภาร” วรุตพูดถึงเจ้าของกุฏิหลังเล็กด้วยความชื่นชม...ในจริยาวัตร...อันงดงาม

          “ไม่น่าเชื่อว่าเป็นกุฏิสมภารวัด...ถ้าเป็นวัดในกรุงเทพฯ ละก็กุฏิสมภารคงหลังเบ้อเริ่มเทิ่ม...ไม่พูดดีกว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นนินทาพระ...บาปกรรม...” หญิงสาวประหลาดใจในความสันโดษของผู้ทรงศีล กับข้อแตกต่างของวัดวาอารามบางแห่ง...

          “โยม ๆ...” เสียงแจ๋ว ๆ ของเณรเรียก ทั้งคู่ชะงัก...วรุตกวาดตามองหาต้นตอของเสียง

          ร่างเล็ก ๆ ในชุดผ้ากาสาวพัสตร์สีกรักเก่าคร่ำคร่า...โผล่ออกมาจากใต้ถุนกุฏิหลวงพ่อ...

          “โยมชื่อ...คุณวรุต ใช่หรือเปล่า...?” เณรร่างเล็กถาม...

          “ใช่ครับ...หลวงพ่ออยู่หรือเปล่าครับ...” คนถูกถามรับคำ...พร้อมกับเอ่ยถามรวดเร็ว

          “หลวงพ่อบอกว่าโยมจะมาพบหลวงพ่อ...ท่านสั่งเอาไว้ ถ้าโยมมาถึงให้รอก่อน...” ผู้ทรงศีลอ่อนวัยพูดเจื้อยแจ้ว...ขณะเดียวกันกับผู้มาเยือนทั้งสองหันมาสบตากัน...ด้วยสีหน้าประหลาดใจ...หลวงพ่อรู้ได้อย่างไร ว่าเขาทั้งสองจะมาพบ...

          “หลวงพ่อ...ไปไหนครับ...เณร” คนหน้าขาวเลิกคิ้วถามหาผู้ทรงศีลวัยชราภาพ...

          “เข้าป่าช้าครับ...ไปตั้งอาทิตย์กว่าแล้ว...ผมว่าหลวงพ่อหนีแขกมากกว่า...ระยะหลังญาติโยมมาเยอะเกินไป...มาขอหวยบ้าง...มาดูดวงบ้าง...คงเบื่อก็เลยหนีเข้าป่าช้าซะเลย...” สามเณรน้อยพูดตอบ ใบหน้าแย้มยิ้มน่าเอ็นดู

          “หลวงพ่อสั่งให้โยมขึ้นไปรอบนกุฏิ...เดี๋ยวผมจะเปิดประตูให้...” ผู้อ่อนวัยดึงพวงกุญแจที่คล้องสายรัดประคดเอวออกดังกรุ๋งกริ๋ง ไต่บันไดขึ้นไปเปิดประตู...ให้แขกทั้งสองไปนั่งรอหลวงพ่อข้างบน...

          “นั่นปะไร? มิน่าคุณปรเมศว์ถึงพูดว่า...คุณวรุต...เป็นลูกศิษย์คนโปรด...” ผู้ติดตามร่างระหง...พูดกระซิบกระซาบล้อเลียนชายหนุ่มหลังจากที่เณรน้อยเปิดประตูหน้าต่างเสร็จสรร...เดินลับหายลงไปข้างล่าง

          ‘...!’ คนคิ้วเข้มได้แต่ยิ้มไม่ต่อคำเพราะจนด้วยเหตุผล...

          “จะต้องรอนานไหมนี่...?” หญิงสาวพูดเปรย ๆ ขณะที่ตาอันดำขลับกวาดมองภายในที่พักของสงฆ์ผู้ชรา...ที่ไม่มีสมบัติพัสถานใด ๆ ทั้งสิ้น...นอกจากหิ้งบูชาเล็ก ๆ เดียวดาย...

          “เอี๊ยด!” เสียงบันไดกุฏิสั่นเบา ๆ พร้อมกับเสียงแหบห้าวดังขึ้น “กลัวรอนานหรือโยม?”

          “หลวงพ่อมาแล้วนี่!” นักเขียนหนุ่มอุทานด้วยความลิงโลด ขณะที่ร่างผอมเกร็งในชุดจีวรสีเหลืองแจ่มหอบเครื่องอัฐบริขารรุงรัง...พ้นกระไดขึ้นมา...

          “เฮ้อ...! พวกเส้นหญ่าย...ย์” ผู้ทรงศีลวัยชรา...แกล้งถอนหายใจทำเสียงลากยาว...ล้อเลียน...เดินตรงไปยังอาสนะผืนเก่าจนแทบจำสีเดิมไม่ได้...ทรุดตัวลงนั่ง...ผู้มาเยือนทั้งสองก้มกราบด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์พร้อมกัน

          “ทำไมจึงว่า...พวกเส้นใหญ่ละครับ...” วรุตอดเอ่ยถามด้วยความสงสัยในประโยคของหลวงพ่อไม่ได้เมื่อกราบพระเสร็จ

          “ก็...ท่านท้าว...ดอดมาฝากมาฝังเอาไว้นะสิ!” พระสงฆ์วัยชรา...กระแทกเสียงหนัก ๆ ทำท่าปั้นปึ่ง...หากดวงตาฝ้าฟางไม่สามารถกลบฝังรอยยิ้มที่ฉายออกมาได้เลย มีวรุตเท่านั้นที่เข้าใจว่าท่านท้าวของหลวงพ่อคือใคร?

          “แล้วพ่อหนุ่มปากตะไกรคนนั้นไม่มาด้วยหรอกเรอะ?” เจ้าของกุฏิ...ถามหาปรเมศว์...บรรณาธิการหนุ่ม

          “ติดงานครับ...เห็นว่ายุ่งเรื่องปิดต้นฉบับหนังสือพอดี” ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่า...ให้เหตุผล...

          “ก็เลยเอาสีกา...มาแทน...” หลวงพ่อพูดพร้อมกับหันเหมามองศศิประไพ สายตาจับนิ่งบนใบหน้าหญิงสาว...พร้อมกับมีความเปลี่ยนแปรอันน่าประหลาดใจเกิดขึ้นวูบหนึ่งบนดวงตาของผู้ทรงศีล...หากไม่มีใครสนใจ

          “กรรม...เพราะกรรมแท้ ๆ นังหนูเอ้ย!” ประโยคนี้ดังอยู่ในใจของภิกษุผู้มากวัย

          “ความรัก...ก็คือกระแสกรรมเหมือนกัน...อนิจจา...” เสียงพึมพำในลำคอ...ของผู้ชราภาพ...ในขณะที่ผู้มาเยือนทั้งคู่ไม่ได้ยิน...

          “ผมจะมาขอถือศีลที่นี่สักสองสามวันครับหลวงพ่อ...!” วรุต...เอ่ยคำกับเจ้าของกุฏิหลังน้อย...ด้วยสีหน้าจริงจัง...

          “ดิฉันด้วยค่ะ!” หญิงสาวแจ้งเจตนาอีกคน...หลวงพ่อยิ้มพราย...หัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ ๆ ห้าวต่ำ

          “โยมผู้ชาย...โยมผู้หญิง...ฟังอาตมาภาพสักนิด...การถือศีลน่ะมันไม่จำเป็นจะต้องถือในวัดหรอก...อยู่ที่ไหนก็ถือได้ วัด...ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสถานที่แบบนี้เสมอไปหรอกโยม...คำว่าวัดเป็นประโยคเตือนใจมนุษย์...สำหรับละวางความชั่วหันมามองความดีบ้าง...กลับบ้าน...ทำบ้านให้เป็นวัดดีกว่า...ทำยังไง?...อย่าเพิ่งสงสัย...คืออย่างนี้...ตื่นเช้ามาก็สวดมนต์ภาวนาแล้ววัดหัวจิตหัวใจตัวเองดู...ว่าทุกวันนี้เราประกอบกรรมดีพอหรือยัง...? ถ้ายังก็ทำซะ...ถ้าดีอยู่แล้วก็ทำต่อไปให้คงเส้นคงวา...วัดจิตวัดใจมันทุกวัน หมั่นพิจารณาบ่อย ๆ เช้าเย็น ๆ ดีกว่าเข้าวัดเพราะประเพณีตั้งมากมาย บางคนได้อยู่ในพระศาสนา...เพราะมรดกจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ไม่ได้เป็นชาวพุทธด้วยหัวใจของตน...จะมีประโยชน์อันใด...” ภิกษุผู้มากวัยหยุดผ่อนหายใจเล็กน้อยก่อนเทศนาต่อ

          “การขอศีลก็เหมือนกัน บางคนมาวัดอาราธนาศีล...พอพ้นประตูรั้ววัดก็ล่วงศีลเสียแล้ว...สู้คนอยู่บ้านที่ขอศีลตั้งสัจจะต่อหน้าพระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนหิ้งก็ไม่ได้...เราตั้งใจ...ที่จะไม่ล่วงศีลก็ถือว่าถือศีลอยู่แล้ว...จริงไหมโยม?” คำสอนจากผู้ทรงศีลเนิบนาบช้าชัด...

          “ถ้าอย่างนั้น...” คนคิ้วเข้มทำหน้าฉงนใจ...แต่หลวงพ่อไม่รอฟังกลับเอ่ยทะลุปล้องทันควัน

          “วัด...แบบนี้มีไว้สำหรับสุปฏิปันโน...อยู่บำเพ็ญธรรมช่วยนำคำสอนอันเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้วิญญูชน...เป็นธงชัยของพระศาสนา...เป็นที่พักพิงหัวใจของคนทั้งหลาย...ที่เข้ามาขอธรรมะกลับไปปฏิบัติ...ไม่ใช่มา...ขอหวย...หรือนำเอาวัตถุความสบายมาไว้ในวัดเพื่อมอมเมาพระสงฆ์” ผู้มากวัยทอดถอนใจ...เมื่อนึกถึงมนุษย์บางรายที่มาขอหวย จนถึงกับติดสินบนพระสงฆ์เลยก็มี นรกกินหัว หลวงพ่อรำพึงในจิต

          “แต่ที่ผมกับคุณศศิประไพมานี่ต้องการเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อนี่ครับ...!” นักเขียนผู้เป็นศิษย์แย้งคำแผ่วเบา...

          “นั่นนะสิ...! นี่คือความต้องการของอาตมา...จึงไม่ใช่เลือกที่รักมักที่ชัง...คนนั้นเป็นศิษย์คนโปรด...คนนั้นไม่ยอมโปรด...หรอกนะ!” ประโยคท้ายผู้อยู่ในชุดจีวรเหลืองแจ่มปรายตามองพยาบาลสาวเหมือนจะบอกให้รู้เป็นนัย ๆ

          “ท่านเก่งจังรู้ด้วยว่าเราพูดถึงท่านแบบนี้” คนผิวบางรำพึงพร้อมกับก้มกราบขอขมา...ที่ล่วงเกิน...ขณะที่หลวงพ่อผู้ชรา...อมยิ้ม...สายตาปรานีจับที่หญิงสาว

          “ดิฉันขอปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อด้วยคนนะคะ” ศศิประไพ...เอ่ยปากขอเมื่อกราบขอขมาเสร็จ...ผู้ทรงศีลไม่เอ่ยคำหากพยักหน้ารับ...

          “ถ้างั้นคืนนี้...โยมทั้งสองพักที่นี่สักคืนก็ได้...อาตมาจะสอนกรรมฐานให้ ไหน ๆ ก็มาแล้ว...โยมผู้ชายก็รู้มากแล้วนี่...คืนนี้จะตามวาระจิตให้...” เจ้าของกุฏิหลังเล็ก...ออกปากอนุญาต...ก่อนเรียกเณรน้อยที่อยู่ข้างล่างให้จัดเตรียมที่พักชั่วคราวให้ผู้มาเยือนทั้งสอง...โดยให้ศศิประไพพักกับแม่ชีอีกด้านหนึ่ง...


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ยามใกล้ค่ำ...สนธยา...แสงสูรย์ทอแสง ระเรื่อเหลืองอมส้มทาบทาขอบฟ้าความมืดโรยตัวคลี่คลุม...ทั่วอาณาบริเวณวัดป่าแห่งนั้น...เสียงพระสงฆ์ทำวัตรเย็นกังวานแว่วชวนฟัง...อุโบสถหลังเล็กกะทัดรัดอวลอบไปด้วยกลิ่นธูปหอมบูชาพระ...จวบจนผู้ทรงศีลวัตรค่อย ๆ ทยอยออกจากศาสนสถานแห่งนั้น...กลับคืนสู่กุฏิที่พักจนหมดสิ้น...ทุกอย่างค่อยสู่ความสงบอีกวาระหนึ่ง...ความสงัดเงียบจากกระแสเสียงทั้งปวงช่างแตกต่างกับโลกภายนอก โดยเฉพาะในเมืองหลวงราวฟ้ากับดิน นี่คือแดนธรรมที่สงบ เป็นปริมณฑลของผู้ทรงศีลทั้งหลายอย่างแท้จริง...แดนแห่ง สุปฏิปันโน...ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยแท้...

          บนกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อผู้มากวัย...ชายหญิงสองร่างในชุดขาวสะอาดนั่งพับเพียบพนมมือ...หลับตานิ่งนั่งฟัง...ผู้ทรงศีลทรงวินัยผู้เป็นสาวกแห่งพระบรมศาสดาเจ้า...อบรมสั่งสอนพระกรรมฐานอย่างตั้งใจ...แสงเทียนที่ไหวระริกในกุฏิสว่างมลังเมลือง...เสียงหลวงพ่อผู้เป็นพระอาจารย์แหบห้าวเนิบนาบ...ในความเงียบ

          “โยมผู้หญิง...ก็คงจะต้องเริ่มต้นกำหนดลมหายใจเข้าออกกำกับด้วยคำภาวนา...ว่า...พุทโธ ๆ ๆ ไปก่อนนะ...” ผู้มากวัยแนะนำอานาปาณสติบาทแรกให้กับพยาบาลสาว...เมื่อเริ่มต้นฝึกหัด...สมาธิ...

          “ส่วนโยมผู้ชาย...ที่ผ่านมาเป็นการทำจิตให้ว่างโดยก้าวจากสมาธิ...ขึ้นต้นจนเข้าสู่องค์ฌานได้...แต่มาติดตรงนิมิต...ที่เราเห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ในการทำสมาธินั่นแหละที่เรียกว่านิมิต...โยมผู้ชายส่วนใหญ่มาติดกับสัญญาเดิมมากเกินไป...” หลวงพ่อเว้นคำ...พักหายใจ

          “มิน่าล่ะ...! ทำสมาธิ...ทีไรหวนไปพบ...ปารมิตาทุกครั้ง” วรุต...ถึงบางอ้อ...กับเหตุการณ์ที่เคยปรากฏหลายครั้งหลายครา...

          “ที่โยมประสบมานั้น...เป็นวิธีที่เรียกว่า...มโนมยิทธิ” คำตอบต่อเนื่องเหมือนรู้ใจ

          “มโน...แปลว่าใจ...มยิทธิคือมีฤทธิ...จึงรวมความว่า ใจมีฤทธิ...นั้นเอง” คำอธิบายแจ่มชัด...

          “ลักษณะการทำสมาธิแบบนั้นทำให้เกิดนิมิตได้เร็ว แต่ทำให้คนทำติดและเคยชินกับภาพนิมิต...การเห็นนิมิตของโยมถ้าสังเกตจะเห็นว่าเกิดง่ายมากเพราะ...อาศัยกระแสพลังของโอปปาติกะช่วย เรียกว่าพบกันครึ่งทาง...อีกประการหนึ่ง...ในอดีตชาติโยมมีจริตในการทำสมาธิโดยการเพ่งกสิณมาก่อน...และที่มีวสี...ที่เรียกว่าชำนาญมากก็คือ เตโชกสิณ...” ผู้อยู่ในอาภรณ์ผ้าสามผืนพูดถึงการปฏิบัติสมาธิของชายหนุ่มแม่นยำดุจตาเห็น

          “หลวงพ่อ...พูดแม่นยังกะเดินตามผมงั้นแหละ” ชายหนุ่มเอ่ยคำชม...จากหัวใจ...หากหลวงพ่อผู้ชราหัวเราะเบา ๆ

          “อันนี้แหละที่เรียกว่า...ตัวรู้...เป็นปัญญาบริสุทธิ์ที่ผู้ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนากรรมฐานเรียกว่า...เจโตปริยญาณ...เป็นพุทธิปัญญา...เป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่จากการปฏิบัติ...เจริญภาวนาสมาธิ” คำยืนยันอันหนักแน่นจากปากภิกษุผู้แก่กล้าทางปฏิบัติ...

          “มาวันนี้คง...อยากจะพิสูจน์ความจริงสินะ!” พระสงฆ์ผู้ชราภาพถามทะลุกลางปล้อง...คนหน้าขาวถึงกับสะดุ้ง...

          “ใช่ครับ...!” คำตอบชัดถ้อยชัดคำ

          “จะไปยากอะไร...ทำสมาธิเข้าจตุตถฌาน หรือฌานสี่ก็รู้เองแหละ...แต่อาตมาว่า...โยมจะรู้เร็วขึ้นถ้าหันกลับไปเล่นตามสัญญาเดิมของตน” ผู้ทรงศีล...นิ่งอึดใจก่อนโพล่ง “ทำสมาธิตามแบบฤาษี...”

          “ทำอย่างไร...ล่ะครับหลวงพ่อ...?” ชายหนุ่มมีทีท่ากระตือรือล้น...

          “เดินลมปราณ...ไล่ลม...ตามจุดของร่างกาย...เรียกว่าตายหลอก ๆ ชั่วระยะที่กายทิพย์ออกจากร่าง” คำตอบแผ่วหากน้ำเสียงจริงจัง...

          แต่ค่อนข้างจะน่ากลัวสำหรับการทำ...” ประโยคนี้คล้ายทดสอบความกล้าของนักเขียนหนุ่ม

          “ทำไมล่ะครับ...มันน่ากลัวตรงไหน?” คนหน้าขาวสวนคำถามทันควันแววตาหมายมั่น...อยากรู้...ผู้มากวัยกว่าหัวเราะก่อนอธิบาย

          “มันไม่อันตรายหรอก...แต่ส่วนใหญ่คนปฏิบัติจะกลัวเมื่อถึงเวลาที่กายทิพย์จะถอด...มนุษย์มักจะกลัวตายเสมอ”...ผู้ทรงศีลพูดเสียงเรียบ ๆ

          “ผมอยากลองทำดู...!!” ผู้เป็นศิษย์เน้นคำหนักแน่น...ตัดสินใจแน่แน่ว...

          “ก็ลองดู...” อาจารย์ผู้สูงวัยพูดสั้น ๆ พร้อมกับรอยแย้ม...ที่พึงพอใจต่อลูกศิษย์หนุ่ม...

          ธูปหอมห้าดอก...อันหมายถึงพระพุทธ...พระธรรม...พระสงฆ์...คุณบิดามารดา และครูบาอาจารย์ถูกจุดแล้วปักลงบนกระถางหน้าหิ้งบูชา...ที่ตั้งอยู่บนกุฏิของสมภารผู้ชรา...วรุต...นั่งพนมมือสวดมนต์ ตั้งจิตฝากฝังชีวิตวิญญาณของตนกับพระพุทธเจ้า...พร้อมกับแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั่วทั้งอนันตจักรวาล...ก่อนพริ้มตาหลับขัดสมาธิ...ด้วยการเดินลมหายใจตามคำบอกของผู้เป็นอาจารย์...

          “สูดลมหายใจผ่านทวารจมูกกำหนดให้เห็นเป็นเส้นสองเส้นผ่านจุดแรกที่ยอดอก...ผ่านจุดที่สองตรงสะดือ แล้วลากลมหายใจผ่านง่ามขาขึ้นมาตรงจุดบริเวณกระเบนเหน็บ...เรื่อยขึ้นมาผ่านจุดตรงกึ่งกลางของสะบักหลังจนสิ้นสุดบริเวณขม่อมศีรษะเวลาผ่อนลมหายใจออกให้ลากผ่านจากขม่อมย้อนกลับโดยผ่านจุดเดิมนั้นออกมาที่จมูกใหม่วนไปวนมาอย่างนั้น...จนลมละเอียดขึ้นแล้ว...จึงไล่ลมออกจากตัวทีละจุด...ตามที่กล่าวมา...กายทิพย์จะถอดจากร่างทันที...เหตุที่ลมถูกไล่ออกจากสังขารหมดสิ้นร่างกายจะหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง...” คนคิ้วเข้มทบทวนคำสอนของหลวงพ่อพร้อมกับกำหนดลมหายใจตามไปช้า ๆ ...เรื่อย ๆ...โดยมีสติคุมติดไม่ห่าง

          “...!?!” เวลาผ่านไปเนิ่นนาน...ธูปทั้งห้าดอก...ถูกเผาลุกลามหมดไปทีละน้อย ๆ ลมหายใจแรก ๆ ของชายหนุ่ม...อึดอัดบ้างเนื่องจากต้องเดินลมผ่านจุดต่าง ๆ มากมาย...แต่เมื่อจิตเริ่มสงบจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ...สมาธิเริ่มก่อเกิดขึ้น...ลมหายใจ...แผ่วเบาลงช้า ๆ ...ละเอียดขึ้น ๆ ๆ จนแทบจับลมหายใจไม่ได้...จิตเริ่มโปร่งเบา...สบาย...

          “ไล่ลม...ออกตามจุดทุกจุด...สูดลมหายใจเข้าสั้น ๆ เพียงแค่อก...แต่เวลาผ่อนหายใจออกให้เริ่มตั้งแต่กระหม่อมจนถึงจมูก...ไปเรื่อย ๆ...” เสียงผู้เป็นอาจารย์แว่วในจิต...ชั่วระยะเดียวคนหน้าขาวรู้สึกร่างกายเบาโหวง...ตัวตนหายสูญ...ความรู้สึกรวมศูนย์อยู่ ณ บริเวณหน้าผาก...เจ็บแปลบ...รู้สึกคล้ายลมตีออกจากบริเวณขม่อมวูบ...!! ความกลัว...เกิดขึ้นทันที กลัวตาย

          “ประคองสติ...ให้มั่นอย่ากลัว...” เสียงผู้ทรงศีลเตือนสติ...เจ้าตัวได้ยินเบา ๆ คลับคล้ายดังในสมอง...

          “ตายเป็นตาย” นักเขียนตัดสินใจแน่แน่ว...ประคองสติ...

          “โอ...!” วรุต...อุทานในจิต...เมื่อสำเหนียกถึงภาวะเปลี่ยนแปรอย่างรุนแรงของตน...ความรู้สึกขณะนี้คล้ายตนเองถูกแยกเป็นสองส่วนเหมือน หญ้าปล้องถูกชักไส้ ร่างกายที่โปร่งเบาพุ่งวูบออกจากบริเวณด้านบนของศีรษะ...รวดเร็ว


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com