การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๒ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#212]

บทที่ ๑๒

 

          เสียงอุทานของพราหมณ์ผู้สูงวัยดังขึ้น...ทุกคนเงียบกริบ...ชะงัก...ลืมแม้กระทั่งกำลังหายใจ...ทุกคนย่อมเคยจดจำลักษณะของวรุต...นักเขียนหนุ่มคนเก่าได้ดี...

          แต่บัดนี้...บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า...ใช่...เค้าโครงสัดส่วนยังคงดุจเดิม...หากเค้าโครงเดิมเหล่านั้นถูกกลบกลืนด้วยพลังชนิดหนึ่งที่ทุกคนสัมผัสได้...คือ... ‘ความทรง...อำนาจ...ตบะเดชะ’ ที่ทำให้ทุกคนระย่อ...

          ใบหน้าอันสมส่วนของวรุต...ยามนี้เรียบตึงดุดแพรไหม...ลักษณะการยืน หลังตั้งตรงหัวไหล่เหยียด...คางแหงนเชิดน้อย ๆ ชายชำเลืองดูมนุษย์ตรงหน้าด้วยหางตา...คล้ายหยามหยันแต่มีแววปรานีฉายฉานอยู่ในดวงตา

          “นับตั้งแต่บัดนี้...บุรุษผู้นี้เป็นสังขารรองรับพลังแห่งเทวะโดยสมบูรณ์...” เสียงห้าวนุ่ม...แต่ลิ้นรัวเล็กน้อย...

          “ฝ่าบาท...เสด็จ...มีพระประสงค์สิ่งใดหรือพระเจ้าข้า เสียงพราหมณ์...ผู้ทำพิธีละล่ำละลัก...

          “ข้าเพียงต้องการดับเทียนชัยด้วยตัวข้าเอง...เท่านั้น” พระสุรเสียงกังวาน...เอื้อนเอ่ย

          “ข้าต้องการ คงคา...เพื่อทำน้ำมนต์”

          “ข้าบาทจะจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้...” จบคำผู้อยู่ในชุดขาวขยับตัวลุกอย่างเร่งรีบ...หันไปทางปรเมศว์

          “คุณ...! ยกขันน้ำที่เตรียมไว้ให้ที...” คนถูกเรียกทำหน้าเหรอหราตื่นจากความงงงัน

          “คุณผู้ชาย นั่นแหละ...!” เสียงยืนยันอีกหน...บรรณาธิการหนุ่มจึงชัดแจ้งในเจตนา

          “แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ ?” ปรเมศว์ส่ายหน้าลอกแล่ก

          “บนโต๊ะรับแขกไงคะ คุณปรเมศว์” น้าแม้นของนักเขียนหนุ่มร้องบอกคนที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก...ก่อนที่จะเผ่นพรวดเข้าไปในบ้านทันควัน

          เพียงอึดใจเดียวขันทองเหลืองสลักลายที่มีหูหิ้วสองข้างบรรจุน้ำฝนใสสะอาดถูกนำมาตั้งบนโต๊ะบูชา...ต่อพระพักตร์พร้อมเทียนไขแท้อีกเก้าเล่ม...

          “เจ้าถอยไป...” เสียงรับสั่งห้วน...ขณะที่พราหมณ์ผู้ชรายอบกายถอยห่างออกไป...

          มหาเทวะในร่างนักเขียนหนุ่มยื่นหัตถ์รวบเทียนทั้งเก้า...จ่อติดเข้ากับเทียนชนวน

          “พรึ่บ!...” เทียนในอุ้งพระหัตถ์ลุกโชติช่วง...เรืองโรจน์

          เสียงสาธยายมหามนตรา...กำกับ...คล้ายกังวานออกจากพระอุระ พร้อมกับเปลวเทียนแตกประกาย ลั่นเปรี๊ยะ! ดังชัดเจน

          “โอม...ม...ศิวะ มหิทธานุภาเวนะ โอม...ม บรรพตีอารักขะอนันตจักรา นุภาเวนะ คเร...ฯ” มหามนต์สำเนียงแปลกหูรัวเร็วกระชั้นถี่...แล้วผ่อนจังหวะช้าบ้างเร็วบ้าง น้ำตาเทียนพร่างพรูลงในขันน้ำทองเหลืองประดุจหนึ่งโปรยกลีบดอกไม้สีขาวลงไป...ความประหลาดล้ำที่เห็นชัดคือน้ำมนต์ในขันค่อย ๆ หมุนวนช้า ๆ แบบทักษิณาวัตร...คือหมุนวนขวาพระประธาน...ขณะเดียวกันกับหยดน้ำตาเทียนในขันค่อย ๆ รวมตัวกันเข้าเป็นเครื่องหมาย ‘โอม’ สะดุดตา

          “ครึ่ม...!ม...!ม” เสียงฟ้าคำรามสะท้อนยาวครืนครัน...แสดงถึงอิทธิเดชแห่งเทวะบัญชา...แล้วจางหายเมื่อเทียนทั้งเก้าถูกดับด้วยการสะบัดจุ่มลงในน้ำมนต์...

          “น้ำมนต์เสร็จสิ้นแล้ว...เก็บเอาไว้ให้สังขารนี้ชำระกายหลังสิ้นสุดพิธีกรรม...” กระแสรับสั่งราบเรียบ...ขณะที่ยื่นหัตถ์หยิบใบพลูเก้าใบที่วางอยู่บนพานทอง...เอาน้ำหอมเจิมทุกใบก่อนรวบเทียนชัยให้ดับลงก่อนหันพระพักตร์มายังพราหมณ์วัยชรา เน้นพระสุรเสียงชัดถ้อย

          “นับจากวารวันนี้ บุรุษนี้ย่อมเป็นผู้สนองโอษฐ์แห่งข้าโดยสมบูรณ์...บอกต่อมัน...ชีวิต...วิญญาณ...ของมันเป็นของข้าโดยสิ้นเชิงแล้ว...”

          “ฝ่าบาท...มีพระบัญชาสิ่งใดอีกหรือไม่?” คนผมมวยในชุดขาวเอ่ยถาม

          “ทุกอย่างเป็นเทวบัญชา...ขึ้นอยู่กับข้าไม่จำเป็นต้องบอก” ทรงตัดบทไม่ต่อความ...แต่เพียงแค่กระพริบตา...พระเนตรกลับลุกวาวขึ้นหันพระพักตร์ขยับมาที่ ปรเมศว์...บอ.กอ.หนุ่มทันควัน...!

          “เจ้าว่ากระไร...คิดว่าเพื่อนของเจ้าเล่นละครกระนั้นหรือ?” สุรเสียงเย็นเฉียบ...กร้าว...ชายหนุ่มตะลึงงันเหงื่อซึมฝ่ามือ...

          “หว้า! รู้แม้กระทั่งความคิดของเราอะไรกันวะ?” ปรเมศว์นึกฉงนแกมหวาดหวั่นในความคิด

          “ปะ...เปล่า...!!” เสียงตะกุกตะกักปฏิเสธ...

          “เจ้ากำลังคิด...เจ้ามนุษย์อย่ามุสาข้า!” พระวาจารุกไล่...บรรณาธิการหนุ่มเหงื่อกาฬซึมทั้งตัว...ความหวาดหวั่นท่วมท้นจิต...รู้สึกอึดอัดในพลังบางอย่างที่คุกคามเข้ามาถึง

          “ข้าจะให้เจ้ารู้จักพลังของมหาเทวะ...เสียบ้าง” สิ้นคำ ทรงหลับพระเนตร...นิ่งชั่วอึดใจ...

          “เฮ้ย!...” ปรเมศว์อุทานลั่น...รู้สึกถึงร่างกายของตัวเองมึนชา...ขาแข้งแข็งขืนหนักไปทั้งตัว

          “ช่วยด้วย...เป็นอะไรไปวะ...โอย!” คนแส่ส่ายหาเรื่องร้องโอดโอย...ให้ช่วย ท่ามกลางเสียงพระสรวลกังวาน

          “เทวดารังแกมนุษย์...โว้ย!!” ชายหนุ่มไม่ลดละ...หากเพียงครู่เดียวเหมือนมีใครอุดปาก...น้ำเสียงแผ่วหายไปสิ้นเหลือเพียงลูกตาสองข้างที่เบิกกว้าง...ตื่นตระหนก...

          “ฝ่าบาท...ได้โปรดกรุณา...” พราหมณ์ชราละล่ำละลักร้องขอความเมตตาแทนบรรณาธิการหนุ่ม...

          “มิใช่เรื่องของเจ้า...พราหมณ์เฒ่า...! มันผู้นั้นต้องได้รับบทเรียน...มิเช่นนั้นในวันข้างหน้าปากและความคิดอันแส่ส่ายของมันจะล่วงเกินข้า...” แม้เนื้อตัวจะแข็งขืน...ปากขยับพูดไม่ได้ แต่ปรเมศว์ได้ยินเสียงมหาเทวะในร่างวรุต...ชัดถ้อยทุกความคำ...


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          “ไม่เห็นจะล่วงเกินตรงไหน...! แค่หัวเราะในใจบอกว่าไอ้รุต...มันทำท่าเป็นจ้าว...เท่านั้นเอง...เหมือนพระเอกละคร...” บอ.กอ.หนุ่มเถียงคำไม่ตกฟากในความคิด

          “อนุสัย...สันดานเจ้ากี่ภพกี่ชาติก็ไม่เปลี่ยนเลยนะพฤนทาร” น้ำเสียงเยาะหยัน...แต่น่าประหลาดใจ เพราะมีแววปรานีฉายในพระเนตร

          “พฤนทาร...!!” ชายหนุ่มจอมแส่ส่ายตาเบิกกว้างทวนคำในใจ รู้สึกคลับคล้ายคุ้นหูในชื่อเรียก...ที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน

          “ใช่...พฤนทาร...เป็นนามในอดีตของเจ้า” มหาเทวะเน้นสุรเสียงยืนยันหนักแน่น...

          “ตลกเว้ย...! ไปกันใหญ่แล้ว...ตูนี้จะบ้าไปกะเจ้ารุตด้วยรึไงนะ?” ความสับสนงุนงงในสภาพอันเป็นไปของร่างกายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ทำให้...ปรเมศว์...นึกขันหัวเราะลั่นในอก...

          “หัวเราะไปเถิด...อีกไม่กี่วารวันเจ้าก็จะหัวเราะไม่ออก...” กระแสรับสั่งราบเรียบไม่สนพระทัยในอากัปกิริยาของบรรณาธิการหนุ่ม...

          “ทำไมล่ะ?” คนจิตแส่ส่ายสวนความคิด

          “เจ้าต้องทำกิจ...ร่วมกับสังขารของข้า...” รับสั่งห้วน

          “กับ...วรุตนะหรือ...”

          “ใช่!” เสียงยืนยันหนักแน่น

          “วรุต...เป็นผู้สนองโอษฐ์...แล้วปรเมศว์...เป็นอะไร?” ภายในจิตท่าทีท้อแท้...ตาที่เบิกกว้างหลับลงถอนหายใจ...แรง...

          “เป็นพี่เลี้ยง...ขณะที่ข้าประทับสังขาร...” คำเฉลยบ่งบอกหน้าที่ชัดเต็มสองหูคนถาม...

          “พี่เลี้ยง...! โถ...ก็ไอ้รุตมันโตยังกะหมี...ต้องมีพี่เลี้ยงด้วยรึไง...ถึงกับต้องป้อนน้ำป้อนข้าวประคบประหงม...ขนาดนั้นเชียว...?” ในความวุ่นวายใจ ใจนึกไปถึงภาพตัวเองต้องอุ้ม...เพื่อนนักเขียนหนุ่มแล้วป้อนข้าวป้อนปลาอาหารให้...นึกหัวร่อหนักขึ้นเมื่อจิตประหวัดถึงสภาพเปลือยเปล่าของวรุต...ที่ตนต้องอาบน้ำประแป้งให้...ในฐานะพี่เลี้ยง...

          “เฮ่อ! เจ้ามนุษย์จิตแส่ส่าย...” เสียงมหาเทวะทอดถอนพระทัยส่ายพระพักตร์เอือมระอา...ต่อความคิดของ...ปรเมศว์...

          “หน้าที่ของพี่เลี้ยง...คือการจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อรับการเสด็จ...ของมหาเทวะและอยู่ถวายงานต่อข้าขณะประทับสังขาร...” รับสั่งอธิบาย

          “คนเป็นร่างให้ประทับ...เรียกว่าผู้สนองโอษฐ์ คนคอยรับใช้ก็ต้องเรียกว่า... ‘ผู้สนองพระบาท’ ละสิ...?” บรรณาธิการหนุ่มรำพึงด้วยสีหน้าหมองหม่น...ขณะที่มหาเทวะเองก็ทรงส่ายพระเศียร...อดแย้มพระสรวลกับความคิดของคู่หูนักเขียนหนุ่มไม่ได้

          “จะเรียกว่ายังไง? ข้าก็ไม่สนใจมันเป็นหน้าที่ซึ่งเจ้าปฏิเสธไม่ได้” สุรเสียงทรงอำนาจย้ำคำ

          “ปล่อย...ลูกช้างได้รึยังล่ะ!” คนถูกมัดด้วยพลังจิตเสียงอ่อย

          “จนกว่าเจ้าจะรับคำสัจจะต่อข้า...” มหาเทวะในร่าง...วรุต...ยังไม่ยินยอม

          “สัจจะอะไรอีกล่ะ...?”

          “หน้าที่สนองบาทที่เจ้าว่านั่นแหละ!” คำตอบพร้อมรอยแย้มสรวลพระพักตร์ละไม...คนถามนิ่งงันไปอึดใจ...ก่อนรับคำ

          “น้อมรับด้วยเกล้าฯ...” สิ้นเสียงแห่งความคิดบรรณาธิการหนุ่มสัมผัสได้ถึงความอึดอัดของร่างกายลดลง...ความแข็งขืนในสังขารอันตรธานหายปากคอขยับได้ตามความคิด

          “โอย...ทรมาน ฉิบ...ห...เป๋ง....!” คำฉิบหายเกือบหลุด ออกจากปาก...เจ้าตัวรีบกล้ำกลืนลงคอเพราะรู้ว่ายืนอยู่ต่อหน้าใคร...?

          “พิธีกรรมสำเร็จลงแล้ว...ข้าจะถอนจิต ทุกคนรับพรจากข้า” สิ้นพระกระแสรับสั่ง...มนุษย์ทั้งสี่ต่างคุกเข่าก้มหัวรับพรจากมหาเทวะในบัดดล

          “โอม...ศิวายะ...” มหามนต์กระหึ่มกังวานเปล่งจากพระอุระผ่านพระโอษฐ์ระรัว...เพียงครู่เดียวก็สิ้นกระแสเสียง ทุกอย่างสงบเงียบลง...ขณะที่ทุกคนในบริเวณนั้นเกิดปีติซาบซ่าน...ขนลุกขึ้น...!

          “โอย...” เสียงร้องครางแผ่วโหย...ออกจากปากของวรุตในขณะที่เจ้าตัวค่อย ๆ ทรุดฮวบ...ลงนั่ง...อันเป็นลักษณะของการถอนจิตของมหาเทวะจากสังขารเรียบร้อยแล้ว...ทุกคนกรูเข้าหาคนคิ้วเข้ม...ปรเมศว์ถลาเข้าประคองเพราะเพื่อนรักทำท่าจะหงายหลังศีรษะฟาดพื้น

          “เหนื่อยจัง...” เสียงหอบเหนื่อยแผ่วเบา

          “หลับตา...พักสักครู่...ก่อนนะคะ” ศศิประไพเอ่ยคำแววตาห่วงใยจับอยู่บนใบหน้าซีดขาวของวรุต

          “เฮ้ย...ลุก ๆ ผู้สนองพระบาทขอสั่งผู้สนองพระโอษฐ์อย่ามาทำสำออยร้อยเล่ห์เพทุบายไอ้...รุต” ท่านบรรณาธิการเริ่มไม่สำรวมปาก แขนที่ประคองหน้าขาวเขย่าปลุก พูดเสียงดังลั่น...ทุกคนหัวเราะครืน...! ยกเว้นพราหมณ์ผู้สูงวัยปรามเบา ๆ

          “เดี๋ยวก็โดนอีกหรอก”

          คนถูกดิสเบรกหันขวับ...ค้อนชายชราในชุดขาววงโต...ปากขมุบขมิบ

          “เดือดร้อนแทนจังนะ ?”

          “เจ้า...พฤนทาร...!” เสียงดุ ๆ ของมหาเทพแว่วกระทบโสตท่านบอ.กอ. เจ้าตัวสะดุ้งโหยงรู้ว่าใคร?

          “จ๋า...!” เสียงรับคำอ่อนหวานสีหน้าปั้นยาก

          “ระวังปากที่ไม่สำรวม...จะทำให้เจ้าเดือดร้อน” เสียงคุ้นเคยดังแผ่วเบาในจิต...

          “ซวยจนได้สิตู...!” คนจิตแส่ส่ายปากไว...หยุดปากแต่ใจนึกหวาดหวั่น

          “เกล้ากระหม่อมขออภัย...” บรรณาธิการหนุ่มนึกในจิต...เสียงพระสรวลดังขึ้นเบา ๆ แล้ววูบหาย

          “เดี๋ยวคุณวรุต...ใช้น้ำมนต์ในขันนี้อาบนะครับ...” ผู้สูงวัยในชุดพราหมณ์พูดกับนักเขียนหนุ่มหลังจากที่สติกลับคืนมาแล้วอย่างสมบูรณ์

          “อาบ...ตอนไหนครับ...?” คนหน้าขาวถามเวลา

          “เดี๋ยวนี้เลย...อาบกลางแจ้งนี่แหละ!” ผู้มากวัยกว่ากำหนดทั้งเวลาและสถานที่ทันควัน

          ดึกมากแล้ว...ผู้ร่วมพิธีกรรมสังเวยมหาเทพลากลับหมด โดยมีปรเมศว์บรรณาธิการนิตยสารชื่อดังเป็นสารถีขับรถไปส่งตามตำแหน่ง ผู้สนองบาท ที่ได้มาหมาด ๆ จันทราคล้อยเคลื่อนใกล้ลับลายามราตรี...ความเหนื่อยอ่อนยังคงรุมเร้านักเขียนหนุ่มอยู่ไม่คลายจาง...วรุต...นึกแปลกใจ ในความเหน็ดเหนื่อยนั้นกลับไม่มีความง่วงเหงาหาวนอนมากล้ำกราย...หลังจบพิธีอาบน้ำมหามนต์ของเทวะ ร่างกายมีความปีติสุขซ่านซ่าอย่างประหลาด...สมองโล่ง...ตัวตนโปร่งเบาที่ว่าเหนื่อยนั้นรู้สึกได้ว่า... ‘มันตื้อ ๆ อยู่ในอกมากกว่า’ ในอณูเนื้อของสังขาร

          “นับจากวันนี้วิถีของชีวิตจะเป็นอย่างไรหนอ?” คนคิ้วเข้ม...กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดกลางหน้าบ้านถอนหายใจ...คำนึง

          “นักเขียนหนุ่มชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทย...เป็นร่างทรง...แล้วมนุษย์ทั้งหลายจะนึกอย่างไร...นักเขียนบ้า...เสียสติ...” ความคิดปริวิตกพลั่งพรูดุจสายน้ำ...

          “สงสารแต่ปรเมศว์ ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย...ไม่เข้าใจมหาเทวะ ทรงพระประสงค์สิ่งใด? กิจแห่งเทวะคืออะไร? เมื่อไหร่?” คำถามผุดขึ้นมากมาย...

          “มหาเทพรับสั่งอะไรหรือเปล่า?” เจ้าตัวนึกย้อนคำถามต่อพราหมณ์ผู้ชรา

          “พระองค์ไม่ทรงตรัสอะไร...เพียงแต่รับสั่งทุกอย่างในวันข้างหน้าเป็นเทวบัญชา...ขึ้นตรงต่อพระมหาเทวะโดยตรง มนุษย์ไม่มีสิทธิรับรู้” ผู้สูงวัยในชุดขาวตอบได้เพียงเท่านั้น...

          “จะใช้เรา...ทำหน้าที่ แต่เอาผ้าผูกตาไว้...จะทำอย่างไรได้...ทูลกระหม่อม...” คนหน้าขาวคิ้วเข้มตัดพ้อในใจ

          “เวลากลัดกลุ้มก็ไม่รู้จะถามใคร? ไหนละความสุขไหนล่ะความสูงศักดิ์ของผู้สนองโอษฐ์เทวะ...แล้วไหนล่ะความรักความอบอุ่น...” ความรู้สึกอ้างว้างประเดประดังเข้ามา...จิตโหยหาใครสักคนปลอบใจ ‘ใครเล่า’

          ศศิประไพ...หรือ?” คำถามบังเกิดเอง

          “ไม่ใช่...!” คำตอบสวนความคิด...

          “ปารมิตา...หรือ...?” คำถามใหม่ผุดขึ้นอีก

          “...!?!” แม้นไม่มีคำตอบ...แต่เจ้าตัวไม่กล้าปฏิเสธ...เพียงแต่จิตมนุษย์กระดาก...ที่จะรับผู้ที่ไร้ตัวตนมาเป็นที่พึ่งพาหัวใจนี่กระมัง? คือความร้าวรานขื่นขมที่ซ่อนลึกกลบฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก...เสมอ...

          “เหมือนรักแรกพบ...มิใช่...เป็นรักที่ถูกหล่อหลอมในวิญญาณ...และสัญญาภาพในหัวใจมานานนัก...แต่ถูกพลัดพราก...” เหตุผลในใจอุบัติขึ้นเป็นประกายแวบ...! เหมือนสายฟ้า...

          “ปารมิตา...เธออยู่ไหน...!” จิตเพรียกหา...หยาดน้ำอุ่นเริ่มคลอคลอง...

          “ข้ารอท่านอยู่...วิศวนารถ...เอย...” คำพูดที่ฝังแน่นในความทรงจำคุ้นเคยปรากฏ

          “รอ...อยู่ ณ แห่งหนใดเล่า...ปารมิตา...?” คนหน้าขาวจมอยู่ในความคิดคำนึง...แนบแน่น...

          “ข้าจะกลับคืน...มาหาเจ้า ข้าขอสัญญา...!!” คำสัญญามั่นแก่ตัวดังกังวานในจิต...

          ลมยามดึกโชยผะแผ่วคล้ายฝ่ามือลูบไล้ผิวกายปลอบโยน คนหน้าขาวคิ้วเข้มแหงนเงยมองท้องฟ้า...ดวงดาวกะพริบพราวระยับ...กลิ่นหอมจาง ๆ คุ้นเคยกระทบจมูกกรุ่น ๆ

          “ข้ารู้นะว่าเจ้ามา...ปารมิตา...” ปากพึมพำมีรอยยิ้มจาง ๆ จับบนริมฝีปาก...

          “วิศวนารถ...” เสียงหวานแว่ว...เรียกหาในความเงียบทั้งปวง...ดังขึ้นในจิตของคนหน้าขาว เจ้าตัวเกิดปีติวูบ...?


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com