
บทที่ ๑๑
แสงสีทองที่พราวพร่างระยิบ...เปล่งประกายแจ่มจ้าบาดนัยน์ตา ศศิประไพงงงันคล้ายถูก
มนต์สะกดกายนิ่งขึงมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่กระพริบตา...
“เป็นไปไม่ได้” ปากขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่ใจปฏิเสธลั่นอก เมื่อเห็นความแปรเปลี่ยนของ วรุต...
ใบหน้าอันขาวซีดของนักเขียนหนุ่มบัดนี้ คล้ายถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ รูปหน้างามดั่งรูปสลักเทพบุตรกรีก ผิวเนื้อรูปกายวะวับ...วาว เหมืองทองสัมฤทธิ์หล่อใหม่...ประกายรัศมีทอแสงเหลืองนวลแผ่กระจายออกรอบตัว ความน่าประหลาดที่เห็นได้ชัดเจนในสายตาหญิงสาวเวลานี้คือ จากบุรุษผมสั้นปกติ...กลับกลายเป็นผมสลวย สีดังทองอุไรยาวสยายบ่า ความงามหาใดเหมือนในหล้า สะกดตรึงคนผิวบางไม่ให้กะพริบตา...
“โอ!...ทำไมงดงามเช่นนี้...เราฝันไปหรือเปล่า...?” ความสวยทั้งวงพักตร์ ผิวกาย...จนทำให้พยาบาลสาวอุทาน...ไม่เชื่อว่าเป็นจริง...
“ฟังข้า...นางมนุษย์ เจ้าจงฟัง !!” ร่างอันงดงามดังเทพบุตร แม้มิได้ขยับเขยื้อนกายส่วนใด...แต่มีเสียงทรงอำนาจดังก้องกระทบโสต ...คล้ายเปล่งออกจากอก...สะท้าน...สะท้อน...หญิงสาวตระหนักถึงอำนาจอันเกิดจากตบะเดชะ...ที่ไม่ใช่ความหวาดกลัวเหมือนเห็นปีศาจ...หากเป็นความรู้สึกครั่นคร้ามในอำนาจบารมี เสมือนมองเห็นผู้ทรงศักดิ์ชั้นกษัตราธิราชประทับอยู่ตรงหน้า...
“ด้วยคำบัญชาแห่งข้าผู้เป็นมหาเทวะที่มีต่อเจ้า...จงบอกความจริงกับบุรุษผู้นี้ ยืนยันความจริงต่อมัน...” สุรเสียงอันทรงอำนาจเน้นคำ...ช้าชัด
“ยืนยัน...อะไร ?” ศศิประไพ...ขยับปากหากไร้เสียงเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก...ได้แต่นึกในใจ...
“ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าต่อมัน” คำตอบเหมือนหยั่งรู้จิตใจ
“ถ่ายทอดวาจาของข้าต่อบุรุษผู้นี้...ว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการปฏิเสธมหาโองการเทวะ เพราะกายสังขารกับจิตวิญญาณของมันอยู่ใต้อุ้งหัตถ์แห่งข้าแล้ว ไม่มีหนทางสายใดที่จะหลีกเร้นได้ เพียงแต่ข้าต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความงดงามมีความศรัทธาน้อมนำ มิฉะนั้น...! ความพินาศจักมาเยือนผู้ตระบัดสัตย์ต่อมหาเทวะ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงการสั่งสอนเบื้องต้นต่อผู้ปฏิเสธ...ข้า...” คำพูดแม้จะราบเรียบ แต่หญิงสาวร่างระหงสัมผัสได้ถึงพลังกระแสเสียงพุ่งเข้าประทับตรึงในสมองจดจำได้ทุกถ้อยความ...
“สิ่งที่ข้าต้องการในครั้งนี้...นางมนุษย์ฟังให้ดี...” กระแสเสียงชะงัก...เพียงเล็กน้อยก่อน เน้นคำหนักแน่น
“บอกต่อมัน...จัดเครื่องสังเวย...เทวะกลางแจ้ง เพื่อยอมรับเทวโองการ...” กระแสรับสั่งห้วน...พยาบาลสาวสวนความคิดทันควัน
“ทำเมื่อไร...วิธีการล่ะ?”
“ขึ้นสิบห้าค่ำ...พิธีให้พราหมณ์จัดการ...” คำตอบรวบรัดดักความคิดแม่นยำบอกถึงจิตหยั่งรู้ที่เรียกว่า...เจโตปริยญาณอันว่องไว...ในการอ่านจิตมนุษย์
“หมดธุระแล้ว...ข้าจะถอยจิตจากสังขาร...” สิ้นคำประกายสีเหลืองนวล...ลดลงทันที...
“เดี๋ยวก่อน...!” ศศิประไพตะโกนรั้งไว้...ดังก้องในใจ...
“พรุ่งนี้...ยามต้นของเมืองมนุษย์...บุรุษผู้นี้จะกลับคืนสู่สภาพปกติ” คำตอบแว่ว...พร้อมกับภาพอันมหัศจรรย์ปรากฏต่อหน้าหญิงสาวเลือนลับ...คนผิวบางนึกประหลาดใจ...ยังไม่นึกถามประโยคสุดท้าย แต่คำตอบตรงเป้าไม่ผิดเพี้ยน...เจ้าตัวขนลุกซู่
“เราไม่ได้ฝันไป...แน่หรือ...?” พยาบาลสาวอับจนต่อปรากฏการณ์ที่ผ่านพ้น...ถึงรู้ชัดไม่ได้ฝัน...แต่ทำใจได้ยากว่าเป็นจริง...
เสียงสุดท้ายที่วรุตได้ยินก่อนสติเลือนหายก็คือเสียงขวดน้ำกระทบพื้น กับคำเยาะหยันแว่ว...กระทบจิต...ตนเองรู้ถึงภาวะหล่นวูบ...คล้ายถูกดูดลงสู่หุบเหว...เนิ่นนาน...
“ร้อนจัง...!” สติเมื่อกลับคืนมา ร่างกายสัมผัสกับความร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟเผา...จนต้องอุทานด้วยความแสบร้อน
“ช่วยด้วย!” คนคิ้วเข้มตะโกนหาคนช่วยเมื่อแลเห็นเปลวเพลิงรายล้อมรอบตัว...ความร้อนโหมกระหน่ำจนเจ้าตัวกรีดร้องโหยหวน สภาวะจิตงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก...
“โอ้ย...! เป็นอะไรกันวะนี่?” นักเขียนหนุ่มตะเบ็งเสียง...ประหนึ่งกำลังคลุ้มคลั่ง...เสียสติด้วยความทรมาน
“...ทำไมไม่ตายวะ...ทรมานเหลือเกิน...” เจ้าตัวนึกอยากตายให้พ้นความทุกข์จากไฟเผา...แต่ไร้ผล แม้ไฟจะแลบเลียเผาผลาญเช่นไร ก็ได้แต่แสบร้อนประการเดียว...เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็มิได้ลุกไหม้แต่อย่างใด
“เราตายแล้วตกนรกหรือไร?” จิตสงสัยคิดถึงสภาพนรก...ในภาพเขียนและคำบอกเล่า...
“โอ! คุณพระช่วย...!” คนหน้าขาวทอดถอนใจ...นึกปลงในโชคชะตา...ความเสียใจประดังเข้ามาท่วมท้นอก...จิตตัดพ้อ...
“เราทำบาปกรรมหนักหนาสาหัสนักหรือจึงต้องเป็นเช่นนี้...” จิตประหวัดคิดย้อนถึงการทำกรรม...แต่นึกไม่ออก...
“สวดมนต์ดีกว่า...” ถึงความแสบร้อนจะมากมายแต่สติของชายหนุ่มกลับนึกถึงการสวดมนต์ภาวนา...เสียงสวดกระหึ่มในใจ...
“ชะยา สะนากะตาพุทธา...เชตะวามะรังสะวาหะนัง...” พระคาถาชินบัญชร...ที่คุ้นเคยในการสวดเป็นประจำลื่นไหล...ดุจสายน้ำ...จิตที่กระวนกระวายเริ่มรวมตัว...จิตสงบ...เคลื่อนคล้อย โดยมีพระคาถาเป็นตัวกำกับอารมณ์...และสติ ความเย็นแผ่ซ่านจากเท้าจรดศีรษะ ความทรมานสูญหาย...ปีติเกิด ตัวเบาสบาย...
“จิตเป็นใหญ่...จิตเป็นประธาน” คำตอบผุดขึ้นเองกลางใจ...
“ความร้อนย่อมดับได้ด้วยสติ...อาโปกสิณไปไหนเสียเล่า” ตัวรู้บอกตนเอง...วรุตนึกถึงความเย็นของสายน้ำ...ความชุ่มชื่นเย็นฉ่ำของก้อนน้ำแข็ง...เอามาตั้งไว้กลางอกแล้วแผ่ออกไปทั่วตัวตน...อาโปกสิณ คำสอนสั่งของหลวงพ่อผู้ชรา...แว่วในมโนสำนึก...
“ความร้อนดับด้วยอาโปกสิณ...ความเย็นดับด้วยเตโชกสิณ...ความทึบดับด้วยอาโลกสิณ...ปิดความว่างด้วยปฐวีกสิณ...จำไว้ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต...จิตที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง...โดยมีสติกำกับ...” คำสอนของผู้เป็นอาจารย์หลั่งไหล...บัดนี้ความสว่างเรืองรองของจิตแจ่มชัด...ความสงัดเงียบ...สุข...อาบทั่ววิญญา...แล้วค่อย ๆ ย้อนกลับ...จิตสู่สภาพเดิม...ความร้อนและเปลวไฟที่แผดเผา...อันตรธาน...ไร้วี่แวว...
“ไฟ...เกิดจากพลังจิต...ใครเป็นคนทำ...?” นักเขียนหนุ่มรู้เหตุแห่งการเผาพลาญ...ใจนึกถามหาคนกลั่นแกล้ง...
“ข้าเอง...เป็นผู้กระทำ...!” เสียงกังวาน...สดใส...บังเกิดพร้อมรัศมีเจิดจ้าปรากฏ...
“ทูลกระหม่อม...!” คนคิ้วเข้มอุทาน...ไฉนจะจดจำไม่ได้ สัญญาเก่าพรั่งพรู...โดยไม่ต้องเอ่ยเล่า
“เจ้าปฏิเสธ...ข้า...วิศวนารถ...เจ้าตระบัดสัตย์ต่อเทวะ” กระแสเสียงกึกก้องคล้าย...กริ้ว...โกรธ...
“ข้าจะไม่เอ่ยวาจาต่อเจ้าอีกต่อไป...เมื่อยามเจ้าฟื้นคืนสู่ความเป็นมนุษย์ ข้าจะให้มนุษย์เช่นเดียวกับเจ้ายืนยันความจริงอีกครั้ง...ครั้งนี้ข้าถือว่าเจ้าไม่รู้...หากมีครั้งที่สอง...ข้าถือว่าเจตนา...ตระบัดสัตย์...จำไว้วิศวนารถ...มหาเทวะไม่เอ่ยคำครั้งที่สาม” จบกระแสรับสั่ง รัศมีแจ่มจรัสบาดตาหายจากคลองจักษุ...ชายหนุ่มหน้าขาวรู้สึกคล้ายตัวตนลอยควะคว้าง...ละลิ่ว...ตามกระแสพลังดึงดูดอัน...มหาศาล โสตประสาทอื้ออึงก่อนหมดความรู้สึกใด ๆ ชั่วขณะ
“...!?!?”
“รู้สึกตัวแล้วหรือคะคุณวรุต...” สติของตนคืนกลับพร้อมได้ยินเสียงคุ้นหูถาม
“ผมอยู่ที่ไหนกันนี่?” ปากเอ่ยถามตากะพริบถี่ พยายามปรับสายตาที่พร่าเลือนให้ชัดขึ้น
“อย่าเพิ่งขยับลุกเลยค่ะ...นอนนิ่ง ๆ สักพัก...เดี๋ยวจะล้มฟาดนะคะ” พยาบาลสาวไม่ตอบ...แต่รีบห้ามเพราะเห็นนักเขียนหนุ่มขยับจะลุกนั่ง
“อ้อ! คุณเองหรือ...คุณศศิประไพ” คนหน้าขาวถึงบางอ้อ เมื่อสายตาเริ่มเห็นทุกอย่างแจ่มชัด
“ค่ะ...!” คนผิวบางรับคำ...พร้อมร้อยยิ้ม...แม้สีหน้าจะซีดเซียวไปบ้าง แต่ความน่ารักยังเหมือนเดิมในสายตาของชายหนุ่ม
“กี่โมงแล้วครับ?” คนถาม ๆ ด้วยความเคยชิน...เมื่อมองหานาฬิกาไม่พบ...
“โมงเช้าพอดี...ค่ะ!” ศศิประไพตอบ...หลังพลิกข้อมือดูเวลา...พร้อมกับขนลุกเกรียวทั้งตัวเมื่อนึกถึงประโยคสุดท้ายก่อนถอยองค์ พรุ่งนี้ยามต้นของเมืองมนุษย์ บุรุษผู้นี้จะคืนสู่สภาพปกติ
“ผมนี่แย่จัง...ระยะนี้ไม่รู้เป็นอะไร...มีเรื่องมีราวไม่เว้นแต่ละวัน...” คนพูดเอ่ยคำลอย ๆ ตาแหงนมองเพดาน...ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย...คนนัยน์ตาดำขลับเงี่ยหูฟัง แต่ตาลอบมองก่อนเอ่ยถาม
“คุณวรุต...เชื่อเรื่องวิญญาณหรือเปล่าคะ?”
“เฮ่อ! ที่ประสาทกินทุกวันนี้ก็ไอ้เรื่องพรรค์นี้แหละ! เอ๊ะ! ทำไมถามผมละครับ...” นักเขียนหนุ่มนึกแปลกใจที่ถูกถามด้วยประโยคอันน่าประหลาด
“เล่าให้ฟังได้ไหมคะ...” หญิงสาวไม่ตอบหากรุกไล่ให้วรุต...เล่าบอกแทน...
“เรื่องมันยาว...พูดไปเดี๋ยวคุณจะหาว่าผมเป็นโรคจิต” คนคิ้วเข้มตอบเสียงกลั้วหัวเราะเหมือนนึกขันตัวเอง
“ไม่หรอกค่ะ...ตัวดิฉันเองก็อยากทราบความจริงอะไรบางอย่าง” คนผิวบางยืนยันหนักแน่น...จริงจัง
“ก็เพียงแต่ในระยะนี้ผมฝันไอ้เรื่องบ้า ๆ อยู่ได้ทุกวันทุกคืน ฝันว่าไปอยู่ในเทวาลัยคล้าย ๆ พวกขอมหรืออินเดียโบราณ...แถมตัวผมเป็นผู้รับหน้าที่สนองโอษฐ์พระศิวะอีกด้วย...มันน่าขำ...” คนเล่าชะงักคำเล็กน้อยก่อนสาธยายต่อ
“ผมอุตส่าห์หอบสังขารไปหาพระหาเจ้า...พระก็ยืนยันว่าใช่อีก ผมงี้...แทบเป็นประสาทไปเลย...แต่ผมว่า คงเป็นเพราะอุบัติเหตุรถชนเมื่อครั้งนั้นมากกว่า...อย่างครั้งนี้ก็เหมือนกัน จู่ ๆ ก็ล้มคว่ำลงเฉย ๆ งั้นแหละ!” คราวนี้เสียงพูดแม้ไม่มีวี่แววทุกข์ร้อนแต่แววตาหม่นลงอย่างประหลาด
“คุณ...วรุตเคยฝันเห็นผู้หญิงชื่อ...ปารมิตารึเปล่าคะ” พยาบาลสาวถามทะลุกลางปล้อง...
“คุณรู้ได้ไง...” ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินคำถามจนต้องสวนคำถามกลับ...สีหน้างุนงง...เห็นชัด
“เธอสวมอาภรณ์แพรสีเขียวโศก...ใช่หรือไม่?” ศศิประไพยังไม่ตอบ แต่ป้อนคำถามไม่ให้ตั้งตัว
“ใช่...ครับ” นักเขียนหนุ่มรับคำ แต่สีหน้าบอกถึงความประหลาดใจยิ่งขึ้น
“เธอ...ติดต่อมาที่ดิฉันด้วย...” เสียงของคนผิวบางร่างระหงคราวนี้แผ่วลง...
“จริงเท็จแค่ไหน คุณวรุตลองฟังดูก็แล้วกันนะคะ...” พยาบาลสาว...ตัดสินใจบอกเล่าทุกอย่างที่เธอรู้ ให้ชายหนุ่มฟังทั้งหมด...จากนั้นทุกอย่างจึงพรั่งพรูออกจากปากคนผิวบางสู่โสตของวรุต...จนสิ้น
“...!!!”
จบคำจบประโยค...ของศศิประไพ...วรุต...ทอดถอนสูดลมหายใจหนัก ๆ หลับตานิ่ง...หยาดน้ำอุ่นซึมขอบตา...ความรู้สึกสับสนอลวน คับแค้นหรือ ไม่ใช่ พอใจ ก็ไม่เชิง...รู้สึกเหงาอ้างว้างโหยหา...มีประโยคหนึ่งอุบัติขึ้นในความทรงจำ...
“ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ใช่ของเรา”
ทรัพย์สินสมบัติใด ๆ ก็ไม่ใช่ของเรา...
...ชีวิตที่คงอยู่ทุกวันไม่ใช่ของเรา
เรา...คือสมบัติของโลก
โลก...คือทางผ่านของพลังชีวิต...จากมิติหนึ่ง...มาที่นี่
และไปสู่อีกมิติหนึ่ง...ชีวิตในโลกนี้คือ...มายา
โลกในวันหน้า ณ แห่งหนนั้น...คือ...นิรันดร์
จันทร์เพ็ญแจ่มกระจ่างกลางเวหน...ฟ้าไร้เมฆหมอกใด ๆ ดวงดาวกะพริบพร่าง ราตรีมณี... สูงสุดเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำ...ลานหญ้าหน้าบ้าน วรุต นักเขียนหนุ่มมีโต๊ะหมู่บูชาตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน...เพียบพร้อมด้วย บายศรีปากชาม...บายศรีพรหม...เครื่องสังเวย...มังสวิรัติเก้าประการ...เครื่องหอมดอกไม้ กระแจะจันทน์วางเป็นระเบียบ...ชายสูงอายุวัยเฉียดหกสิบ...ในชุดขาวสะอาดไว้ผมมวย...กำลังแนะนำเจ้าของบ้าน...ที่อยู่ในชุดขาวผ่องลออเอี่ยมเช่นกัน...โดยมีผู้สังเกตการณ์ห่าง ๆ อีกสามรายมองดูเงียบ ๆ
“เราจะใช้ฤกษ์เที่ยงคืนเก้านาที...ในการจุดเทียนชัย” ผู้มากวัยกว่ากำหนดเวลาเริ่มพิธีกรรม ในขณะที่คนคิ้วเข้มนิ่งฟัง สีหน้าเรียบเฉย...
“พอจุดเทียนชัย...ผมจะเริ่มอัญเชิญเทวดา...คุณวรุต...ใช้น้ำหอมเจิมทุกอย่างบนโต๊ะสังเวยเลยนะครับ...” เสียงสั่งเบา ๆ ผู้อ่อนวัยพยักหน้ารับ
“แล้วแต่พราหมณ์เถอะครับ! เพราะผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย...!” ตั้งเนิ่นนานเพิ่งจะมีคำพูดประโยคแรกหลุดออกมาจากปากนักเขียนหนุ่ม...แม้เจ้าตัวเองก็ยังนึกแปลกใจ...ทำไมระยะหลังจึงพูดน้อยลง...อุปนิสัยแปรเปลี่ยนไปมากมาย
ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อย...พระพายพัดแผ่ว...พราหมณ์ผู้สูงวัยชำเลืองดูนาฬิกาข้อมือนิ่งอยู่อึดใจ...ก่อนเอ่ยเสียงหนัก ๆ ห้วน
“จุด...เทียนชัย...” สิ้นคำ นักเขียนหนุ่มหยิบเทียนชนวนที่จุดไว้แล้วจ่อเข้าที่เทียนชัยกลางโต๊ะหมู่สังเวย...ประกายสว่างของเทียนชัย...อุบัติ!
“สัคเค...กาเม...จรูเป...ฯ...” เสียงสวดชุมนุมเทวดาพรั่งพรูจากพราหมณ์ผู้สูงอายุกังวาน...
“จันทร์ทรงกลด...!” เสียงคุ้นหูของบรรณาธิการหนุ่ม ปรเมศว์...อุทานลั่น...ทันทีที่เทียนชัยถูกจุดขึ้น
ดวงจันทร์ที่สว่างแจ่มตา...กลางฟ้า...ทอแสงเหลืองนวลเจิดจรัสดุจเดิม หากแต่มีวงแหวนหลากสีคล้ายสายรุ้งพรรณราย...ล้อมรอบ ปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ใจก่อกำเนิดต่อสายตาบุคคลในปริมณฑลพิธี...ถึงห้าคู่...
“มหาเทพ...พึงพอพระทัยในพิธีกรรม...” เสียงลิงโลดจากพราหมณ์มากวัย...ดังขึ้น เมื่อสาธยายบทชุมนุมเทวดาจบลง...
“ครึม...ม...ม...!” เสียงอสุนีบาตคำรามขึ้นเบา ๆ เมื่อคนหน้าขาวปักธูปกำยาน...สิบหกดอกลงบนกระถางธูป...กลิ่นหอม...ของธูปขจรขจายตามสายลมพัดแผ่ว...ทุกอย่างเงียบงันชั่วขณะ
“โอย!...ขนลุก...” เสียงของน้าแม้นทำลายความเงียบขึ้นเบา ๆ ...สำเหนียกถึงบรรยากาศอันอึดอัด เหมือนถูกพลังประหลาดชนิดหนึ่งกดดัน...ขนลุกชี้ชันเย็นเยือก...
“เหมือนกันเลยน้าแม้น...” สตรีร่างระหงตาดำขลับนามศศิประไพขานรับความรู้สึก...ขนลุก ของสตรีผู้สูงวัยกว่า...
จบ...ประโยคสุดท้ายของพยาบาลสาวกลิ่นหอมรวยรินของเกสรดอกไม้ผสมน้ำอบ...โชยวูบ เจ้าตัวสะดุ้งเฮือก...ความหอมไม่รุนแรงฉุนเฉียวแต่หอมลึกบาดใจเข้าไปจนถึงกระออมอก...ขณะหันหน้าเตรียมถามสตรีผู้มากวัยข้างตัว เสียงพูดของหญิงชราก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงบรรณาธิการหนุ่ม
“หอมกลิ่นดอกไม้...!!”
“ไม่ใช่...มีกลิ่นน้ำอบผสมด้วย...!” น้าแม้นต่อคำอย่างแน่ใจ
“สงสัย...ใครแอบฉีดแอร์เฟรสเชอร์...แหง ๆ” ปรเมศว์โพล่งวาจา...กลั้วหัวเราะขำในความประหลาดของกลิ่น...
“เหลวไหล...!” เสียงชายสูงอายุผมมวยในชุดขาว...ดุเบา ๆ เสียงหัวเราะของบรรณาธิการหนุ่มปากพล่อยสะดุดลงทันควัน แต่ยังไม่วายบ่นอุบอิบ...
“ดุจังเว้ย...” พร้อมกับค้อนควักปะหลับปะเหลือก...
...ขณะที่ทุกคนกำลังประสบเหตุการณ์อันน่าพิศวง...มีเพียงวรุต...นักเขียนหนุ่มแต่เพียงผู้เดียวที่...เงียบงัน ผิดสังเกต เจ้าตัวรู้สึกถึงสติของตน...ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เนื้อตัวร้อนรุ่มคล้ายมีพิษไข้...หูอื้อ...ใจสั่นระริก...บางคราคล้ายมีกระแสความเย็นพุ่งปะทะจนหนาวเยือกถึงหัวใจ...ตัวชา...สมองโล่งเสมือนว่างเปล่า...กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยยวบยาบ...ลมหายใจถี่กระชั้น ไม่ทั่วท้อง ใจวาบหวิวเลื่อนลอย
ผิวกายที่ขาวเผือด...คล้ายมีประกายจาง ๆ เคลือบอยู่...เพียงครู่เดียวสติ...และสัมปชัญญะก็ดับวูบลง...
“มหาเทวะ...เสด็จ” เสียงพราหมณ์วัยชรา...อุทานพร้อมคุกเข่าจรดพื้น...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com