การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑๐ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#210]

บทที่ ๑๐

 

          ความรู้สึกขัดแย้งอึงอลสับสน...ในระหว่างความเป็นมนุษย์ที่มีรากฐานแห่งชื่อเสียงเกียรติยศในสังคมกับ...ผู้รับใช้เทวะ...ที่มนุษย์ในปัจจุบันย่อมหัวเราะเยาะเย้ยไยไพ...หมิ่นแคลน

          “ไม่มีทาง...!” ความหวงแหนเกียรติยศชื่อเสียงมีชัย วรุต...ตะโกนลั่นในอกปฏิเสธทันควัน

          “วิศวนารถเอย...” เสียงหวานแว่วของสตรีนามปารมิตาทอดถอนใจ

          “เทวะ...เป็นผู้รักษาสัจจะยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด...ผู้เอ่ยวาจาต่อพระพักตร์อาตมัน...จะกลับคำตระบัดสัตย์ได้หรือไร...?”

          “...!?!” ไม่มีคำตอบจากนักเขียนหนุ่มจิตนิ่งเงียบ...ความรู้สึกขุ่นแค้นทวี

          “การเป็นมนุษย์เพียงชั่วอึดใจ...สามารถเป็นไปได้เพียงนี้ กิเลส...ความยึดถือ...อัตตา...ห่มหุ้มผู้เป็นที่รักแห่งข้าหมดสิ้นแล้ว...” คำตัดพ้อ...พรั่งพรู

          “ท่านเกรงกลัวคำครหาจากมนุษย์ หวงแหนชื่อเสียงเกียรติยศชั่วคราวในแผ่นดิน...นั่นคือสิ่งจอมปลอมที่ไม่มีผู้ใดนำติดตัวสู่ปรภพได้เลย...ตามใจเถิด...วิศวนารถ...แต่ขอบอกต่อท่าน ให้หลบหลีกเร้นหนีเช่นใด...ก็มิอาจพ้นจากมหาโองการแห่งเทวะได้...ท่านจักทุกข์ทรมานแสนสาหัสต่อการดื้อดึง...นับจากวารวันนี้เป็นต้นไป...” ในน้ำเสียงอ่อนโยนที่กล่าวกับชายหนุ่มคล้ายผู้เป็นที่รักยิ่งเอ่ยบอก...แต่ปนความหนักแน่นจริงจัง รันทดในประโยคสุดท้าย

          “ก็ต้องทดลองดู...” ความฮึกหาญ...ทระนงใต้ส่วนลึกของ...วรุต...ท้าทายเหมือนสิ้นเยื่อใย ใด ๆ ทั้งสิ้น

          “โอ...เทวะโปรดเมตตาด้วยเถิด...” เสียงอุทานด้วยความขมขื่นโหยไห้...จากสตรีผู้เลอลักษณ์

          “เมื่อท่านประสงค์เช่นนั้นก็สุดแท้แต่ใจเถิดวิศวนารถ” จบคำก่อนทอดถอนใจกล่าว “ลาก่อน...ผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งข้า...ปา...ร...มิตาผู้นี้” เสียงร่ำลาท้อแท้...โศกสลดจางหาย ภาพของสตรีต่างภพค่อย ๆ พร่าเลือนลับจากจิตของบุรุษหน้าขาวในทันใด...

          ความอ้างว้างเปลี่ยวดายกลับคืนสู่นักเขียนหนุ่มอีกครั้ง...จิต...ที่ผ่องใสมืดหม่นคล้ายเมฆฝนครึ้มดำรายรอบ...รู้สึกอึดอัดรำคาญใจ...

          “ข้าจะให้เจ้ารู้เดชแห่งอาตมัน...จะได้สำนึกถึงความโง่งม...ของเจ้าวิศวนารถ...” กระแสเสียงทรงอำนาจดุจอสุนีบาตคำรนเบียดแทรกกึกก้องสนั่นจิต...เสียงหัวเราะเย้ยหยันคุกคามก่อนจิตถ่ายถอนกลับคืนสู่ภาวะปกติ...

          ลืมตาตื่นหนนี้...ไม่สดชื่นเหมือนครั้งแรก...วรุตรู้สึกหงุดหงิดในตัวตนร้อนรุมในอกเหมือนไฟสุม...คอแห้งผากกระหายน้ำ สายตาพร่าเลือนมองเห็นสรรพสิ่งรอบตัวเป็นสีทึมทึบ...เศร้าซึม...ไปหมด...

          “จิตหลอน...แน่ ๆ!” นักเขียนชื่อดังครุ่นคิดหาเหตุ

          “ขมปาก...คอแห้งเหมือนร้อนใน...เป็นไข้หรือเปล่าก็ไม่รู้...” เจ้าตัวตระหนักถึงสภาพอปกติของร่างกาย

          “ช่าง...แม่ง...ง...!” จิตที่ยังค้างคาโทสะ ตัดบทด้วยความรู้สึกรำคาญใจ...

          ...ชายหนุ่มลุกจากโซฟา...ห้องรับแขก ควานหาน้ำจากตู้เย็น...ยกขวดดวดอั๊ก ๆ ดับกระหายโดยไม่พึ่งพาแก้วน้ำ...สะบัดหน้าขับไล่ความมึนชาในสมอง...แต่ไร้ผล ตัวส่ายโงนเงนประสาทการทรงตัวขาดสะบั้น...หน้ามืดวูบ ...ลมหายใจขัด สติสุดท้ายรู้สึกอาการล้มฟาด...พร้อมเสียงเยาะเย้ยแว่ว

          “เจ้าจะรู้...ถึงเดช...แห่งข้า...ที่เจ้ากล้าตระบัดสัตย์”

          บุรุษวัยห้าสิบ...ผมบางใส่แว่นสายตาหนาเตอะกรอบทอง ในชุดกาวน์สีขาวซึ่งกำลังนั่งจดบันทึกอะไรสักอย่างบนโต๊ะทำงานต้องชะงักงาน...เมื่อเสียงเคาะประตูเร่งร้อน...ดังขึ้น...

          “หมอคะ ๆ ...!” เสียงเรียก...ที่เป็นสตรีรัวเร็ว...ร้อนรน ก่อนโผล่หน้าพ้นประตูเข้ามาแต่ตัวยังยืนอยู่ข้างนอก...คาดคะเนวัยไม่เกินยี่สิบห้า
         
          “ว่าไง...ครับ” คนวัยห้าสิบเลิกคิ้วถาม...แปลกใจในอาการเร่งรีบ...ของผู้เรียก

          “มีคนไข้ประจำของคุณหมอเข้าฉุกเฉินค่ะ...!” พยาบาลสาววัยรุ่นตอบด้วยอาการโผล่หน้าเข้ามาแต่ตัวยังยืนอยู่นอกห้อง

          “ใคร...?” ผู้มากวัยถามคำห้วนหงุดหงิดในท่าทางลุกลี้ลุกลน...ของผู้อ่อนวัย

          “เห็นว่า...ชื่อคุณวรุตค่ะ...!”

          “อ้าว!!” เสียงอุทานเหมือนตระหนก...ระคนประหลาดใจ ก่อนถามรัวเร็ว

          “อยู่ไหน...?”

          “ห้องฉุกเฉินบี.ค่ะ...คุณศศิประไพให้ดิฉันมาตามคุณหมอด่วนเลยค่ะ...” หญิงสาวตอบคำก่อนผลุบหน้าหายไปอย่างรวดเร็ว

          “เป็นอะไรไปอีกล่ะนี่” นายแพทย์หนุ่มประจำตัวนักเขียนหนุ่มรำพึง...หากมือละงานที่คั่งค้าง เผ่นอ้าวออกจากห้องทำงานส่วนตัว...ทันควัน

          “สวัสดีค่ะ...คุณหมอ...” เสียงทักทายทำให้นายแพทย์ผู้มากวัยสะดุดกึกหน้าห้องคนไข้ฉุกเฉิน ยกมือรับไหว้ตามสัญชาตญาณ

          “อ้อ...! คุณแม้น...อ้าวคุณปรเมศว์ด้วย...” ผุ้อยู่ในชุดกาวน์เอ่ยทักเมื่อเห็นท่านบรรณาธิการหนุ่มยืนอยู่เบื้องหลังหญิงรับใช้ของคนไข้ตัวเอง ยกมือทำการคารวะตน

          “ช่วยดูมันทีเหอะหมอ...” ปรเมศว์ทำหน้าทุกข์ร้อน เอ่ยปากไหว้วอน...ตามประสาคนปากอยู่ไม่สุข...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันคือหน้าที่ของผู้เป็นแพทย์อยู่แล้ว...

          “เป็นอะไรอีกหรือครับ...” ชายวัยกลางคนขยับแว่นตาถาม...ไม่เจาะจงระหว่างคนทั้งสอง ว่าใครจะเป็นผู้ตอบ...

          “เห็นบ่นว่าเบื่ออาหาร...แล้วก็อาเจียน ตอนสายขอตัวนอนพัก...เห็นหลับไปตั้งสองชั่วโมง...จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงขวดน้ำหล่นดังเพล้ง...! อิฉันนั่งเล่นอยู่หลังบ้านรีบวิ่งเข้ามาดูก็เห็นคุณวรุต...นอนหน้าคว่ำอยู่ตรงหน้าตู้เย็นนั่นแหละค่ะ...คุณหมอ...” หญิงวัยกลางคนผู้ใกล้ชิดคนไข้ ละล่ำละลักเล่าเหตุการณ์เร็วปรื๋อ!

          นายแพทย์คมเดช...ขมวดคิ้วครุ่นคิด...เพียงครู่เดียวก็ขอตัวไปดูคนไข้ที่รออยู่...

          “ผมขอตัวเดี๋ยวนะครับ...” เอ่ยคำก่อนผลักประตูลับหายไปในห้องฉุกเฉิน

          “เป็นบ้าเป็นบออะไรของมันวะ...! เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่อยู่เรื่อย...” บรรณาธิการหนุ่มบ่นกระปอดกระแปดงุ่นง่าน
         
          “คุณปรเมศว์ก้อ...! ใครมันจะอยากเป็นล่ะคะ...!” ผู้มากวัยกว่าท้วงติง...หากคนปากพล่อยไม่ฟังเสียง

          “อุตส่าห์!...พาไปหาพระอาบน้ำมง...น้ำมนต์...บอกว่ามีเทพมีไทรักษาตัว...เป็นอย่างนี้จะมารักษาหาตะบวยอะไรกัน...” คู่หูคนหน้าขาวเริ่มพาลกระแชงไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม

          “มีอย่างที่ไหน...หนอยแน่ะ หลับตาไม่ถึงห้านาที ลืมตามาพูดเป็นหนังการ์ตูนไปได้ มองเห็นเทวดาฟ้าดินมั่งล่ะ...เห็นดวงชะตาไอ้...รุต ขาดมั่งล่ะ...บ้าบอคอแตก...!!” เสียงบ่นทวีความดุเดือดดังลั่นขึ้นทุกขณะ จนผู้คนเดินผ่านไปมาหันมามองเป็นจุดเดียว...แต่เจ้าตัวไม่ได้สังเกตุเพราะอารมณ์กำลังเดือดพล่าน

          “คุณปรเมศว์คะ...นี่มันโรงพยาบาลนะคะ...” สตรีผู้มากวัยกว่าเอื้อมแขนเอามือสะกิด...ปรามเสียงเบา...คนปากพล่อยรู้สึกตัว แต่ยังไม่วายเถียงข้าง ๆ คู ๆ แต่ลดเสียงเบาลง

          “ไม่ใช่โรงพยาบาล เป็นโพลีคลินิก...!! ไม่เห็นแคร์มีเงินมารักษาไม่ใช่รักษาฟรี...จะไปกลัวทำไม...?”

          “...!?!” ผู้รับใช้ของเพื่อนรักได้แต่นิ่งฟัง ขืนต่อคำก็ไร้ประโยชน์เพราะรู้นิสัย...

          นายแพทย์คมเดช เดชานุภักดิ์ สาวเท้าก้าวเข้ามาหยุดข้างเตียง...ยกมือแตะชีพจรคนไข้หนุ่ม...ที่นอนเงียบงันข้างหน้าบริเวณข้อมือแผ่วเบา

          “ชีพจร...เต้นอ่อนกว่าปกตินิดหน่อย” คนตรวจพูดด้วยน้ำเสียง...ปกติราบเรียบก่อนหันมาถาม...หญิงสาวร่างระหงผิวขาวบางในชุดพยาบาลที่ดูแลคนไข้ก่อนหน้านี้แล้ว

          “สอบถามอาการจากญาติรึยัง...คุณศศิประไพ...?”

          “เรียบร้อยแล้วค่ะ...หมอสันต์เป็นคนบันทึก...” คนผิวบาง...รายงาน

          “หมอสันต์...สรุปอาการได้ความว่ายังไงบ้าง” นายแพทย์วัยกลางคนถามถึงการสรุปอาการคนไข้...ของผู้ร่วมงาน

          “ทุกอย่างปกติค่ะ...ความดันเลือด...ชีพจร...ไข้ก็ไม่มี วัดปรอท...ก็ปกติ...หมอสันต์งง...ในอาการเหมือนกัน...เห็นบอกว่าจะทำเรื่องขอเข้าวัดคลื่นสมองคนไข้ดูอีกที...” พยาบาลสาวรายงานให้นายแพทย์ฟัง...แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนักเขียนหนุ่มไม่วางตา...

          “อาการกำเริบทางสมองเมื่อครั้งถูกรถชนครั้งนั้นรึเปล่านะ...?” ผู้สวมแว่นสายตาหนาเตอะครุ่นคิดคาดเดาสาเหตุ สีหน้า...ยุ่งยากใจ...

          “ถ้าเป็นอาการทางสมองละก้อยุ่งแน่ ๆ ...” นายแพทย์ประจำตัวของคนคิ้วเข้มทอดถอนใจ...รำพึงเบา ๆ กับพยาบาลสาวที่ยืนนิ่งงัน...เหมือนหุ่นไร้วิญญาณข้างกายไม่ตอบคำใด ๆ


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          “ช่วยบอกหมอสันต์ว่า...ผมขอดูผลวัดคลื่นสมองทันทีที่รู้ผลด่วนด้วย...ผู้อยู่ในวัยกลางคนออกคำสั่งเสร็จไม่รอคำตอบ เดินหายออกจากห้อง...ทิ้งหญิงสาวในชุดพยาบาลขาวสะอ้านตา ร่างระหงนัยน์ตาดำขลับ ที่นักเขียนหนุ่มเคยนึกเอ่ยชมว่า น่ารักทั้งกริยามารยาท...ที่สำคัญรอยยิ้มช่างสวยเหลือเกิน...ยืนนิ่งมองชายหนุ่มที่ตนชื่นชอบด้วยความห่วงใยจับจิต

          “อีกแล้วหรือนี่...คุณวรุต...ช่างทำให้ห่วงใยซ้ำแล้วซ้ำเล่า...” คนตาดำขลับ ตัดพ้ออยู่ในอก...เหมือนประหนึ่งเขาผู้นอนนิ่งอยู่ตรงหน้านั้นคือ...คนที่รักยิ่งของตน...

          “ทำไมมันร้าวรานหัวใจอย่างนี้นะ...รักเขาหรือเปล่าหนอ...” เจ้าตัวถามไถ่ตัวเอง...จิตจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด...เหตุแห่งความต้องชะตากับบุรุษผู้นี้คืออะไร มันคลับคล้ายรู้...แต่ไม่กระจ่างชัดในใจ...

          เสียงผลักประตูทำให้พยาบาลสาวตื่นจากภวังค์แห่งความครุ่นคิด หันเหความสนใจมายังต้นตอของเสียง...รอยยิ้มผุดขึ้นในหน้าเมื่อเห็นคนเดินเข้ามาชัดเจนว่าเป็นใคร...

          “คุณปรเมศว์...น้าแม้น...เจอคุณหมอคมเดชหรือยังคะ” คนร่างระหงถามเสียงใส...แต่แววตายังแลดูหม่นหมองเหมือนเดิม

          “เจอแล้วค่ะ...! คุณหมอบอกให้ทำใจสบาย ๆ ไม่มีอะไรมาก...เวรกรรมจริง ๆ ...” หญิงวัยกลางคนตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ...แสดงให้เห็นว่าคำปลอบใจของนายแพทย์คมเดช...ไร้ผล...กับเธอผู้นี้

          “ไม่เป็นไรจริง ๆ อย่างที่คุณหมอคมเดชบอกจริง ๆ ค่ะ...คุณวรุตต้องฟื้นแน่ ๆ เพราะตรวจแล้วไม่มีอะไรนี่คะ” คนตาดำขลับจับมือผู้มากวัยกว่าบีบปลอบ...รับรองแข็งขัน

          “โธ้...เอ้ย น้าแม้น มันไม่ตายง่าย ๆ หรอกน่า...ขืนมันตายไอ้เมศว์...นี่แหละจะบวชล้างซวยให้มันเจ็ดปีเจ็ดเดือนเจ็ดวัน...หนอยแน่ะ...มันจะต้องมีเหตุตอนจะส่งต้นฉบับให้ผมทุกที...ให้มันได้ยังงี้ซิวะ...!” บรรณาธิการหนุ่มยังบ่นงึมงัมไม่จบ...พยาบาลสาวขยับปากจะห้ามปราม...แต่สตรีผู้มากวัยกว่ากระตุกมือให้สัญญาณอย่าต่อคำเพราะรู้สันดานคู่หูเจ้านายดี...ซึ่งได้ผล หญิงสาวหันหน้ามามองคนเพศเดียวกัน...ก็เห็นน้าแม้นของชายหนุ่มขยิบตาห้ามอยู่แล้ว...จึงนิ่งเฉย...

          “เวรกรรมของกูหรือของมึงกันแน่วะ ไอ้...รุต...มึงเจ็บแต่กูซวย...! โว้ย...ไอ้เมศว์ถูกสวดเรื่องต้นฉบับอีกแล้ว...” คนปากพล่อยยังคงฟาดงวงฟาดงาเหมือนช้างตกมัน...

          “น้าแม้นคะ...นี่ก็เย็นแล้ว กลับไปดูแลบ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูอยู่เฝ้าคุณวรุตให้เอง...ไม่ต้องเป็นห่วง...” ผู้อยู่ในชุดพยาบาลไม่สนใจอารมณ์บรรณาธิการจอมโวยวาย...กล่าวคำกับสตรีผู้มากวัย แต่ปรเมศว์รีบแทรกวาจา

          “ดีเหมือนกันน้าแม้น ผมจะได้ขับรถไปส่ง...ป่านนี้ที่ทำงานคงบ่นทั่น บอ.กอ. ปากฉีกไปแล้ว...กำลังคัดสไลด์นางแบบอยู่เชียว...ไอ้ฝ่ายศิลป์ฉิบหายนั่นก็ทวงจัง...” ขึ้นต้นดี แต่ตอนท้ายไม่วายที่จะก่นด่าพนักงานของสำนักพิมพ์ส่งท้าย”

          “ถ้างั้น...อิฉันขอฝากด้วยนะคะ...ลาละค่ะ...” บ่าวผู้ซื่อสัตย์ของนักเขียนหนุ่มฝากฝังผู้เป็นนายกับพยาบาลสาว

          “อย่าห่วงเลยค่ะ...น้าแม้น...” หญิงสาวรับปากหนักแน่น

          หญิงวัยกลางคนกับบรรณาธิการหนุ่มลับหายไปแล้ว...ความสงบเงียบ...รายรอบ...เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่ง...เบา ๆ ร่างระหงทรุดนั่งลง...บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้...จิตประหวัดหวนคิดชีวิตการเป็นพยาบาลของตนมาหลายขวบปี ‘เกิด...แก่...เจ็บ ตาย...’ ผ่านสายตามานับไม่ถ้วน...นี่คือความจริงที่มนุษย์ทุกคนหลีกหนีไม่พ้นสักราย...เหตุทั้งสี่ประการคือ ‘ทุกข์’

          “ทำไม...มนุษย์จึงต้องเกิด...แล้วแก่...แล้วเจ็บ...ในที่สุดก็ตาย...ตายแล้วไปไหน...?” หญิงสาวนั่งจมอยู่ในความคิดเพียงลำพัง...

          “ทำไมจึงต้องมีเหตุทั้งสี่อย่างนี้ในชีวิตมนุษย์...ใครตอบได้บ้าง...?” ความคิดสับสน “เกิดมาจากไหน...? ตายแล้วไป ณ แห่งหนใด...?” จิตวนเวียนหาคำตอบ...ดวงตาจับจ้องแน่แน่วตรงใบหน้าของบุรุษที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง...คิ้วเข้มที่ตัดกับใบหน้าขาวจัด...เหมือนคลับคล้ายเห็น ณ ที่ไหนมาก่อน...รู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน...

          “ปารมิตา...” เสียงเรียกแผ่ว...ดังขึ้น...หญิงสาวร่างระหงกวาดสายตารอบห้อง...เงี่ยหูฟังตั้งใจ...

          “เสียงใคร...?” สาวสวยถามตัวเอง

          “ปารมิตา...” เสียงขานชื่อดังขึ้นมาอีก...คราวนี้พยาบาลสาว...รู้แล้วว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นต้นตอของเสียง...คนตาดำขลับขนลุกซู่...มาตรแม้นรู้ว่าคนไข้ละเมอฝัน...แต่...ชื่อที่ออกจากริมฝีปากนั้น ไฉนเธอจะไม่รู้ว่าใคร...ชื่อที่ทำให้เธอ...ตั้งใจพิสูจน์ความจริงอะไรบางอย่าง ชื่อที่ทำให้ผู้เป็นมารดาของเธอหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ...ในยามนี้ผู้ที่เธอชื่นชอบ...กำลังเรียกขานชื่อนี้อีก...แม้ในยามป่วยไข้...ไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่... “เกิดอะไรขึ้น”

          “ที่เป็นเช่นนี้...!! เธอเป็นผู้กระทำให้คุณวรุต...เป็น...หรือ...?” ศศิประไพครุ่นคิด...เค้นหาคำตอบ...

          “หน้าที่ของเธอ...คือ...ยืนยันความจริงกับ...วิศวนารถ...ผู้สนองโองการแห่งมหาเทวะ...” ความจดจำผุดขึ้นกลางใจ...สาวสวยผู้เลอโฉมในความฝันบอกกับเธอ...ใช่หล่อนมีชื่อว่า ‘ปารมิตา’ ความสงสัย...จนอยากจะสะกิดชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ให้ตื่นขึ้นมาไถ่ถาม...เผื่อจะให้คำตอบกับตนได้บ้าง...

          ใจครุ่นคิดล่องลอย..ไปช้า ๆ ...สายตายังคงเหม่อมองใบหน้าที่ขาวผิดปกติของนักเขียนหนุ่มดุจเดิม...หากครั้งนี้ปรากฏเหตุอันน่าประหลาดล้ำ...ชั่วแว่บหนึ่ง...เธอเห็นใบหน้านั้นแปรเปลี่ยน...ประกายสีทองกระจ่ายพร่างพราย เสมือนเปล่งประกายออกจากใบหน้านั้น...

          “พระเจ้าช่วย...!!” คนร่างระหงในชุดพยาบาลอุทาน ตาดำขลับเบิกกว้าง

          “ตาฝาดหรือเปล่า...?” ความคิดขัดแย้ง...พร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ตา...แต่ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นที่เห็นเมื่อครู่...บรรยากาศรอบกาย...เพิ่มความอึดอัดในอก...เหมือนนั่งอยู่ในห้องสุญญากาศ...ปานนั้น...

          ใบหน้าของนักเขียนหนุ่ม...ที่เปล่งประกายพราวพร่างเรืองรอง...พลิกโฉมฉับพลัน...

          “คุณพระ...!!” หญิงสาวตะลึงงัน...ตัวแข็งเหมือนถูกสะกดตรึงกับเก้าอี้...


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com