
บทที่ ๙
น้ำเสียงอันทรงอำนาจ...เกรี้ยวกราดข่มขวัญ
ผู้อยู่ในวัยเลยกลางคน...สั่นสะท้านเหน็บหนาว...หวาดกลัว
“เจ้าคิดทดสอบเดช...แห่งเทวะกระนั้นหรือ...?” เสียงที่เยือกเย็นถามคล้ายเยาะหยันไยไพ
“กะ...กลัว...แล้ว...ว!” ปากละล่ำละลัก...
“เจ้าจะบอกความจริงต่อบุตรีหรือไม่...?” ผู้มีความงดงามจนไร้คำชมคาดคั้น...สตรีมากวัยสุดที่จะต้านทานสิ่งที่เรียกว่าอำนาจตบะเดชได้พยักหน้าหลุดคำพูดแผ่ว
“บอก...ค่ะ...!”
พยาบาลสาวขมวดคิ้ว...มองกริยาอาการที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นแม่ด้วยความงุนงง...สงสัย...กำลังคุยกับใครหรือ? เพราะดวงตาของผู้ให้กำเนิดเบิกกว้าง...ปากขมุบขมิบตัวสั่นสะท้าน เหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง...?
“เป็นอะไรไปหรือ...แม่...!” เอ่ยถามผู้เป็นมารดา แต่ไม่มีเสียงตอบ...สตรีสูงวัยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ มือยกเตารีดค้าง...คา
“หอม...กลิ่นดอกไม้...” ศศิประไพอุทาน...ในใจหันหาต้นตอของกลิ่นขจายปะทะจมูก...รู้ว่าเป็นลักษณะกลิ่นดอกไม้...หากนึกไม่ออกว่าเป็นไม้ดอกพันธุ์ใด...
“การเวก?...ไม่ใช่...! ซ่อนกลิ่น...?...ไม่ใช่...! มะลิ...? ก็ไม่ใช่...!” หญิงสาวทวนทบ...หากกลิ่นเฉพาะไม่ได้รู้สึกถึงความคลับคล้ายละม้ายเหมือนเคยได้ดอมดมมาแล้วครั้งหนึ่ง...ความหอมจรุงที่จับจิตรุนแรง...ถึงกระออมอก
“เกิดอะไรขึ้น...?” พยาบาลสาวสลัดศีรษะหวังขจัดความทึบอับของปัญญา...เพื่อระลึกรู้ที่มาแห่งความหอมนั้น...ซึ่งไร้ผลหาคำตอบมิได้...
หญิงกลางคนตระหนกในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหลือคณา...ก่อนที่สติสตังจะเตลิดหาย มือของผู้เป็นบุตรจับต้นแขนเขย่ารัว...
“แม่จ๋า...เป็นอะไร?” เสียงเรียกของลูกสาวกระตุกสติคืนกลับ...แต่กระแสเสียงสุดท้ายยังสะท้อนสะเทือนในโสต...ก่อนที่แผ่วจางหายไปช้า ๆ
“มาตรแม้นเจ้ายังมุสา...ต่อบุตรเจ้าจะถูกลงทัณฑ์จำไว้นางมนุษย์...จำไว้...” ภาพที่ปรากฏคลายจางตามเสียง...ที่เลือนลับ...
“แม่...” หญิงสาวเขย่าต้นแขนซ้ำ...คุณดวงแขสะดุ้งเล็กน้อยตากะพริบถี่...เหงื่อกาฬทะลักท่วมกาย...มือสองข้างโอบกอดลูกสาวดุจจะหาไออุ่นขจัดความเหน็บหนาวที่แผ่ซ่านทุกขุมขน...เสียงพูดคล้ายเสียงครางแผ่วโหย
“เป็นไปได้อย่างไร...? ศศิ...!”
“เป็นอะไรหรือจ๊ะแม่...?” หญิงสาวสนองตอบรับกริยาของมารดาด้วยการกระชับวงแขนของตนปลอบโยนตอบ ไถ่ถาม...เสียงนุ่มนวล
“เขา...เขามาต่อว่าแม่...” ผู้มากวัยกว่าตัดสินใจบอก
“เขาไหน...จ๊ะ...?” ทั้ง ๆ ที่นึกรู้...แต่ก็ถามเพื่อความแจ่มชัด...
“คนที่ลูกฝันถึงนะแหละ...!”
“ปารมิตา...ใช่ไหมแม่...?” ผู้อ่อนวัยกว่าถาม ทว่าน้ำเสียงไม่มีแววประหลาดใจ
“จ้ะ...!” ผู้เป็นแม่รับคำเสียงแผ่ว...ท้อแท้...ก่อนที่จะยอมรับด้วยวาจากับผู้เป็นบุตรสาว
“ทุกอย่างที่ลูกฝันเป็นความจริง...ตอนแรกแม่ก็คิดว่าหนูเสียสติไป...หรือไม่ก็คงถูกผีสิง...” คนวัยชราหยุดกลืนน้ำลาย ก่อนถามคนร่างระหงแบบเกรงใจ
“ไปวัด...อาบน้ำมนต์ ดีมั้ย...ลูก”
“ไม่จ้ะ...แม่!” หนูขอพิสูจน์อะไรก่อน...” พยาบาลสาวตัดสินใจแน่แน่ว...ซึ่งผู้เป็นมารดาก็ต้องนิ่งเงียบ...ทั้ง ๆ ที่หวาดหวั่นต่อความอปกติของบุตรในวันนี้...ความเข้มแข็งหายไปไหนหมด...? ผู้มากวัยนึกประหลาดใจครามครัน...!
เสียงอาเจียนแว่วมาจากห้องน้ำ...หญิงวัยกลางคนไว้ผมมวยเงี่ยหูฟัง...สีหน้าบอกถึงความไม่สบายใจชัดเจนส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจ
“เป็นอะไรอีกก็ไม่รู้...คุณวรุตหมู่นี้ทำยังกะคนท้องคนไส้” คนบ่นพึมพำมิใช่ใครอื่น...คือหญิงรับใช้ของนักเขียนหนุ่มนั่นเอง ขณะกำลังกวาดพื้นห้องโถงรับแขก
“น้าแม้น...!” เสียงเรียกพร้อมกับหน้าขาวซีดโผล่หน้าเข้ามา
“เป็นอะไรอีกล่ะคะ...” ผู้มากวัยกว่าชะงักการทำงานไถ่ถาม
“ไม่รู้สิ...!” น้าแม้นมันพะอืดพะอมน่าดูเลย รู้สึกเบื่อกับข้าวกับปลาขึ้นทุกวัน คนหน้าขาวทิ้งตัวลงบนเก้าอี้รับแขก นอนเหยียดยาว แขนก่ายหน้าผากพูดด้วยเสียงอ่อนระโหย
“ถ้าเป็นผลไม้...หรือนมละก็ไม่เป็นอะไร...” ชายหนุ่มพูดต่อไปโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะสนใจหรือไม่ ตาหลับพริ้มถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
“เมื่อวานก็ทีแล้ว...ไอ้เมศว์พาไปกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นรสเด็ดแค่ชามเดียวกลับมาอาเจียนแทบตาย...ตื่นเช้าแทบลุกไม่ไหว...”
“โรคกระเพาะกำเริบหรือเปล่าคะ...?” หญิงรับใช้ออกความเห็น
“ก็ไม่รู้สิ! เมื่อก่อนที่เป็นมันจะปวดตอนหิว กินอิ่มก็ปวด แต่นี่มันดันออกมาเฉย ๆ งั้นแหละ...” นักเขียนหนุ่มไม่แน่ใจในอาการ
“แต่มันแปลกอย่าง ใช่!...ได้กลิ่นเนื้อวัวเนื้อควายทำไมมันเหม็นอย่างนี้ก็ไม่รู้...แค่ได้กลิ่นก็ทำท่าจะคายของเก่าออกให้ได้...” คนคิ้วเข้มนึกขึ้นได้ถึงอาการพะอืดพะอมในกลิ่นอาหารประเภทเนื้อ
“เอ...ก็เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นอะไรนี่คะ...ออกจะชอบด้วยซ้ำ” สตรีวัยกลางคนทำท่าฉงน
“นั่นสิ!” ผู้เป็นนายขานรับความเห็น
“งั้น...อิฉันต้องงดทำอาหารประเภทเนื้อแล้วล่ะ!”
“ก็ดี...” นักเขียนหนุ่มไม่คัดค้านคงเป็นเพราะเข็ดขยาดกับการคลื่นเหียนกลิ่นเนื้อนั้น...
“น้าแม้น...จะมีเด็กจากสำนักพิมพ์มารับต้นฉบับ ช่วยหยิบให้เขาทีนะวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ...ถ้ามีโทรศัพท์ไม่ต้องปลุก...อยากนอนพักสักวัน...มันเพลียจริง ๆ” วรุตพูดจบพลางเปลี่ยนท่านอนสบาย ๆ เป็นเหยียดตรงปลายเท้าชิด...มือทั้งสองทิ้งลงแนบลำตัว คิดถึงหลวงพ่อผู้สอนวิธีปฏิบัติจิต...
“วิธีเริ่มทำสมาธิ...ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาอย่างเดียว...จะนั่งจะนอนหรือเดินก็ทำได้ทั้งสิ้น ต่อให้ตีลังกาหกคะเมนก็เถอะ ถ้าสามารถทำจิตให้ว่างได้...ก็คือการก้าวสู่สมาธิ...ที่สำคัญขอให้มีสติระลึกรู้กำกับเสมอ...การเข้าสมาธิไม่ใช่การหลับ...การหลับจะไม่มีสติ...จำไว้นะ...จะทำอะไรก็ได้ขอให้มีสติกำกับจิตใจเสมอ...” นั่นคือสิ่งที่...วรุต...ได้รับมาจากหลวงพ่อ...หลังกราบกรานเป็นศิษย์ปฏิบัติพระกรรมฐานแล้ว...
“การทำสมาธิ ผมควรทำยังไงครับ...?!” นักเขียนหนุ่มเคยถามผู้เป็นอาจารย์
“มันมากวิธี...จนเลือกแทบไม่ถูก !” เจ้าตัวยังจำอากัปกิริยาที่นิ่งคิดคล้ายทบทวนสรรพความรู้ของภิกษุชรารูปนั้นได้...
“พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ..กรรมบทวิธีแห่งการเจริญสมาธิกรรมฐานเอาไว้มากมาย...ตามแต่ความชอบของแต่ละคนที่เรียกว่าจริต...เฉพาะที่พระโบราณาจารย์ประมวลไว้มีมากถึงสี่สิบประการ...คือ กสิณสิบ...อสุภสิบ...อนุสติสิบ...โอ้ย...มากมายก่ายกองแหละโยม...” ผู้พูด...กล่าวคำกลั้วเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคออันเป็นนิสัยเคยชิน...ก่อนอธิบายให้ลูกศิษย์ฟังต่ออย่างยืดยาว...
“แต่ทั้งหมด...ก็คืออุบาย...ที่น้อมนำจิตให้เป็นหนึ่งเพื่อทำจิตให้แก่กล้าโดยมีสติกำกับ...ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ชอบใช้วิธีเจริญอานาปาณสติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมถกรรมฐานหมวดอนุสติสิบประการ...เป็นอุบาย”
“ก็ไอ้พุทโธ...พุทโธ...หายใจเข้าหายใจออกนั่นละสิ...ท่า...!” ปรเมศว์...บรรณาธิการหนุ่มผู้เป็นสหายรักอวดภูมิปัญญาดักคอ...หากหลวงพ่อไม่ใส่ใจ...อธิบายให้คนคิ้วเข้มซึ่งฟังอย่างใจจดใจจ่อด้วยเสียงช้าชัด...
อนุสติสิบ...มี พุทธานุสติ คือการรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ด้วยความเลื่อมใสนำความพ้นทุกข์สู่เวไนยสัตว์ทั้งปวง...ธัมมานุสติ คือการรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสนามาพิจารณาเป็นอารมณ์...สังฆานุสติ...การรำลึกถึงพระสาวกของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติข้อวัตรจนเป็นพระอริยเจ้า...เป็นอารมณ์...ศีลานุสติ...รำลึกนึกถึงคุณแห่งศีล...ที่เป็นสื่อนำมนุษย์พ้นจากทุกข์...จาคนุสติ...นึกถึงคุณแห่งการบริจาค...เสียสละสิ่งรักหวงแหน ปล่อยวางเพื่อค้ำจุนโลก...ถ้าโลกมนุษย์ทุกวันนี้ขาดการให้ทานบริจาคจะเกิดอะไรขึ้น...เทวตานุสติคือ...การนำเอาคุณงามความดีเปรียบเทียบความชั่ว ผู้ทำดีก็เสวยสุขบนสวรรค์ทำชั่วก็ตกนรก ถ้ามนุษย์ทำดีเท่าเทียมเทวดาขณะยังมีชีวิต...ก็ถือว่าเป็นนรเทพได้เป็นอารมณ์ อุปสมานุสติ...นึกถึงพระนิพพานผู้เป็นธรรมชาติอันสงบจากกิเลสทั้งปวง...ว่างเว้นจากทุกข์ได้หมดสิ้น...กายคตานุสติ...การพิจารณาอาการทั้งสามสิบสองของร่างกายตนเป็นอารมณ์ มรณานุสติ...การใช้ความตายเป็นสิ่งระลึกรู้ถึงความไม่เที่ยงแท้ของตน มีประโยชน์ในการดับความหื่นกระหายในกามรส... สุดท้ายคืออานาปาณสติ...คือลมหายใจเข้าออกของตัวเองอุปมาได้ถึงการเกิดการดับของสังขารเป็นอารมณ์ ...รวมความ คืออนุสติสิบประการเป็นเครื่องมือที่ใช้น้อมนำใจสู่ความสงบมั่นคงอันเรียกว่าสมาธินั่นเอง...”
“กะอีสมบัติ...ทำจิตทำใจให้ว่างแค่นี้...ต้องยุ่งยากอะไรนักหนา...” คนปากพล่อยแส่ตามเดิม หากหลวงพ่อกับลูกศิษย์ทำหูทวนลม
“ใหม่ ๆ โยมควรใช้ปานาปาณสติ...เจริญสมาธิ...” ภิกษุผู้ชราภาพเน้นคำ
“เหตุผลละครับหลวงพ่อ ?” หนุ่มหน้าขาวถามเหตุ
“เพราะสามารถตัดกระแสวิตกได้ดี...เหมาะสำหรับคนวิตกจริต...คือชอบคิดชอบนึก...แส่ส่าย...” หลวงพ่อพูดกลั้วยิ้ม...
“แสดงว่าผม...เป็นพวกจิตแส่ส่ายสิครับ ?” ชายหนุ่มถาม...แต่นึกขันในใจเพราะหลวงพ่อพูดจี้ใจดำ...
“ถามตัวเองสิเล่า...ว่าจริงรึเปล่าล่ะ...!?” ไม่ตอบแถมยังย้อนถามกลับเสียอีกทำเอาวรุต...เงียบงัน...
“...!?!!”
“อย่าเห็นว่าอานาปาณสติจะเป็นข้อสุดท้ายของอนุสติสิบนะ...เพราะพระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีนี้บำเพ็ญกรรมฐานเป็นประจำ เวลาทรงพักผ่อนที่เรียกว่า ปฏิสัลลีนวิหาร...ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปาณสติสมาธิวิหารเสมอ ทรงแสดงถึงมหาอานิสงส์ของกรรมฐานบทนี้ไว้มากมาย ถ้าปฏิบัติจนคล่องแคล่วสามารถได้ฌานสมาบัติโดยไม่ยาก แม้แต่การบรรลุถึงอรหัตผลก็ตาม” คำอธิบายของผู้ทรงศีล ซึ่งเจ้าตัวยอมรับเป็นครูบาอาจารย์แจ่มชัดในจิตขณะที่เริ่มกำหนดลมหายใจ...เข้าออก
“พุทโธ...ธรรมโม...สังโฆ...” นักเขียนหนุ่มสูดลมหายใจลึกยาวแช่มช้า...ด้วยการรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์กำกับลมหายใจ...แล้วค่อยย่นย่อเหลือเพียง
“พุทโธ ๆ ๆ ๆ” กำกับกระแสลมปะทะปลายจมูกวิ่งผ่านเข้าช่องทวารนาสิกลึกล้ำสู่ทรวงอก สติตามจิตไม่ให้วอกแว่กไปที่อื่น...ด้วยพุท...เมื่อสุดทางแห่งกระแสลมแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมกลับออกมาทางเดิมด้วย...โธ...สลับกลับไปกลับมา...เพียงครู่เดียวจิตก็เคลิบคล้อยสู่ความสงบ...สติจับแนบแน่นกับลมหายใจ...ความรู้สึกมีตัวตนหายสูญ...
“เกิดสมาธิแล้ว...” ใจบอกสภาวะของจิตรวมเป็นหนึ่ง
“ลมหายใจหายไปไหน...” ความรู้สึกว่ามีลมหายใจวิ่งผ่านกายเป็นเส้นสายจากโพรงจมูกถึงปอด...ละเอียดลึกจนไร้รอย...
“สุข..จริง ๆ” ความโปร่งเบาขาดหายจากร่ายกายไร้วิตกกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้เจ้าตัวสัมผัสได้ถึงความอิ่มสุขนั้น...
“อย่าติดในสุข...ถ้าติดในสุขเป็นภัยต่อการบำเพ็ญสมาธิจิต...” เสียงของหลวงพ่อคล้ายแว่วบอกในมโน...
“พรึ่บ...!” แสงสว่างเรืองปรากฏฉับพลัน
“แสงสว่างที่เกิดในจิต...ที่เรียกว่าแสงโอภาสนั้นมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่นำจิตเข้าสู่องค์ฌาน...” คำอธิบายของผู้เป็นอาจารย์ที่ผ่านมาผุดแว่บ...บอกตน
“ฌาน...มีความหมายแคบและชัดเจนกว่าสมาธิ เพราะมีองค์อารมณ์เป็นตัวกำหนด คือเมื่อจิตเพ่งพินิจจดจ่ออยู่ในอารมณ์เดียวจนสงบลงชัดเจนซึ่งมีหลายขั้น...แต่ตอนนี้บอกโยมแค่สี่ประการก่อนนะ...ปฐมฌาน ประกอบด้วย ความสงัดเงียบจากกาม สงัดเงียบจากอกุศลทั้งปวง แล้วก้าวเข้าสู่ปฐมฌานที่มี วิตก วิจาร ปีติ และมีสุขเกิดจากวิเวก...ขั้นสอง...ทุติยฌาน ระงับวิตกวิจารณ์ มีความปรากฏเด่นแห่งจิต...ไม่มีวิตกวิจารณ์ มีปีติและสุข...แต่ยังครองสมาธิอยู่...ขั้นสาม ตติยฌาน ดับปีติวางเฉยเหลือไว้เพียงสติสัมปชัญญะ เป็นสุข ขั้นสี่...จตุตถฌาน ดับสิ้นทั้งทุกข์และสุขใด ๆ มีแต่สติและความบริสุทธิ์ของจิตเท่านั้น...” ตรงกับคำสอนสั่งของผู้ทรงศีลทั้งสิ้น...เพราะบัดนี้นักเขียนหนุ่มรู้ถึงความเงียบสงัดจากทุกข์สุขใด ๆ เหลือเพียงความว่างเปล่าประการเดียว...
“การเข้าสู่องค์ฌานเสมือนหนึ่งเดินผ่านเข้าสู่ประตูบ้านที่ไม่คุ้นเคย จึงควรเดินเข้าเดินออกอยู่ เนือง ๆ เพื่อความชำนาญที่เรียกว่า วสี...!” นักเขียนหนุ่มตระหนักถึงประโยคสอนสั่งของผู้เป็นอาจารย์ได้แม่นยำ...
“คนหน้าขาวลืมตา...ขึ้นจากการหลับ...ความโปร่งเบายังคงเอิบอิ่มในกาย...จิตใจผ่องใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา
“การทำสมาธิทำให้สบายใจสบายกายอย่างนี้นี่เล่า...พระสงฆ์องค์เจ้าจึงเร้นกายหายตัวเข้าแสวงหาความสงัดเงียบบำเพ็ญสมาธิ” เจ้าตัวครุ่นคิดเหตุแห่งการออกวิเวกของพระภิกษุที่เรียกว่าเดินธุดงค์...
“ฟ้าวันนี้ช่างแจ่มใสดีจริง...!” ชายหนุ่มมองผ่านหน้าต่างห้อง จับตาดูท้องฟ้าสีครามที่ปราศจากหมู่เมฆ...แล้วยิ้มให้กับความสดใสนั้น
“คิดถึงบ้าน...จัง...!” คนคิ้วเข้มรู้สึกถึงความโหยหาชนิดหนึ่งท่วมท้นอก
“เมื่อคิดถึงบ้าน...คิดถึงคนอันเป็นที่รัก...จงหลับตาซะ...แล้วนึกย้อนถึงความสุขนั้น...” ใจคลับคล้ายเคยได้ยินคำกล่าวประโยคนี้...มาก่อน...เหมือนเคยได้ยินจากปากใครสักคนที่รักตนเองมากที่สุด...วะแว่วในจิต...
“ปารมิตา...คิดถึงเหลือเกิน” เสียงตัวเองร่ำร้องโหยหาอาดูรถึงเธอผู้นั้น
คนหน้าขาวตัดกับคิ้วเข้ม พริ้มตาหลับ...แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้ลมหายใจกำกับจิต...หากใช้ความรักระลึกถึงเป็นอารมณ์กำกับแทน...
“บ้าน...ผู้รอคอย...ที่ห่างไกลกันมานาน...” อารมณ์แห่งความคิดถึงเหงาหงอยจับจิตจับใจ...ภาพที่เคยเห็นผ่านเข้ามาในมโน ชายหนุ่มคิดทวนทบถึงความฝันเมื่อครั้งได้รับอุบัติเหตุรถชนครานั้น...เหมือนภาพยนตร์ฉายย้อนกลับชัดเจน
“เทวาลัย...อาตมัน...ปารมิตา” ประโยคสามประโยควิ่งวนไปมาในใจ...แล้วฝังแน่นในกมลจนยากสลัดทิ้ง จิตท่องวนกลับไปกลับมา จากช้า ๆ เป็นรวดเร็วขึ้น ๆ ๆ แล้วช้าลง ๆ ก่อนหายไป...จิตเข้าสู่ภวังค์เมื่อใดไม่รู้...ตัวตนหายสูญ
“วิศวนารถ...” เสียงที่แสนจะคุ้นเคยปรากฏ แม้จะไม่เห็นตัวตนของเสียงแต่ก็จดจำได้แม่นยำยิ่งนักเรียกขาน...
“รู้รึยัง...ว่าการปรับวิถีแห่งจิตคืนสู่จิตเดิมคืออะไร...?” คำถามตามติดพร้อมภาพหญิงสาวผู้เลอโฉมค่อย ๆ ก่อรูปชัดในใจ...
“ปารมิตา” ชายหนุ่มลิงโลดที่ได้พบเห็นเจ้าของเสียง
“ฟังนะ...วิศวนารถ การค้นหาความจริงของท่านกำลังบรรลุ...การนั่งสมาธิ...เป็นประตูไขปัญหาที่ถูกต้องแล้ว” สตรีผู้เลอโฉมเอ่ยคำรับรองถึงการเดินทางค้นหาของนักเขียนหนุ่ม
“เหตุผล...ล่ะ?” ใจนึกถาม...พร้อมกับคำตอบทันควันจากคนต่างภพ...เหมือนรู้ใจ...
“การปฏิบัติสมาธิ...คือการปรับภาวะจิตให้ละเอียดขึ้นเพื่อรับภูมิจิตของเรา...เหมือนการปรับคลื่นวิทยุให้ตรงกับสถานีส่ง...”
“ยังไม่เข้าใจ...ปารมิตา” คนถามไม่กระจ่างใจ
“วิทยุคลื่นสั้นสามารถรับฟังสถานีที่ส่งคลื่นยาวได้ไหม...? วิศวนารถ...” ไม่ตอบหากย้อนถามในน้ำเสียงสดใสไพเราะ...
“เพราะฉะนั้นต้องทำวิทยุนั้นให้รับคลื่นความถี่ของสถานีนั้นให้ตรงกัน จึงจะรับฟังกันได้...เช่นเดียวกับการบำเพ็ญจิตด้วยสมาธิ คือการปรับคลื่นจิตให้กลับคืนสู่จิตเดิมที่ตนเคยอยู่...จึงติดต่อกันได้...จิตแห่งเทวะนั้นละเอียด...เข้มข้นกว่ามนุษย์...เพราะมนุษย์มีกายหยาบ...เป็นเครื่องบดบัง...” ผู้มีความงดงามเกินมนุษย์อธิบายยืดยาว...
“เข้าใจแล้ว...ปารมิตา...” คนหน้าขาวรับรู้...ก่อนถามข้อข้อใจอีกประโยค
“ทำไม...รู้สึกอยากอาเจียนอยู่เรื่อยเลย ?”
“เพราะราศีแห่งเทวะจับต้องกายหยาบ...” เสียงหวานแว่วตอบ...หากชายหนุ่มนึกฉงน...แต่เพียงอึดใจเดียวก็ได้คำตอบชัดเจน
“เทวะไม่ต้องการเลือดเนื้อของสัตว์โลกมาต่อเติมกายทิพย์ เทวะเสพสุขด้วยปีติ...แห่งกุศล...เมื่ออณูแห่งเทพทาบร่างของท่าน จึงทำให้สัญญาเดิมเมื่อครั้งเป็น...ผู้สนองโอษฐ์เทวะกลับคืน...นับจากวารวันนี้...พึงงดเว้นเสพเนื้อสัตว์ใหญ่...”
“อะไรบ้าง?” คนคิ้วเข้มสวนคำ
เนื้อโค...กระบือ...และสัตว์ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นภักษาหาร เช่นม้า...เสือ กวาง...หลาย ๆ ชนิดโดยมนุษย์ไม่ได้เลี้ยงเพื่อเสพเนื้อหนัง...โดยตรง” สตรีต่างภพจาระไนช้าชัด
“ทำไม...ห้าม เป็ดไก่...กับวัวควายต่างก็มีชีวิตเดียวเท่าเทียมกัน...?” นักเขียนหนุ่มยังไม่เข้าใจเหตุผล
“เพราะสัตว์ใหญ่มีปราณ...มากกว่า...มีสภาวะจิตสูงกว่า มีความเจ็บปวด...เคียดแค้นเกือบเท่าเทียมมนุษย์...วิศวนารถ...ท่านเคยเห็น...เดรัจฉานตัวน้อย ๆ เช่น ตะขาบหรือไม่ ถูกตัดสังขารเป็นสองท่อนก็ไม่ดับในบัดดล...แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ถูกหั่นสังขารเช่นนั้นจะสิ้นใจทันที โค...กระบือ...เมื่อใช้แรงงานจนสิ้นประโยชน์จะนำเขามาเข่นฆ่าเพื่อนำมังสามาเป็นอาหาร...ถ้ามนุษย์สังเกตจะเห็นน้ำตามันหลั่งไหล...เพราะมีจิตรู้เกือบเท่ามนุษย์หรือไม่จริง...” คำพูดยืดยาวพรั่งพรูชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยเอื้อนต่อ
“ฉะนั้น...จึงเป็นการเบียดเบียนก่อกรรมต่อกัน...ทำให้เกิดกระแสกรรมผูกพันชดใช้...ไม่จบสิ้น...”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ต้องงดเว้นเนื้อสัตว์ใหญ่กระนั้นหรือ...?” นักเขียนหนุ่มถามทั้ง ๆ ที่เข้าใจแจ่มแจ้ง...
“มหาเทวะ...ต้องการเช่นนั้น...” เสียงตอบเน้น...จริงจัง...
“ทำไม...?” คนหน้าขาวถามคล้ายขัดใจเมื่อคำตอบเสมือนบีบบังคับ
“เพราะท่านต้องเป็น...” กระแสเสียงตอบชะงัก...ขาดหาย
“เป็นอะไร...ปารมิตา...?” ชายหนุ่มถามร้อนรน
“เป็นร่าง...ทรง...” เสียงตอบชัดเจน...
“ไม่...!?!” จิตตอบกังวานกึกก้อง... “ไม่!!!” ความขุ่นแค้นทวีคับอก...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com