
บทที่ ๘
ร่างที่เซปะทะต้นมะม่วงค่อย ๆ ทรุดลงนั่งตามสัญชาตญาณป้องกันอันตรายจากการล้มศีรษะฟาดพื้น หญิงสาวนึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์เมื่อครั้งเป็นนักเรียนพยาบาล
“เวลาหน้ามืดจะเป็นลม...สิ่งแรกที่ต้องทำคือนั่งลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้...ป้องกันการกระแทกส่วนศีรษะ...” นั่นคือประโยคที่มิเคยลืมเลือน
“บ้าจัง...!!!” พยาบาลสาวอุทานในใจ...ตาลืมไม่ขึ้น สมองอื้ออึงไม่สามารถสั่งร่างกายได้...
“แม่...!!! ช่วยด้วย...” ใจสั่งปากให้ร้องเรียกผู้เป็นมารดา...หากเสียงคล้ายถูกกลืนหายไปในลำคอ...
นัยน์ตาหลับลืมไม่ขึ้น...แต่เจ้าตัวมั่นใจว่าเห็นแสงสว่างพร่างพรายสีเจิดจ้านวลแจ่มในใจ...ระยิบระยับ...ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นสะลึมสะลือ...ความชาซ่านบริเวณกระเบนเหน็บแผ่ขึ้นสู่ไขสันหลังรุกล้ำขึ้นมาช้า ๆ จนถึงต้นคอ...ในที่สุดมาหยุดบริเวณท้ายทอย...เย็นยะเยือกอยู่ตรงนั้น
“ต่อมเมดูล่า” ศศิประไพสะท้านเฮือกอุทานในใจ...
“เหมือนมีพลังงานควบคุมประสาทส่วนก้านสมองให้หลับ...ตายแน่เรา...” การเป็นพยาบาลทำให้หญิงสาวสำเหนียกถึงภาวะของร่างกาย...บริเวณสำคัญกำลังประสบปัญหา
“แม่จ๋า...ช่วยด้วย...” เสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ตะเบ็งออกมาสุดแรง...สัมฤทธิ์ผลหลุดเร้นออกพ้นริมฝีปากพร้อม ๆ กับสติลับหายไปในแสงระยับจิต...ที่มืดมิดลง...ในบัดดล...
หญิงวัยกลางคนชะงักมือที่กำลังจัดของว่าง...อาหารโปรดของบุตรสาวเพียงคนเดียวในบ้าน...คือข้าวตังหน้าตั้ง...ได้ยินเสียงร้องเรียกแว่ว...
“แม่จ๋า...ช่วยด้วย...!” ครั้งเดียว...แล้วเงียบ...หาย
“เอ...หูแว่วหรือเปล่านะ...?” ผู้สูงวัยไม่แน่ใจในเสียงที่ได้ยิน...ขยับมือจัดข้าวตังลงบนจานสวยอีกครั้ง...แต่วางได้ไม่กี่ชิ้นก็ต้องหยุด เพราะเกิดแรงสังหรณ์...รุนแรง...เธอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ...
“ศศิ...!!” ผู้เป็นแม่เรียกหา “ศศิ...!!”
“...!?!” ไม่มีเสียงขานรับ...
“เป็นอะไรไปหรือ...ลูก...?” ผู้มากวัยใจหายวาบ...ห่วงผู้เป็นบุตรสาวขึ้นมาจับจิต...หันกายขวับทิ้งงานอย่างไม่ไยดีเดินรวดเร็วคล้ายวิ่งออกจากครัวอย่างรีบร้อน
ขาสองข้างเกือบถึงประตูหน้าบ้าน สายตาพุ่งปราดไปยังใต้ร่มเงาของต้นมะม่วง...ถอนหายใจโล่งอก...ภาพของผู้เป็นบุตรปรากฏสภาพปกติเช่นเดิม...ร่างระหงยังคงนั่งอยู่บนเตียงผ้าใบ...เพียงแว่บเดียวหญิงวัยกลางคนต้องขมวดคิ้วงุนงง
“เป็นอะไรไปหรือ?” คนเป็นแม่นึกฉงน...ฉงาย
จากลักษณะของเด็กสาวที่เติบโตมาในอ้อมแขนทั้งสองข้างมานานถึงยี่สิบกว่าปี...ผู้เป็นมารดาไฉนจะจำลักษณะการนั่ง...และการวางท่าของผู้เป็นบุตรไม่ได้...ร่างในเสื้อยืดขาวลายการ์ตูนที่เห็นอยู่ตรงหน้าเวลานี้...นั่งนิ่งเงียบหลังตรง ลำคออันระหงเชิดเหยียดคล้ายผู้ทรงศักดิ์ประทับนั่ง...สีหน้าเรียบเฉย...ผิดจากลักษณะเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“ศศิ...จ๊ะ!” เสียงเรียกเบา ๆ จากผู้มากวัยกว่า
“...!?!” ไม่มีเสียงขานรับซึ่งผิดวิสัยของศศิประไพ
“ศศิ...เป็นอะไรหรือลูก...?” คราวนี้เสียงถูกตะเบ็งออกมาดังกว่าเดิมหลายเท่า...เพราะห่วงลูกสาวจับใจ...
ผู้เป็นบุตรีหันหน้ามาหาช้า ๆ ยิ้มพราย...ก่อนเอ่ยคำ
“ข้าคือปารมิตา...” เสียงหวานแว่วเยือกเย็นช้าชัดแปลกหู จนหญิงวัยเลยห้าสิบ...ต้องขมวดคิ้วแทบจรดกันถามย้ำคล้ายไม่แน่ใจหูตนเอง
“เกิดอะไรขึ้นหรือลูก...?”
“ข้าคือปารมิตา...” เสียงทวนคำอีกครั้งชัดเจน...หญิงผู้มากวัยก้าวเท้าเข้าหาเหมือนโดนมนต์สะกด
“ปารมิตา...” ผู้เป็นแม่ทวนชื่อที่ไม่เคยได้ยินที่ใดมาก่อนในใจ...มาตรแม้นลักษณะผู้นั่งอยู่ตรงหน้าจะเปลี่ยนแปรไป แต่ทั้งหมดก็คือศศิประไพผู้เป็นลูกสาวแน่นอน
“ไม่สบายหรือเปล่าศศิ...?” เสียงถามอาทร...ปนความหวั่นหวาด
“ข้าคือ...ปารมิตาขออาศัยสังขารนี้เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น...อย่าตกใจ...” คนพูดทอดเสียงนุ่มนวลปลอบขวัญไพเราะ...ภาษามือเวลาพูดกรีดนิ้วงดงามลักษณะของผู้ทรงศักดิ์
“ผีสิง...ศศิหรือนี่ คุณพระช่วยด้วย...!” คนวัยเลยห้าสิบอุทานในอกด้วยความตกใจ...คิดถึงคำเล่าขานเรื่องผีปอบ...
“เราไม่ใช่ผี...” เสียงไพเราะสวนคำ...มีแววขบขันในน้ำเสียงปรานี...หากผู้มากด้วยวัยยังทำสีหน้าหวาดระแวงไม่ใคร่เชื่อถือ
“ฟังนะ...!” ข้าคือเทพผู้พิทักษ์บุตรีของท่าน...ด้วยกิจแห่งเทวะกำหนด จำต้องอาศัยกายหยาบร่างนี้เป็นที่ผ่านภพจากโลกทิพย์สู่แผ่นดินมนุษย์เนื่องจากข้าเคยมีบุพกรรมร่วมกันมากับสังขารนี้...ในอดีตชาติ...”
“ภารกิจอะไร...ไม่เห็นเกี่ยวกับศศิ...สักหน่อย...” มารดาของผู้ถูกครอบครองวารจิต...คัดค้านตามวิสัยของผู้เป็นแม่...ทั้ง ๆ ที่ความหวาดกลัวเต็มหัวใจ
เสียงหัวเราะสดใสปานระฆังเงินดังขึ้นก่อนกล่าวคำอ่อนหวาน ทว่าในน้ำเสียงมีความ...เฉียบขาด
“เกี่ยวข้องแน่นอน...ด้วยบุพกรรมร่วมกันมา...นางมนุษย์ผู้นี้เป็นคนของข้า...จงบอกต่อนาง...นับจากวันนี้ล่วงพ้น...นางคือผู้สนองพระโอษฐ์แห่งเทวะ...เป็นสิ่งที่มิอาจหลบเลี่ยงได้...”
“ต้องพาไปหาพระรดน้ำมนต์...” ผู้มากวัยยังไม่ละความคิดเรื่องผีสิง...
“เปล่าประโยชน์...บอกแล้วเป็นเรื่องของกรรม...น้ำพระพุทธมนต์ก็มิอาจตัดกระแสกรรมได้” เสียงพูดยังคงราบเรียบเช่นเดิม...แถมดักความคิด...แม่นยำจนเจ้าของบ้านประหลาดใจ...
“วันนี้...ข้าปารมิตามาบอกข่าวให้รับรู้เพียงแค่นี้...ช่วยบอกสังขารนี้ด้วยว่า...ไม่จำเป็นที่ต้องหาเหตุแห่งความเจ็บป่วยของร่างกายให้เสียเวลา จะมีอาการปวดเมื่อยมึนงงในระยะแรกเท่านั้น...! คุกเข่ารับพร...” จากน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มหูเมื่อมาถึงท้ายประโยคแม้จะเอ่ยคำเบา ๆ แต่แฝงด้วยอำนาจ...ผู้เลยวัยห้าสิบ...พยายามแข็งขืนยืนนิ่งไม่ยอมกระทำตาม...
“คุกเข่ารับพร...” เสียงสำทับทรงอำนาจดังขึ้นอีกครั้ง...หญิงกลางคนเข่าอ่อนยวบ...สุดที่จะขัดขืนร่างกายสิ้นเรี่ยวแรง...ทรุดตัวเข่าแตะพื้น...ประสาทหูได้ยินภาษา...ละม้ายแขกอินเดียรัวเร็วจากปากผู้เป็นบุตรี...ก่อนที่ใบหน้าหญิงสาวสะบัดเริ่ด...หงายหลังลงบนเตียงผ้าใบ...หายใจรวยริน...
“ศศิ...!!” ผู้เป็นมารดาถลาเข้าหามือจับท่อนแขนเขย่าปลุก...
“หือ...ม์” เสียงรับคำแผ่ว...ก่อนกะพริบตาถี่ ๆ อาการหายใจบอกถึงความเหนื่อยปรากฏชัด
“เป็นยังไงบ้าง...ศศิ?”
“หนูเป็นลมหรือแม่...!” ผู้อ่อนวัยไม่ตอบคำแต่ถามผู้เป็นแม่ด้วยความงุนงง...สงสัย
“เฮ้อ...!!...?” ไม่มีคำตอบกลับมีแต่เสียงถอนใจแทน...
“ทำไม...เหรอแม่...?” คนร่างระหงแปลกใจระคนสงสัยในกิริยาของมารดา
“เปล่าจ้ะ...ไม่มีอะไรลูก หนูคงพักผ่อนไม่เพียงพอก็เลย...เป็นลมไปนะสิ...” ตอบคำแต่ไม่กล้าสบตาผู้เป็นลูกสาว...
“หมู่นี้เป็นบ่อย...ชอบมึนงงแบบนี้เรื่อยเลยทำท่าจะเป็นลม...หนูก็นอนเต็มตานะแม่...” พยาบาลสาวแย้งเหตุผลของมารดา...ไม่เชื่อเหตุเกิดจากการพักผ่อนไม่พอเพียง
“ช่างเถอะลูก...นอนพักประเดี๋ยวก็หาย...เดี๋ยวแม่จะไปยกของว่างมาให้นะ...” คนพูดปลอบพร้อมกับยกมือลูบผมดำสลวยของผู้เป็นธิดาด้วยความรักใคร่ปรานี...ก่อนเดินหายเข้าหลังบ้าน...
หญิงสาวร่างระหง ผมดำสลวยนอนหลับตานิ่งหวนคิดถึงอาการที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่... “เป็นลมไปหรือ?” เจ้าตัวฉุกคิดถึงอาการชาที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังและขยายแนวจนถึงท้ายทอยที่ยังปรากฏแผ่ว...จาง ๆ อยู่
“ไม่ใช่...!! อาการเป็นลมไม่เป็นแบบนี้แน่นอน...”
“มีความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งวนทั่วตัวใช่...! อาการครึ่งหลับครึ่งตื่นเหมือนจะจำได้...แต่ก็จำไม่ได้...เห็นแสงสว่าง...ถ้าเป็นลมจะมีอาการใจสั่นหน้ามืดวูบไปเลย...แล้วเราเป็นอะไรกันแน่นะ...?” เจ้าตัวนึกทบทวน...อาการที่เกิดขึ้นก่อนหมดสติ...ตาหลับ แต่คิ้วขมวดครุ่นคิด...
“เหนื่อยจัง...!” เสียงทอดถอนในใจ...เพราะรู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกิน
“อยากหลับ...สักตื่น...” หญิงสาวรำพึง...พร้อมกับ...อาการง่วงงุนเบียดแทรกสติ...เคลิบเคลิ้ม
“หลับ...!” ใจพ่ายแพ้ต่อความง่วงงุน...ไร้ความกังวลใด ๆ ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว...ความเงียบสงบเริ่มครอบงำ
“ศศิ!” เสียงเรียกคลับคล้ายเสียงผู้เป็นมารดาแว่วเข้าหู
“หือ...ม์” ใจขานรับรู้แล้วเลือนหาย
“ของว่างมาแล้วลูก...” ผู้เป็นมารดาพูด...แต่ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงลมหายใจสม่ำเสมอเป็นจังหวะ
“หลับซะแล้ว...” ผู้อยู่ในวัยกลางคนรำพึงด้วยความอ่อนใจก่อนยกถาดของว่างกลับคืนครัว...
ความเงียบงันในจิต...ดิ่งหายเนิ่นนานเป็นสุข...ไร้ความอาวรณ์ใด ๆ
“ศศิประไพ!...” กระแสเสียงแสนหวานเรียกหาพร้อมสติระลึกรู้แจ่มชัดขึ้นทีละน้อย ๆ
“ใคร...? เสียงเพราะเหลือเกิน...”
“เราคือ...ปารมิตา...” พร้อมกับเสียงกล่าวคำ...แสงนวลตากระจ่างในใจ...สิ่งที่ปรากฏรอบ ๆ ตัวชัดเหมือนเห็นด้วยตาเนื้อ...
“สวย...จริง ๆ...” หัวใจลิงโลด...เพราะใจบอกได้ว่าที่นี่เป็นสวนดอกไม้ที่แสนงดงาม...หาใดเสมอเหมือน สายตากวาดหาเจ้าของเสียงเรียกอันไพเราะนั้น...
“นั่นไง...!” ภาพผู้หญิงที่มีความงดงามจนสรรหาคำมาเอ่ยชมมิได้...นั่งเป็นสง่าเหนือแท่นหินที่รายล้อมด้วยพฤกษาไม้ดอกสีสวยแปลกตา...หญิงสาวที่มีดวงเนตรดำระยับริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อแย้มยิ้มมาให้ ผิวกายที่อยู่ใต้อาภรณ์แพรเนื้อดีสีเขียวอมโศกขาวผ่อง คล้ายรัศมีแผ่กระจายจากตัวเครื่องประดับอัญมณีแวววาว ดังเทพธิดาจำแลงร่าง...
“สวยยิ่งกว่านางฟ้า...” พยาบาลสาวนึกชมในใจพร้อมยิ้มตอบ...ขยับเดินเข้าหาสตรีผู้นั้น...!
“เมื่อตะกี้ง่วงนอนคงหลับแล้วฝันไปแน่ ๆ” เจ้าตัวคิด
“ไม่ได้ฝันหรอก...ศศิประไพ...” สตรีผู้งามยิ่งกว่านางฟ้าเอ่ยค้านความคิดเสียงอ่อนหวาน
“แล้วที่นี่คือที่ไหน...คะคุณ...?” คนถามทำท่าแปลกใจกวาดตามองรอบ ๆ ตัวแบบตื่น ๆ
“ที่อยู่ของเราเอง...!” เสียงตอบช้า ๆ แต่ชัดเจนหยุดนิ่งเพียงอึดใจก่อนเอื้อนเอ่ยเสียงใสต่อ
“พาเจ้ามาเที่ยวไง...ไม่ชอบหรือ...?” ผู้พูดทำหน้าล้อเอียงคอมองพยักพเยิด ยิ้มอวดไรฟันขาว...ก่อนผุดลุกก้าวเท้าเดินเข้าหาพยาบาลสาว เกาะกุมมือพร้อมชักชวน
“ไปเถอะจะพาเที่ยว...” จบคำฉุดข้อมือเบา ๆ ผู้มาเยือนสัมผัสถึงกระแสแห่งความอบอุ่นแผ่ผ่านมือ...ตัวเบาโหวง ภาพที่ปรากฏรายรอบพร่าเลือนวูบวับ...! จนต้องหลับตา คลับคล้ายตัวตนล่องลอยเหมือนปุยนุ่น แล้วค่อย ๆ สัมผัสพื้นแผ่วเบา
“ลืมตาได้แล้ว...” เสียงใสแจ่มโสตแผ่วกระซิบให้ลืมตา...รู้สึกกระจ่างตาพร่างพราวระยิบระยับ...
“โอ้โฮ...! สวยจริง...” พยาบาลสาวตะลึงลานที่แลเห็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่อาศัยอันตระการตา บ้านเรือนที่งดงามยิ่งกว่าปราสาทราชวังเรียงราย...วับแวบด้วยสีทองอร่ามเรือง ประดับประดาด้วยแก้วมณีวูบวาบไปหมด
“สวยเหลือเกิน...สวรรค์หรือเปล่าคะคุณ...งามกว่าวัดพระแก้วตั้งเยอะ...” ตาจับจ้องมองความงามรอบตัวปากเอ่ยถามผู้พามาพบความมหัศจรรย์ พร้อมประหวัดนึกเปรียบเทียบความสวยกับวัดพระแก้วที่เคยเห็นมาก่อน
“นี่ละ...สวรรค์...” เสียงตอบเหมือนไม่ยินดียินร้าย
“อยากมีบ้านสวย ๆ อย่างนี้บ้าง...” พยาบาลสาวคิดฝันในใจ...
“อยากอยู่บนสวรรค์แบบนี้...ไม่เห็นยาก...ขอให้มีหิริโอตตัปปะ คือความละอายเกรงกลัวต่อบาป หมั่นทำบุญกุศลเยอะ ๆ ก็ได้มาอยู่” คนพูดตามทันความคิดเหมือนหยั่งรู้จิตใจ
“รู้สึกเวลาคิดอะไรในใจคุณจะรู้หมดเลย...” หญิงสาวพูดด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
“บนสวรรค์หรือโลกทิพย์ โกหกกันไม่ได้...เราสื่อสารพูดจากันด้วยจิต...การหยั่งรู้สภาวะจิตผู้อื่นที่เรียกกันว่า เจโตปริยญาณ เป็นมนุษย์ก็ทำได้ถ้าฝึกฝนสมาธิจนได้ฌานชั้นสูงเสียก่อน” ผู้ที่งดงามยิ่งกว่านางฟ้าอธิบายคนฟังรับรู้แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง...นัก
“สักวันก็จะเข้าใจเอง...” คนพูดไม่ยอมอธิบายต่อ สรุปรวบรัด
“ที่เราพาเจ้ามาที่นี่เพราะต้องการยืนยันความจริงบางอย่าง” ผู้อยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรสีเขียวโศกพูดน้ำเสียงจริงจัง
“ยืนยันอะไร...!”
“ยืนยันว่าเราคือปารมิตา เป็นเทวดารักษาเจ้า...มีความเกี่ยวพันกันมา...ในอดีตชาติ...ต้องร่วมกันรับใช้ปารมาตมัน”
“ใครคือปารมาตมัน?” ผู้มาเยือนย้อนถามไม่เข้าใจ
“รู้เพียงว่าเป็นผู้ควบคุมโลกมนุษย์ นรก สวรรค์ก็พอ...จำให้ขึ้นใจนะศศิประไพ...หน้าที่ของเจ้าก็คือ...ยืนยันความจริงกับวิศวนารถ...ผู้สนองโองการแห่งมหาเทวะ...เมื่อตื่นจากหลับครั้งนี้ สิ่งแรกที่ควรกระทำคือถามความจริงกับบุพการีของตัวเอง...เพราะเมื่อสักครู่นี้เราได้แทรกดวงจิตผ่านร่างกายของเจ้า...สั่งคำยืนยันไว้แล้ว อย่าลืมล่ะ...! ศศิประไพ...ถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับแล้ว...! ค่อยพบกันเมื่อถึงเวลา...”
ภาพหญิงสาวผู้เลอโฉม...หายวับ! พยาบาลสาวรู้สึกดิ่งวูบเหมือนตกจากที่สูงลิบลิ่ว...
“อือ...อ...!” เสียงครางในลำคอ...พร้อม ๆ กับสติกลับคืนดุจเดิม...พลิกตัวขยับไล่ความเมื่อยขบในร่างกาย
“ฝัน...ประหลาด...” คนนอนบนเตียงผ้าใบลืมตาพร้อมครุ่นคิด...
“สิ่งที่ควรกระทำคือถามความจริงกับบุพการีของตัวเอง” เสียงไพเราะเสนาะโสตยังเด่นชัดในความทรงจำ
“ปารมิตา...” จิตหวนนึกถึงความงามของเธอผู้นั้น...
“เราได้แทรกดวงจิตผ่านร่างกายของเจ้าเมื่อครู่นี้เอง...” คำสนทนาในฝันรุกเร้ารบกวน...หญิงสาวนึกหงุดหงิด...รำคาญใจ
“จริงหรือ...?” ชักไม่แน่ใจ “เหมือนไม่ใช่ฝัน”
“เมื่อครู่นี้...เอ๊ะ...!” คนร่างระหงดีดกายลุกนั่งเหมือนนึกอะไรออก
“หรือว่า...ตอนที่หมดสติไปครั้งแรก...สีหน้าของแม่มีพิรุธ...ต้องถามดูให้แน่ใจ...” ศศิประไพให้สัญญากับตัวเอง...
“สงสัยต้องลางานสักวันแล้วล่ะเหนื่อยจริง...” เจ้าตัวตัดสินใจหยุดลากิจ...ทั้ง ๆ เวลายังทันถมเถที่จะแต่งตัวไปทำงานในช่วงนี้
“อ้าว! ตื่นแล้วหรือลูก...?” ผู้เป็นมารดาเงยหน้าจากเตารีดที่กำลังรีดชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตาของบุตรสาวขึ้นมามอง...เมื่อเห็นหญิงสาวเดินโผล่พ้นประตูเข้ามา...
“วันนี้ไม่ไปทำงานแล้วละ...” ร่างระหงทำเสียงงอแง
“ตามใจเถอะจ้ะ...พักผ่อนให้เต็มที่ซักวันก็ดีลูก” คนสูงวัยกว่าคล้อยตามมองดูสีหน้าบุตรสาวมีแววอ่อนระโหยด้วยสายตาห่วงใย
“แม่คะ...!” เสียงเรียกพร้อมกับทิ้งตัวนั่งพิงผนังห้อง ดวงตามองเขม็งจับนิ่งตรงที่ใบหน้าผู้ถูกเรียกค้นหาความจริง...
“ว่าไงจ๊ะ!” ผู้อยู่ในวัยกลางคนชะงักงานเลิกคิ้วถาม
“เมื่อตะกี้หนูหลับ...แล้วฝันประหลาดจัง...” คนพูดน้ำเสียงเรียบเฉยแต่นัยน์ตาจับนิ่งอยู่บนใบหน้าผู้เป็นมารดาไม่กะพริบ...
“เหรอ...จ๊ะ...!” คนฟังตอบรับคำ...ยิ้มเอาใจคนเล่า แต่ต้องสะดุ้งเหมือนถูกน้ำร้อนราดลงบนตัวเมื่อประโยคต่อไปกระทบหู
“มีผู้หญิงชื่อ ปารมิตา มาหาหนูพาไปเที่ยวสวรรค์ด้วยล่ะ”
“หา...!” ผู้สูงวัยเผลอตัวอุทานด้วยสีหน้าตกใจ...อากัปกิริยาที่เกิดขึ้น...หาพ้นการสังเกตของพยาบาลสาวได้ไม่
“เมื่อตอนบ่ายเกิดอะไรขึ้นกับหนูคะแม่...?” หญิงสาวรุกด้วยคำถามรวดเร็ว...ไม่ให้ตั้งตัว
“เอ่อ!...” คำพูดเหมือนติดค้างในลำคอ...ด้วยนึกไม่ถึงจะได้ยินคำถามเช่นนี้
“แม่อย่าหลอกหนูนะ!” พยาบาลสาวสำทับดักทาง
“มะ...ไม่เห็นมีอะไรนี่จ๊ะ!” เพียงแต่เป็นลมธรรมดา ๆ เท่านั้น” ผู้มากวัยตอบหากหลบสายตาส่อพิรุธ...
“ผู้หญิงที่ชื่อปารมิตาบอกให้มาถาม...เพื่อยืนยันความจริง...เธอบอกหนูว่าหนูถูกเขาเบียดแทรกกระแสจิตผ่าน...ใช่หรือเปล่าคะ?” ผู้เป็นลูกสาวไม่ยอมลดละ
“ก็แค่ฝัน...จะไปจริงจังอะไรกันมากมายหือ...ศศิ!” น้ำเสียงผู้เป็นแม่เริ่มแข็งกระด้าง...ที่ถูกรุกเร้า...หนักขึ้น...
“ก็บอกแล้วว่าไม่มีอะไร!!” คนพูดจบคำจมูกพลันได้กลิ่นแปลกปลอมโชยกระทบนาสิก...
“กลิ่นธูปแขก...” คุณดวงแขอุทานในจิต...สีหน้าแปรเปลี่ยน
“มุสา...” เสียงกราดเกรี้ยวแว่ว...แล้วค่อยดังก้องขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนอื้ออึงในสมองครืนครัน!
ผู้เป็นมารดาของพยาบาลสาวรู้สึกตาลายละลานทุกอย่างซ้อนไหว...แค่อึดใจเดียววงหน้าสตรีผู้เลอโฉมก็ปรากฏในคลองจักษุ ดวงตาสวยซึ้งหากมองดูทรงอำนาจสะกดหัวใจ...ผู้คน จับนิ่งมาที่ตน ความรู้สึกบอกได้เพียงประการเดียวว่า...หวาดกลัวจับจิต...จับใจ เธอผู้นั้นกรีดนิ้วที่ขาวผ่องเรียวงามชี้มาเหมือนผู้มากยศศักดิ์ กระทำต่อข้าทาสบริวารปานนั้น...ปากเอ่ยคำพูดเยือกเย็น
“เจ้าบังอาจขัดพระราชโองการมหาเทวะหรือ...?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com