
บทที่ ๗
นัยน์ตาที่เบิกกว้างของภิกษุชรา พลันหรี่ลง...ก่อนเอ่ยคำที่สั่นพร่าแผ่วเบา...
“ชะตา...ขาด...ชะตาของโยมขาดแล้ว...”
“หรือครับ...!?” นักเขียนหนุ่มขมวดคิ้วงุนงงรับรู้
“แสดงว่าผมต้องตายแน่ ๆ ใช่ไหมครับ...” เจ้าตัวถามย้ำเพื่อความแน่ใจ...สีหน้าบอกถึงความกังวลซ่อนอยู่ภายในส่วนลึก
“ก็ไม่เชิง...” ผู้อยู่ในวัยชราตอบห้วน...ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดใจ...หันหน้ามองคู่หูเหมือนขอความเห็น ทว่า...ผู้ติดตามมาด้วยยักไหล่ทำท่าไม่รู้เรื่อง ไม่ออกความเห็นใด ๆ
“ตามเกณฑ์ของดวงชะตาโยมควรจะได้รับอุบัติเหตุร้ายแรงในระยะนี้...ถึงตายเชียวนะ...” ผู้อยู่ในเพศบรรพชิตเงยหน้าจากการพินิจพิเคราะห์ดวงชะตาบนแผ่นกระดาษ...พูดเสียงเอื่อย...คนหน้าขาวขนลุกซู่...แปลกใจในความแม่นยำของผู้ทำนาย
“แม่นจริง...!” ชายหนุ่มรำพึงในจิต
“แปลกอยู่อย่าง...!!” คนอยู่ในอาภรณ์สามผืนสีเหลืองแจ่มพูดเปรย ๆ ชะงักเพียงครู่...ก่อนเอ่ยคำที่คนหน้าขาวไม่เข้าใจ
“ชะตามีเกตุกุมลัคน์...ค่อยยังชั่วหน่อย...”
“หมายความว่าไง...ครับ...!?” ชายหนุ่มสอดคำถามร้อนรน...
“ก็ไม่ตายโหง...” คำตอบสั้นแต่ชัดเจนในความหมาย ก่อนที่จะขยายความยืดยาว
“ลักษณะดวงชะตาอย่างนี้...ที่มีเกตุกุมลัคน์ เป็นผู้ที่มีสิ่งลี้ลับคุ้มครอง หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่าผีคุ้มนะแหละ ถ้าเป็นคนเชื่อเรื่องผีสางเทวดาก็มักจะบอกว่ามีเทพคุ้มหัว...” กล่าวจบหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ...
“นี่คือคำยืนยันหรือเปล่านะ...?” นักเขียนหนุ่มหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านพ้น...ทุกอย่างล้วนแล้วแต่จะประจวบเหมาะกันไปหมด แม้แต่คำทำนายของพระภิกษุที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าขณะนี้
“เออ...ประเดี๋ยวจะนั่งทางในดูให้...ทำจิตว่าง ๆ นะโยม...ชะตามันแปลก ๆ ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจ...” ผู้สูงวัยขยับจีวรให้เข้าที่เข้าทาง...นั่งขัดสมาธิตัวตรง...ฝ่ามือซ้ายหงายวางบนตักมือขวาซ้อนทับ...หลับตานิ่ง...เพียงครู่เดียวภิกษุชราก็ตระหนักถึงวาระจิตดิ่งวูบ เย็นสบาย ลมหายใจที่หยาบจัดละเอียดขึ้น ๆ ๆ...ใจสัมผัสถึง...แสงอันเหลืองนวลสว่างเรือง...แสดงถึงความชำนาญคล่องแคล่วที่เรียกว่า...วสี
“เข้าสู่อุปจารสมาธิเตรียมก้าวเข้าปฐมฌาน...” จิตตอบตนเอง...บาทแรกของสมาธิคือ...วิตก วิจารณ์...และปีติ...
“วิตก...คือการครุ่นคิด...วิจารณ์คือการเคล้าคลึงอารมณ์ให้เป็นหนึ่ง...” เสียงของครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอนอยู่ใต้จิตสำนึกของผู้มากด้วยวัย... จิตเคลื่อนคล้อยสู่ปีติ...เย็นเบาสบาย...อาบเอิบ...ฉ่ำสุข...
“องค์ฌานที่สอง...สาม...” จิตรู้ขานบอกถึงวาระดิ่งเข้าหาสมาธิ...เอกคตารมณ์...คือความเงียบสงบ...สงัดจากวิตก...วิจารณ์...ปีติ...สุข...ที่เรียกว่าสงัดในกามทั้งหมดแล้ว วางเฉย
“ถอยสมาธิกลับคืน...” จิตที่อยู่เหนือร่างกายสั่ง...เหมือนเดินทางย้อนกลับ...
“อธิษฐานขอรู้...” จิตสั่งชัดเจนเมื่อกลับมาถึงอุปจารสมาธิ...ประกายเรืองแสงเจิดจ้า...ตรงกลางขาวอมเหลืองแจ่มจรัสเหมือนพระจันทร์เพ็ญประกายรัศมีเรืองรอบ...สีม่วงอมแดง...ระเรื่อขอบนอกสุดม่วงเข้มคล้ายสีดอกอัญชัน..งามระยับตา
หลวงพ่อ...เพ่งกระแสพลังจิตเข้าสู่กึ่งกลางดวงแสงขาวนวลนั้นทันที...พลัน...! ขนาดของดวงแสงขยายใหญ่ขึ้นดุจลูกโป่งพองลม...
“ปฏิภาค...นิมิต...” จิตรู้ตอบอีก...
“ขอรู้ชะตา...ของบุคคลผู้นี้” คำอธิษฐานผุดขึ้นกลางมโน...
“...........!!?” เงียบไม่มีรหัสรู้ใดบ่งบอก...
“ขอรู้ชะตาบุคคลผู้นี้...” จิตถามซ้ำ...อีกหน...ไม่มีคำตอบเช่นเดิม...หากมีภาพหนึ่งซ้อนขึ้นกลางดวงแสงในนิมิต...วูบ!
“พระศิวะเทพ...” คำตอบ...อุบัติขึ้นโดยพลัน...รูปกายที่กระจ่างชัดในจิตบัดนี้คือ บุรุษผู้มีเส้นผมสีดั่งทองอุไรเป็นลอนคลื่นสลวยสยายบ่า...บนเกศมุ่นผมเสียบพระเกศาด้วยปิ่นปักจันทร์เสี้ยวแวววามคล้ายแก้วเจียระไน...รูปพักตร์หาใดเสมอเหมือนวงพักตร์เรียวคมเข้ม...กลางพระนลาฏมีดวงเนตรหลับพริ้มปรากฏอีกหนึ่ง...วรองค์ สูงโปร่ง...ผิวกายนวลนุ่มดังน้ำผึ้ง...หัตถ์กุมตรีศูลผงาดน่าเกรงขาม รอบวรกายทอรัศมีสีรุ้งฉายฉานปานเพชรน้ำดี...ฉะนั้น
“บุรุษผู้นี้อยู่ใต้อุ้งหัตถ์...แห่งข้า” พระโอษฐ์แม้ไม่ขยับ...แต่กระแสเสียงกลับชัดถ้อยชัดคำอึงอลสนั่นจิตของผู้ทรงศีล...ภาพที่ปรากฏในจิต...หายวับ! ภาวะจิตคืนสู่ปกติอีกครั้ง
“โยม...มีเทวดาคุ้มครอง...” เสียงพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ...หลังจากผู้อยู่ในเพศสมณะลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิ
“เป็นไปได้อย่างไร...ครับ...หลวงพ่อ...” คนถูกระบุว่าชะตาขาดทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อถือ...
“ตามใจเถอะโยม...ถ้าหากเชื่อคำดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่าโอปปาติกะมีจริง...ก็ต้องเชื่อว่าเทวดามีจริงเหมือนกัน...” ภิกษุชรา...พูดน้ำเสียงเรียบเฉยไม่สนใจว่าคนหน้าขาวที่นั่งตรงหน้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ...
“แล้วถ้ามีเทพคุ้มครองจริง...เป็นเทพองค์ไหนครับ” นักเขียนนวนิยายโรมานซ์ถามเหมือนลองภูมิ...
“พระศิวะเทพ...” คำตอบห้วน...แต่ดังชัด ผู้อ่อนวัยกว่าสะดุ้งโหยง...เพราะแม่นเหมือนจับวาง
“เป็นไปได้ยังไงวะ...?” ชายหนุ่มอุทานในใจ...ขนลุกซู่ทั้งตัว...แต่เจ้าตัวพยายามข่มสีหน้าเหมือนไม่ยินดียินร้าย...
“หลงพ่อ...พูดเป็นเล่นไปได้...ไม่เห็นสนุกตรงไหน นั่งหลับตาไม่ถึงห้านาที...ลืมตามาพูดเป็นตุเป็นตะ” ปรเมศว์บรรณาธิการหนุ่มโพล่งวาจาขัดคอ...สีหน้าเยาะหยัน...คนคิ้วเข้มหันหน้าส่งสายตาตำหนิคนปากพล่อย...ให้สงบปากสงบคำ
ผู้มากวัยในเพศบวช...หัวเราะหึ! ก่อนเอ่ยคำพูดไม่ใยดี
“อาตมาเป็นพระไม่เคยมุสา...ของอย่างนี้คนทันสมัยเช่นโยมเชื่อยาก...ไร้ประโยชน์ที่จะอธิบาย...”
“แต่ผมเชื่อครับ...! หลวงพ่อ...” นักเขียนหนุ่ม...รับส่งเสียงหนักแน่นยืนยัน
“รู้ว่าเชื่อ...แต่กำลังทดสอบเพราะไม่แน่ใจ...” หลวงพ่อดักคอ...ชายหนุ่มเย็นวาบบริเวณสันหลังเพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกแบไต๋...ความคิดของตน แสดงถึงจิตรู้ว่องไวของอีกฝ่าย...
“เอาเรื่องแฮะ...หลวงพ่อองค์นี้...” เจ้าตัวคิด...นึกทึ่งในความสามารถของพระผู้ทรงศีล...
“ของอย่างนี้พระพุทธองค์บอกแล้วว่าเป็น ปัจจัตตัง...ผู้ปฏิบัติเองย่อมรู้เอง...คนไม่ทำแล้วหาว่าคนอื่นเหลวไหล...เพ้อเจ้อนั่นแหละเป็นวิสัยของผู้มีใจมืดมัว” คนสูงวัยพูดเอื่อย ๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง...นักเขียนหนุ่มยิ้ม...เพราะรู้ว่าพระกำลังเทศนาเจ้าเพื่อนผู้ปากพล่อย
“สมน้ำหน้า...ไอ้คนปากไม่มีหูรูด” ชายหนุ่มแอบหัวเราะในใจ...ชำเลืองแลดูบรรณาธิการหนุ่มด้วยหางตา...เห็นวางสีหน้าปั้นยาก...ไฉนเลยปรเมศว์จะไม่รู้ว่ากำลังโดนหลวงพ่อพูดเหน็บ
“ปากจัดเอาเรื่องเว้ย...!” คนปากพล่อยว่าในใจ...แต่ทำทีไม่สนใจฟัง แหงนเงยมองดูเพดานที...ข้างฝาทีทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
“เห็นบอกจะอาบน้ำมนต์...รึโยม” ภิกษุชราหันความสนใจมายังวรุตอีกครั้ง...ทวนคำขอของผู้มาเยือน
“ใช่ครับ...!”
“เณร...!” ผู้ทรงศีลส่งเสียงเรียกเณรน้อยที่นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนกุฏิ
“ครับหลวงพ่อ...!” เสียงขานรับ...จากใต้ถุน
“จัดที่อาบน้ำมนต์ให้ที...” ผู้มากวัยสั่งการเณรน้อยผู้คุ้นเคยกับพิธีรดน้ำมนต์ของเจ้าอาวาสมานาน...ก่อนหันมาสนทนากับผู้มาเยือน...อีกครา...
“คิดยังไง...ถึงขออาบน้ำมนต์...ล่ะโยม...?” น้ำเสียงอ่อนโยนลง...เลิกคิ้วเกลี้ยงเกลาถาม...
“ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลครับ ถูกรถชนปางตายหลับไปตั้งสิบกว่าวัน...ฟื้นมาได้ไงก็ไม่รู้...?” คนคิ้วเข้มบอกสาเหตุของการขออาบน้ำมนต์
“อย่าไปยึดไปติดอะไรเลย...โยม...อาบน้ำมนต์ทำให้สบายใจเท่านั้นแหละ...มันสำคัญที่ใจ...การประสบทุกข์ในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นกรรมที่สะสมจากอดีตชาติ...ที่เราเรียกว่า บุพกรรมทั้งนั้น...ที่ถูกรถชนแล้วรอดมาได้ก็เป็นกรรมเก่าเป็นอกุศลกรรมตามตัดรอน...แต่กุศลกรรมตามมาช่วย...ให้พ้นความตาย เทวดาที่คุ้มกายของโยมนั่นแหละคือกุศลกรรมที่เกี่ยวพันกันมา...ทุกอย่างต้องมีเหตุถึงจะมีผลทั้งนั้น...” ภิกษุชราภาพพูดยืดยาว...ชายหนุ่มเข้าใจเองว่าพระผู้สูงอายุกำลังเทศน์อบรมจึงพนมมือหลับตานิ่งฟังอย่างตั้งใจ...
“น้ำมนต์...ที่จะทำให้อาบก็เป็นพุทธมนต์บัญญัติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดาประทานให้...ในสมัยพุทธกาลเกิดเหตุโรคระบาดทั่วเมืองก็เลยให้พระสาวกทำพิธีเสกน้ำพุทธมนต์พรมขจัดทุกข์ให้สัตว์โลก...เรียกว่าพระปริตคาถา...แปลความก็คือขจัดภัย...ขจัดทุกข์ ขจัดโรค ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขเท่านั้น...!! แหละโยม...ส่วนความสำเร็จหรือผลที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีกรรมชั่วของแต่ละบุคคลที่ทำมาเป็นปัจจัยหนุนส่ง...ทั้งสิ้น...แต่คนเราก็ถือการพรมการอาบน้ำมนต์ เป็นธรรมเนียมประเพณีสืบกันมา...เป็นอุปาทาน...เป็นเคล็ดเป็นอุบายเพื่อ...ความร่มเย็นเป็นสุข...” จบคำผู้สูงวัยหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ สายตาบอกถึงความปรานีที่ฉายออกมาอย่างเห็นชัด
“เสร็จแล้วหลวงพ่อ...” เสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากเบื้องล่าง
“เชิญข้างล่างเลย...น้ำมนต์ที่อาบให้ใช้น้ำมนต์ในโบสถ์พระประธาน...เชียวนะ” หลวงพ่ออวดสรรพคุณ สถานที่ใช้อาบน้ำพุทธมนต์ คือลานกว้างด้านหน้าของกุฏิหลังเล็กนั่นเอง...นักเขียนหนุ่มนั่งเหยียดเท้าลงบนตั่งไม้ตัวเตี้ย ข้าง ๆ ตัวมีถังน้ำเป็นโลหะบรรจุน้ำพุทธมนต์เต็มเปี่ยม...น้ำตาเทียนคล้ายดอกพิกุลลอยรายเรียงเหนือผิวน้ำ
“ตั้งใจนะ...ทำจิตให้ว่างคิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นพี่พึ่ง...ขอความร่มเย็นเป็นสุข...ให้เกิดแก่ตัวเรา...” เสียงเตือนจากหลวงพ่อให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย...ชายหนุ่มหน้าขาวหลับตาพนมมือจรดอก...น้อมจิตมั่นสวดมนต์ในใจ...
“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ...ธัมมังสะระณังคัจฉามิ สังฆังสะระณังคัจฉามิ...”
ผู้อยู่ในอาภรณ์สามผืนสีเหลือง...ยื่นมือหยิบดอกบัวสามดอกจากมือของสามเณรที่ยืนอยู่ข้างตัวยกขึ้นอธิษฐานขอบคุณแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนเด็ดเฉพาะดอกบัวจากก้านวางลงในถังน้ำมนต์
“อิติปิโส วิเสเสอิ......อิเสเสพุทธนาเมอิ...
อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ...........ฯ”
เสียงเจริญคาถามงกุฎพระพุทธเจ้างึมงำ สามจบก่อนจ้วงขันโลหะลงตักน้ำพุทธมนต์ราดรดลงบนศีรษะของชายหนุ่ม...แล้วท่องพระคาถาชินบัญชรสำทับอีกที...
“ชะยะสะนากะตาพุทธา เชตะวามารังสะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภังระสัง...เยปิวิงสุนะราสะภา...ตัณหังกะราทะโยพุทธา......” ปากท่องบ่นคาถาจิตแผ่เมตตามือตักน้ำพุทธมนต์ราดรดลงร่างของอีกฝ่ายเปียกโชก
เพียงน้ำขันแรกกระทบ วรุตถึงกับสะดุ้งเฮือก...เย็นวาบบริเวณสันหลัง...ขนลุกซู่...หนาวสะท้านถึงอก...เพียงครู่เดียวก็รู้สึกชาซ่านทั่วตัวตน
ขอให้สิ้นเคราะห์หมดโศกโรคภัย...มีแต่ความสุขเถิด” นักเขียน...อธิษฐานขอในใจแน่วแน่
เสียงเจริญพระคาถาจบลง พร้อมกับน้ำขันสุดท้าย...เช่นกัน!
“เสร็จแล้ว...โยม” ผู้ชราเอ่ยคำแสดงถึงการจบพิธีอาบน้ำพุทธมนต์...นักเขียนหนุ่มก้มกราบขอบคุณอย่างนอบน้อมอีกครั้ง
“อายุ วรรโณ สุโข พลัง...” เสียงให้พรแผ่วจากปากผู้ทรงศีล...
“สาธุ...” วรุต...น้อมรับพร
“ผลัดเสื้อผลัดผ้าก่อนนะ...อย่าเพิ่งกลับล่ะ...! เดี๋ยวมีเรื่องคุยกันหน่อย มีธุระรีบร้อนหรือเปล่า...” หลวงพ่อเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลสีหน้ายิ้มอ่อนโยน
“ไม่รีบหรอกครับหลวงพ่อ...”
“เสร็จแล้วตามขึ้นไปนะ” คนเป็นพระสั่งคำก่อนหันหลังขึ้นกุฏิหลังเล็ก
เสียงกระดานพื้นกุฏิลั่นเบา ๆ เมื่อคนหน้าขาวเสร็จสิ้นการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับขึ้นมาใหม่ ภิกษุรูปเดิมนั่งบนอาสนะรอท่าอยู่แล้ว
“มา...มา...คุยกันต่อ...” เสียงชักชวนด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม...ทีท่าสนิทสนมมากขึ้น เจ้าคู่หูยังนั่งนิ่งทำทองไม่รู้ร้อนอยู่ที่เดิม
“ปกตินั่งสมาธิบางหรือเปล่า...?” คำถามทะลุกลางปล้อง
“ไม่ค่อยได้ปฏิบัติหรอกครับ...นาน ๆ ทำสักหน...” วรุตหัวเราะเมื่อถูกถาม...เรื่องปฏิบัติสมาธิ
“แล้วเวลาทำ ๆ ยังไง...” เสียงซักถามรุก...จริงจัง
“ก็กำหนดใจให้ว่าง ๆ อ่านหนังสือเห็นบอกให้ท่องพุทโธ...กำกับ ก็พุทโธตาม...แต่ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลย เขาว่าเห็นโน่นเห็นนี่แต่ผมไม่เคยเห็นอะไรสักที...ใจมันคอยคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อย หนักเข้าหลับไปเลย” นักเขียนหนุ่มนึกขำตัวเองหัวเราะทิ้งท้าย โชว์ฟันขาวเป็นระเบียบ...หากหลวงพ่อทำสีหน้าเฉย...ก่อนพูดเสียงราบเรียบช้าชัด...
“การทำสมาธิ...เป็นเรื่องสำคัญนะโยม...เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์รู้จริงเห็นจริง...” ผู้มากวัยหยุดทิ้งช่วงเล็กน้อยก่อนถามคำสั้น ๆ แต่กังวานจนเกินวัย
“อาตมาจะสอนให้เอาไหม...?” ผู้อ่อนวัยกว่าสีหน้างุนงงเล็กน้อย แต่รีบตอบชัดถ้อยชัดคำ
“ดีครับ...!”
“งั้นวันพฤหัสหน้า...เตรียมดอกไม้ธูปเทียนแพมาหาอาตมาที่นี่ก็แล้วกัน...” ผู้ทรงศีลตอบเหมือนไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า...คำพูดโพล่งออกมาโดยอัตโนมัติจนตัวเองนึกประหลาดใจ...เหตุไฉนจึงมีความผูกพันต้องชะตากับ...บุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้าขณะนี้ก็ไม่รู้ได้
“ผมฝากเงินทำบุญกับหลวงพ่อครับ...” นักเขียนหนุ่มยื่นซองบรรจุเงินให้กับพระสงฆ์วัยชรา...เมื่อได้เวลาพอสมควรจึงกราบลา ลงบันไดกุฏิไป...โดยมีคู่หูปากพล่อยที่จำต้องเย็บปากสนิทเดินตามหลังอย่างไร้พิษสง...
“ก็คงช่วยได้แค่นี้ละนะท่าน” ผู้อยู่ในอาภรณ์สามผืนพูดพึมพำ...เหมือนจะบอกให้ใครรับรู้สักคน...สายตาพร่ามัวด้วยวัยชราเลยแล...ออกไปยังหน้าต่างข้างตัว...ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนเอ่ยคำแผ่วในลำคอ
“ผู้สูงศักดิ์...ที่น่าเวทนา...”
เรือนไม้หลังเล็กสองชั้น...ทาสีขาวตั้งอยู่กลางสวนพันธุ์ไม้นานาชนิด...รายรอบบริเวณให้ความร่มรื่นกับตัวบ้านอย่างดีเยี่ยม รั้วบ้านก่อเป็นอิฐบล็อคสูงระดับสายตา...ถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อยพวงแสดใบเขียวชะอุ่มสลับกับดอกสีส้มบาดตา
หญิงสาวร่างระหงผิวบอบบาง...รูปหน้าเรียวสวย...ที่สะดุดตามากที่สุดก็คือนัยน์ตากลมโต...ดำขลับ อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีเหลืองสดเสื้อยืดขาวลายการ์ตูนสีลูกกวาดนอนเอกเขนก...อ่านแมกกาซีนสำหรับผู้หญิงบนเตียงผ้าใบ...ใต้ร่มไม้ของต้นมะม่วงในบริเวณบ้าน
“เฮ้อ...! กำลังมันส์เชียว...จบอีกแล้ว...!” เสียงบ่นไม่สบอารมณ์...พร้อมกับวางหนังสือลงบนอก
“คนบ้าอะไรก็ไม่รู้เขียนหนังสือดีจริง ๆ” คนพูดนึกถึงใบหน้าของเจ้าของบทประพันธ์ที่ตนคุ้นเคย...นึกถึงใบหน้าอันขาวจัดคิ้วเข้ม ตัวสูงโปร่งตาเศร้า ๆ แต่ท่าทียโสยิ่ง...มิใช่ ใครอื่นคือ วรุต นักประพันธ์หนุ่มที่กำลังประสบชะตากรรมอันน่าประหลาดผู้นั้น
“ศศิ...ยังไม่เตรียมตัวไปทำงานอีกหรือจ๊ะ...” เสียงใสของผู้อยู่ในวัยกลางคนตะโกนถาม...มาจากในบ้าน
“เดี๋ยวจ๊ะ...” คนผิวบางที่นอนบนเตียงผ้าใบ...รับคำพลิกข้อมือมองดูนาฬิกาเรือนจิ๋ว...
“เพิ่งบ่ายสองเอง...วันนี้เข้าเวรค่ำจ้ะ...! ห้าโมงค่อยเตรียมตัวก็ยังทัน” พูดจบ...ผุดลุกขึ้นนั่งแต่ต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะรู้สึกปวดหลังรุนแรง...
“เป็นอะไรนะ...สองสามวันมานี้เป็นอย่างนี้เรื่อยเลย” หญิงสาวนึกถึงอาการประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนภายในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมา อาการที่ว่าก็คือ...ปวดแถวบริเวณกระเบนเหน็บ...หนักบ่าหนักไหล่เมื่อยต้นคอเหมือนแบกอะไรสักอย่างไว้บนบ่า สลับกับอาการพะอึดพะอมคลื่นไส้เป็นประจำ...บางครั้งมึนงงไร้สาเหตุ...
“คงไม่เป็นไรมั้ง...” พยาบาลสาวคิดในใจ...ขยับลุกยืน...หวังก้าวเดินเข้าบ้าน...แต่พลันรู้สึกหน้ามืดวูบในทันใด...ตาพร่าเหมือนเห็นแสงสว่างจ้าฉายฉาน ร่างกายเบาโหวงควบคุมไม่ได้...เจ้าตัวเซแซด ๆ...ไปปะทะโคนต้นมะม่วง หญิงสาวอุทานลั่น...
“เป็นอะไรไปล่ะนี่...!”
-----------------------------------------------
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com