การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๖ by ร่าง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
6 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#206]

บทที่ ๖

 

          เสียงที่รู้สึกคุ้นหูถาม มีแววตัดพ้อ...ไฉนเลยวรุตจะลืมเลือนได้ ก่อนที่จะหลับตาสักครู่นี้ ก็ยังเฝ้าคำนึงถึงเธออยู่ด้วยความอาวรณ์...อยากให้ความฝันกลับกลายเป็นจริง...

          “ปารมิตา...” คนหน้าขาวทวนชื่อหญิงคนรักดุจจะไถ่ถาม

          “มาพบอีกแล้วหรือ...? คิดถึงจัง”

          “คนดื้อรั้น...!!” เสียงต่อว่าลอยล่องมาแต่ไกล...แต่ชายหนุ่มมั่นใจ...เป็นเธอผู้นั้นแน่นอน

          “ฟังข้านะวิศวนารถ...ผู้เป็นที่รักของข้า...ยามนี้ท่านเป็นชาวมนุษย์โลก ที่มีกายหยาบเป็นคูหาแห่งดวงจิตวิญญาณ จึงไม่แปลกลังเลสงสัยเสมอ เพราะกายหยาบเป็นอวิชชาห่อหุ้มความเปรื่องปราดของดวงจิต...อันจะเป็นสิ่งที่สร้างความเขลาให้กับมนุษย์...แต่ท่านเป็นอณูแห่งเทวะ มีสัญญาเดิมผูกติด...จึงไม่เป็นการยากสำหรับค้นหาความจริง...ในความลี้ลับของวิญญาณ และโลกทิพย์อันเป็นภพเดิมของตน” เสียงจำนรรจา...ช้าชัดราบเรียบนุ่มหูชะงักคำเล็กน้อยก่อนเอื้อนเอ่ยคำหวานแว่วต่อไปอีก

          “นี่คือสัจวาจาแห่งข้า...ปารมิตา...ผู้ซึ่งรอคอยท่าน ฟังให้ดีนะ...ทุกสรรพสิ่งในห้วงจักรวาลนี้ประกอบด้วยพลังงานที่ตาหยาบของมนุษย์สัมผัสมิได้ เสมือนวิญญาณของโอปปาติกะที่ไม่สามารถมองเห็นเช่นกัน...ค้นหาเถิดวิศวนารถ ค้นหาจิตแท้จิตเดิมของตน เพราะจิตคือความยิ่งใหญ่...ควบคุมกระแสกรรมที่พัดพาได้แน่นอน...จะเป็นเทวะหรือมนุษย์และดิรัจฉานก็เพราะจิตเป็นผู้ชี้นำทั้งสิ้น...พิสูจน์ให้เห็นแจ้งประจักษ์ชัด...สิ! วิศวนารถหากมนุษย์เชื่อว่าตนเป็นเวไนยสัตว์”

          เสียงเจรจาที่ไพเราะมีแววท้าทายน้อย ๆ กล่าวยืดยาวน่าฟัง...ชายหนุ่มตอบรับในจิต

          “จะทดลองดูสักหน...”

          “เราหวังเช่นนั้น...วิศวนารถ...! จงหาเหตุผลเช่นมนุษย์ผู้มีสติปัญญา...พลังงานใด ๆ ในจักรวาลย่อมไม่สูญหายเฉกเช่นพระคงคายามต้องแสงสูรย์ ย่อมสลายเป็นหมอกเมฆ...แล้วหวนคืนกลับสู่หยาดน้ำอีกครา...หลังจากวันนี้...สิ่งที่ข้าร้องขอต่อท่านคือ...ปรับดวงจิตของท่านสู่วิถีแห่งฌาน...ด้วยสมาธิปัญญา...เพื่อสู่ความว่าง...แล้วท่านจะพบความจริง...” เสียงระรื่นเสนาะโสต...ทอดเสียงช้าลงแล้วหยุดหายไป...

          “เดี๋ยวก่อน...! ปารมิตา...” คนหน้าขาวเรียกไว้ แต่ทุกอย่าง...เงียบ...ไร้วี่แวว

          ...!?

          เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังแผ่วในโสตนักเขียนหนุ่ม หรี่ตา...จับ...กระแสเสียงอู้อี้...ไม่ใคร่แจ่มชัด

          “ใคร...?” ปากเผยถาม ตาที่หรี่พยายามปรับภาพ...ประสาทหูคืนสภาพดุจเดิม...คราวนี้ได้ยินชัดเจน...

          “ตื่นแล้วหรือคะ...?” เสียงสตรีแม้จะไม่ไพเราะระรื่นหู...แต่เป็นเสียงของผู้ที่...ห่วงหา...อาทรยิ่งนัก ไม่มีใคร...นอกจากหญิงวัยกลางคนที่จงรักภักดี...ต่อตนเสมอมา

          “อืม...ม์...น้าแม้นหรือ...?” เสียงรับคำในลำคอ...ถามกลับเพื่อความแน่ใจ...ทั้ง ๆ ที่รู้ชัดว่าใคร...

          “ค่ะ...! อิฉันเอง...แม้นเองค่ะ” เสียงตอบชัดถ้อยชัดคำ...ชายหนุ่มรู้ว่ามีมืออันอบอุ่นคู่หนึ่งกำลังกุมมือของตนบีบปลอบอ่อนโยน...

          “อิฉันเป็นห่วงแทบแย่...กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่รู้จะช่วยยังไง ได้แต่สวดมนต์...ภาวนา...ให้คุณ...วรุต...” น้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำเมื่อครู่...เริ่มสั่นพร่า สะดุด...พลันคนคิ้วเข้มรู้สึกถึงความเปียก...อุ่นกระทบบริเวณท่อนแขน...จึงหันหน้าเขม้นมองคนมากวัย...พร้อมขยับมือเปลี่ยนมากุมมือของหญิงรับใช้บ้าง บีบเบา ๆ ตอบแทน...ความห่วงหาที่ได้รับ

          “ร้องไห้ทำไมล่ะน้าแม้น...ยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกน่า เอ!...หรือเสียใจที่ฟื้น...อดได้สมบัติฉิบ...!” คนไข้ทั้ง ๆ ที่ยังนอนแบ่บอยู่บนเตียง พยายามยั่วเย้าทำทีไม่ทุกข์ร้อน...หากสังเกตชัด ๆ นัยน์ตามีแววหม่น...ด้วยสำนึกเสียใจที่ทำให้คนที่นั่งตรงหน้าทุกข์ร้อนเพราะตน...คนใกล้ชิดไฉนจะไม่รู้...หัวเราะหึในลำคอ

          “โธ่...ถัง...คุณวรุตนี่ละก้อ จะตายยังไม่วายตลกอยู่ร่ำไป...” ปากต่อคำ แต่ละมือจากการเกาะกุมของผู้อ่อนวัยกว่ายกป้ายน้ำตา หัวเราะแบบขัน ๆ ในความเป็นคนเจ้าน้ำตาของตัว...

          “เฮ้ย! มัวออดอ้อนอยู่ได้...ได้บ้าฟื้นแล้วดันปล่อยให้นั่งรออยู่ได้ตั้งค่อนวัน...” เสียงกวนโทสะจริตที่ทั้งรักทั้งชัง...ปรากฏ...

          “ไอ้ฉิบหายเมศว์...” คนคิ้วเข้มสบถในใจ...

          “หนังเหนียวจริง ๆ พับผ่า...! อุตส่าห์...จองวัด สั่งโลงจำปารอ...เจ๊กขายหีบศพร้องไห้...ขี้มูกโป่ง...เมื่อรู้ว่าเอ็งฟื้น...” คนยั่วกิเลสเบื้องต่ำยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ไม่ออมปากออมคำ

          “คุณ...ปรเมศว์...ค่ะ...!” สตรีวัยกลางคนขัดคอ...สุภาพ เตือนคนช่างยั่วให้เห็นใจคนป่วย

          “เฮ้ย...! น้าแม้นกะคนอื่นผมไม่ไร้ มรร-ยาทหรอก แต่กะไอ้นี่มันต้องจวกให้อร่อย...หนอยแน่...ทำให้เป็นห่วงมันแทบตาย...น้ำหนักลดไปตั้งสามขีด...ที่เจ็บช้ำคือหนังสือที่ขายดีที่สุดในประเทศ...ขาดนวนิยายรักน้ำเน่ามาสองอาทิตย์...ต้องมานั่งรับโทรศัพท์ด่าของชาวบ้านทั้งประเทศ...หูอักเสบหมด...งานก็ทำไม่ได้...เพราะมันคนเดียว” ท่าน บอ.กอ. หอกดาบของนักเขียนหนุ่ม ร่ายโศลกยาวเฟื้อย...น้ำเสียงดุจคั่งแค้น...หากแต่แววตาบอกถึงความดีใจล้นอก...ที่เห็นเพื่อนรักไม่ถึงกับต้องลงโลงเผาผีกัน
         
          “...!?” คนนอนแบ่บอยู่บนเตียงนอน มองหน้าคนพูดมาก...ไม่ขยับปากโต้ตอบ...สีหน้าปั้นยากจะว่าดีใจก็ไม่ใช่เสียใจก็ไม่เชิง...ตาแวววาม...รับรู้ส่วนลึกของจิตใจชายหนุ่มจอมยั่วที่ยืนตรงหน้า...

          “รุต...เอ๊ย...เอ็งทำข้าเป็นห่วงแทบตาย...” เสียงความนึกคิดของ บอ.กอ.หนุ่มดังแว่วในจิต...ชัดเจนเหลือเกิน...สีหน้าฉงนใจของคนหน้าขาวทำให้ปรเมศว์ขมวดคิ้วเอ่ยถาม

          “เป็นอะไรวะ? เสือกไม่พูด...มองแต่หน้า แถมยังทำตาประหลาด ๆ อีก ท่าจะบ้า...มั้ง...ไอ้นี่...”

          “ท่าจะบ้ามั้ง” นักเขียนหนุ่มทวนคำอยู่ในใจ

          “ใช่ท่าจะบ้า...แน่ ๆ ดันได้ยินได้รู้ว่าคนที่ยืนอยู่คิดอะไร...” คนวัยสามสิบ...ครุ่นคิด...ปากหลุดประโยคที่รับรู้ในจิต

          “รุตเอ๊ย! เอ็งทำข้าเป็นห่วงแทบตาย...” ปากเอ่ยย้อนคำชัดเจน...บรรณาธิการหนุ่มสะดุ้งโหยง

          “ไอ้นี่มาแปลก...เว้ย...!” ปรเมศว์อุทานในใจหากต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง...เมื่อคนที่นอนบนเตียงทวนความคิดของตนอีกหน

          “ไอ้นี่มาแปลกเว้ย!”

          “เฮ้ยเอ็งฟื้นปุ๊บเป็นผู้วิเศษปั๊บเลยหรือวะนี่” คนช่างยั่วพูดแทบเป็นเสียงตะโกน สีหน้างุนงงสงสัยเหลือกำลัง...คนฟื้นจากฝัน...แปลกใจกว่าอีกหลายเท่า

          “อะไรกัน...?” คนหน้าขาวขมวดคิ้วแทบจรดกัน...ใจนึกลองฟังความคิดเพื่อนอีกที

          “...!” เงียบ! เสียงที่ได้ยินหายไปแล้ว

          “เฮ่อ! ฟลุ้คน่า...!” รำพึงในใจ...โล่งอก...

          “...เมศว์...! ขอโทษที่ทำให้งานเสีย...” นักเขียนหนุ่มเอ่ยคำพูดที่ฟังแปลกหู เพราะทุกครั้งวิธีพูดคุยกับเพื่อนรุนแรงเอะอะพาโวย เอ็ง-ข้าทุกคำ

          “เรื่องเล็ก...เว้ย! รุต...ก็ดีจะได้รู้ว่านวนิยายที่บางคนมันหาว่าน้ำเน่านักน้ำเน่าหนาน่ะมันสำคัญต่อคนอื่นแค่ไหน...คนเรามันแกล้งหนีตัวเองทั้งนั้นแหละวะ อยากจะพูดเพราะ ๆ กับคนอื่น...อยากให้คนอื่นพูดภาษารักหวาน ๆ หูให้ตัวเองแต่ไม่กล้า...หลบหาความอ่อนหวานในนวนิยายโรมานซ์ชุบหัวใจตนทั้งนั้นแหละ...!” จอมยั่วปรับน้ำเสียงพูดจาจริงจัง...คนหน้าขาวนอนบนเตียง สงบคำยิ้มน้อย ๆ มุมปาก...หันหน้าหาคนวัยกลางคนถามรายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บไข้...

          “หมอว่าอย่างไรบ้างน้าแม้น...อยากกลับบ้านแล้วละ...”

          “ต้องพักฟื้นก่อน...จะรีบร้อนไปไหนคะคุณ...” ผู้สูงวัยกว่าปราม...แต่ตอบไม่ตรงคำถาม เพราะเจ้าตัวก็ไม่ได้ยิน...ไม่ได้ฟังรายละเอียดจากแพทย์ รู้เพียงอย่างเดียวในระยะแรก ๆ ว่าผู้เป็นนาย... ‘โคม่า’...แต่ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร...

          “อ้อ! คุณศศิมาเยี่ยมคุณวรุตตั้งหลายหน...” ผู้เป็นบ่าวนึกขึ้นได้ว่าพยาบาลสาวสวยที่เดชาคลินิก...มาเยี่ยมเยียนขณะคนเจ็บยังนอนไร้สติอยู่หลายครั้งหลายครา

          “ศศิประไพ...” นักเขียนหนุ่มทวนคำ ใจประหวัดถึงเธอผู้นั้น คลับคล้ายมีคำถามอยากถามเธอ...แต่ยังนึกไม่ออก...จะถามกระไร...? ได้แต่นึกขอบคุณในความห่วงหาของพยาบาลสาวที่มีต่อตนเงียบ ๆ

          “คงได้เจอในวันสองวันนี้แน่...” คนหน้าขาวมั่นใจ

          “เฮ้ย!...รุต...กลับก่อนละนะ...วันหลังมาเยี่ยมใหม่...” ท่านบรรณาธิการทะลุกลางปล้องตามนิสัย...ล่ำลากันง่าย ๆ นักเขียนหนุ่มพยักหน้าตอบรับ...

          “ผมลาละ...น้าแม้น...ฝากไอ้รุตด้วย...” ไม่วายที่จะเอ่ยลาคนสูงวัยผู้ภักดีของเพื่อน...จบคำก็ก้าวหายออกจากห้อง ปล่อยให้นายบ่าวอยู่กันตามลำพังสองต่อสอง

          เพื่อนผู้มีตำแหน่งบรรณาธิการกลับไปแล้ว...นักเขียนหนุ่มนอนมองเพดานห้องนิ่งเงียบ...สมองกลับคิดค้นหาคำตอบให้ตัวเอง...ไม่เชื่อหรือ...? ก็ตอบยาก...หากเชื่อก็เกินรับ...!! ทุกวันนี้เป็นยุควิทยาศาสตร์...เทคโนโลยีชั้นสูงถูกนำมาใช้ทั่วโลก...ถึงยุคคอมพิวเตอร์แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไร...?

          “พยานหลักฐานก็ไม่มี...” เจ้าตัวคิดบ่นกับตัวเอง

          “ขืนพูดกับใคร...คนต้องหาว่าเราเสียสติแน่นอน...” คนไข้หนุ่ม...รู้สึกอึดอัดกับเหตุการณ์ที่เกิดกับตน ทำใจรับไม่ได้สักหนทางเดียว

          “คุณวรุตคะ...!” น้าแม้นของชายหนุ่มขัดจังหวะความครุ่นคิดด้วยเสียงเรียก

          “อะไรหรือ...น้าแม้น...”

          “คุณ...วรุต...อย่าหาว่าแม้นเพ้อเจ้อนะคะ” สตรีกลางคนออกตัวคล้ายกลัวถูกตำหนิ

          “พูดมาเถอะ...น้าแม้น”

          “เมื่อคืนก่อนโน้นน่ะค่ะ...อิฉันแปลกใจจริงจริ้ง...” คนพูดกลืนน้ำลายลงคอก่อนเอ่ยปากพูดต่อ

          “อิฉันได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้...ห้อมหอมทั่วบ้านเลยค่ะ...มัน...คล้าย ๆ ...เออ...แก่นจันทน์ค่ะ ใช่ ๆ แก่นจันทน์ผสมน้ำอบ...มันหอมแปลก ๆ ชอบกล ความจริงแม้นนอนเฝ้าคุณทุกคืนละค่ะ...แต่วันนั้นนึกยังไงก็ไม่รู้ เป็นห่วงบ้านก็เลยฝากคุณพยาบาลให้ดูแลแทน...พอกลับถึงบ้านเท่านั้นแหละ เปิดประตูห้องพระมันหอมอบอวลไปหมด”...ผู้มากวัยลอยหน้าลอยตาเล่าฉอด ๆ ...ชายหนุ่มหน้าขาวสะดุดคำพูด...ถามซ้ำ...แววตาครุ่นคิด

          “กลิ่นแก่นจันทน์...น้ำอบ...หรือ?”

          “ใช่ค่ะ...! อูย! อิฉันขนลุกซู่เลยค่ะ...ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนเล้ย...” สีหน้าตื่นเต้น มือลูบต้นแขนสมจริงสมจังกับคำพูด

          “แล้วไงต่อ...” เสียงรุกไล่ห้วนสั้น...สายตาจับเพดาน หากหูเงี่ยฟังอย่างตั้งใจ...

          “ที่สำคัญก็คือตกกลางคืนสิคะ...! อิฉันก่อนนอนก็สวดมนต์ขอพระคุ้มครองคุณให้ปลอดภัย...แล้วก็หลับ...มันแปลก เกิดมาไม่เคยฝันอะไรเป็นตุเป็นตะขนาดนี้...ฝันเห็นผู้หญิงซ้วย...สวย...สวยจริง ๆ มาพาอิฉันไปเที่ยวสวรรค์...มันมีความสุขจริง ๆ เลยค่ะ...เสร็จแล้วก็พามาส่ง...แล้วยังบอกด้วยว่าคุณวรุตไม่ตาย...จะฟื้นวันสองวันนี้แน่ ๆ โอย! อิฉันดีใจจริง ๆ ในฝัน แต่ทำไมมันเหมือนจริงเหลือเกิน...แล้วคุณวรุตก็ฟื้นจริง ๆ ด้วย...คงเป็นเทวดาหรือนางฟ้ามาบอกแน่ ๆ...” สตรีสูงวัยจบประโยค...ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกซู่...ถามลิ้นระรัวแทบพันกัน

          “ผู้หญิงแต่งตัวยังไง...เห็นชัดหรือเปล่า?”

          “ชัดค้า...ยังกะไม่ใช่ฝัน...แน่ะ...!” ผู้เป็นบ่าวตอบเสียงใสด้วยความภาคภูมิใจที่เห็นเจ้านายสนใจเรื่องราวที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล...

          “ใสชุดสีอะไร...?” คำถามห้วนสั้นไม่เยิ่นเย้อมากความ คนเล่าทำท่าคิดนิดหน่อยแล้วตอบด้วยความมั่นอกมั่นใจ

          “เออ!...ใช่ ๆ สีเขียวโศก...คล้าย ๆ ผ้าแพร...นี่แหละ...”

          “หน้าตาเป็นคนไทย...หรือฝรั่ง...” คนหน้าขาวฉลาดถาม...เลี่ยงคำถามที่ตัวเองเกรงหญิงกลางคนจะเลือกหัวข้อถูก...

          “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง...แต่อิฉันว่า...เอ่อ...เหมือนแขกอินเดียมากกว่า ใช่แน่ ๆ เหมือนแขกขายผ้าพาหุรัด...แต่สวยกว่าร้อยเท่า...”

          ชายหนุ่ม...งงงัน...นิ่งอึ้งไม่อยากเชื่อหูตัวเอง... “มันจะบังเอิญถึงขนาดนี้เชียวหรือ...?”

          “...!!” ไม่มีคำถามใดหลุดจากปากอีก...ภาพหญิงสาวผู้งามเกินมนุษย์ผุดแว่บขึ้นมาในจิต...จะเป็นใครได้เล่าถ้าหากมิใช่...ผู้ที่ให้ความสุขกำซาบ...เอิบอิ่ม...ในหัวใจผู้นั้น...!

          “ปารมิตา...อันเป็นที่รักแห่ง...วิศวนารถ...” คนคิ้วเข้มพริ้มตาหลับแย้มยิ้มอิ่มสุขอย่างเผลอตัว ลืมนึกว่ามีสายตาของหญิงสูงวัยมองด้วยความแปลกใจในอากัปกิริยาของผู้เป็นนาย...ใคร่จะถามเหตุแต่ต้องนิ่งเพราะเกรงใจ...ในฐานะเป็นผู้ต่ำศักดิ์กว่า

          “จริงหรือ?...ปารมิตา...นางมีตัวตนแน่หรือ? จิตถาม...

          “บังเอิญหรอกน่า...!” อีกใจค้าน...แต่ก็ยังภาวนาให้เป็นความจริง...เพราะบัดนี้หัวใจชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้แล้วว่า...ความรู้สึกรักผู้ที่ฝังแน่นในมโนขณะนี้ท่วมท้นหัวใจเสียแล้ว...


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          รถเก๋งสีน้ำเงินเข้มท้ายตัด...หักเลี้ยวช้า ๆ เข้าประตูกำแพงสีขาวหนาทึบ...คนหน้าขาวชำเลืองดูหน้าบันเหนือประตูที่มีภาพปูนปั้นนูนต่ำพุทธประวัติปางปฐมเทศนาศิลปะลวดลายสวยแปลกตา...บอกให้เห็นถึงฝีมือช่างละแวกนั้น...ที่อาศัยศรัทธานำฝีมือ...ชายหนุ่มยิ้มให้กับรูปปั้นพระพุทธองค์ที่ค่อนข้างผิดส่วนสัดความเป็นจริง...เหมือนจะบอกว่า...คนปั้นก็พยายามสุดฝีมือแล้วได้แค่นี้ก็ดีแล้วนะ

          “ดีเหมือนกันรดน้ำมนต์ล้างซวยซะทีก็ดี...” คนพูดเป็นผู้ทำหน้าที่สารถีเจ้าของตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือชือก้องในปัจจุบันพูดเปรย...ชายหนุ่มหน้าขาวซีดคล้ายคนฟื้นไข้ใหม่ ๆ ที่นั่งคู่กันมาบนรถ ชายตามองนิดเดียวยิ้มมุมปากแล้วหันกลับมองออกนอกกระจกรถนิ่งเฉย...

          “เป็นหอกอะไรวะ...? ลืมเอาปากมาด้วยรึไง...?” คนขับช่างจำนรรจาหงุดหงิดเมื่อเห็นนักเขียนหนุ่มไม่ยอมต่อคำเช่นแต่ก่อนมา

          “ตั้งแต่มันฟื้นขึ้นมานี่...ทำตัวเป็นเตมีย์ใบ้ไปเลย...เซ็งฉิบ...หา...ย” ท่าน บอ.กอ.ค่อนขอดเมื่อเห็นเพื่อนดูผิดตาไป

          จบคำ...พร้อม ๆ กับเสียงเบรคลากล้อดังกราก...ฝุ่นแดงตลบกระจายฟุ้ง แสดงถึงความไม่สบอารมณ์คนขับ...คนหน้าขาวยังคงนิ่งทำทองไม่รู้ร้อน เปิดประตูก้าวลงจากรถเดินตรงไปยังกุฏิหลังเล็กกะทัดรัดข้างหน้า ไม่สนอารมณ์บูดของเพื่อนร่วมทาง

          “สะอาดร่มเย็น...สมกับวัด...” วรุต...นึกชมเมื่อเห็นลานวัด...ไม่ได้ราดซีเมนต์หรือคอนกรีต...แถมยังเป็นดินลูกรังสีแดงบาดตา...แต่แทบไม่มีเศษใบไม้ตกเรี่ยสักใบ...ทั้ง ๆ ที่พฤกษชาติเขียวขจีเต็มบริเวณให้ความร่มรื่นสบายใจ...เท้าทั้งคู่พามาหยุดหน้าบันไดกุฏิหลังน้อยท่ามกลางร่มเงาแมกไม้...ร่างเล็ก ๆ ภายใต้จีวรเก่าคร่ำ...ใต้ถุนกุฏินั่งเล่นบนแคร่ไม้ไผ่...เลิกคิ้วแสดงท่าคล้ายถามไถ่

          “หลวงพ่ออยู่หรือเปล่าเณร...” คนหน้าขาวร้องถาม...ผู้ถูกถาม...ไม่ตอบแต่พยักหน้าชี้มือขึ้นข้างบนกุฏิ...

          “รอบ้างสิวะ...เดินตามควายรึไง...?” เสียงโวยวายของคู่หูไล่ตามหลัง...นักเขียนหนุ่มทำหูทวนลมลอดรองเท้าก้าวขึ้นข้างบนไม่รอช้า...

          เสียงกระแอมไอ...ดังขึ้นทันทีที่คนหน้าขาวพ้นหัวบันได...

          “มาจากไหนโยม...” เสียงแหบห้าวทัก...

          “จากกรุงเทพฯ ครับ...” คนคิ้วเข้มตอบรับ...เขม้นตามองภิกษุวัยชราภาพที่นั่งเอกเขนกบนอาสนะสีเหลืองคร่ำคร่า...แขนเท้าหมอนขวานที่อยู่ในสภาพเดียวกัน...หลวงพ่อเจ้าของกุฏิหลังเล็กขยับลุกเดินเข้าห้อง...ชายหนุ่มคาดว่าคงเข้าไปห่มจีวรให้เรียบร้อย เพราะสภาพที่เห็นอยู่ในผ้าอังสะเนื้อบาง ๆ ผืนเดียว

          ...ครู่ใหญ่ร่างผอมเกร็งใต้จีวรสีเหลืองแช้ด! กระย่องกระแย่งออกจากห้อง เป็นจริงตามการคาดคะเนของนักเขียนหนุ่ม

          “เคยมาหรือเปล่า...โยม...?” ภิกษุชราชวนสนทนา

          “เคยมาหนหนึ่ง...ครับ!” พูดจบคนหน้าขาวก้มกราบด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์สามครา...โดยมีคู่หูนักหนังสือพิมพ์กราบตามประหลก ๆ

          “หลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอหลวงพ่อ...” นักเขียนนวนิยายออกตัวหลังกราบภิกษุชราเสร็จ

          “นั่นสิ! อาตมาถึงนึกหน้าไม่ออก...มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

          “จะให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์...แล้วก็ผูกดวงชะตาให้หน่อย...”

          “งั้นรึ?...วันเดือนปีเกิดอะไรล่ะ!” ปากพูดหากเอี้ยวตัวค้นหาของในย่ามข้างกาย ขลุกขลัก...

          “เอ้า...ว่ามา...” เสียงเร่งหลังจากค้นอุปกรณ์คือแว่นตาเก๋ากึ๊ก! กับปากกาลูกลื่นที่มีความเก่าแก่ใกล้เคียงกันได้...นักเขียนหนุ่มบอกชื่อเสียงเรียงนามพร้อมวันเวลาเกิดจบ...หลวงพ่อก็ขีด ๆ เขียน ๆ ลงบนสมุดไดอารี่ซึ่งมีสภาพโย้เย้...จะหลุดมิหลุดแหล่อยู่รอมร่อด้วยวัยอันไม่น้อยกว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้...

          “...!?!” เขียนดวงลงบนกระดาษเสร็จแล้ว แต่...ผู้มีวัยชรากลับนิ่งอึ้งอยู่หลายอึดใจ...แววตาเบิกกว้าง ขยับแว่นตาคล้าย...ไม่เชื่อสายตาตน...แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ตาอันขุ่นมัวพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่กะพริบตา...ก่อนถอนหายใจ...พูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

          “อยู่มาถึงวันนี้ได้ยังไง...?”

          “ชะตา...” เสียงแหบแห้ง...ขาดหายเหมือนไม่กล้าเอ่ยคำทำนาย...ดวงตามีแวววิตกกังวลยิ่งนัก...


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com