
บทที่ ๕
ภาพเบลอ ๆ ตรงหน้าค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นในสายตาของนักเขียนหนุ่ม เป็นสตรีที่งดงามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรที่บรรจงแต้มแต่ง ผิวกายขาวผ่องอมชมพูเปล่งประกายคล้ายมีรัศมีที่ห่อหุ้มร่างระหง ดวงเนตรดำระยับ ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อคล้ายจะแย้มยิ้มให้กับบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า...อาภรณ์แพรสีเขียวโศกทำให้ดูเศร้าผิดตา
“วิศวนารถ...ท่านกลับมาแล้ว...” เสียงใสดุจระฆังเงินเอ่ยเอื้อน...คล้ายตัดพ้อ...แผ่วเบา นัยน์ตาอันดำขลับบัดนี้วาวแววด้วยความเปียกชื้นของหยาดน้ำ...ที่เอ่อท้นคลอคลอง
“ใช่...แต่ต้องจากกันอีกครั้ง...” คนหน้าขาวพึมพำเบา ๆ เหมือนพูดกับตัวเอง สายตายังคงจับนิ่งตรงดวงหน้าของคนรัก ดังจะซับภาพนั้นให้แนบแน่นอยู่ในใจมิรู้ลืม...
หากยามนี้...ถ้ามนุษย์สามารถมีสายตาที่มองเห็นกระแสพลังใด ๆ ในจักรวาลนี้ได้ ย่อมจะเห็นกระแสแห่งพลังความรัก...ความปรารถนาของดวงจิตทั้งสอง...แหวกว่ายตระหวัดประคองกอดแนบแน่น...
ชายหนุ่ม...พลันรู้สึกปีติซ่านสุข อบอุ่นในทุกอณูแห่งวิญญาณของตน...นานเท่าใดแล้วเล่า...ที่ไม่เคยได้รับ...ความสุขเช่นนี้...!
“ในโลกทิพย์...ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ” วรุตรู้ถึงสภาวะที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้...
ทั้งสอง...นิ่งเงียบงันไม่มีซุ่มเสียงใด ๆ เล็ดรอด แต่ถ่ายทอดพลังแห่งความรัก...ให้กันและกัน ชายหนุ่มคิ้วเข้มพริ้มตาหลับ...ปรากฏรอยยิ้มละไมอยู่บนใบหน้า ชุ่มชื่นในจิตคลับคล้ายสายลมอุ่นลูบลง...แผ่วเบา...เนิ่นนาน ทุกสรรพสิ่งคล้ายหยุดนิ่ง...ในความรู้สึกของทั้งสอง...จวบจนอิ่มเอมสุขสมเต็มตื้นแล้ว ภวังค์แห่งความกำซาบ...ค่อย ๆ เลือนหาย...กลับคืนสู่ภาวะเดิมอีกครั้ง...
“ถึงเวลาที่เราต้องจากกันอีกแล้ว...วิศวนารถ” สตรีผู้เลอโฉมกล่าวคำ...น้ำเสียงโหยหายแผ่วเบา แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันบาดลึกเข้าถึงหัวใจ...เจ็บลึกร้าวรานเกินเอ่ย...
“อีกไม่นานนัก...หรอก! ปารมิตา...เราจะต้องได้อยู่เคียงข้างกันดังความปรารถนา...รอวิศวนารถ...ผู้นี้อีกสักนิด...เถิดนะ...” คนหน้าขาวปลอบโยนทั้งที่ความตีบตันบนลำคอเริ่มส่อ...อาการ ชายหนุ่มพยายามกลืนลงอย่างยากเย็น...
“ไปเถอะ...วิศวนารถ...ทำหน้าที่ ณ ที่แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของท่าน...เมื่อกลับมาอีกครั้งจะมี...ปารมิตาของท่านรอรับอยู่ที่นี้” รอยยิ้มคล้ายกำลังฝันถึงความรักอันพิสุทธิ์ผุดแว่บขึ้นบนริมฝีปากสวย...
“ลาก่อน...ผู้เป็นที่รักยิ่ง...วิศวนารถ...ลาก่อน” จบคำพูดอันแว่วหวาน เจ็บช้ำ...ล่ำลา ภาพอันงดงามเกินกว่าคำบรรยายแห่งจินตกวีใดในโลกหล้ามากล่าวชม ค่อย ๆ เลือนลับ...จางหาย...
...เจ้าเลอลักษณ์ เลิศหล้า กว่าใดอื่น
แม้ยามตื่น ผินพักตร์ มิแลเห็น
สามภพ ดังไร้วัน พระจันทร์เพ็ญ
ศศิเร้น หลีกหาย จิตวายวาง
...ดังศรศรี สูรยะ ปะทะอก
คลับคล้ายตก นรกร้าย สลายร่าง
ตั้งจิตมั่น ข่มฤทัย ไม่ครวญคราง
ขอเพียงค้าง ประทับฝัน เพื่อวันรอ...
ชายหนุ่มเหม่อมองภาพที่เลือนหายไปต่อหน้าเงียบงัน...แม้จะไร้ร่องรอยของเธอแล้วก็ตาม เขายังยืนนิ่งมองอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน สีหน้าร้าวราน...ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงขณะส่งใจลาคนรัก... จากนั้นค่อย ๆ หันหลังกลับช้า ๆ เข้าสู่เทวาลัย เตรียมประกอบพิธีกรรมครั้งสุดท้าย ณ แดนทิพย์แห่งนี้
เสียงสาธยายมนต์ด้วยสำเนียงรัวเร็วกระหึ่มก้องทั่วทิศทาง
“โอม...มหาเทวะตา ธุรชฏิ มะตะ อนันตราย วฤษธงชะ นมัช ศิวายะ คะเร...อารักขะนิรันผัญ ๆ ๆ” มหามนตร์อันดังกึกก้องสะท้อนใจจิตของนักเขียนหนุ่มจนหวั่นไหวคล้ายถูกพลังคลื่นสาดซัดสะท้านสะเทือน
“เข้าสู่ห้องครรภคฤหะ...” เสียงผู้ทรงอำนาจที่เห็นเป็นแสงโอภาสกระทบโสต คนหน้าขาวกำหนดจิตลอยวูบเข้าไปยังโถงประธานที่สถิตย์บัลลังก์ทองและศิวลึงค์สีดำตั้งตระหง่านกลางห้อง
“ประกอบพิธีบำเรอไฟ...ถวายพระควดีมหิษาสุรมรรทนี...ศิวลึงค์” เสียงคำสั่งแห่งแสงโอภาสนั้นยังคงกังวานอยู่ในความนึกคิดของตนเช่นเดิม...นั่นหมายถึงการบูชาไฟถวายให้กับพระศรีอุมาเทวี ผู้เป็นมารดาแห่งสามโลก พระชายาของพระมหาเทพศิวะ ซึ่งชายหนุ่มมิเคยลืมเลือน
ภายในห้อง ครรภคฤหะ บัดนี้ปรากฏ เทพทาสี ผู้รับใช้ภาระกิจแห่งเทวาลัยสองร่างในอาภรณ์ห่มคลุมสีขาวสะอาดตารออยู่แล้ว
คนหน้าขาวในนาม...วิศวนารถ...ทิ้งกายลงนั่งบนบัลลังก์ตัวเก่า ผินหน้าเข้าหาแท่นศิวลึงค์ ยกมือป้องอกค้อมกายคารวะแท่งหินทรงกลมดำวาวเบื้องหน้า...อันเป็นตัวแทนแห่งมหาศิวะเจ้า...
“เกาศยะ...หิรัญยะ...ทำพิธีบำเรอไฟ...” เสียงออกคำสั่งเบา ๆ แต่เทพทาสีทั้งสองกลับได้ยินชัดเจน...ภาชนะสีทองทรงกลมคล้ายกระถางธูปขนาดใหญ่ ถูกยกมาตั้งเบื้องหน้าระหว่างกลางของศิวลึงค์กับนักเขียนหนุ่มโดยบัดดล...
“เตรียมของหอม...บูชา...” เสียงสั่งห้วน...
ทั้งสองพยักหน้าไม่ตอบคำ...นิ่งเฉยแต่ถาดเครื่องหอมพลันปรากฏเคียงข้างบัลลังก์ดุจนิรมิต...
เสียงสาธยายมหามนต์ยังคงสะท้านสะท้อนอื้ออึง จวบจนชายหนุ่ม พริ้มตาหลับ...จึงค่อยเงียบสงบลง...
“โอม...ด้วยเดชแห่งมหาศิวายะบังเกิด...เตโช...เตโช...เตโช...” ผู้เป็นตัวแทนแห่งเทวะที่นั่งบนบัลลังก์ทองด้วยท่าลลิตาสนะ คือนั่งพับขาซ้ายห้อยขาขวา มือขวาวางหงายทับมือซ้าย ทำจิตนิ่งสงบบริกรรม สักพักใหญ่ พลันจิตดิ่งวูบรวมตัวเป็นแสงเรืองขึ้นเป็นดวงกลมคล้ายแสงตะวันยามรุ่งอรุณฉายฉานแดงเรื่อ...ร้อนแรง
“เตโช...กสิณ...!!” จิตรู้รับสภาวะสำเร็จของการเข้าสมาธิโดยสมบูรณ์...
“จุดกระถางบูชาเพลิง...” เสียงทรงอำนาจสั่งการ
คนหน้าขาวยามนี้ผิวกายทั่วตัว ปรากฏสีแดงระเรื่อจับกาย คล้ายสีหม้อดินเผาใหม่ ๆ เพ่งจิตไปยังกระถางทรงกลมที่วางอยู่ตรงหน้า...
“พรึ่บ...!!” แสงไฟสีส้มลุกโชติช่วงภายใน...ภาชนะสีทอง สูงท่วมศีรษะ... ชายหนุ่มถอนจิตออกจากสมาธิลืมตาเลยแลไปยังกระถางเพลิงที่กำลังลุกไหม้...ร้อนแรง...
เสียงสวดมนต์ที่เงียบหายกลับเริ่มกระหึ่มดังขึ้นอีกครา...กลองหนังสองหน้าที่เรียกว่าบัณเฑาะว์ถูกเขย่าระรัว... กลิ่นหอมคล้ายเกษรดอกไม้ผสมจันทน์หอมอบอวลเทวาลัย...เมื่อนักเขียนหนุ่ม ซึ่งบัดนี้อยู่ในภาพวิศวนารถ โปรยเถ้าสีแดงสดใสในถาดลงสู่กระถางเพลิง...
ความร้อนที่กำลังลุกโชน...แผดเผารุนแรงจนคนหน้าขาวรู้สึกร่างกายของตนแทบละลายหายไปในความร้อนนั้น...! ผิวกายแสบสันต์ยิ่งกว่าถูกน้ำกรดรดราด ในตอนแรกแล้วค่อยเย็นลง ๆ ๆ เรื่อย ๆ สุดท้ายเหลือเพียงความเย็นฉ่ำ...สบายเหมือนน้ำทิพย์ชะโลม...
“อีกสักพักจะมีน้ำทิพย์รินรดลงสู่มหาศิวลึงค์แล้วไหลลงตรงพระแท่นผ่านร่องที่บากไว้ระเรื่อยสู่ท่อโสมสูตรไปทั่วบริเวณเบื้องนอกของเทวาลัย...ผู้คนที่เป็นกายทิพย์ข้างนอกจะได้ดื่มกินและใช้อาบอย่างปรีย์เปรม เพราะนั้นคือ น้ำทิพย์มหามนตราแห่งศิวะเจ้าผู้เป็นใหญ่ในสามภพ...ประทานให้...” นักเขียนหนุ่มรู้ในจิต...ดังคุ้นเคยกับพิธีกรรมเหล่านี้มานานแสนนาน
“หมดภาระแล้ว...ลาก่อนปารมิตา...!!” เสียงรำพึงในจิตสุดท้ายถึงคนรัก...ก่อนที่ความเย็นฉ่ำสบายค่อย ๆ กลืนสติระลึกรู้ให้จมหายไปสิ้น
“กลับ...โลกมนุษย์...” เสียงแห่งผู้ทรงอำนาจดังแว่วมาอีก...หากจิตคล้ายรับรู้ผิวแผ่ว...จางหาย............!!
พยาบาล...ในชุดขาวสะอาดเปิดประตูห้องหมายเลข...พิเศษ...๔๒๙ ชั้นสี่ของตึก อายุรกรรมโรงพยาบาลศิริราชเข้ามาแผ่วเบา เหมือนจะกลัวคนที่ทอดกายเหยียดยาวบนเตียง...จะสะดุ้งตื่น! หญิงสาวเอื้อมมือขยับสายน้ำเกลือที่ปักอยู่บริเวณแขนพับชายหนุ่มผู้มีสัญลักษณ์ประจำตัวคือ ใบหน้าอันขาวซีดตัดกับคิ้วอันคมเข้มอย่างน่าประหลาดใจ
“แขนพรุนไปหมดแล้ว...” พยาบาลสาววัยยังแรกรุ่นอายุไม่เกินยี่สิบ...รำพึงในใจ...
“หลับ...แบบนี้เป็นเราปล่อยให้ตายดีกว่า...โคม่ามาตั้งสองอาทิตย์เต็ม ๆ ...” คนวัยแรกรุ่นมองดูลำคอที่ถูกเจาะเห็นท่อพลาสติกสีเขียวปักค้างอยู่เพื่อเป็นที่ให้อาหารเหลวสำหรับคนไข้...แล้วส่ายหน้าด้วยความเวทนายิ่งนัก
“คอยเดี๋ยวนะจ๊ะ...จะฉีดยาให้ก่อนแล้วค่อยโกนหนวดให้...เคราขึ้นครึ้มเชียว...หมดหล่อเลย” พยาบาลในชุดขาวทำหน้าล้อเลียนคนนอนนิ่งเงียบบนเตียง...ยกหลอดยาสีขาวใสขึ้นเขย่า...ใช้สลิงซ์ที่เสียบเข็มแล้วปักลงที่หลอดยา ดูดน้ำเข้าภายในกระบอกก่อนปักเข้าสายน้ำเกลือเดินยาเข้าช้า ๆ นุ่มนวล...ก่อนเดินหายออกจากห้อง...สักครู่ใหญ่จึงกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมอุปกรณ์โกนหนวด
ขณะที่กำลังจรดใบมีดลงบริเวณรกครึ้มบนใบหน้า...ของคนหน้าขาว...พลันต้องชะงักงัน!!! เมื่อคนที่นอนนิ่งสนิทขยับตัว ปากขยับร้องคราง...ในลำคอ
“ฮือ...!!!”
เพียงครู่เดียวดวงตาที่ปิดสนิท...กะพริบถี่ ๆ ริมฝีปากอันแห้งกรังเผยอ... “หิวน้ำ...!” เสียงแผ่วเบาร้องขอ
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความยินดี อุทานเสียงดังลั่น
“ฟื้นแล้ว...ฟื้นแล้ว...!!” ปากตะโกนด้วยความลืมตัวเท้าพาวิ่งไปยังประตู ลืมความตั้งใจที่จะทำความสะอาดให้กับคนไข้สิ้น...เสียงโหวกเหวกลั่นวอร์ดชั้นสี่...จนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว หญิงสาวในชุดพยาบาลจึงค่อยรู้ตัวว่าเป็นเป้าสายตาผู้อื่น หัวหน้าพยาบาลวัยดึกที่กำลังนั่งเขียนรายงาน...เหลือบตามองลอดแว่นทำสีหน้าตำหนิ... ...เจ้าของเสียงตะโกนดีใจบิดตัวขวยเขินเอียงอาย...ในกิริยาลืมตัวของตน
คนหน้าขาว...กะพริบตาปรับสภาพรอบตัว...ห้องสีขาวสะอาดที่พร่าเลือนค่อย ๆ ชัดขึ้น ปากขมจัดเหนียวหนะ คอแห้งผาก...นอนทบทวนสติ ลำดับเหตุการณ์...ไม่ใช่คลินิกหมอคมเดช
“โรงพยาบาล...ใช่เราถูกรถชน” ความจำกลับคืนอีกครั้ง
“เหมือนนอนหลับฝัน...แล้วตื่นขึ้นมา...” ชายหนุ่มนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่ตนนอนหลับใหลบนเตียงคนไข้...ยิ้มให้กับตัวเอง เป็นสุขระคนทุกข์ ตาจับนิ่งที่แจกันสีขาวปักกุหลาบเหลืองสวยบนโต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียง
เสียงห้องถูกรุกล้ำ...ประตูสีขาวมีช่องกรุกระจกบานเล็กโปร่งใสระดับสายตาถูกผลักเข้ามา...บุรุษในชุดเสื้อกาวน์สีขาวพร้อมพยาบาลวัยไม่เกินยี่สิบห้า โผล่เข้ามาเยี่ยมเยือน...พร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น ต้อนรับการฟื้นคืนสติ
“หาน้ำให้คนไข้กินหน่อย...ค่อย ๆ หยดเข้าปาก ระวังสำลักนะ” เสียงนายแพทย์สั่งพยาบาลสาวเหมือนรู้ว่าผู้ที่นอนอยู่ตรงหน้ากำลังกระหายน้ำเหลือกำลัง
“คุณจำชื่อตัวเองได้ไหม...?” บุรุษชุดขาวสะอาดตาชะโงกหน้าพูดเบา ๆ ข้างหู...นักเขียนหนุ่มพยักหน้ายิ้มตอบ...
“คุณหลับไปตั้งสิบห้าวัน...” คนมาใหม่ชวนสนทนา
“หรือครับ...!” คนไข้ตอบรับเสียงอ่อนล้า สีหน้าบอกถึงความประหลาดใจ กับการหลับใหลที่ยาวนาน
“ขอโทษค่ะ...!” พยาบาลสาวขัดจังหวะ พร้อมกับใช้อุปกรณ์คล้าย ๆ หลอดแก้วที่ใช้หยอดตาจ่อริมฝีปากของคนไข้ ค่อย ๆ บรรจงบีบให้หยดน้ำแตะลิ้น ชายหนุ่มเผยอปากรับความฉ่ำชื่นที่ค่อย ๆ ซึมซับลงลำคออย่างยากเย็น
“ค่อย ๆ กลืนนะคะ เดี๋ยวสำลัก...” หญิงสาวเตือนเมื่อเห็นคนไข้...ผงกหัวคล้ายรีบร้อนในการดื่มน้ำ
“กี่โมงแล้วครับหมอ...” คนไข้เริ่มเสียงใสขึ้นตามลำดับ ถามถึงเวลา...เนื่องจากภายในห้องปรับอากาศมีม่านทึบบังแสง อาศัยหลอดฟลูออเรนเซนท์ เป็นตัวช่วยนำความสว่างให้...นายแพทย์หนุ่มพลิกข้อมือดูเวลา
“สามโมงเช้าครับ...อีกสักครู่ญาติคุณคงกลับมา...เห็นบอกเป็นห่วงบ้าน...น่าสงสารเธอนะครับ ตั้งแต่คุณมานอนเจ็บ เธอมานอนเฝ้าคุณทุกวัน รุ่งเช้าเห็นหายหน้าไป สาย ๆ ก็จะมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คุณไม่เคยขาด...ถ้ารู้ว่าคุณฟื้นแล้วเธอคงดีใจมาก ๆ” คนถูกถามเวลาตอบแม้ไม่บอกชื่อ คนหน้าขาวก็รู้ว่าไม่มีใคร นอกจากน้าแม้นของเขาคนเดียว
“คงกินไม่ได้นอนไม่หลับมาตลอดเวลาที่เรามานอนเจ็บอยู่ที่นี่...” วรุต...ครุ่นคิดถึงหญิงรับใช้วัยกลางคนที่ตนถือเสมือนญาติ ด้วยความสงสาร พอหวนนึกถึงสีหน้าอันอาทรของน้าแม้น ชายหนุ่มถึงกับต้องสะอึกในอก...น้ำตาซึม...
“หลายคนคงลำบาก...กับเราจริง ๆ...เพราะความเลินเล่อแท้ ๆ เชียว...!” เจ้าตัวนึกโกรธตัวเองที่ทำให้คนใกล้ชิดต้องมาเดือดร้อน รวมทั้ง ปรเมศว์ ท่านบรรณาธิการเพื่อนรักเพื่อนแค้น ป่านนี้คงเต้นเป็นเจ้าเข้า...เพราะต้นฉบับชะงักหมด อีกทั้งบรรดาสำนักพิมพ์ทั้งหลายคงกุมขมับไปตาม ๆ กัน
“ดีสมน้ำหน้ามัน...” คนคิ้วเข้มสะใจเมื่อนึกถึงเพื่อนผู้มักจะยั่วอารมณ์บูดตัวเองเสมอ ๆ
“ผมขอตัวก่อนครับ...คุณวรุตกรุณานอนพักไปเรื่อย ๆ นะครับ...ตอนบ่ายเราคงจะส่งแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางสมองมาคุยกับคุณอีกที...” นายแพทย์หนุ่มขอตัวกลับไปปฏิบัติงานต่อ
“คุณพยาบาล...ช่วยวัดอุณหภูมิ...ความดัน ชีพจรคนไข้ใหม่...แล้วส่งให้ผมก่อนเที่ยงนะ...” เสียงสั่งพยาบาลให้ปฏิบัติงานคล่องแคล่ว...ก่อนเดินลับหายจากห้องคนไข้ไป
“นอนพักก่อนนะคะ...ดิฉันจะไปสั่งห้องครัวเตรียมอาหารมื้อเที่ยงให้...ใหม่ ๆ คงต้องกินอาหารอ่อนก่อน อาหารแข็งยังรับไม่ได้...” คนวัยประมาณยี่สิบกว่าพูด...หลังจากทำหน้าที่ตามสั่งเสร็จแล้ว...ยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างอ่อนโยนก่อนจากไป...
“ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันจริงหรือฝันกันแน่นะ...!” ชายหนุ่มหน้าขาวหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่ประสบมาในขณะที่นอนสิ้นสติสัมปชัญญะไปนานถึงสิบห้าวันเต็ม...หลังจากได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ
“คงเป็นเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือน ใช่...คงเพราะสาเหตุนี้แน่ ๆ...” เจ้าตัวปักใจแน่ชัด
“ปารมิตา...” นักเขียนหนุ่มครุ่นคิดทวนชื่อสาวสวยบาดใจคนนั้น นึกขันตัวเองที่ช่างเก็บมาฝันได้เป็นเรื่องเป็นราว
“ช่างเถอะ...ถ้าฝันแล้วทำให้เป็นสุขก็ฝันมันได้ทุกวันแหละวะ...แต่ถ้ามีแฟนสวยได้ขนาดนั้นล่ะก็เรี่ยมไปเลยน่ะสิ! คนฟื้นจากหลับหมาด ๆ คิดสร้างวิมานในอากาศ...หากแม้ว่าตนเองจะปักใจว่าฝันไป...แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ...ความอบอุ่นที่ยังค้างคาอยู่ในใจ
“ประเดี๋ยวน้าแม้นคงมาเยี่ยม...แล้วมีใครอื่นอีกไหมนะ?”
“คุณหมอคมเดช...ศศิประไพ...มาหรือเปล่า...?” คนไข้หนุ่มนอนครุ่นคิดคนเดียวเงียบ ๆ คิดย้อนความฝันอันประหลาดนั้น...แล้วยิ้มอิ่มสุขให้กับเธอผู้นั้น...ในความฝัน
“หากเธอมีตัวตนจริง...ก็ขอให้รับรู้เถอะว่าฉันผู้นี้หลงรักเธอเสียแล้ว...ปารมิตา...” คนคิ้วเข้มรำพันในใจ
เมื่อความเงียบสงบมาเยือน ความง่วง...อ่อนเพลียก็ตามมา...จิตดิ่งเงียบ...รอยยิ้มผุดพรายด้วยความสุขถึงความรักที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ โลกคล้ายถอยกลับสติลางเลือน.....
“วิศวนารถ......! ๆ” เสียงแว่วหวานคุ้นหูเรียก...นักเขียนหนุ่มขานรับ
“หือ...ม์...!”
กลิ่นหอมคล้ายเกษรดอกไม้ลอยล่องมาแต่ไกล.....พร้อมเสียงนุ่มหูแผ่วพริ้วเสนาะโสตถามไถ่...ระคนความน้อยใจนัก
“ยังสงสัยอะไรอีกหรือ...วิศวนารถ......!!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com