
บทที่ ๔
เสียงสมองของชายหนุ่มลั่นเปรี๊ยะ...! คล้ายพลิกกลับด้านกัน จิตดิ่งวูบสู่ภวังค์...นิ่ง...ความเจ็บ...เริ่มผ่อนคลายเหลือเพียงส่วนศีรษะที่ยังมีความรู้สึกโป่งพอง...เพียงครู่เดียวแล้ววูบหาย...
“พรึ่บ...!!” คนหน้าขาวเห็นแสงโอภาสสว่างเรืองในจิต...กายเบาโหวง...คล้ายขนนก ลอยฟ่อง...เบาสบาย
“สภาวะจิต...สู่ความสมบูรณ์ของโลกทิพย์...” คำตอบเกิดขึ้นเองในใจ...ตาหลับสนิท หากทุกสรรพสิ่งเห็นชัดในมโนเหมือนนั่งดูโทรทัศน์สี...ภาพที่เห็นคล้ายถูกรีวายส์เทปวิดีโอย้อนกลับ...มองเห็นตัวเองถูกรถชน...เดินเข้าคลินิก...ขับรถออกจากบ้าน...นั่งเขียนหนังสือ...งานวันเกิดครบรอบยี่สิบเก้าปี...ชีวิตในวัยกำลังเรียนหนังสือ...เป็นเด็กทารก...หลุมฝังศพ ฯลฯ “แปลกจัง...!! เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด...บางอย่างลืมไปแล้วกลับเห็นชัดเจนขึ้นมาได้...” เจ้าตัวงุนงงกับภาพที่เห็นในจิต
ภาพสุดท้ายที่ปรากฏ...แจ่มแจ้ง...ชายหนุ่มสะท้านไหว...ระริก
“เทวาลัย...หินอ่อน” จิตตะโกนด้วยความลิงโลด ความจดจำพรั่งพรูกลับคืนมาเหมือนสายน้ำบ่า...ทะลัก...ท่วมท้น...
“บ้านเก่า...!!” จิตรู้ตอบความปีติเกิดวูบในอก ขอบตาร้อนผะผ่าวเปียกชื้นคลอคลอง
...ร่างของชายหนุ่มในชุดแพรขาวอุบัติขึ้นในจิต...กายสูงโปร่งผิวคล้ำ ผมเป็นลอนหยักประบ่า คิ้วเรียวเข้ม ริมฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรง หากมุมปากกลับตวัดหยักขึ้นคล้ายแย้มยิ้มเป็นนิตย์ “ใคร...?”
“วิศวนารถ...!” ชื่อคุ้นหูผุดขึ้นในใจ
“วิศวนารถ...!!” คือชื่อของบุรุษผู้ปรากฏแจ่มชัดในจิตขณะนี้
นั่นคือ...ตัวเรากระนั้นหรือ...? คนคิ้วเข้มรำพึงคล้ายถามตนเอง เสียงที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาสักแห่งแว่วมากระทบโสต...นุ่มนวลระรื่นหู
...วิศวนารถข้าบาทไท้ มเหศวร
ขจรเกียรติอบอวล ทั่วหล้า
กิจแห่งเทวาลัยล้วน กำหนด
ซบร่างสืบยศยิ่งฟ้า ตรีเนตร...ภูวดล...
จบเสียงแว่วหวานที่ลอยล่องแผ่วเบามาตามอณูแห่งบรรยากาศ คนหน้าขาวสะท ก สะท้อน...พร้อมสำเหนียกถึงน้ำตาที่ไหลอาบริน...เจ้าตัวพยายามสะกดกลืนก้อนแข็งที่ติดลำคอลงอย่างยากเย็น
“ซบร่างสืบยศยิ่งฟ้า ตรีเนตร...ภูวดล...” คนหน้าขาวทวนคำ...ความรู้สึกยากบรรยาย เสียใจหรือ...มิใช่...ดีใจ...ไม่ถูกต้อง...
“คับแค้น...ใช่!?” จิตโพล่งตอบ
“ทำไมล่ะ...?”
“ปารมิตา...?” ชื่อนี้ที่คุ้นเคยเหลือเกิน ปรากฏขึ้นอีกหน แต่ไฉน...ชายหนุ่มจึงรู้สึกเจ็บปวดในใจ...ร้าวรานเหลือทน
ภาพที่ปรากฏในมโนยังคงหมุนวนเหมือนภาพยนตร์ หากแต่เรื่องราวที่ปรากฏขึ้นบนจอ กลับเป็นหนุ่มผิวคล้ำคิ้วเรียวเข้มคนนั้นกำลังโลดแล่นอยู่... ‘...นั่งดูละครของตัวเอง’...นักเขียนหนุ่มครุ่นคิด
“ทำไมต้องเป็นข้าฯ...ทำไม...?” คนคิ้วเรียวกำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยง...ด้วยอารมณ์โกรธสุดขีด...ในภาพยนตร์ที่กำลังฉายให้คนหน้าขาวดู
“ข้าต้องการอิสรภาพ...ข้าต้องการเสรีภาพ” เสียงคร่ำครวญร่ำร้อง มือทั้งสองกำแน่นทุบโครมลงไปที่ผนังห้องศิลาของเทวาลัยหินอ่อน...สีหน้าที่กำลังบอกถึงความเจ็บช้ำ ขมขื่น ซุกอยู่กับท่อนแขนที่แนบกับผนัง...หยาดน้ำตารินเอ่อล้น...กรามขบแน่นเป็นสัน กายสั่นระริก...
“เพราะเจ้าคือข้ารับใช้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว” เสียงแหบทุ้มของผู้สูงอายุตอบคำถาม...ผู้มากวัยร่างผอมเกร็ง ผมขาวโพลนเหมือนสีเงินปรากฏขึ้นเบื้องหลังของผู้ที่กำลังคร่ำครวญ...มือเอื้อมไปแตะหัวไหล่เชิงปลอบ...
“ผู้ถูกเลือกแล้วไม่มีหัวใจหรือไง...?” ใบหน้าซบกับท่อนแขนหันขวับ...! สวนคำพูดรุนแรง ลูกนัยน์ตาแดงก่ำจ้องหน้าไม่กระพริบ...
บุรุษสูงอายุ ผมขาวโพลนถอนหายใจ...มองหน้าคนคิ้วเรียวเข้มด้วยสีหน้าเรียบเฉย...แต่แววตาบอกถึงความปราณีฉายอยู่ในดวงตา เอ่ยคำพูดแผ่วเบาคล้ายกระซิบ...อ่อนโยนปลอบ...
“วิศวนารถ...ฟังนะลูก...เจ้าคือผู้สูงศักดิ์ที่ได้รับเลือกเพื่อภารกิจแห่งมหาเทวะ ตัวแทนแห่งองค์อาตมัน แม้แต่มหาราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ยังต้องฟังคำสั่งจากเจ้า...มหาพิธีเพื่อความร่มเย็นของแผ่นดินและทวยราษฎร์ อยู่ในอุ้งมือของเจ้าแต่ผู้เดียว...ฟังผู้เป็นพ่ออีกครั้งนะ วิศวนารถ...ผู้สูงศักดิ์ มิใช่ผู้มีความสุขเพื่อตัวเอง...หากเพื่อความสุขของส่วนรวม ฉะนั้นผู้ทรงศักดิ์จะขาดซึ่งความอดกลั้น...อดทน...มิได้”
“แม้กระทั่งหัวใจของตนเองหรือ...พ่อ...?” วิศวนารถย้อนถามผู้มากวัยด้วยเสียงที่แสดงถึงความเจ็บช้ำ
“ผู้ทรงศักดิ์ย่อมมีหัวใจกันทุกคน ทว่าเกียรติยศ...หน้าที่ต้องสำคัญกว่าความสุขส่วนตัว...ชายชาญจะขาดความรับผิดชอบได้หรือวิศวนารถ?” บุรุษผมขาวโพลน พูดเสียงเรียบคล้ายเตือนสติผู้อ่อนวัยกว่าให้สำนึกในความเป็นชายชาญ
“แต่ความเป็นชายชาญจะตระบัดสัจจะแห่งหัวใจตนได้อย่างไร...ล่ะพ่อ...?” คนผิวคล้ำหยุดเว้นระยะแล้วถามอีกประโยครุกเร้า
“การเป็นตัวแทนแห่งมหาเทพ...ไฉนจึงไม่อาจมีความรักได้...จนถึงวันตายก็ไม่สามารถมีครอบครัวอย่างนั้นหรือ...?”
คนสูงวัยถอนใจ...ด้วยความอึดอัดก่อนขยับริมฝีปากอรรถาธิบาย
“วิศวนารถ...ฟังนะลูก การเป็นสังขารรับคำบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้ามิได้เป็นกันได้ง่าย ๆเจ้าถูกกำหนดให้เป็นกุมารสนองพระโอษฐ์แห่งมหาเทวะตั้งแต่การเริ่มจุติชีวิตแล้ว...ผู้รับหน้าที่จำต้องถือพรหมจรรย์...นี่คือเทวบัญชา...ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้...เจ้าได้ถูกกำหนดแล้ว...”
“ไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงได้เลยหรือ...?” ชายหนุ่มผิวคร้ามถามด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายสิ้นหวัง
“ไม่มีทาง...นอกจาก...!!” คนผมขาวโพลนเผลอตัวตอบ หากเหมือนนึกขึ้นได้ ชะงักคำ...
“นอกจากอะไร...?” คนอ่อนวัยกว่า สีหน้ามีแววตื่นเต้นย้อนถามรัวเร็ว
“บอกไม่ได้...”
“ได้โปรด...ท่านพ่อ...!” ทำวิงวอนแผ่วโหย
“ไม่มีประโยชน์หรอก วิศวนารถ...ทุกอย่างในโลกของเราล้วนอยู่ใต้มหาเทวบัญชา แม้กระทั่งชีวิตของเจ้าก็ตาม...เพราะเจ้าเป็นอณูแห่งอาตมัน...”
“ข้าฯ ไม่รู้ว่าอะไรคืออาตมัน...รู้เพียงเวลาเข้าสู่บัลลังก์พิธีในห้องโถงปรางค์ประธาน เห็นมีแต่แสงสว่างพูดได้นั่นคอยออกคำสั่งอยู่ร่ำไป” คนผิวคล้ำเถียงคำไม่ตกฟาก...คนมากวัยกว่าสีหน้าเคร่งเครียดเอ็ดเบา ๆ
“เหลวไหล...! เจ้าอย่าปากพล่อย ถึงแม้เจ้าจะเป็นตัวแทนของมหาเทวะ แต่ไม่สมควรก้าวร้าวพระองค์”
“ถึงภพภูมินี้จะสูงกว่าภพมนุษย์โลก ได้ชื่อว่าเป็นภูมิทิพย์ก็ตาม จำไว้...วิศวนารถ ยังมีภพภูมิสูงกว่าเป็นแดนแห่งอาตมัน...อาตมันเป็นผู้ควบคุมจักรวาล วันนี้เจ้ารู้แต่เพียงว่าอาตมันเป็นดวงจิตอันยิ่งใหญ่ ณ สุดแดนพรหมโลกและเจ้าเป็นเศษเสี้ยวแห่งดวงจิตนั้นที่มีหน้าที่ต้องกระทำ” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง...จนผู้เป็นบุตร...นิ่งงัน...!!
“ข้าขอย้ำอีกครั้ง วิศวนารถ...อาตมันคือภูมิจิตอันเป็นอมตะ...ส่วนเราแม้เป็นกายทิพย์ แต่มีอายุขัย มีการเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเช่นเดียวกับมนุษย์ จึงเรียกว่า กามาพจรภพ...จึงไม่แปลกที่เรายังมีความรัก ความปรารถนาแห่งกามอยู่ในสันดาน...การมีอายุขัยยาวนานกว่ามนุษย์ ก็ไม่ใช่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ เฉพาะตัวเจ้าเท่านั้นที่เป็นอณูแห่งอาตมัน เมื่อหมดภาระหน้าที่ เจ้าจะคืนสู่...อาตมัน นั้นเป็นวิถีแห่งชีวิตจึงขึ้นอยู่กับเบื้องบนเป็นผู้กำหนด ฉะนั้น...! จึงไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขืนเทวบัญชา...” จบคำกายทิพย์ของผู้สูงวัยพลันเลือนหายจากบริเวณนั้นเพียงชั่วพริบตา
คนผิวคล้ำ...คิ้วเรียวเข้ม ยังคงยืนนิ่งคล้ายรูปสลักสัมฤทธิ์ตระหง่านอยู่กลางห้องโถงเทวาลัยหินอ่อน...ใบหน้าสวยได้รูปยามนี้แหงนเงยเชิดขึ้น...กล้ำกลืนความผิดหวัง...คับแค้นและน้ำตา...ให้ไหลย้อนคืนสู่หัวใจอันหมองหม่น...ของตน
“หากมีหนทางใดก็ตาม...ที่จะให้ข้าหลุดพ้นจากหน้าที่เหล่านี้และเป็นสุขร่วมกับเจ้า ข้าขอสัญญาว่าจะกระทำ ถึงแม้จะให้ดับดิ้นสิ้นชีพลงตรงนี้พร้อมเสวยทุกข์กี่กัปกี่กัลป์ เพื่อแลกกับเจ้า ข้าก็ยอม...ปารมิตา” ชายหนุ่มหน้าเข้าให้สัจจะกับหัวใจตัวเอง ไหล่ที่งองุ้มสิ้นหวังพลันเหยียดตรง...ส่อถึงความทระนงอันเป็นนิสัยเคยชิน...แล้วเดินตรงเข้าสู่ห้องโถงที่มีบัลลังก์ทองตั้งอยู่ตรงกลางด้วยสีหน้าแสดงถึงความเด็ดเดี่ยว...ในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง...
“กลับมาแล้วรึ!! วิศวนารถ... ?
เสียงกัมปนาทดังสายอสุนีบาตคำรามกึกก้อง สะท้านสะเทือนในจิตอย่างรุนแรง...คนหน้าขาวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ภาพที่เห็นในจิตเหมือนภาพยนตร์หายวับ...!
นักเขียนหนุ่มลืมตามอง...เพียงครู่เดียวก็ต้องปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง เพราะแสงโอภาสปรากฏขึ้นเบื้องหน้า...เป็นดวงแสงสีขาวเจิดจ้า...ดั่งแสงสุริยาที่ฉายฉานยามเที่ยงวัน คนวัยสามสิบมาตรแม้นหลับตาหลบความเจิดจ้าสนิท...แต่ในจิตยังรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่แห่งพลังที่เปล่งออกมากระทบ
ชายหนุ่มลุกจากบัลลังก์ ทรุดกายกราบลงสู่พื้น เปล่งเสียงกึกก้องในจิต...
“โอม...นมัช...ศิวายะ”
“เจ้าก็รู้มิใช่หรือ...วิศวนารถ...ดวงจิตแห่งข้า...มนุษย์และภพภูมิของเจ้าไม่อาจสัมผัสได้ด้วยกายหยาบ...กายทิพย์ของเจ้ายังไม่ละเอียดพอ” เสียงจากแสงอันเจิดจ้าคล้ายเยาะหยัน
“หรือการเป็นมนุษย์เพียงไม่กี่กาล...ทำให้เจ้าลืมเลือน...”
“ข้าบาท...โง่เขลา...โปรดประทานอภัย...” วรุต...ก้มหน้ามองพื้นตอบคำเย้ยหยันแผ่วเบา...
“ข้ามาทวงคำมั่นสัญญาจากเจ้า...หวังว่าเจ้าคงยังไม่ลืมเลือน” เสียงหนักแน่นทรงอำนาจทวงถาม
คนหน้าขาว...หวนคิดฟื้นความทรงจำเพียงครู่เดียวตอบคำด้วยเสียงที่เด็ดเดี่ยวกังวานในใจ
“เกล้า...กระหม่อมไม่ลืม...!”
“ไม่ลืมอย่างไร...?” แสงโอภาสย้อนถามห้วน ๆ
“ดับสภาวะจิตบนสวรรค์กามาพจร...จุติ ณ พื้นพิภพ...เป็นข้าบาทรองรับดวงจิตเทวะชั่วชีวิต...แลก...” เสียงตอบขาดหายชะงัก
“ไยไม่ตอบให้จบคำ...” เสียเยาะยั่วดังกังวาน
“ทูลกระหม่อมย่อมรู้วาระจิตแห่งมนุษย์ และเทวดาอยู่แล้ว” ชายหนุ่มย้อนคำ
“หลงใหล...ในรูป ยึดติดกามตัณหา...จนทิ้งศักดิ์แห่งเทวะ...” เสียงค่อนขอดเหน็บแนมเยาะหยันรุนแรง...ทว่านักเขียนหนุ่มกลับไม่มีทีท่าขุ่นเคือง...นิ่งเงียบหยุดต่อคำ แต่เสียงแห่งผู้ทรงอำนาจ...ยังคงไม่ยอมหยุด
“ที่ข้านำดวงจิตของเจ้ากลับมาในครั้งนี้ คือการรักษาสัตย์ที่เคยให้แก่เจ้า...ก่อนที่เจ้าจะถูกเทวทัณฑ์ตามกฎกลับสู่กายหยาบเยี่ยงสัตว์โลกทั้งหลาย...ข้าไม่ลืมสัญญา...”
“นั่นคือสิ่งที่เกล้ากระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก” คนคิ้วเข้มค้อมกายราบจนหน้าผากกระทบพื้นเทวาลัยอีกครา ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมยำเกรง
“เอาล่ะ! ก่อนที่ข้าจะให้เจ้าได้พบกับสิ่งที่เจ้าร้องขอต่อข้า และเห็นแก่ความเป็นอณูหนึ่งของอาตมัน ฉะนั้นฟังคำบัญชาของข้า...” เสียงที่แข็งกร้าวเยาะหยันเมื่อสักครู่เริ่มอ่อนโยนลง
“น้อมรับด้วยเกล้าฯ” ชายหนุ่มตอบรับ...ในขณะที่หน้าผากยังมิได้ถอนจากพื้น...ยังคงหมอบกราบอยู่เช่นนั้น...! ดุจเดิม
“เจ้าจะได้พบกับ...หญิงคนรักของเจ้าเป็นบางโอกาส ณ โลกภูมิ...เจ้าพอใจหรือไม่...”
“ข้าบาท...กราบขอบพระทัยที่เมตตา” คนหน้าขาวเกิดปีติวูบในอก...ขนลุกชันทั้งตัว น้ำตาซึมสุดกลั้น...
“เอาล่ะ...วิศวนารถ ในเมื่อเจ้ายอมทิ้งศักดิ์และราศีแห่งเทวะเพื่อสัจจะแห่งหัวใจเจ้าเอง ข้าก็ช่วยเหลือเจ้าได้เพียงแค่นี้...เจ้าจักต้องทนทุกข์กับความเกิดแก่เจ็บตายกับธาตุขันธุ์ของมนุษย์อีกหลายกาล แต่นั่น! เป็นวิถีทางที่เจ้าได้เลือกสรรแล้ว...อย่าลืมภาระหน้าที่ของเจ้า ณ โลกมนุษย์ที่ได้สัญญาไว้...แล้วค่อยเจอกันอีกครั้งเมื่อถึงเวลา”
สิ้นเสียงรับสั่ง นักเขียนหนุ่ม...กล่าวคำถวายพระพรก้องเทวสถาน ก่อนที่แสงโอภาสอันเจิดจ้าดั่งแสงตะวันที่ฉายฉานในยามเที่ยง จะค่อย ๆ เลือนหายจากดวงจิต
“โอม...! นมัช ศิวายะ ๆ ๆ” สิ้นกระแสเสียงกังวานใส ทุกอณูแห่งบรรยากาศนั้นพลันเงียบสนิท ไร้ร่องรอยใด ๆ ทั้งสิ้น
นักเขียนหนุ่มที่ถูกเรียกนาม วิศวนารถ หยัดกายขึ้นจากการหมอบกราบทรุดตัวลงนั่งบนบัลลังก์ตัวเก่า...จิตวาบหวิวเป็นสุข หากใจเต้นระรัว รอสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวินาทีข้างหน้า...
เสียงกรีดร้องแหลมลึกของเครื่องเป่า...หวีดหวิว...! คนคิ้วเข้มที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หุ้มหนังเสือ ผุดลุกด้วยความตื่นเต้นสุดระงับ!
“เสียงเป่าสังข์...!” คนผุดลุกอุทานลิงโลด
พอสิ้นเสียงสังข์...เสียงจ้อกแจ้กจอแจคล้ายผู้คนจำนวนมาก พูดคุยกันเซ็งแซ่อยู่ด้านนอก...ชายหนุ่มถลันกายเตรียมวิ่ง แต่ยังไม่ทันก้าวเท้า รู้สึกตัวเบาหวิว ลอยละล่องออกไปที่ประตูด้านหน้าของเทวาลัยในบัดดล...เจ้าตัวหัวร่อนึกขันในความเคยชินจากโลกมนุษย์
“ในโลกทิพย์...เพียงแต่กำหนดจิตเท่านั้น กายทิพย์จะไปตามสั่งอย่างรวดเร็วทันที...มิน่าจึงถูกเยาะ...”
“เพิ่งรู้ตัวหรือไร...?” เสียงพูดคุ้นหูแว่วมากระทบจิต ชายหนุ่มรู้ชัดว่าเป็นเสียงแห่งแสงโอภาสอันเจิดจ้าเมื่อสักครู่ กำลังเยาะยั่ว...!
เพียงกายทิพย์สัมผัสพื้นบริเวณประตูเทวาลัย...ชายหนุ่มรู้สึกละลานตาชั่ววูบ...บริเวณรอบสิ่งก่อสร้างที่ตนยืนอยู่ บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน...ที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หลากสี แวววาวระยิบระยับไปหมด
“นี่แหละชาวสวรรค์ของมนุษย์...” คนหน้าขาวพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับกวาดสายตาเสมือนค้นหาใครสักคน...?
“ข้ากลับมาแล้ว ปารมิตา...เจ้าอยู่ไหน...?” เสียงจิตตนเองถามถึง...ก้องในอก...สายตายังคงสอดส่ายค้นหาโดยไม่สนใจว่าบัดนี้ผู้คนทั้งหลายสงบเสียง...คุกเข่าราบลงกับพื้น ก้มหน้านิ่งเหมือนรอรับคำบัญชาจากผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า...
“เป็นคนโง่เช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่หือ...วิศวนารถ...ลืมแม้กระทั่ง...สิทธิแห่งผู้ทรงศักดิ์ ตัวแทนมหาเทพเชียวหรือ...?” เสียงเยาะแฝงความปราณีที่คุ้นเคยแว่วในจิตอีก...!
“ขอบพระทัยในข้อแนะนำต่อข้าพระองค์” ชายหนุ่มตอบ “ข้าเพียงแต่เวทนาเจ้าเล็กน้อยเท่านั้น...! ไม่ต้องถือเป็นบุญคุณ...เจ้ากำหนดจิตออกคำสั่งคำเดียว ไฉนจะไม่เห็นหน้าคนรักเจ้าได้เล่า...?” เสียงแห่งแสงโอภาสยังคงปรากฏในจิตคนหน้าขาวอีก
“เอ้า!! เอาผู้ทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ในการพลัดพรากกลับคืนไป...อย่าลืม เจ้ามีเวลาไม่มาก...พิธีกรรมยังรอเจ้าอยู่ หลังพิธีกรรมสิ้นสุด เจ้าต้องกลับ...ยังแผ่นดินมนุษย์โลกทันที...”
สิ้นเสียง...!! นักเขียนหนุ่มกระจ่างวูบเบื้องหน้า รัศมีขาวนวลอมชมพูปรากฏเป็นเงาสลัว ๆ แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้น ๆ ในคลองจักษุ
เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าปรากฏชัดเจน...คนหน้าขาวรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว...หยาดน้ำใสรื้นคลอ คอหอยตีบตัน...ริมฝีปากสั่นระริก...ขยับพูด...แต่ไร้ซุ่มเสียงเล็ดลอด...หากมันกลับดังก้องหัวอกของตน
“ปารมิตา...ยอดรัก...”
--------------------------------------------
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com