
บทที่ ๓
ชายหนุ่ม...ตกใจสุดขีด ตัวเย็นเฉียบ...ขาแข็งตะลึงเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ เอี๊ยด...ๆ ๆ...เอี๊ยด...!!
เสียงเบรคห้ามล้อลากยาว...แต่ไม่อาจหยุดรถเก๋งสีดำไว้ได้ทันท่วงที...
“โครม...!!”
...!!?
คนหน้าขาวคิ้วเข้ม...รู้สึกว่าตัวเองถูกชนกระเด็น...ประสาทลั่นเปรี๊ยะ...หูได้ยินเสียงคล้ายผู้หญิงกรีดร้องด้วยความตกใจ แว่ว....!
“รถชน...คราวนี้ตายจริงแน่....!” ความรู้สึกบอกตัวเองถึงความตายมาเยือน...จิตรู้...แต่มืดมองไม่เห็นอะไรเลย...ทุกอย่างเป็นสีแดงเข้มไปหมด...อึดอัดอกแทบระเบิด...แต่ไม่เจ็บปวดอะไร เพียงแต่ชาหนึบ...
“ปารมิตา...” คำ ๆ นี้แว่วขึ้นในจิตอีกครั้ง แล้วสติก็เลือนหายวูบ...!!?
ทุกคนหันขวับมายังร่างของนักเขียนหนุ่มที่นอนหงายเหยียดยาวอยู่ริมฟุตบาท...ไทยมุงฮือล้อมร่างที่ถูกชนไร้สติอยู่ข้างหน้า... เสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่...เด็กหนุ่มวัยไม่เกินยี่สิบบนรถสีดำหน้าไร้สีเลือด...นิ่งงัน....!!
“หา...!” นายแพทย์คมเดชผู้ซึ่งเพิ่งจะตรวจคนไข้หนุ่มเมื่อสักครู่ อุทานเสียงหลงเมื่อพยาบาลสาวศศิประไพวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานเหตุการณ์
“ว่าไงนะ...?” คนสูงวัยถามย้ำเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ฟังผิด
“คุณ... วรุต... ค่ะ! ถูกรถชนหน้าคลินิกเรา...” พยาบาลสาวละล่ำละลักพูดเสียงสั่นรัว
“ตอนนี้บุรุษพยาบาลนำเข้าอีเมอร์เจนซี่รูมแล้วค่ะ...” ศศิประไพพูดจบ...ขอบตาร้อนผ่าวหยาดน้ำตาคลอคลอง... ใจหาย ... คงเป็นเพราะตัวเธอเองมีความชื่นชมกับผลงานของเขามานาน ทุกครั้งที่นักเขียนหนุ่มผู้นี้แวะเวียนมาที่คลินิก เขาต้องทักทายเธอทุกครั้งที่เห็นหน้า...จนบางครั้งเธอ...แอบคิดถึงเขาอยู่ในใจเงียบ ๆ เมื่อเห็นหายหน้าไปนาน...และคราใดที่เขาผู้นี้โผล่หน้าเข้ามาอย่างกะทันหันศศิประไพจะรู้สึกถึงอาการเต้นแรงของหัวใจทุกครั้ง เจ้าตัวจนป่านนี้ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร?
“ใครเป็นคนรับผิดชอบ...ห้องอีเมอร์เจนซี่” นายแพทย์คมเดชถามเสียงห้วน
“ตอนนี้หมอสันต์อยู่ในห้องฉุกเฉินค่ะ...!”
นายแพทย์ประจำตัวของผู้ถูกรถชนไม่ต่อคำ ลุกพรวดพราดจากเก้าอี้คว้าเสื้อกาวน์สีขาวจากที่แขวนข้างฝามาสวมอย่างรวดเร็ว...มุ่งหน้าตรงไปยังห้องฉุกเฉินทันที
ไฟสัญญาณหน้าห้องแดงโร่...หมายถึงห้องฉุกเฉินกำลังมีคนไข้ขีดอันตราย นายแพทย์คมเดชผลักประตูกระจกทั้งสองชั้นเข้าไปโดยไม่เคาะสัญญาณขออนุญาต ภาพข้างหน้าทำให้ผู้มากวัยถอนหายใจเฮือก
คนหน้าขาวที่เคยหน้าขาวอยู่แล้ว บัดนี้กลับขาวเผือดหนักลงไปอีก ศีรษะถูกพันด้วยผ้าก็อซ มีจุดเลือดซึมแดงเป็นหย่อม...ตาหลับสนิท กายไม่ไหวติง...สิ่งหนึ่งที่ยังบอกว่าสายใยชีวิตยังไม่ขาดสะบั้นลง ก็คือทรวงอกที่สะท้อนแผ่วตามลมหายใจ ที่เห็นถึงความหนักหนาของอาการก็คือ สายยางใสของเครื่องช่วยหายใจที่ถูกสอดเข้าไปในโพรงจมูก
“ท่าทางแย่ครับ!!” คนข้างนอกที่เห็นบอกว่าศีรษะกระแทกพื้น...” นายแพทย์หนุ่มวัยประมาณสามสิบเศษซึ่งยืนอยู่ก่อนในห้องพูดเบา ๆ ข้างหูผู้เข้ามาทีหลัง
“กะโหลกศีรษะเป็นไงบ้าง?”
“อาการภายนอกที่เห็นศีรษะแตกนิดหน่อย...ส่วนกะโหลกศีรษะต้องรอผลเอ็กซเรย์ อีกเดี๋ยวเดียวก็คงรู้ผล”
นายแพทย์หนุ่มรายงานเสียงเรียบเฉย...คนวัยกลางคนส่ายหน้า แววตาบอกถึงความเวทนาต่อบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าเหลือล้น
“คุณวสันต์...ผมอยากย้ายคนไข้เข้าศิริราช...”
“ทำไมครับ...!” นายแพทย์หนุ่มทำสีหน้าฉงนใจ
“คุณวรุตเป็นคนไข้ที่อยู่ในความดูแลของผมมาตลอด ที่สำคัญคือเขาเปรียบเสมือนญาติสนิทของผมจริง ๆ ถึงแม้ว่าคลินิกของเราจะเป็นคลินิกที่ทันสมัย และใหญ่โตพอสมควร แต่คุณก็รู้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือยังไงก็ไม่พร้อมเท่าศิริราช...คุณทำเรื่องขอย้ายรอ พร้อมกับติดต่อขอเตียงทางศิริราชให้ผมที ส่วนทางบ้านคุณวรุต เดี๋ยวผมจะจัดการเอง...ช่วยหน่อยนะคุณวสันต์...” คนมากวัยกว่าเอื้อมมือตบบ่าของคู่สนทนาเบา ๆ ก่อนหันหลังออกจากห้องนั้นทันที
เมื่อก้าวพ้นห้องฉุกเฉินออกมา นายแพทย์คมเดช เดชานุภักดิ์ นึกถามตัวเองด้วยความสนเท่ห์...เกือบสามสิบปีกับอาชีพนายแพทย์ของตน เห็นชีวิตของมนุษย์ เจ็บไข้ ล้มหายตายจากไปต่อหน้าไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่มาแล้ว แต่เหตุไฉน...? วันนี้...ทำไมรู้สึกกระวนกระวายใจเหลือเกิน ทำไมในฐานะที่ตัวเองเป็นถึงหุ้นส่วนใหญ่ใน...เดชาโพลีคลินิกแห่งนี้...จึงต้องขอย้ายคนไข้หนุ่มผู้นี้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช...? ไม่ต้องการเงินหรือ...? คำถามที่เจ้าตัวไม่มีคำตอบ
กับวรุต...นักเขียนหนุ่มผู้นี้รู้จักกันในงานสังคมแห่งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...เขาเป็นคนพูดคุยสนุกสนาน...เฮฮา แต่สิ่งหนึ่งที่นายแพทย์ผู้สูงวัยสังเกตเห็นก็คือในยามเผลอตัว จะเห็นแววตาอันเศร้าสร้อยของชายหนุ่มแฝงเร้นอยู่เสมอ...บางครั้งคล้ายแววตาว่างเปล่าจนน่าประหลาดใจ
เมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้น...ในฐานะนายแพทย์ จึงเป็นที่ไว้วางใจสำหรับการพูดคุยของชายหนุ่มมากขึ้น หลายครั้ง...ที่จู่ ๆ ก็ได้รับโทรศัพท์จากนักเขียนผู้นี้นัดรับประทานอาหารกันเป็นประจำ...เหตุผลของเขาก็คือ “คุณหมอเข้าใจผมดีกว่าใคร”
“หมอเชื่อมั้ย! ผมไม่เคยรักใคร...!” หรือ “ผมว่าโลกนี้ไร้สาระจัง” มักจะมีคำพูดแปลก ๆ หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มผู้นี้อยู่เสมอ และหากดูเผิน ๆ ชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนเจ้าอารมณ์อย่างร้ายกาจ เอาแต่ใจ ขี้โมโห ใจร้อนดุจไฟสุม เหมือนอย่างเมื่อสักครู่นี้...ทำท่าตะบึงตะบอนใส่...แค่ไม่พอใจที่สั่งยาให้กินเท่านั้น...เป็นอย่างนี้บ่อยครั้ง แต่ความจริงหลังจากที่ได้พบปะกันนานมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่นายแพทย์ผู้นี้มั่นใจก็คือ แท้จริงแล้วนักเขียนหนุ่มผู้นี้ เป็นคนอ่อนโยน มีน้ำใจกับทุกคน เพียงแต่ปากคอเราะร้ายเป็นบางเวลากับเฉพาะผู้ใกล้ชิดเท่านั้น มาถึงตอนนี้นายแพทย์คมเดชได้คำตอบ ตนต้องการชีวิตเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่เงิน! “เด็กเอ้ย...! หวังว่าคงไม่อายุสั้นนะ...เสียดายอนาคตยังอีกไกล...” คนสูงวัยได้แต่ภาวนาเอาใจช่วยคนอายุคราวลูก
“ป่านนี้...ตำรวจคงกำลังสอบสวนคนขับรถคู่กรณีอยู่ ประเดี๋ยวคงต้องมาสอบปากคำพยานที่นี่อีกแน่ ๆ...ยังมีเรื่องทำอีกเยอะเลยเรา...ก่อนอื่นโทร.บอกคนที่บ้านคุณวรุตก่อนดีกว่า” นายแพทย์คมเดชตัดสินใจแจ้งข่าวร้ายให้คนใกล้ชิดผู้นอนสงบนิ่งในห้องฉุกเฉิน
ความรู้สึกที่วูบหายไปชั่วครู่...ค่อย ๆ กลับคืนมา...คนหน้าขาวงุนงงคล้ายฝัน
“เมื่อตะกี้...โดนรถชนนี่หว่า...! ยังไงกันแน่...เอ๊ะ! ไม่เห็นเจ็บตรงไหนเลย...” ชายหนุ่มคิ้วเข้มก้มสำรวจร่างกาย ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยบุบสลายใด ๆ แม้แต่น้อย
“ตลก...อีกแล้ว...ท่าจะบ้าจริง ๆ เว้ย....!!” นึกขำในใจ
“สองสามวันมานี้มันเหมือนหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่เรื่อย....ไม่รู้ว่าตอนไหนจริงตอนไหนฝัน...แต่ตอนนี้ทำไมแปลก...ตัวเบาสบายอีกแล้ว...ดีจัง” พูดจบวรุตละสายตาจากการสำรวจร่างกาย...เหลียวมองทัศนียภาพรอบตัว...
“ฮั่นแน่...! คงฝันต่อตอนสองแน่ ๆ ...มาที่เก่าซะด้วย...”
ภาพที่เห็นข้างหน้าคือ เทวาลัยหินอ่อนสูงตระหง่าน...พื้นที่เจ้าตัวยืนอยู่ก็คือบริเวณแผ่นหินสลักร่องลึกเป็นดอกบัวเก้ากลีบที่เคยคุกเข่าลงกราบคราวนั้น...บรรยากาศรอบ ๆ ยังเหมือนเดิม...
“คราวนี้...คงไม่มีเจ้าเสียงโทรศัพท์ซังกะบ๊วยนั่นรบกวนอีกแน่ ๆ เจ้าประคู้น...ขอฝันให้สนุก ๆ สักหนเถอะวะ! นักเขียนจอมโวยวายอธิษฐานตามลมตามแล้ง...หัวใจลิงโลดตามประสาคนจิตซุกซน...
ชายหนุ่มกวาดสายตาสังเกต เทวสถานที่อยู่ข้างหน้า...ความงดงามหาที่ติมิได้ จากจุดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าถัดขึ้นไปเป็นบันไดทอดยาวขึ้นสู่ปากประตูเทวาลัย พื้นมันระยับดำสนิท...ราวบันไดสลักเป็นนาคราชเจ็ดเศียร แผ่พังพานแสยะเขี้ยวน่าเกรงขาม...แลดูคล้ายมีชีวิต ส่วนหางทอดยาวไปสู่เบื้องบน
“โอ้...โฮ...! บันไดเป็นหินชนวนเชียว...” คนหน้าขาวอุทานในใจ เมื่อสังเกตพื้นบันไดชัดเจน...ลักษณะการก่อสร้างเห็นชัดว่าเป็นการนำหินชนวนที่สกัดเป็นแผ่นหนามาวางเรียงปูพื้นทีละก้อน ๆ อย่างเป็นระเบียบ ราวบันไดนาคราชเจ็ดเศียรสลักด้วยหินอ่อนขาวนวล ศิลปะจัดจ้านงดงาม...หาที่ติ...มิได้
“ยังกะปราสาทเขาพนมรุ้ง...แต่สวยกว่าร้อยเท่า...” ใจหวนนึกไปถึงปราสาทหินที่เคยเห็นเมื่อครั้งไปเที่ยวมา...ลักษณะการก่อสร้างคลับคล้าย แต่ศิลปะลวดลายต่างกัน...ที่เห็นอยู่ในขณะนี้เหมือนรูปถ่ายที่เคยเห็นในหนังสือโบราณสถานของอินเดีย...ยิ่งกว่านั้นคือสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้าเป็นหินอ่อนขาวโพลนไปหมด...ประมาณค่ามิได้
ขณะที่จิตครุ่นคิด...เท้าทั้งคู่ก็พาชายหนุ่มมายืนอยู่หน้าประตูเทวาลัยที่ถูกเจาะเป็นช่องเหนือขอบประตูที่เรียกว่าหน้าบัน เป็นรูปศิลปะแกะสลักลงไปในเนื้อหินอ่อน ลวดลายอ่อนช้อยกระหวัดไหวเป็นเชิงช่อของเถาไม้เลื้อย บ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นบรมครูทีเดียว
...เสาประตูทั้งสองข้าง สลักเป็นรูปเทวนารีเปลือยอกอะร้าอร่าม องค์เอวคอดกิ่ว ตะโพกกลมกลึง อุ้งหัตถ์ถือคันศร ยืนเป็นทวารบาลเหมือนจริงทุกประการ
“แหม....! ถ้าได้ลอกทองเอาไปขาย...ละก้อ...รวยไม่รู้เรื่อง!” คนหน้าขาวนึกฝัน...ถึงความร่ำรวยหากสามารถนำวัตถุมีค่าสีเหลืองอร่ามไปเซ้งลี้ได้
“เอ๊ะกลิ่นอะไร...หอมประหลาด ๆ” นักเขียนหนุ่มทำจมูกฟุดฟิด เมื่อโสตประสาทสัมผัสถึงกลิ่นหอมโชยมากระทบนาสิก
“กลิ่นยังกะธูปหอมแก่นจันทน์...ไม่ใช่ต้องปนดอกมะลิกับน้ำอบถึงจะถูก...” เจ้าตัวสูดกลิ่นหอมพิสูจน์จนแน่ใจ...กลิ่นหอมดังกล่าวยิ่งขจรขจาย ตลบอบอวลทั่วบริเวณ...ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกขณะจิต
“เวียนหัวจัง...เป็นอะไรอีกล่ะนี่...” คนหน้าขาวรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย หัวสมองมึนงง...ปวดร้าวขึ้นเรื่อย ๆ
“คงเป็นเพราะไอ้กลิ่นประหลาด ๆ นั่นแน่ ๆ เลย” ผู้บุกรุกสถานที่ต้องห้ามปักใจ อาการมึนงงของตนเป็นเพราะกลิ่นหอมที่ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณนั้นแน่ ๆ
“โธ่เว้ย...! ใครทำไอ้กลิ่นประหลาดนั่นออกมาขอให้จู๊ด...” ขนาดสติสะตังจะเอาไว้ไม่อยู่ ๆ รอมร่อ คนปากร้ายยังไม่วายแช่งชักหักกระดูกเจ้าของกลิ่นหอมนิรนามนั่นอีก...ปากพูดแต่มือทั้งสองข้างยกกุมขมับคิ้วขมวด...สีหน้าบอกถึงความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นศีรษะเป็นริ้ว ๆ เจ็บจนแทบหัวระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ
“มันผู้ใดบังอาจก้าวสู่แดนศักดิ์สิทธิ์...มันผู้นั้นพินาศ....!” จิตประหวัดถึงคำสาปแช่งบนขอบประตูที่ตนเพิ่งก้าวผ่านเข้ามาก้องอยู่ในจิตใต้สำนึก
“ตายก็ดี...จะได้หมดเรื่องหมดราว มีแต่เรื่องบ้าบอคอแตก...ไม่รู้อะไรเป็นอะไร...” นักเขียนปากร้าย...นึกโกรธตัดใจตายเป็นตาย พริ้มตาหลับรอคอยโทษทัณฑ์...ฐานบุกรุกขัดขืนคำสาปแช่งของสถานที่ รู้สึกกายเบาโหวงลอยเคว้งคว้าง...ตัวมึนชาไปทั่วสรรพางค์กาย หัวเข่าอ่อนยวบยาบ เหมือนคนหมดแรง
“เอาอีกแล้ว...อาการเดิมกำเริบ...” เจ้าตัวนึกถึงอาการที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองบ่อย ๆ ในระยะหลังนี้...สภาวะจิตยังคงรับรู้หากแต่คล้าย ๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร
“ไปที่บัลลังก์...” จิตรู้สั่งดังก้อง...เท้าก้าวเดินเข้าหาบัลลังก์สีทองตระหง่านอยู่ข้างหน้าอย่างไร้การควบคุม...ใจหนึ่งนึกขัดขืน แต่ร่างกายพ่ายแพ้ไม่ปฏิบัติตาม...เหมือนตัวเองถูกพลังลึกลับบีบบังคับ...
“เหมือนผีอำ...” เจ้าตัวนึกถึงอาการที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเวลานอนหลับแล้วเมื่อตื่นขึ้น...รู้สึกตัวแต่ขยับร่างกายไม่ได้
“นะโมตัสสะ...ภะคะวะโต...ฯลฯ” คนหน้าขาวกำหนดจิตท่องมนต์เตือนสติตนหวังสลัดหลุดจากพลังลึกลับที่ควบคุมร่างกาย หากไม่เป็นผล
“เออ!....ดี สวดมนต์ก็ไม่ได้ผล...แล้วจะทำไงดีวะ...” นักเขียนหนุ่มหมดท่า...ตัดใจรอโชคชะตาที่กำลังก้าวเข้ามาหา...เท้าทั้งสองยังคงพาเข้าหาบัลลังก์สีทองใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ จิตรู้สึกเหมือนการก้าวเท้าช้าเนิบนาบ เหมือนหนังสโลว์โมชั่น...ร่างกายยังชาหนึบ...
พลันหูทั้งสองข้างได้ยินเสียงสาธยายมนต์...เริ่มจากแผ่วเบาแล้วค่อยดังกระหึ่มอื้ออึ้ง...เสียงรัวเร็วจับความแทบไม่ได้...ได้ยินถนัดอยู่คำเดียวคือ โอม...โอม...ๆๆ
“โดนผีแขกเล่นงานแน่ ๆ เลยเรา...มิน่าสวดมนต์ภาษาไทยจึงทำอะไรมันไม่ได้...” นักเขียนหนุ่มคาดการณ์ขณะครุ่นคิด
เท้าทั้งสองข้าง...ที่เจ้าตัวไม่อาจบังคับได้ พามาหยุดอยู่ ณ เบื้องหน้าบัลลังก์สีทองคลุมด้วยหนังลายเสือตัวนั้นแล้ว...เสียงพร่ำบ่นพระเวทด้วยภาษาที่แปลกหูยังคงอึงอลอยู่ในโสตประสาท...วรุตอยากจะกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความรำคาญ หากแต่เหมือนใครเอามือปิดปากสนิทไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้สักนิด...ได้แต่ตะโกนด้วยความคลั่งแค้นอยู่ในอก...
“โว้ย....! ไอ้คนฉิบหายไหนทำวะ...แน่จริงโผล่หน้าออกมาสิวะ....! ข่มเหงกันแบบนี้...ไม่ใช่ลูกผู้ชายนี่หว่า...” เสียงตัวเองดังก้องอยู่ในจิต แต่ไร้เสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก...ขาทั้งสองข้างก้าวขึ้นสู่บัลลังก์นั้นทันที...
“โอ้ย....!...เจ็บ” ชายหนุ่มร้องสุดเสียงในอก...รู้สึกร่างกายสั่นสะท้านเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านร่าง เมื่อกระทบกับบัลลังก์ หัวใจ...เหมือนหยุดนิ่ง ความรู้สึกเจ็บปวดในร่างกายแผ่ขยายซ่านไปทั่ว หน้าผากเหมือนถูกหมุดตรึงจรดท้ายทอย...สมองคล้ายหมุนวนแรงขึ้น ๆ ๆ
“จบกันที...” คนหน้าขาวรำพึง...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com