
บทที่ ๒ (ตอนสุดท้าย)
หากเมื่อวางหูโทรศัพท์ได้สักพัก...วรุต...นึกขันตนเอง...แปลกใจว่าทำไมวันนี้...อารมณ์จึงฉุนเฉียวผิดปกติ ขณะเดียวกันก็ฉุกคิดถึงร่างกาย...ตอนนี้อาการชาหายไปแล้ว ร่างกายเหมือนปกติทุกอย่างความเหนื่อยอ่อนไม่ปรากฏให้เห็น
“แปลก...หายไปหมดแล้วแต่ยังไงก็ต้องพบหมอ...ตรวจร่างกายสักทีก็ดี...” ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเองยืนยันความตั้งใจเดิม
เสียงเปิดประตูหน้าบ้าน...เจ้าของบ้านรู้ว่าเป็นเสียงของน้าแม้นคนรับใช้เพียงคนเดียวในบ้าน...ที่ไว้วางใจยิ่ง...ชีวิตวัยสามสิบที่ผ่านพ้นไร้คู่ครองเคียงข้าง...ได้อาศัย น้าแม้นหญิงวัยกลางคนเป็นผู้ดูแลรับใช้จัดการทุกอย่างภายในบ้าน เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า...ทำไมไม่แต่งงาน...? ทั้ง ๆ ที่มีหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตน
“เกิดมา...ไม่เคยรักใคร...?” นั่นคือคำตอบเมื่อมีคนถามถึงการแต่งงาน...หลายคนหัวเราะทำหน้าไม่เชื่อแต่เขามั่นใจ ความจริงเป็นเช่นนั้นจริง...!
หลายครั้งที่ วรุตพยายาม...นึกอยากจะมีเพื่อนร่วมชีวิต...อยากมีลูกสืบสกุล...แต่...ไม่สามารถทำหัวใจให้รักใครได้... “...เหมือนรอใครสักคน...รอก่อน...” ใจคอยครุ่นคิดบอกตัวเองเช่นนั้นมาตลอด
“คุณคะ...!” เสียงน้าแม้นเรียก...ทำลายภวังค์ความคิดของชายหนุ่ม
“รอเดี๋ยวจ๊ะ...!” คนหน้าขาวรับคำเดินไปเปิดประตูห้อง
“อาหารเช้าเตรียมแล้วค่ะ!...คุณท่านจะรับเลยรึเปล่าคะ...” น้าแม้นของชายหนุ่ม...พูด...แต่สีหน้าแปลกใจเพราะเจ้านายของหล่อนยังอยู่ในชุดนอน ความอิดโรยปรากฏชัด
“เมื่อคืน...นอนไม่หลับหรือไงคะ...ท่าทางแย่จัง!” คนสูงวัยกว่าถามเสียงนุ่มนวล ด้วยความอาทร
“เปล่าจ๊ะ...!” เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย เดี๋ยวพอสาย ๆ จะแวะไปหาหมอหน่อย...อ้อ! ประเดี๋ยวจะมีเด็กมารับต้นฉบับช่วยส่งให้เขาที”
คนคิ้วเข้มพูดจบพยายามฝืนยิ้ม...ให้คนมากวัยกว่าหายวิตกทุกข์ร้อน
“อาหารเช้าตั้งไว้ก่อนเถอะ...น้าแม้น ขออาบน้ำก่อน...วันนี้ของดกาแฟ...เปลี่ยนเป็นนมนะ...” ชายหนุ่มไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับร่างกายตัวเองเมื่อคืน
“ค่ะ!...” น้าแม้นรับคำหันหลังกลับ...นึกฉงนในใจครามครัน ปกตินายหนุ่มของเธอ ชอบกาแฟรสขมไม่ใส่นมน้ำตาลที่สุด...แต่ไฉนวันนี้ไม่แตะ...เมื่อก่อนใช่ว่าจะไม่เคยทักท้วง...แต่คนอ่อนวัยกว่าหัวเราะร่า
“ช่างมันเถอะน้าแม้น...เรื่องกินเรื่องใหญ่เรื่องตายเรื่องเล็ก...ไม่เห็นต้องเป็นห่วงใครลูกเต้าก็ไม่มี...มีน้าแม้นอยู่คนเดียวตายไปยกสมบัติให้น้าแม้นน่ะแหละ...ตายช้าเดี๋ยวน้าแม้นอดได้นะ...”
“เราก็เอาไม่อยู่ซะด้วยสิ...! เมื่อไหร่จะมีคู่ครองกับเขาสักทีก็ไม่รู้ จะได้ให้คุณนายผู้หญิงกำราบบ้าง...” คนมากวัยส่ายหน้าทำเหมือนระอาเต็มทน
แดดยามสายแผดเผาร้อนระอุ ผิดกับเมื่อคืนที่ผ่านมาฝนฟ้าตกจนลืมหูลืมตาแทบไม่ขึ้น...มาวันนี้ร้อนจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฤดูฝน...รถเก๋งสีน้ำเงินเข้มเลี้ยวปราดจอดกึกลงหน้า โพลีคลีนิก
ชายหนุ่มผิวขาวคิ้วเข้มร่างสูงโปร่งวัยประมาณสามสิบ...ก้าวลงจากรถ
“ร้อนจังเว้ย...! สงสัยน้ำยาแอร์หมดอีกแล้ว เปิดสวิชท์ไฮ-คูลแต่มันดัน ไฮ-ฮอท...ไปได้...” เสียงบ่นกับตัวเองงึมงำ
“อ้าว! คุณวรุต...มาพบหมอหรือคะ?” เสียงใสของผู้หญิงดังขึ้นเมื่อเห็นนักเขียนหนุ่มก้าวเข้ามาในคลีนิก เขาชะงักหันตามเสียงสาวสวยในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตายิ้มให้...เมื่ออีกฝ่ายหันมามอง...คนคิ้วเข้มยิ้มรับ สาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาคนทักทาย
“นึกว่าใคร...คุณศศิประไพนี่เอง” คนวัยสามสิบรับไหว้เมื่อฝ่ายตรงข้ามยกมือทำความเคารพ
“หมอคมเดชอยู่ไหมครับ?” วรุตถามถึงนายแพทย์ประจำตัวของตน
“อยู่ค่ะ...คุณวรุตนั่งรอก่อนนะคะ คุณหมอกำลังตรวจคนไข้อยู่ค่ะ คงไม่เกินสิบนาที” พยาบาลสาวตอบด้วยรอยยิ้มมีไมตรี
นักเขียนพยักหน้ากล่าวขอบคุณ แล้วถอยไปนั่งรอตรงเก้าอี้ที่จัดไว้ให้ลูกค้าของคลีนิกนั่งรอหน้าห้องตรวจโรค เขานึกชมพยาบาลสาวที่ทักทายเมื่อสักครู่ “อัธยาศัยดีจริง... น่ารัก...ทั้งกิริยามารยาทที่สำคัญคือยิ้มสวยเหลือเกิน”
วรุต...จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอหล่อนก็เพราะเจ้าโรคกระเพาะอาหารตัวดีกำเริบ...ต้องระเห็จมาพบหมอที่นี่บ่อยครั้งจนจำหน้าได้...ที่สำคัญคือเธอเป็นนักอ่านแฟนประจำนวนิยายที่ตนเขียน
“อ่านนวนิยายที่คุณเขียนเกือบทุกเรื่อง...ชอบมาก...เพิ่งจะเห็นตัวจริงวันนี้เอง...” หญิงสาวทำตาโต วรุต...ยังจำสีหน้าลิงโลดแกมทึ่งเมื่อรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของนามปากกาที่หล่อนเฝ้าตามอ่านอย่างหัวปักหัวปำ
“คุณวรุตคะ...เชิญที่ห้องคุณหมอค่ะ...!” เสียงใสนุ่มนวลของพยาบาลสาวคนเดิมดังขึ้น...
คนคิ้วเข้มเงยหน้ามองฝ่ายตรงข้าม... จู่ ๆ รู้สึกตัวเองเบาโหวงตาพร่ามองเห็นคนที่ยืนข้างหน้าเป็นเงาซ้อนไหว......ประกายสีรุ้ง...กระจ่างตา... ภาพที่เห็นกลับกลาย...เป็นผู้หญิงสูงโปร่งเอวบางสวมอาภรณ์แปลกตา...เหมือนส่าหรี...สีขาวนวล เครื่องประดับแพรวพราวระยิบ...งามยิ่งกว่าสตรีใดในหล้า...
“ปารมิตา...” ชายหนุ่มพึมพำแผ่วเบา ปากหลุดคำ ๆ นี้ออกมาโดยไม่ได้นึกคิดล่วงหน้า
หากชั่วกะพริบตา...ภาพข้างหน้าพลันเลือนหายไร้ร่องรอย...คนหน้าขาวยกมือขยี้ตาตัวเอง...ไม่แน่ใจ...จมูกพลันได้กลิ่นคล้ายธูปหอมอบอวลวูบ...! แล้วหายวับ...
“คุณคะ! เป็นอะไรหรือเปล่า...คุณวรุตคะ...” เสียงพยาบาลสาวเรียกชื่อ...เมื่อเห็นชายหนุ่มตาเบิกกว้างมองเธอไม่กะพริบตา
“อ้อ! ครับ...ไม่เป็นไรครับ...รู้สึกไม่ค่อยสบาย...สงสัยจะเป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย” ...คนพูดขมวดคิ้วถาม “มีคนจุดธูปหรือเปล่าครับ...เมื่อสักครู่ผมได้กลิ่นธูป” คนหน้าขาวส่ายตาหาที่มาของกลิ่นหอมกระทบนาสิก
“...ไม่เห็นมีนี่คะ...คลีนิกเป็นห้องกระจกติดแอร์จุดธูปไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยวคนไข้สำลักควันตายพอดี...” หญิงสาวเอียงคอมองด้วยประหลาดใจในคำถามประโยคนั้นของนักเขียนหนุ่ม เพราะเธอไม่ได้กลิ่นอะไรเลย นอกจากกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจาง ๆ ของคลีนิกเท่านั้น
“เชิญเถอะค่ะ...!” คุณหมอรอคุณวรุตอยู่” พยาบาลสาวเตือน...ชายหนุ่ม เมื่อเห็นเจ้าตัวยังนั่งทำสีหน้า งงงวย...ครุ่นคิด...
“เชิญครับ”...เสียงขานรับของนายแพทย์เจ้าของห้องเมื่อนักเขียนหนุ่มเคาะประตูเป็นเชิงขออนุญาต
“ท่าจะนอนไม่หลับ...” นายแพทย์วัยประมาณห้าสิบหลังจากเหลือบมองดวงตาแดง ๆ ของนักเขียนหนุ่มแว่บเดียวที่โผล่หน้าเข้ามา...ทักทายเหมือนคนคุ้นเคย ผู้อ่อนวัยกว่าไม่ตอบคำนั่งแผละลงบนเก้าอี้ตรงข้ามถอนหายใจเฮือก...อย่างคนหมดแรง
“ถ้าจะต้องหาหมอโรคจิต...แน่ ๆ” ชายหนุ่มเปรยเบา ๆ เอามือเสยผมตัวเอง
นายแพทย์วัยกลางคนมองลอดแว่นสายตาหนาเตอะ จับนิ่งบนใบหน้าของนักเขียนหนุ่มขมวดคิ้ว...งุนงงกับคำพูดประโยคนั้น...!
“ไม่เคยเห็นสีหน้าแสดงความเบื่อหน่ายแบบนี้ของคุณมาก่อนเลย”
“ไม่รู้สิหมอ...ผมว่าสองวันมานี้ผมท่าจะบ้า...” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับส่ายหน้า...บอกถึงความเหนื่อยหน่ายอย่างสาหัส...ตากวาดมองรอบห้องที่ทาสีขาวอมฟ้าสะอาดตามาหยุดตรงแจกันดอกไม้บนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย
“ก่อนอื่นตอบคำถามผมสักสองสามคำก่อน...แล้วค่อยสรุปว่าคุณบ้าหรือไม่...ดีมั๊ย...คุณ วรุต?” นายแพทย์คมเดชหยิบ โอ.พี.ดี.การ์ดที่วางบนโต๊ะพลิกดูประวัติของคนไข้ที่นั่งอยู่ข้างหน้า...ก่อนเงยหน้าขึ้นถาม
“อาการ...โรคกระเพาะที่เคยเป็น...ตอนนี้เป็นไง...”
“อาการอิ่มก็ปวด...หิวก็ปวดหายแล้ว...แต่มีอาการพะอืดพะอมบางครั้ง...เหมือนคนคลื่นไส้...” คนหน้าขาวตอบคำถามเสียงเรียบ ตาจับอยู่ที่แจกันสีขาวปักกุหลาบแดงดอกเดียวบนโต๊ะทำงานของนายแพทย์คมเดชอย่างเหม่อลอย
“ในประวัติเก่า...บันทึกว่าคุณเคยมีอาการปวดศีรษะอย่างแรง......”
“ครับ!... ระยะนี้ไม่เป็นแล้ว แต่บางครั้งเหมือนมีของแหลมแทงเข้าไปในหัวใจเจ็บแปล๊บ ...เสียวในอก พอมีอาการแบบนี้ตัวจะชาดิกหูอื้อ...ใจสั่น...” ชายหนุ่มตอบ ตายังไม่วางจากแจกันบนโต๊ะ
“เหงื่อออกหรือเปล่า...เวลามีอาการอย่างที่บอก...”
“ครับ...!! ไม่รู้เป็นโรคหัวใจหรือเปล่า...หรือเหน็บชา...ก็ไม่รู้?”
“ช่วยนอนบนเตียงตรวจไข้หน่อยครับ...!!” นายแพทย์วัยกลางคนออกคำสั่ง...ด้วยน้ำเสียงสุภาพ...ไม่ตอบคำถามที่คนคิ้วเข้มสงสัย
วรุต...เดินตรงไปยังเตียงตรวจอาการ ก้าวขึ้นเตียงรอรับการตรวจอย่างว่าง่าย
................................................................. !!??......................................................................
คนสูงวัยกว่าถอนเครื่องมือฟังการเต้นของหัวใจออกจากทรวงอกคนไข้...สีหน้าเรียบเฉย
“เชิญที่โต๊ะเลยครับ...” คนสูงวัยกว่าหยุดการตรวจ ขยับตัวเดินตรงไปยังเก้าอี้นั่งทำงานตัวเดิม
“เป็นไงบ้างครับหมอ...?” วรุตถามหลังก้าวลงจากเตียง
“ไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจแน่ เสียงเต้นปกติ...หมอว่าอาการของคุณเป็นเพราะการพักผ่อนน้อย...และเครียดเกินไป พักผ่อนมาก ๆ ก็หาย เวลาเครียดใจจะสั่นรู้สึกเหนื่อย...เหงื่อออกมากผิดปกติ” นายแพทย์วัยห้าสิบตอบ คำถามเสียงเรียบ
“เดี๋ยวก่อนคุณหมอ...!! แสดงว่าผมกำลังเป็นโรคประสาทละสิ!” ...ชายหนุ่มตาเหลือกละล่ำละลักถาม...คนมากวัยกว่าหัวเราะ
“คุณเข้าใจผิด...หมอไม่ได้บอกอย่างนั้น...อาการที่คุณเป็นเวลานี้ เป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานทั่วไป...อาการเครียดจากหน้าที่การงานหรือเรื่องในครอบครัวก็ตาม สามารถส่งผลข้างเคียงต่อระบบทำงานของร่างกายคนเราในส่วนอื่น ๆ ได้...เอาแค่เวลาคนเรากำลังเสียอกเสียใจมาก ๆ ก็กินข้าวไม่ลง...เดี๋ยวนี้โรคความเครียดคนเป็นกันมาก...ถ้าสภาพจิตใจดีขึ้นอาการเหล่านั้นก็หายไปเอง...หรือไม่ก็ใช้ยาคลายประสาทช่วยในบางครั้ง...”
นายแพทย์คมเดชอธิบายยืดยาว...แต่คนคิ้วเข้มยังไม่หายสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายตัวเอง
“มั่นไม่ใช่อย่างนั้นนะสิครับ...ผมถึงกับฝันกลางวันแสก ๆ ฝันขณะที่ลืมตาอย่างนี้แหละ! ขนาดเห็นหน้าคุณพยาบาลศศิประไพเป็นหน้าสาวอินเดียห่มส่าหรีเชียวนะครับ...เมื่อคืนก็ฝันเป็นตุเป็นตะว่าไปเที่ยวเมืองสวรรค์มาอีกด้วย...แล้วอย่างนี้เรียกว่าเครียดธรรมดา ๆ หรือครับ...” คนมาพบแพทย์แย้ง สีหน้าไม่วางใจในคำวินิจฉัยโรคของอีกฝ่าย
“เอาเถอะครับ...! ผมจะจัดยาให้กินดูก่อน ยังไงในสองสามวันนี้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นค่อยมาหาอีกที ขอดูอาการอีกนิดเถอะครับ” นายแพทย์คมเดชรีบสรุป...เมื่อเห็นชายหนุ่มชักงุ่นง่านเต็มทน
“โอ.เค... งั้นผมไม่รบกวนละ...ลาละครับ...” คนอ่อนวัยกว่ายกมือไหว้ลาเอาง่าย ๆ ผลุนผลันผลักประตูออกไปรวดเร็ว
วรุต...ออกจากห้องตรวจโรคเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์จ่ายยาของคลีนิก ด้วยอารมณ์ขุ่นในอกอย่างไร้เหตุผล
“ยาอีกแล้ว...! ตูละเบื่อ...!” คนหน้าขาวบ่นกับตัวเอง เพราะรู้สันดานกินยายากของตน จนบางครั้งน้าแม้นแทบจะต้องหาไม้เรียวมาคุมให้กินยาตอนป่วยไข้
“หมอสมัยนี้ ก็ยังงี้ละวะ ตั้งคลีนิกขายยาชัด ๆ ฟังเสียงหัวใจเอามือเคาะหน้าอกสามสี่ที เอาไฟฉายส่องดูลูกกะตาสองครั้ง แล้วก็สั่งจ่ายยา แพงหูฉี่ขึ้นตั้งหลายเท่า...ไม่รวยไงไหว...” คนขี้บ่นยังคงบ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้ง...เดินออกจากคลีนิก...เห็นร้านอาหารระดับเชลล์ไม่ต้องชิม ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน...นึกขึ้นได้ว่า ข้าวมื้อกลางวันยังไม่ตกถึงท้อง
“หาข้าวเจี๊ยะดีกว่า...!” ชายหนุ่มคิด...พร้อมกับสาวเท้าก้าวข้ามถนนไปยังร้านอาหารที่เห็นข้างหน้า
ฉับพลัน...!
เสียงเครื่องยนต์ แผดสนั่น...พร้อมกับเสียงล้อยางบดถนนดังลั่น...
เอี๊ยด...!!!
รถเก๋ง...สีดำคาดสติกเกอร์เหลืองส้มบาดตา ทะยานออกจากสี่แยกไฟแดงด้านขวามือของคนคิ้วเข้ม พุ่งตรงดิ่งเข้ามาหา...รวดเร็วปานสายฟ้า
“ฉิบหาย...!!” ชายหนุ่มวัยสามสิบสะดุ้งเฮือกตาเหลือก
“ตายแน่...! แล้วเรา!”
--------------------------------------------------------------------------------------------------
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com