การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๑๒ อุทาหรณ์..หลักภาวนาน่าจดจาร by แม่ล่ม

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#545]

ตอนที่ ๑๒ อุทาหรณ์..หลักภาวนาน่าจดจาร

 

     ก่อนเล่าตอนต่อไป ขอแทรกเรื่องที่ค้างคาใจของท่านผู้อ่านสักนิดก่อนนะคะ หลังจากพรรณนาถึงพระเมตตาของมหาฤาษีและมหาวิษณุฯไป มีญาติธรรมที่ไม่ได้เดินทางไปด้วยทักท้วงมาว่า อยากให้เล่าเกร็ดความรู้ต่างๆให้อ่านอีกบ้าง ส่วนบางท่านที่แม้จะอยู่และฟังพร้อมกัน ก็อยากเก็บรายละเอียดบางแง่มุมที่น่าบันทึกไว้ จึงขอร้องให้แม่ล่มขยายความอีกครั้ง

     แม่ล่มเลยหวนคิดถึงข้อสรุปจากชีวิตการเป็นครูว่า แม้จะเตรียมตัว เตรียมเนื้อหามาดีอย่างไร แต่การรับความรู้ของเด็กๆก็ไม่เท่ากัน เนื่องจากส่วนหนึ่งมาจาก พื้นความรู้มีไม่เท่ากัน ดังนั้นอย่ายึดแม่ล่มเป็นบรรทัดฐานทั้งหมด ท่านอื่นอาจรู้และรับได้มากกว่า เพียงแต่ไม่มีโอกาสถ่ายทอดเท่านั้นเอง และบางทีแม่ล่มอาจเก็บได้ไม่ครบทุกเรื่อง แต่ขยายความได้ลึกก็เป็นได้ เพราะการฟังธรรมะที่ทรงสอนของแม่ล่มนั้น ส่วนหนึ่งได้มาจากความคุ้นเคยมานานพอสมควร อีกทั้งทรงกระหนาบแม่ล่มมาทุกระยะ ตรงไหนที่ไขว้เขวก็ทรงจัดระเบียบความคิดให้ด้วยพระทัยที่อดทนอย่างยิ่งกับศิษย์หัวขี้เลื่อยคนนี้ อีกส่วนคงได้จากประสบการณ์การจับใจความ ทำให้สามารถเก็บเนื้อหาสำคัญได้พอควร เป็นอันยุติว่าคงต้องเล่าเพิ่มเติมบ้างเท่าที่จำได้ ทั้งนี้ท่านใดที่รับธรรมได้มากกว่านี้ โปรดแบ่งปันเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็จักเป็นพระคุณ

     เย็นวันสุดท้ายของการพักที่อุทยานรามคำแหง(เขาหลวง) เราเตรียมทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็นตามรายการที่หมอไอซ์มีน้ำใจจัดเตรียมให้ทั้งวัตถุดิบ เครื่องปรุง เครื่องมือและอุปกรณ์ครบถ้วน เหลือแต่กระบวนการทำให้สุกเท่านั้น ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหาสำหรับเชฟแถวหน้าอย่างน้องเพ็ญพิชยา คุณต่อ(คุณแม่น้องแนน) และคุณหลุยส์ของเรา

     แต่บรรดาเชฟทั้งหลายกลับไม่สามารถปรุงอะไรตามใจได้ เพราะถ่านอัดแท่งที่เตรียมมาไม่ยอมเป็นใจเสียเลย ทั้งที่ลูกเสือกลุ่มพิเศษเฉพาะกิจอันมี ภูเตศวร คุณหลุยส์ คุณเอกราชและคุณวี นำความรู้การเข้าค่ายลูกเสือมาช่วยกันก่อไฟตั้งแต่บ่ายจนมืดค่ำ ในที่สุดต้องนำมาเผาบนเตาแก๊สแทน

     “ความรู้ลูกเสือสำรอง สามัญ รุ่นใหญ่ และวิสามัญ แม้กระทั่งระดับผู้กำกับลูกเสือ ยังสู้เตาแก๊สไม่ได้”

     ภูเตศวรขันตัวเองกับคณะลูกเสือของตัว พลางปาดเหงื่อ แต่เจ้ากรรม แม้จะติดแต่ก็ทำอาหารได้ไม่ทันใจคณะที่รอรับประทาน เพราะร้อนไม่พอ ซ้ำยังทำท่าจะดับได้ตลอดเวลา ในที่สุดเชฟเพ็ญเลยเล่นบทสำรวม คือนำทุกอย่างมารวนในหม้อบนเตาแก๊สแทน เพราะได้รับการโอดครวญจากคุณเอกราช จนเรากลั้นหัวเราะไม่อยู่

     “มื้อนี้เป็นรายการหมูครึ่งบกครึ่งน้ำหรือเปล่าครับ ถึงนุ่มนอกเหนียวในได้ใจขนาดนี้”

     “ก็หมูที่คุณกำลังอร่อย ครึ่งหนึ่งอยู่บนที่ย่าง อีกครึ่งจุ่มในน้ำซุปนี่นา เลยสุกนอกดิบในอย่างที่คุณสัมผัสอยู่นั่นแหละค่ะ” แม่ล่มเฉลย

     “อุ้ย! ..แล้วผักกูดเนี่ยยี่ห้อเกี่ยวตับหรือเปล่าคร้าบ”

     พูดพลางชูยอดผักกูดยาวประมาณคืบกว่าให้มวลชนช่วยกันทัศนา คราวนี้น้องอัญ ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการผักกูดขำตัวเองกลิ้งไปมา

     “หนูโดนมาแล้ว กลืนไปตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในคอ อีกครึ่งยังอยู่ในปาก ชักคะเย่อกันน่าดู” เชฟเพ็ญรับรองอีกเสียง

     เรื่องราวทั้งหมดเป็นฉากหลังที่เล่าเพื่อประกอบวิธีที่มหาวิษณุฯทรง ทอดพระเนตรธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลก ในแง่มุมที่น่าทึ่ง สมควรน้อมนำมาใช้เป็นหลักในการมองอะไรรอบตัวอย่างชาญฉลาดให้เกิดปัญญาเยี่ยงพระองค์ท่าน

     เช้าวันเดินทางกลับ มหาวิษณุฯได้เสด็จประทานธรรมะตามที่เล่าไปแล้วนั้น แม่ล่มแปลกใจมากที่ทรงประกาศพระนามของพระองค์ถึงสองครั้งสองครา พลางกวาดสายพระเนตรจับจ้องตาเราทีละคน ชนิดที่แม่ล่มถึงกับก้มหน้าหลบทีเดียว

     “ถ้าทำจิตใจให้พ้นอยู่เหนือโลกได้ ก็ไม่มีอะไรสามารถทำให้ใจเราลุกไหม้เป็นทุกข์เดือดร้อน จากเพลิงกิเลส ตัณหาได้เช่นกัน เฉกเช่นถ่านที่หมดเชื้อ หรือเชื้อเบาบางเหลือน้อย ก็จะจุดติดยาก ถึงติดก็ดับง่ายหรือไม่ติดเลย อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้”

     การพยายามช่วยกันทำทุกวิถีทางให้ถ่านติด แม่ล่มก็มองแบบคนมีสติปัญญาน้อยคือ จำตราสินค้าแล้วบอกตัวเองว่าคราวหน้าจะไม่ซื้อมาใช้อีก แล้วก็ชื่นชมเหมือนทุกคนว่า แม้ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองก็ได้ เพราะสมาชิกมีจำนวนมาก แต่ภูเตศวรกับศิษย์ชายก็ช่วยกันคนละมือคนละไม้ อย่างสุดความสามารถ จนได้ถ่านมาทำอาหาร มองได้เท่านี้จริงๆค่ะ

     ในทางกลับกันความละเอียดของจิตในภูมิของอรูปพรหมหรือแดนสุทธาวาส มหาวิษณุฯทรงมีสายพระเนตรต่างไปจากปุถุชนได้ชัดเจน โดยทรงพินิจพิจารณาได้ลึกซึ้งอย่างคิดไม่ถึง ถ้าข้อสังเกตนี้เป็นประโยชน์ต่อท่าน ขอกราบถวายอานิสงส์ทั้งหมดแด่มหาวิษณุเจ้าจากใจของแม่ล่ม


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

     กลับมาที่โรงเจหมื่นประทาน อุทยานเทพประทานเขาสอยดาวอีกสักเรื่องสองเรื่องตามคำขอค่ะ

     อาอี๊เล่าว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการที่ท่านจะตกลงปลงใจ เสียสละทุกอย่างมาสร้างสถานปฏิบัติธรรมฝ่ายมหายานนี้ เพราะก่อนหน้านี้ ท่านเป็นพุทธศาสนิกชนที่ปลงใจลงที่พระศากยมุนี บรมศาสดาเอกของโลกองค์ปัจจุบันในภัทรกัปป์อย่างแน่นแฟ้น อีกทั้งยังศรัทธาในครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาธุระหลายต่อหลายรูป ที่ท่านดั้นด้นไปกราบ อาทิหลวงปู่ขาว หลวงปู่ชา หลวงปู่แหวน หลวงปู่ดูลย์ หลวงตามหาบัวฯลฯ โดยมีจุดหมายขอพ้นทุกข์เป็นที่สุด

     แต่แล้ววันหนึ่งต้องพลิกตัวเองมาเดินอีกบนเส้นทางหนึ่งที่ยาวไกลยิ่งขึ้นในการพ้นทุกข์ เพื่อทำหน้าที่ถวายพระอมิตตภพุทธเจ้า ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีความรู้ในพระสูตรทางมหายานเลย เนื่องจากอาอี๊มาสะดุดใจกับบทสรรเสริญพระพุทธเจ้าในอดีตที่ขึ้นต้นว่า

     “สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสัญจะ สหัสสะเก, ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕ แสน ๑หมื่น ๒พัน ๒๘พระองค์ ด้วยเศียรเกล้า”

     จากนั้นจึงสนใจค้นคว้า ศึกษาพระสูตรต่างๆที่กล่าวถึงพระจริยาวัตร พระปณิธานของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์อันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาธรรมต่อสัตว์โลกอย่างยิ่ง บางองค์ถึงกับตั้งพระปณิธานว่าจะทรงส่งสัตว์โลกให้พ้นทุกข์คนสุดท้ายเสียก่อน จึงจะเข้าสู่แดนพระนิพพาน

     นับเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านหันกลับมาตั้งมั่นว่า การบรรลุพระนิพพานนั้นยากยิ่งสำหรับคนส่วนใหญ่ที่บารมียังไม่เต็มพละ หากปฏิบัติตนเป็นพุทธมามกะที่ดี ทำดีเว้นชั่ว มีจิตใจเป็นกุศล เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลต่อเพื่อนร่วมทุกข์ เว้นการเบียดเบียนทุกสรรพสัตว์ อันเป็นหัวใจของการเป็นโพธิแล้วไซร้

     จิตที่ตั้งมั่นสู่กระแสโพธินี้ จักได้รับพระเมตตาจากพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์รับเข้าสู่แดนพุทธเกษตรของพระองค์ จากนั้นจึงค่อยบำเพ็ญเพียร สั่งสมบารมีจนสำเร็จโมกขธรรมที่นั่นก็สุดแท้แต่คำอธิษฐาน

     อาอี๊ทำหน้าที่ชี้แนะอีกทางเลือกให้ผู้มีวาสนาบารมีหรือ “มีสายใยสัมพันธ์”กับพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ว่า ให้หมั่นบริกรรมพระนามของแต่ละพระองค์วันละ๒ครั้งเช้าตื่นนอนและเย็นก่อนนอนครั้งละ ๑๐ จบ

     “อี๊ขอแนะนำว่าให้เตรียมผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนเล็กใหม่ๆ วางบนหมอน ท่านก็สวดมนต์ของท่านไปตามปกติ เสร็จแล้วขอเพิ่มคำนมัสการอีก ๑๐ จบ จากนั้นพับผ้าที่รองเก็บไว้ แล้วค่อยคลี่มากราบครั้งใหม่ เพื่อแสดงความเคารพต่อองค์ท่าน เป็นการกันเหนียวไงคะ เผื่อไว้.. เกิดบุญกุศลหรือจิตเรายังไม่เต็มที่ อย่างน้อยก็ตั้งจิตขอมาพักที่แดนพุทธเกษตรก่อนก็ยังดีกว่าหลงไปที่อื่น ”

     คำที่อาอี๊แนะนำให้บริกรรมเป็นของพระอมิตตภพุทธเจ้าคือ “นำมอ ออนี ทอฮุก”ค่ะ

     ส่วนเกร็ดความรู้เรื่องน้ำนั้น ทั้งอาอี๊และภูเตศวรอธิบายและสนับสนุนกันโดยเนื้อหาว่า

     ธรรมชาติใดที่ได้ชื่อว่า”แม่”นั้น มักมีความเมตตาการุณย์ เอื้ออาทรแก่มวลสัตว์โลกทั้งหลายเสมอกัน เช่นแม่พระธรณี แม่พระคงคา ใครจะเหยียบย่ำ ทำลาย ถ่ายของเสียทั้งหนักและเบา ทิ้งของสกปรกลงสู่ท่านตลอดเวลา ท่านก็รับไว้หมด ไม่เคยบ่นหรือดุด่าว่ากล่าวให้เราเป็นทุกข์เสียใจ ในพุทธประวัติมีการกล่าวถึงเจ้าชายสิทธัตถะก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงขอให้แม่พระธรณีเป็นพยานในบุญกุศลทั้งปวงของพระองค์ที่ทรงกระทำมา โดยทรงกรวดน้ำ(แม่พระคงคา)ฝากไว้ แม่พระธรณีจึงบีบมวยผมจนบังเกิดกระแสน้ำไหลมาท่วมกองทัพพระยามารในที่สุด

     คนไทยให้ความสำคัญต่อแม่พระคงคามายาวนาน เนื่องจากเป็นสังคมที่อิงอยู่กับน้ำ พิธีกรรมต่างๆของไทยจึงผูกพันกับน้ำมาตลอด อาชีพเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยน้ำหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มชื้น เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ ใช้น้ำทำน้ำมนต์ ทำบุญก็ต้องกรวดน้ำ การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ สรงน้ำพระในวันสงกรานต์นั้นก็ถือว่าน้ำเป็นเครื่องชำระล้างมลทิน ชะล้างโรคภัยไข้เจ็บและสิ่งไม่ดีให้หมดไป ฉะนั้นเราควรเคารพนบนอบและสำนึกถึงพระคุณของพระแม่คงคาให้มากที่สุด

     แม่ล่มถูกใจมากกับคำอธิษฐานของอาอี๊เรื่องการตายและสุขภาพ ที่ว่า

     “ขอให้ตายง่าย ตายคล่อง ตายสะดวก ตายสบาย”

     “ขอให้สุขภาพแข็งแรงเท่าอายุสังขารและถ้ามีอายุร้อยปีสุขภาพต้องแข็งแรงสองร้อยปี (เพราะถ้าอายุยืนแล้วไม่แข็งแรงจะมีประโยชน์อะไร..แม่ล่ม)”

     เห็นสมควรว่าจะจบเรื่องแทรกไว้แค่นี้ เพื่อเข้าเรื่องจริงๆเสียทีนะคะ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

     แม่ล่มมีปัญหาการภาวนาอยู่ตลอดเวลา แก้ปัญหาไม่ตกเพราะขาดครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนอย่างที่เล่ามาแล้ว แต่ก็พยายามทำไปเพราะรู้ว่าเป็นวิธีเดียวที่สามารถอยู่ในโลกส่วนตัวได้อย่างเป็นอิสระ ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวให้รำคาญใจ แม้เหตุผลนี้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่อย่างน้อยความตั้งใจดีก็เป็นเหตุให้ได้รับพระเมตตาจากมหาฤาษีอย่างไม่ขาดสาย ที่นำมาเล่าก็หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ใครสักคนที่กำลังเริ่มต้นภาวนา อ่านแล้วมีกำลังใจว่า ท่านยังมีแม่ล่มเป็นเพื่อนล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางนี้ แต่ในที่สุดก็ผ่านความไม่รู้หลักมาจนได้หลักเพราะไม่ยอมสิ้นหวังนี่เอง

     เมื่อคิดจะภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนาครั้งแรก ก็ใช้คำบริกรรม “พุทโธ” ประกอบอานาปานสติ อันเป็นบทง่ายที่สุดใน ๔๐ แนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ นอกจากลมหายใจกับสติของตัวเองที่ไม่ต้องเตรียมหรือซื้อหาให้สิ้นเปลือง แต่เจ้ากรรม..ความไม่รู้ ไม่เข้าใจกับคำว่า “ตามรู้ดูลมหายใจเข้าออก” หมายถึงอะไร แม่ล่มจึงตามรู้ดูลมหายใจอย่างโง่เขลาเบาปัญญา จากจมูก..ผ่านขั้วปอด..ลงปอด..แล้ววิ่งตามลมหายใจจากปอด..ขั้วปอด..ออกจมูก วุ่นวายกับลมหายใจจนเหนื่อยหอบและหงุดหงิด หนักหน่วงถ่วงใจอยู่อย่างนี้เกือบสิบปี จึงได้ข้อยุติ

     “ให้เอ็งทำตัวเหมือนนั่งอยู่ในบ้าน มองดูผู้คนที่เดินผ่านหน้าบ้านไปมา เขาเดินผ่านไปก็รับรู้ เขาเดินผ่านมาก็รับรู้เฉยๆ แต่เอ็งไม่ต้องลุกจากบ้านแล้ววิ่งหรือเดินตามเขากลับไปกลับมา ดูอยู่เฉพาะที่ประตูบ้าน คือปลายจมูกเป็นที่หมาย ไม่วอกแวก ไม่สงสัยอยากรู้ เท่านี้เอ็งก็ได้นั่งนิ่งๆเพียงแค่ดูอยู่เฉยๆ เงียบๆ สบายๆ ไม่ต้องเหนื่อยอย่างที่เป็นอยู่ ”

     มหาฤาษีทรงแนะแบบค่อยเป็นค่อยไป แม่ล่มติดตรงไหนจะทรงรับสั่งบอกตรงจุดนั้น ไม่แนะนำล่วงหน้า ถ้าไม่กราบเรียนถามก็ไม่รับสั่ง เว้นแต่ทรงเห็นว่า ถ้าปล่อยแล้วเราถลำผิดไปไกลเดี๋ยวกู่ไม่กลับ การแก้ไขจะลำบากมากขึ้นเท่านั้น ทรงให้เหตุผลด้วยสำนวนอุปมาอุปไมยโบราณ เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ซึ่งแม่ล่มก็เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกว่า

     “ครูทีดีไม่แสวงหาศิษย์ เหมือนโบราณว่า ก้นต้องวิ่งหาร่อง ไม่ใช่ร่องวิ่งหาก้น !” ลึกซึ้งหลือเกิน

     การใช้สติกำกับ “พุทโธ” อย่างนั่งอยู่ในบ้าน ดูลมหายใจผ่านเข้าออก โดยไม่ต้องตามไปให้ถึงต้นตอ อย่างที่เคยทำ ซึ่งพออึดอัด ก็พานเบื่อแล้วคิดฟุ้งซ่าน ฮึดฮัดขัดเคืองตัวเองจนทุกข์ใจ แทนที่จะสงบเย็นก็เริ่มดีขึ้น เริ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นกาย เย็นใจบ้าง บางครั้งกายที่มีอยู่เกิดหายไปเฉยๆ เหลือแต่ความนิ่งแบบสบายๆ ก็เป็นปัญหาให้อีหนูจำมัยไถ่ถามท่านอีก

     “ปู่จ๋า ภาวนาอยู่ดีๆ หนูลืมบริกรรม พุทโธไปเลย ร่างกายมันก็หายไปไหนไม่รู้ ลมหายใจก็ไม่มี หนูกลัวตายเลยรีบลืมตา ทำไมเป็นอย่างนี้ก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

     “เวลาภาวนา ถ้าเกิดอะไรขึ้น เอ็งก็แค่รู้ว่าสิ่งนั้นๆกำลังเกิดไปตามความเป็นจริง ตั้งสติอย่าไปตกใจกะมัน เช่นรู้สึกว่าร่างกาย แขนขาไม่มี ก็รู้แค่ว่าไม่มี ถ้ากลับรู้สึกว่ามีกลับมาใหม่ ก็รู้ว่า อ้อ..มันกลับมาอีกแล้ว คำบริกรรมหายก็ปล่อยไป ไม่ต้องไปยุ่งกะเขา รับรู้ในสิ่งที่กำลังเกิดอยู่ขณะนั้น เขาเรียกว่ารู้และอยู่กับปัจจุบันขณะ อย่าไปเอ๊ะ หรือคิดต่อจนกลายเป็นความสงสัย เป็นวิจิกิจฉายุ่งเข้าไปอีก ข้าไม่เคยเห็นว่ามีใครตายเพราะภาวนา แต่ถ้าตายขณะปฏิบัติภาวนาก็ไปสู่สุคติภูมิแน่นอน ไม่ดีหรอกรึ?”

     แม่ล่มจึงบอกตัวเองว่า เอาล่ะเป็นอันเข้าใจตามที่รับสั่งอธิบายสรุปได้ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับจิตขณะนั้นก็ให้รู้เฉยๆ” ท่องเป็นคาถากำกับกันหลงลืม ผ่านไปอีกระยะก็มีปัญหาให้สงสัยอีก

     “ปู่จ๋า มีแสงอะไรก็ไม่รู้ สว่างโร่ พุ่งใส่หน้า หนูตกใจ ใจหายวาบ เหงื่อออกเป็นเม็ดเลยเจ้าค่ะ”

     “เขาเรียกว่าอุคคหนิมิต ข้าบอกแล้วไง เกิดอะไรให้รู้เฉยๆ ดูมันไปเดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวก็มาใหม่ แล้วมันก็ดับอีก เข้าหลักไตรลักษณ์ให้เอ็งเห็นอยู่ต่อหน้า น้อมนำมาพิจารณาไปเรื่อยๆอย่าสงสัยให้มาก จะพาให้ไม่ถึงไหนสักที การตกใจจนสะดุ้งอย่างนั้น จะทำให้จิตกระเทือนไปด้วย ต้องมีสติตลอดเวลา ไม่งั้นท่านจะบอกทำไมว่า ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น”

     การรู้จักอุคคหนิมิตนี่เอง ที่ทรงให้แม่ล่มใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการรักษาโรคภัยของตัวเองในเวลาต่อมา

     แต่ความซุกซนของจิตก็เล่นงานอีก เมื่อปฏิบัติตามรับสั่งไปได้พักใหญ่ ก็ติดแสงโอภาส วันไหนไม่ได้ก็ทุกข์ใจ วันไหนได้ใจก็ฟูฟ่องเป็นลูกโป่งอัดก๊าซ แทนที่จะดูแล้วรู้เฉยๆก็ทำตัวเป็น”หัวล้านลื่นครู” ที่ไม่เคารพแล้วทำตามคำสอนท่านว่าแย่แล้ว หนักกว่านั้นคือ ยังอาจหาญรู้มาก กำหนดเอาแสงนั้นมาวางแหมะลงที่กึ่งกลางหน้าผากแล้วเพ่งดู สนุกสนานแบบขาดสติ พอได้เวลาก็ออกจากสมาธิแบบกระชากปุบปับ ไม่ทำตัวให้รู้ทั่วองคาพยพตามลำดับเสียก่อน สิ่งที่กำหนดไว้กลางหน้าผากระหว่างคิ้ว จึงค้างอยู่เช่นนั้น เลยรับกรรมต้องเดือดร้อนกลายเป็นคนปวดกระบอกตาทั้งคู่และศีรษะข้างเดียว ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน หนักๆได้โรคไมเกรนแถมมาพร้อมกับการอาเจียนหมดไส้หมดพุง

     มหาฤาษีผู้ทรงรับเป็นครูบาอาจารย์ของแม่ล่ม คงหนักพระทัยมหาศาลที่ต้องตามแก้ไขปัญหาให้ไม่หยุดหย่อน แต่ท่านกลับทรงเมตตาชนิดที่ต้องบอกว่า “ตามล้างตามเช็ด”ให้อยู่เสมอ อย่างมากก็ได้แต่ทรงบ่นนิดหน่อยว่า”เทวดาก็มีกรรมของเทวดา ถือซะว่าเป็นกรรมของข้า(ที่เจอแม่ล่ม)ก็แล้วกัน” เท่านั้น

     “จิตมนุษย์มันซนเหมือนลิง เคยตามใจมันจนชิน พอเอาสติระมัดระวังจิต มันเลยต่อต้าน เหมือนเอาจิตไปล่ามกับหลัก ใหม่ๆมันดิ้นรนให้หลุดจากสิ่งพันธนาการ หนักเข้าก็อ่อนล้าหมดแรงต่อต้าน ก็จะค่อยๆสงบลงเรียกว่าเป็นจิตที่ถูกฝึกแล้ว ต่อไปก็จะเป็นจิตที่พึ่งได้ ไม่เป็นจิตหลอกจิตหลงอีก”

     ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติไประยะหนึ่ง ก็มีเรื่องให้ต้องกระหนาบอีก

     “หมู่นี้รู้สึกการภาวนาไม่ก้าวหน้าเลย เคยได้นิมิตก็ไม่ได้ นั่งไปก็สงบอย่างเดียวเจ้าค่ะ”

     “ก้าวหน้าของเอ็งคือเห็นโน่น เห็นนี่ใช่มั้ยเล่า การภาวนามีจุดประสงค์คือให้จิตสงบไม่ได้ให้เห็นอะไรอย่างที่เอ็งคิดหรอกไอ้ล่ม ไอ้ที่เห็นๆกันน่ะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ข้าไม่ปฏิเสธว่าเอ็งอาจจะเห็นจริง แต่ความจริงอาจไม่ใช่ก็ได้ อย่าไปหลงกับนิมิต แค่ติดสุขในสมาธิก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง อย่าภาวนาแบบสมาธิหัวตอ เป็นหินทับหญ้าจะเสียเวลาเปล่า เปลี่ยนจากสมาธิอบรมปัญญามาเป็นปัญญาอบรมสมาธิเสียบ้างก็ได้”

     ก็งง..ง้ง..งง..ไปตามระเบียบ กว่าจะเข้าใจในแต่ละครั้งผมก็หงอกไปหลายกำมือ บางครั้งขณะฟังก็เหมือนจะเข้าใจ แต่พอปฏิบัติเข้าจริงก็หลงลืม

     “การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องหลับตาตลอดเวลาอย่างเดียว อาจจะพักจิตบ้างด้วยการลืมตา ทำใจว่างๆนิ่งๆมองไปไกลๆ ดูความเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ดูท้องฟ้ากว้างๆก็ได้เป็นการพักสายตา พักจิตอีกแบบ ถ้าจะให้ดีควรเดินจงกรมสลับการนั่งบ้าง เลือดลมวิ่งสะดวก คลายปวดเมื่อยได้”

     เรื่องการพักจิตนี้ ตอนหลังมาได้คำตอบจากหลวงพ่อโกวินทะ แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ ที่ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง ในยามที่ต้องรับญาติโยมผู้เดือดร้อนทั้งกายและใจเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่านจะขอเวลานอกสักครู่ เดินออกไปยืนมองไปไกลๆเพื่อพักจิต ท่านบอกกับภูเตศวรว่า เป็นการ“ชาร์จแบตเตอรี่” พักใหญ่ๆก็สดชื่นคืนพลังเดินกลับเข้ามาช่วยเหลือผู้คนต่อไป

     “คำบริกรรมจำเป็นต้องใช้คำว่าพุทโธหรือไม่เจ้าคะ” เจ้าความสงสัยมีมาเรื่อยๆเลยไปไม่ถึงไหนอย่างท่านว่า แต่ก็ทรงอดทนรับสั่งตอบให้เสมอ

     “ไม่จำเป็น อยู่ที่จริตของแต่ละคนว่าถูกกับคำไหน ถ้าบริกรรมแล้วสงบก็ใช้ได้ สมมติว่าใช้ชื่อคู่รักมาบริกรรมเอ็งว่าจิตจะสงบไหมเล่า”

     “น่าจะฟุ้งซ่านเข้าไปใหญ่เลยเจ้าค่ะ”

     “นั่นนะสิ”

     แม่ล่มเคยกราบทูลถามเรื่องหลักในการดูกาย ดูจิต ว่ามีวิธีทำอย่างไร ทรงชี้แนะว่า
     
     “กายให้รู้ปัจจุบัน คือร่างกายส่วนไหนขยับก็รู้ทันทีว่าส่วนนั้นขยับ

     จิตให้ตามรู้ คือจิตคิดอะไรอยู่ก็รู้ว่าจิตกำลังคิดอะไรเท่านั้น อย่าปรุงต่อ”

     ส่วนเรื่องสติ ทรงให้คำแนะนำเช่นกัน

     “ทำอย่างไรจึงจะมีสติตลอดเวลา เพราะสังเกตว่าเผลอสติตลอดเลย กว่าจะรู้ว่าคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดีก็ทำไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”

     “ท่องพุทโธไว้ทุกครั้งที่นึกได้ ทำบ่อยๆจะได้สติมากขึ้น”

     ในความเป็นจริงของมนุษย์เงินเดือนคือ แม่ล่มได้ท่องพุทโธก็ต่อเมื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบบนรถขาไปทำงานได้ไม่กี่คำ กับหลังทำวัตรเย็นตอนหัวค่ำอีกนิดหน่อย นอกนั้นเผลอตลอดวัน จนบัดนี้ออกจากงานแล้วถ้าไม่อยู่วัดก็ใช่ว่าจะขยันท่อง เพราะมัวแต่ขะมักเขม้นเป็นเอกัตคตารมณ์ท่องยุทธจักรเฟสบุ้ควันละหลายยก กว่าจะรู้ตัวก็ตอนทำวัตรเย็นโน่น สมแล้วที่ทรงเหนื่อยหน่ายกับการอบรมวัวเขาเกก ไม่รักดีของแม่ล่ม พอมีปัญหาติดขัดก็เล่นบทอีหนูจำมัยทุกที

     “ช่วงเช้านั่งรถไปทำงาน มักมีคนขับปาดหน้าบ้าง เบียดเลนบ้าง เราจะใช้สติกำกับอย่างไรไม่ให้เกิดโทสะเจ้าคะ”

     “ถ้าเอ็งปิดตา เอ็งจะมองเห็นไอ้ที่มันปาด มันเบียดไหมเล่า”

     “ไม่เห็นเจ้าค่ะ”

     “แล้วเอ็งจะโกรธมันมั้ยเล่า”

     “ไม่เจ้าค่ะ”

     “ก็เพราะตาเอ็งมองเห็น จิตส่งไปปรุงแต่งที่ใจกลายเป็น..มึงทำไมทำกับกูอย่างนี้ ..เกิดอัตตาตัวโตขึ้นมาทีเดียว ถ้าเอ็งเห็นแล้วเฉยๆ สักแต่ว่าเห็นไปอย่างนั้น ใจเอ็งก็จะไม่กระเพื่อม ยิ่งถ้าบอกตัวเองได้ว่า โกรธไปก็เท่านั้น คนทำมันไปถึงไหนแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเอ็งมีสติกำกับ อะไรเกิดก็รู้ รู้ไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละ ต่อไปสติจะไวขึ้นจนเป็นมหาสติในที่สุด จำไว้นะไอ้ล่ม นอกจากความเพียรแล้ว ไม่มีทางลัดบนเส้นทางมรรคผล “ ทรงย้ำประโยคสุดท้ายเป็นการให้สติเหมือนทุกครั้ง

     ขอทำความเข้าใจอีกครั้งว่า แต่ละขั้นตอนที่แม่ล่มฝึกฝนจากการอบรมของมหาฤาษีนั้น เป็นเรื่องประสบการณ์ของปัญหาและจริตเฉพาะตัวของแม่ล่มเอง ซึ่งกว่าจะรู้เรื่อง พอเข้าใจได้ก็กินเวลาเป็นเดือน เป็นปี ไม่ใช่ปุบปับเข้าใจทันที อาศัยความอดทน อดกลั้น ขันติมิใช่น้อย โดยเฉพาะต้องมีลูกอึดมากๆห้ามถอยแม้จะท้อสุดๆ

     ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าว อาจตรงหรือไม่ตรงกับใครเลยก็ได้ เป็นเรื่องปัจจัตตังของใครก็ของคนนั้น อ่านเป็นอุทาหรณ์ เผื่อกำลังพบประเด็นที่สงสัยเหมือนแม่ล่มก็พอนะคะ

     ยามเจ็บป่วยด้วยมะเร็งร้าย ทรงให้แม่ล่มเปลี่ยนคำบริกรรมจาก พุทโธ เป็น นะ มะ พะ ทะ แบบอนุโลมและปฏิโลม โดยไม่ต้องกำหนดลมหายใจ ก็ได้แต่ตั้งใจภาวนาไป ไม่ทูลถามสักคำว่าทำไม จนโรคภัยทุเลาเบาบางลงจึงรู้ว่าเป็นการปรับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายให้เกิดสมดุล ไม่ให้พร่อง หรือมีมากเกินไปของแต่ละธาตุ ร่างกายจึงค่อยๆเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ขอเรียนว่าการที่หายจากโรค ไม่ใช่เกิดจากการปฏิบัติภาวนาของแม่ล่มอย่างเดียว แต่เกิดจากอานิสงส์ที่แม่ล่มดูแลบิดา มารดายามเจ็บไข้อยู่หลายครั้ง บวกกับพระเทวตานุภาพที่ทุกพระองค์ทรงประทานให้เป็นกรณีพิเศษ จึงผ่านพ้นวิกฤติช่วงนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด แต่กรรมก็คือกรรม ใครเลยจะล่วงกรรมนั้นไปได้ ต้องชดใช้คืนเขาเสมอ แต่อยู่ในรูปแบบใดเท่านั้น

     คราวหน้าจะเล่าถึงอกุศลกรรมที่ต้องฟันฝ่าอีกหลายระลอกให้อ่านกันนะคะ

     สาธุธรรมกับทุกท่านค่ะ


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com