
ธารธรรมคำสอน
“”ไม่ส่งต้นฉบับ ฤามีทางอื่นไป แล้วเหรอเจ๊ ?”
เจอหน้ากันเช้าวันที่ ๑๓ เมษายน ๕๖ ที่ผ่านมา ก่อนขึ้นรถเดินทางไปเทพอุทยานสอยดาว โรงเจหมื่นประทาน จ.จันทบุรี ภูเตศวรก็ถามไถ่ด้วยประโยคข้างต้น
“ยังส่งอยู่ แต่ขอให้แข็งแรงกว่านี้ก่อนจ้า”
“ไหนพี่บอกว่าเขียนไว้แล้ว ถ้าไม่สะดวก พี่เอาต้นฉบับมาหนูจะช่วยพิมพ์ให้” คุณชูศรีอาสา ตามด้วยน้องอี๊ด ทัศพร
“หนูพิมพ์ให้อีกคนก็ได้ค่ะ ยังคิดเลยว่าพี่ลงตอนใหม่แล้วแต่หนูพลาดยังไม่ได้อ่าน แอบเปิดดูในเว็บอ่านตอนเก่าอยู่หลายรอบเลย”
ที่ขอช่วยพิมพ์กันเพราะน้องๆทราบว่าแม่ล่มมีปัญหาวุ้นในตาดำเสื่อม เห็นแสงฟ้าแลบเป็นระยะประกอบการร่ายรำของฝูงแมลงหวี่ผ่านตาไปมา นั่นไม่เป็นอุปสรรคค่ะ หนักตรงปวดหลังมากกว่า
“ขอบคุณค่า ที่บอกว่าเขียนไว้แล้วคือโครงเรื่องคร่าวๆ กับชื่อตอนเท่านั้นเอง ไม่มีรายละเอียดอะไร เวลาจะเล่าก็พิมพ์ไปเรื่อยๆ บางทีนึกอะไรขึ้นมาก็แทรกไปตามสถานการณ์ เลยให้ใครช่วยไม่ได้จริงๆ”
“นานเป็นเดือนแล้วนะพี่” คุณชูศรีย้ำ
“กลับจากสอยดาวจะรีบทำให้จ้า” แม่ล่มหมายถึงกลับจากโรงเจ ของอาอี๊ ที่อำเภอสอยดาว ซึ่งชาวคณะส่วนใหญ่กำลังรอพลพรรครักษ์ธรรม กว่าห้าสิบชีวิตอยู่ตรงจุดนัดพบ พร้อมหน้าเมื่อไหร่ ล้อก็พร้อมหมุนเมื่อนั้น
ก่อนหน้านี้มีเสียงเตือนจากน้องวีณะชา ณ. เชียงใหม่เหมือนกัน ทำเอารู้สึกผิดที่เงียบหายไปโดยไม่บอกกล่าว มีคนในครอบครัวที่ทราบว่าแม่ล่มต้องเวียนพบแพทย์เป็นระยะ อาการไม่หนักหนามากมาย แต่มีปัญหาตรงแพ้ยาที่ใช้รักษา กว่าจะปรับตัวปรับยาให้เข้ากันพออาศัยกันได้ตามอัตภาพ ก็เหนื่อยทั้งแพทย์และคนไข้
เรื่องจริงมีอยู่ว่า กลับจากวันมาฆบูชาและงานผูกพัทธสีมาที่วัดป่าชนะสงครามครั้งนั้น อาการภูมิแพ้ก็กำเริบ อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองมาก อากาศร้อน นอนน้อย มาเกือบสัปดาห์ขณะเตรียมงานจนถึงวันกลับ ทำให้เหนื่อย เพลีย และหมดแรง วันๆดื่มได้แต่น้ำ กับข้าวต้มเปล่าโรยเกลือพอกล้อมแกล้มประทังหิว เลยนั่งพิมพ์หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้
วันนี้ฟื้นตัวพอสมควร เลยขอเป็นตอนพิเศษ เนื่องในโอกาสพิเศษสองวาระที่แม่ล่มกับชาวคณะได้ไปร่วมงาน และได้สดับข้อคิดทางธรรมที่ครูบาอาจารย์กับเทพพรหมทั้งหลายเมตตามอบให้ แม่ล่มรู้สึกเสียดายหากสิ่งเหล่านี้จะลบเลือนไปตามกาลเวลา จึงขออนุญาต จากญาติมิตรทางธรรมบันทึกไว้ให้อ่าน เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าอาจมีประโยชน์สำหรับท่านที่สนใจ
เมื่อวันที่ ๑๖ – ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ชาวคณะธรรมะ ๕ นาที กับญาติธรรมกลุ่มใหญ่ เดินทางไป อ.สวรรคโลก จ, สุโขทัย เพื่อร่วมพิธีไหว้ครูบูชาเทพพรหมฝ่ายหมอยาพื้นบ้าน ของ อ.เด่น คุณพ่อน้องปูน แม่บายศรีคนเก่งของเรา
แม่ล่มค่อนข้างแน่ใจว่างานนี้ มหาฤาษีท่านคงมีพระเมตตาเสด็จโปรดเจ้าภาพ อาจได้สดับรับฟังธรรมะจากพระโอษฐ์พอให้ลูกหลานคลายความระลึกถึง จึงตั้งจิตขอให้เดินทางไปกับหมู่คณะอย่างราบรื่น อย่าไปเจ็บไข้ให้เป็นภาระเพื่อนพ้องน้องพี่ในระหว่างทางทั้งไปและกลับ
หลังผ่านพิธีครอบเศียรแล้ว เราได้กราบพระบาทมหาฤาษีจริงๆ ความปีติยินดีมีมากล้น ท่วมท้นหัวอกจนมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้
“จะนั่งมองข้าอีกนานมั้ย จะได้บอกเจ้าภาพเก็บค่าดูคนละร้อย”
ทรงสัพยอก เพราะทรงเห็นเราได้แต่จับจ้องมองท่านอย่างมีความสุข ต่างก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ยิ้มกันไปยิ้มกันมาอยู่พักใหญ่ บรรยากาศจึงกลับมาอบอุ่น อิ่มธรรมอีกครั้ง เมื่อทรงเริ่มประทานข้อคิด เตือนใจ ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาธรรมยิ่ง รายละเอียดต่างๆ คุณชูศรีได้นำจากทวิตของภูเตศวรมาลงไว้ในเฟสบุ๊คแล้ว แต่แม่ล่มคิดว่ามีญาติธรรมส่วนใหญ่ที่อาจพลาดการติดตาม จึงขอคัดมาลงพอควรแก่ธรรมนะคะ
ทรงเริ่มปรารภเรื่อง “การวางอุเบกขา” เป็นสิ่งแรก ตามด้วยสิ่งที่ทรงต้องการให้ลูกหลานควรปฏิบัติตัวว่า
“เทวดาน่ะ รักและเมตตาลูกหลานทุกคน แต่ถ้าลูกหลานทำเลว ทำชั่วไม่เชื่อฟัง เทวดาก็อุเบกขา เทวดาที่อยู่สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งอุเบกขามากเท่านั้น”
“ข้าสอนลูกหลานให้มีสติ รู้จักคำว่าพอ รู้จักวาง รู้ว่าอะไรเป็นอนิจจัง อนัตตา ส่วนใครจะทำได้ ไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกะข้า ถือเป็นกรรมของมัน”
“เวลาบุญเก่ากำลังส่งเสริมก็อย่าไปเหิมเกริม อย่าประมาท ใครจะไปรู้ว่าผลกรรมชั่วมันรองับกบาลเอ็งอยู่วันนี้พรุ่งนี้ หรือไม่ก็อึดใจนี้ล่ะ”
“ไอ้คุณธรรมความดี มันมีอยู่ในใจมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว มีสติก็รู้ดีรู้ชั่ว แต่ที่ไม่เห็นดีชั่วก็เพราะแพ้ตัวกิเลสตัณหามาปรุงแต่งมากกว่า”
“ยศศักดิ์อำนาจ ถ้าอยู่กับคนดีมีธรรมะโลกมันก็เจริญ แต่ถ้าไปตกอยู่กับคนมืดบอด อย่าว่าแต่โลกเลย ตัวเจ้าของยังบรรลัยเพราะไอ้ตัวนี้แหละ
มนุษย์นี้มันก็แปลก ถ้าไอ้แค่ทรัพย์สมบัติของสมมติหยาบๆ ยังหวงยังแหน ยังปลดยังวางไม่ได้ จะแค่นสอนคนให้วางโลกทำฉิบหายอะไร
ความสุขนะรึ หาง่ายจะตาย แค่หลับตาลง ทำใจให้สงบ เอ็งก็พบหน้ามันแล้ว ก็เพราะไอ้ความไม่รู้สติ คอยมองหาแต่ความสุขภายนอกตัว มันเลยหลอกเอาหลอกเอาสิวะ
พระท่านก็บอกแล้ว นัตถิ สันติ ปะรัง สุขขัง สุขใดเหนือความสงบไม่มี เป็นชาวพุทธฉิบหายอะไร ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทิ้งใจไปเอาของอนิจจังมาปรนเปรอจิต
เป็นทุกข์วิ่งหามาทั้งชีวิต แล้วก็มาทิ้งไว้ ทำเพื่อกายที่อยู่กะเอ็งไม่นาน ทีไอ้จิตไอ้ใจที่ตามไปทุกภพทุกชาติไม่เคยเหลียวแล ไม่บ้า จะเรียกอะไร
แทนที่จะเอาความดีเอาบุญกุศลพาตัวเองรอด ดันเอากิเลสตัณหามาลากมาถ่วง ถามจริงๆเถอะวะ วันๆเอ็งบอกตัวเองเรื่องปลดวางกี่หน เรื่องสนองกิเลสตัณหากี่หน
พวกเอ็งมันคอยบ่นแต่ทุกข์ แต่ไม่เคยวิ่งหนีทุกข์ มีแต่ตามก้นมันต้อยๆ ข้าถึงว่าจะอธิษฐานมาทำฉิบหายอะไร ตั้งสติหาปัญญา วางมายาโลกก่อนตายเหอะว้า...
ตามโลก ตามกิเลสตัณหา ไม่จบหรอก ก็มันของมายาทั้งนั้น ทำตามธรรมะที่พระท่านบอกสอนน่ะ มีวันจบแน่ๆ ไม่พ้นทุกข์ก็ขอให้ถึงบ้าน อย่าให้หลงทางล่ะ”
ท่านสอนเรื่อง “หลักการเจริญสติ” ว่า
“มนุษย์แปลว่า ผู้มีใจสว่าง สว่างด้วยปัญญาไง ถ้ามีสตินะ พบเห็นอะไรผ่านเข้ามา ถ้าพิจารณาอย่างมีสติ จะเห็นเป็นปัญญาสอนใจทั้งนั้น ปัญหาคือตัวไม่มีสติ
มีใครไม่รู้ประวัติพระพุทธเจ้าบ้าง รู้ทั้งสิ้น... แต่ไม่น้อมมาสอนตน ท่านทิ้งสมบัติโลก แต่พวกเอ็งตะกายหา แล้วแหกปากบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่าอยากนิพพาน
อย่าว่าแต่ทิ้งโลก แค่ไม่มีอย่างที่คนอื่นเขามีหน่อยนึง ก็ทุกข์จนใจจิตดิ้นพราดๆแล้ว อยู่กับความอยากได้ อยากมีไม่รู้เว้นรู้วาง หน็อย.. อยากไปพระนิพพาน
กะอีแค่สละสมบัติ ทำบุญทำกุศลยังยาก กะอีแค่แผ่เมตตาไม่ต้องเสียทรัพย์ซื้อหายังตระหนี่ถี่เหนียว จะมาแค่นอะไรเรื่องวางโลก ขืนรอพวกเอ็ง เหงือกแห้งสิ
พอพูดอย่างนี้ พวกเอ็งก็แอบเถียง ก็ยังต้องกินต้องใช้ พูดง่ายแต่ทำยากนะปู่ เออ... ถ้าง่ายจะมานั่งทุกข์อยู่ตรงนี้ทำฉิบหายอะไร งั้นเอ็งรอตายค่อยทำสิ
ไม่หวังให้ถึงกับวางได้หรอก แค่ละกับลด ข้าก็หมดปัญญาสอนแล้ว สังขารข้ามันถึงต้องจูงพวกเอ็งเข้าวัดทำบุญ ฝากให้พระท่านสอนก่อนหนีบวชไงล่ะ”
เรื่อง “กรรม กรรมลิขิต การตั้งสัจจาธิษฐาน” มหาฤาษีทรงอธิบายว่า
“ไม่มีอะไรในชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญหรอก เป็นเรื่องของกรรมลิขิตทั้งนั้น มาจากกรรมดีและชั่วของตัวเอง และสัจจาธิษฐานทั้งสิ้นแหละ
ที่เทวดาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ก็เหมือนกัน มันก็ต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆก็มาเสือกเรื่องของพวกเอ็งได้ที่ไหน เทวดาก็มีกรรมของเทวดา
เรื่องตั้งสัจจะนี่สำคัญ จะตั้งก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ให้เป็นเรื่องดีมีศีลธรรม เป็นการทำบารมีเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเพาะบ่มกิเลสตัณหา
เวลาอยู่ข้างบนก็กระเหี้ยนกระหืออยากสร้างบารมี พอลงมาเจอกิเลสตัณหาก็ลืมหมด พอเจอทุกข์ก็ร้องไห้กระจองอแง ถุยๆๆ แล้วจะลงมาฉิบหายอะไรล่ะ
ทีนี้ก็เดือดร้อนเทวดาละซิ ขืนไม่ช่วยก็ม้วยมรณ์ถอนไม่ขึ้น แทนที่มันจะสร้างบารมี เลยกลายจะไปสร้างบาปตกนรกแทน ข้าถึงอยู่ร้อนนอนทุกข์นี่ไง”
เรื่อง “หลงโลก” ทรงให้แง่คิดมากมาย แม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่จะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นกับตัวเองเป็นสำคัญ
“เรื่องหลงโลกมันจะมีอะไร นอกจากตัณหาราคะ ยิ่งไอ้กามราคะนี่มีใครสอนพวกเอ็ง เก่งเองทั้งนั้น โตขึ้นหน่อยก็สั่นระริกแล้ว อย่างสตินี่สอนให้ตายก็เหลว.....เรื่องของเรื่องมันไม่มีอะไรร้อก ก็แค่เรื่องกิเลส หลอกใจให้หลง ปลงไม่ได้แหละว้า ขนาดข้ายังไม่พ้นทุกข์เลย ได้แต่บ่นกะอุเบกขาๆ ไปวันๆ”
“มนุษย์อย่างพวกเอ็งน่ะ ลงท้ายตายเพราะกิเลสมันลากจูงให้หลงยศหลงศักดิ์ หลงคำยกย่องว่าเลิศคน ..... ฤาษีที่ยังกราบพระอย่างข้า มีหรือจะกล้าสอนอะไรต่อ ก็ต้องนิ่งเงียบไปเท่านั้นสิ
ไอ้สังขารข้ามันก็บอกกับพวกเอ็งอยู่ปาวๆ หน้าที่มันคือนำคนเข้าวัดสร้างบารมี ส่วนเรื่องการสั่งสอนให้บำเพ็ญสู่ความพ้นทุกข์ เป็นหน้าที่ของสงฆ์ท่านโดยตรง หมดหน้าที่สังขารก็ไปบวช เหลือพวกเอ็งละนะ จะตัดจะวางโลกหรือให้โลกวาง ก็อยู่ที่ตัวเอ็งล่ะใครกลับไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวกะข้ากะสังขารแล้ว”
เรื่อง “การกระทำยัญญพิธี” ที่ถูกต้อง ในทัศนะของมหาฤาษี ต้องเป็นเช่นนี้ค่ะ
“มันก็ไอ้ของสมมติ ถ้าทำใหญ่ทำโตเพื่อโอ้อวดว่ากูเก่งกูเลิศกว่าใคร ยิ่งบัลลัยหนัก ทำเพื่ออวดกิเลสตัณหา มันจะดีอย่างไร เอาแต่ถูกควรก็พอแล้ว
บวงสรวงขอพร บอกกล่าวเทวดา เรื่องบุญเรื่องกุศลในพระศาสนา ให้ท่านช่วยโมทนา ช่วยหนุนส่งน่ะมันควร แต่ไอ้ทำอวดคน ข่มคนอย่าคิดว่าเทวดาจะโปรด เทวดาชั้นสูงท่านสอนแม้กระทั่งไม่ให้ยึดท่าน ประสาอะไรกะเรื่องบวงสรวงทำถวายท่าน ท่านก็โมทนา ท่านไม่มาว่งมาเหวยอะไรหรอกมีแต่พวกตีนศาลสิกิน
ยัญญพิธีดี อยู่ที่เจตนาดี เพื่อหนุนส่งการทำดี เจ้าภาพกับผู้กระทำพิธีมีใจบริสุทธิ์ในการจัด นั่นแหละดีจริง ......”
ทรงสอนเรื่อง”การปล่อยวาง การพ้นทุกข์ และหาการพ้นทุกข์”
“ทุกวันนี้มีแต่คนพูดถึงเรื่องการปล่อยวาง เพราะรู้ทุกคน แต่รู้แบบสัญญาคือ ความจำ หมายรู้ว่านั่นคือหนทางพ้นทุกข์ พูดน่ะมันง่าย แต่ทำสิมันยาก
เรื่องพ้นทุกข์ไม่ใช่เรื่องคิดฝัน นั่งฝันเอาที่ไหน พูดกะเขียนจะไปยากอะไร จำเขามาก็ทำได้ ทุกวันนี้พระอรหันต์ คือหันมองชาวบ้านเลยเกลื่อนเมือง
ข้าถึงบอกว่า ข้าไม่เคยหวังจะให้ลูกหลานปลดวางได้ซะทีเดียว เอาแต่ละ กะลดได้บ้างข้าก็ดีใจแล้ว ขอให้มีบุญกุศลหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ แค่ถึงบ้านก็ยังดี
ทำกุศลทำความดีไว้ ตายไปมันก็ไม่ตกนรก ไม่ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ไม่ไปสองภูมินี้ก็มีโอกาสพบพระศาสนา พบพระสงฆ์ หนทางพ้นทุกข์ก็ยังเปิดกว้างรอเอ็งอยู่
การจะพ้นทุกข์ได้ มันต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียรแบบไม่ย่อท้อ การทำความเพียรก็ต้องเรียกว่า ตายเป็นตาย เอาตายมาแลกนั่นแหละถึงจะเห็นผลจริง
ก็เพราะว่ายาก พอทำยากก็ไม่เห็นผล ไม่เห็นผลก็ท้อแท้แล้วก็ทิ้ง สังขารข้าเคยบวชเรียนมามันรู้ มันถึงไม่ค่อยพูดเรื่องพ้นทุกข์ที่ทำยากมานานแล้ว
มันรู้แต่ว่า ถ้าจะรบกับกิเลส มันต้องวางภาระทางโลกก่อน ค่อยไปสู้กับมันในเครื่องแบบนักบวช ให้มันเต็มกำลังจิตกำลังใจ ให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปทีเดียวเลย
ข้าถึงบอกไง พวกเอ็งเอามันตรงศีลห้าก่อนเถอะว้า ฝึกให้มีเมตตากะมุทิตา ไม่อิจฉาริษยา นั่งนินทาใครก็เลิศคนแล้ว แค่นี้ยังทำไม่ได้ เอ็งจะหวังนิพพานอะไร?”
ทรงทิ้งท้ายสอนเราในเรื่อง”ความริษยา อาฆาต และทิฐิมานะ” ได้น่าฟังมาก สะเทือนใจคนฟังเหลือหลาย
“ธรรมะจะตั้งประดับอยู่ในใจคนที่มีสติเท่านั้น เพราะคนมีสติ ถึงจะรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพื่ออะไร ถูกหรือผิด ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ของกิเลสตัณหา
ตัวอารมณ์นี่แหละสำคัญ เป็นทุกขเวทนาที่เผาใจสัตว์โลกอยู่ไม่เว้นไม่วาง โดยเฉพาะตัวริษยา ตัวอาฆาตพยาบาทอยากทำร้าย ทำลายคนอื่น มันยิ่งกว่าไฟนรก
คนที่โดนไฟพยาบาทเผาหัวใจ ไม่ใช่จะทุกข์แต่ในเวลามีชีวิตนี้เท่านั้น... ตายไปยังต้องไปรับทุกข์ในนรกอีก ... พวกเอ็งว่ามันน่าสมเพชเวทนาขนาดไหนลองคิดดู
ของที่เขาส่งมาให้ ถ้าเราไม่รับก็ตกคืนเจ้าของ พระท่านถึงสอนให้อย่าไปโกรธตอบ ทั้งยังต้องแผ่เมตตาให้เขาเสียอีก ตรงนี้สำคัญเพราะใจเราจะเยือกเย็น.......
..ความเยือกเย็นใจ จะดับกระแสร้อนแห่งความพยาบาทไม่ให้กระทบได้”
“คนฉลาดหาความสุขกายเย็นใจเข้าตัว มีแต่คนโง่เท่านั้นที่หาทุกข์ใส่ตัว นั่นแหละถึงมีคนยอมเหนื่อยยากลำบากกายใจ ทำเพื่อให้เขาชื่นเขาชมแค่นั้นก็พอใจ
ทิฐิมานะถ้าเอามาใช้สู้กิเลสก็ได้พออาศัย แต่เอามาเพื่อทำร้าย ทำลายตัวเอง เพื่อเอาชนะคนอื่นนี่เขาเรียกว่าโง่เง่า เอาชีวิตจิตใจไปแลกกะของไร้ค่า
เริ่มต้นเกิดมามันก็ทุกข์เรื่องกิน หมดเรื่องกินก็มาเรื่องกาม พอมีกินมีกามลงท้ายก็เรื่องเกียรติ คนมันจะยอมตายกะไอ้สามอย่างนี้แหละ”
เราทุกคนกราบพระบาทมหาฤาษีด้วยความสำนึกในพระกรุณาเป็นที่สุดพร้อมกันอีกครั้ง ก่อนส่งเสด็จกลับในเวลาบ่ายจัด

หลังจากนั้น ภูเตศวรนำคณะไปพักที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง(เขาหลวง) เราทำวัตร สวดมนต์ สนทนาธรรมและปฏิบัติภาวนาตามอัธยาศัย
ขณะพักที่นั่น ทุกคนสัมผัสและรู้สึกได้ถึงความร่มเย็นเป็นสุข ความร่าเริงเบิกบานในหัวใจอย่างแปลกประหลาด เราพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกอย่างรอบตัวดูสวยงาม น่ามองไปหมด แม้แต่การพูดคุยก็สื่อถึงความรักใคร่ เข้าถึงหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งยากที่จะพรรณนาถึงความรู้สึกดีๆนี้ให้ลึกซึ้งผ่านอักษรที่จำกัดความหมายไม่กี่ตัวได้หมด นอกจากเสียงหัวเราะแจ่มใสที่บ่งบอกถึงความสุขของทุกคน อันเป็นประจักษ์พยานว่า ไม่มีสิ่งใดมาหักล้างความดีงามของเราที่ร่วมแรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์ ตลอดจนทุ่มเทสติปัญญาเดินไปบนเส้นทางที่นำพาโดยครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณทั้งทางโลกและทางธรรม สร้างสรรค์บุญกุศลอันมหาศาลไม่ลดละนี้..ลงได้ แต่กลับยิ่งเพิ่มพูนความสมัครสมานสามัคคี ให้กลมเกลียวเหนียวแน่นทบเท่าทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก ขอบคุณ..คุณงามความดี..ที่คุ้มครองจิตใจให้เราได้เห็นสัจธรรมอันล้ำค่าขององค์พระบรมศาสดา
เช้าวันอำลาอุทยานเขาหลวง คณะเราได้รับพระกรุณาธิคุณโดยมิคาดฝัน เมื่อมหาวิษณุนารายณ์เจ้าเสด็จประทานพระโอวาท ยาวนานนับชั่วโมง
กระแสรับสั่งทั้งหมด เราต่างน้อมใส่เศียรเกล้าฯด้วยความจงรักภักดี และพร้อมจะปฏิบัติตาม อย่างสุดความสามารถ เพื่อสนองพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเราอย่างหาที่เปรียบมิได้และไม่เคยขาดสาย
แม่ล่มคงลงในรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด ขอยกเพียงบางเรื่องที่เป็นประโยชน์สำหรับคนหมู่มาก เนื่องจากบางเรื่องเป็นการภายในที่ไม่สมควรบอกกล่าว จึงขออภัยท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ ลองนำสิ่งที่แม่ล่มได้สดับรับรู้จากท่านแล้วเขียนให้อ่านไปไตร่ตรอง โยนิโสมนสิการด้วยตนเอง ดูนะคะ หากอ่านแล้วไม่ถูกใจกรุณาวางลงที่เดิมเถิด อย่าติดมโนกรรมกับแม่ล่มเลย
มหาวิษณุฯ รับสั่งว่า เขาหลวงแห่งนี้ เคยเป็นที่พักอาศัยของคณะเรามาก่อน ญาติมิตรบางส่วนที่ยังตกค้างที่นี่ เขามีความสุข ร่าเริงเบิกบานใจในการกลับมาของเรา จึงไม่ต้องแปลกใจที่กระแสแห่งความสุขนั้นแผ่ซ่านมาให้จิตเรารับรู้และพลอยมีความร่าเริงเบิกบานเช่นเดียวกับเขา
แม้เทพพรหมทั้งหลายที่สถิต ณ.สถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุกขเทวดา ภุมมเทวดา อากาศเทวดา ฯลฯ ยามได้ยินเสียงสวดมนต์ทำวัตร กล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระรัตนตรัย ท่านเหล่านี้ยังต้องลงจากวิมาน มาร่วมสดับและอนุโมทนาในบุญกุศลที่เราแผ่ให้อย่างนอบน้อม ที่อยู่ทางไกล พอที่จะเดินทางมาได้ เมื่อทราบข่าวก็ไม่รีรอ ต่างรีบรุดมาเช่นกัน อย่าเสียใจกับผู้ที่ไม่โมทนาในความดีที่ทำ ให้รับรู้ว่าปวงเทพเทวาทั้งหลายต่างรับทราบ และสาธุการในคุณงามความดีของเราเสมอ
การมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก แม้แต่เทวดาหากคิดปรารถนาเกิดมาบำเพ็ญบารมีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การลงมาของเทวดาส่วนใหญ่จะหมดบุญก่อน เราไม่ได้มาเพราะหมดบุญ แต่มาเพราะเหตุผล ๓ ประการ ขอให้ตั้งใจฟังและจดจำให้ดี
ข้อแรก มาเพราะตั้งสัจจาธิษฐานร่วมกัน
ข้อสอง มาเพื่อปฏิบัติเทวกิจตามที่รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง
ข้อสุดท้าย มาเพื่อช่วยกันรักษาพระศาสนาของพระสมณโคดมให้ยืนยาวตามพุทธทำนาย
เพราะฉะนั้นต้องเตือนตนเสมอว่า เรามีหน้าที่อะไรบ้างที่ต้องทำ อย่าให้เกิดมาครั้งนี้ขาดทุน มาแล้วกลับไปต่ำกว่าเดิมถือว่าขาดทุนย่อยยับ แม้กลับไปเท่าเดิมก็ยังขาดทุนอยู่ดี มาทำไมให้เสียเวลา มาทุกข์ทรมานสาหัสเจียนตาย กลับไม่ได้อะไรเลย ให้เตือนสติอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรจึงสามารถเกิดอีกเพียงครั้ง สองครั้ง แล้วพ้นทุกข์ ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว นอกจากกลับบ้านให้ได้ ก่อนเดินทางให้ไปกราบพระธาตุเจดีย์ที่วัด(ป่าชนะสงคราม) อธิษฐานขอละวางอัตตาไว้ที่นั่น สุดท้ายทรงฝากว่า
”จะมีประโยชน์อะไรในการชนะผู้ที่พ่ายแพ้ (ต่อกิเลส ตัณหา) อยู่แล้ว”
ขอรับกระแสรับสั่งใส่เกล้าใส่กระหม่อม พระเจ้าข้า
จากนั้นกลุ่มกัลยาณมิตรทั้งหมด (ยกเว้นภูเตศวร) เดินทางเข้ากราบเท้าหลวงปู่พรม พรหมโชโต ประโยคแรกที่หลวงปู่ทักทายคือ
“เป็นไง สนุกสนานเบิกบานใจกันดีเนาะ”
เราหันมาสบตากัน และตอบแบบประสานเสียงพร้อมกันว่า
“เจ้าค่ะ, ครับผม”
“แต่ก็นั่นแหละ กลับไปก็ทุกข์ของเก่าอีกล่ะ”
คราวนี้ทุกคนได้แต่ยิ้มรับ เพราะเข้าใจพอควรแล้วว่า สุข-ทุกข์ , สรรเสริญ-นินทา, มียศ-เสื่อมยศ, มีลาภ-เสื่อมลาภ ของโลกธรรมแปดนี้เป็นของไม่เที่ยง มาแล้วก็ไปตามธรรมชาติของเขา ดังที่หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เคยสอนภูเตศวรไว้ทำนองนี้
“จิตที่ผ่านโลกธรรมแปดได้แล้ว เป็นจิตที่พึ่งพาอาศัยได้”
สาธุ..ก็ต้องก้มหน้าฝึกฝนกันไป วันหนึ่งความวิริยะและขันติ คงพาให้เราได้จิตเป็นที่พึ่งอาศัยเป็นของตัวเองเสียที

ไหนๆปีนี้ได้ฉลองสงกรานต์ปีใหม่ไทยแบบเป็นมงคลทั้งหมู่คณะ คงต้องเล่าเรื่องโรงเจหมื่นประทาน เทพอุทยานที่เขาสอยดาวให้อ่านพอประดับความรู้ เผื่อมีโอกาสได้ไปกันนะคะ
เราเรียกเจ้าของสถานที่ว่า “อาอี๊” ตามพี่ใหญ่คือคุณอดิศักดิ์ เลิศบุษยานุกูล ผู้นำพาให้ได้รู้จักครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่สองเดินทางมาพร้อมภูเตศวร และครั้งที่สามนี้เหมือนเป็นการกลับไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพในคุณธรรมของท่าน ตรงข้อที่ว่า ท่านเสียสละทรัพย์สินและความสุขส่วนตัวตลอดเวลา ๑๓ ปีเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมจากหนึ่งสมอง สองมือบวกหัวใจอันมุ่งมั่นเปี่ยมล้นด้วยความวิริยะ ขันติ มีเพียงบุตรชายและญาติอีกคนยืนเคียงข้างเท่านั้น ที่สำคัญคืออยู่ในถิ่นของคนแปลกหน้า
ต้องบอกว่า อิฐทุกก้อน พรรณไม้ทุกต้น สิ่งก่อสร้างทุกหลัง มาจากการฟูมฟักของอาอี๊ล้วนๆ
การพบกันระหว่างอาอี๊กับภูเตศวร แม้น้อยครั้ง แต่แม่ล่มรู้สึกเป็นบุญตาที่ได้เห็น ภาพการปฏิสันถารของผู้ทรงศักดิ์เสมอศักดิ์ ศีลเสมอศีล ซึ่งนอบน้อมถ่อมตน ยอมรับในคุณธรรมของกันและกัน แม้จะสูงกว่าด้วยวัยวุฒิ แต่ท่านก็เรียกขานภูเตศวรว่า “อาจารย์” และ”ศิษย์พี่” ตามลำดับความอาวุโสของการเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ท่านถ่อมตนว่ามีความรู้ค่อนข้างน้อย ทั้งที่แตกฉานในพระสูตรฝ่ายมหายานหาตัวจับยากคนหนึ่งในยุคนี้
รู้ทั้งรู้ว่า..หากทำถนนจากประตูใหญ่เข้าสู่ที่พักในทิศทางจากขวาไปซ้าย จะร่ำรวยสินทรัพย์ ยศศักดิ์ แต่อาอี๊เลือกการเปลี่ยนทิศเป็นซ้ายไปขวาแทน ด้วยเหตุผลจากซินแสชื่อดังด้านฮวงจุ้ยว่า พลังงานที่มีทำให้ผู้อยู่และผู้ปฏิบัติภาวนา จะพ้นทุกข์ สว่างด้วยปัญญาธรรม !
นี่คือตัวตนแท้จริงของผู้ดำเนินรอยตามครรลองแห่งวิถีพระโพธิสัตว์ ที่พร้อมมอบกายถวายชีวิต เพื่อยังประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่านให้ถึงที่สุด
“คณะของท่านโชคดีที่สุดแล้ว มีอาจารย์ที่ห่วงใยศิษย์มากๆ มีความรู้กว้างขวางทางธรรม เป็นคนติดดิน วางตัวง่ายๆเป็นกันเองกับศิษย์เสมอ เท่าที่อี๊เคยเห็นมักวางมาดว่าฉันเป็นอาจารย์นะ มีเครื่องประกอบบอกฐานะวางรอบตัวเยอะไปหมด”
ท่านเมตตาบอกแม่ล่มเช่นนี้ ขณะยืนหน้าอาคารยุ้งฉาง ที่เรากำลังรอรับประทานมื้อเย็นด้วยกัน และเมื่อไปไหว้พระอมิตตภพระพุทธเจ้า พระประธานในศาลาหลังใหญ่ ท่านก็ยืนยันกับคณะเราอีกว่า
“ท่านทั้งหลาย ถ้าไม่มีสายใยสัมพันธ์กับพระองค์ท่าน (พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายาน) เราคงไม่ได้พบกัน และไม่มีโอกาสมากราบเคารพท่านแน่นอน”
“ที่จริงครูบาอาจารย์ผู้เปิดเผยองค์เทพของผมคนแรกคือ”เนี้ย”หนึ่งในพระโพธิสัตว์ทางมหายานนี่แหละ แรกๆยังงงเลยว่าพระหริหระ จะเกี่ยวพันกับพระโพธิสัตว์กวนอิมอย่างไร” ภูเตศวรเท้าความถึงอดีต ทำให้แม่ล่มย้อนความทรงจำบ้าง
มารดาแม่ล่มเช่าองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมประทับยืนปางประทานพร มามอบให้ ขณะแม่ล่มกำลังป่วยไม่แพ้บิดา นับจากวันนั้น แม่ล่มเพิ่มคำนมัสการอีกประโยคก่อนแผ่เมตตาคือ “นำโม ไต่ซือ กวนซี อิม ผ่อ สัก”
(อันเป็นประโยคเดียวแต่ต่างพระองค์กับที่อาอี๊ฝากให้ทุกคนนำไปบริกรรมวันละสองครั้ง เช้ากับเย็นครั้งละสิบคำ อาอี๊ให้เหตุผลว่า
“ท่านก็สวดมนต์ของท่านไปตามปกติ ขอเพียงเพิ่มอีกนิดว่า นำมอ ออนี ทอฮุก (เป็นคำกล่าวนมัสการพระอมิตตภพุทธเจ้า) เป็นการกันเหนียว ฝากเนื้อฝากตัว เผื่อไปไม่ถึงแดนพระนิพพานของพระบรมศาสดา ก็ไปพักที่ดินแดนพุทธเกษตรของท่านก่อน” )
ครั้งภูเตศวรต้องการหาคำตอบ ตำหนักพระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นที่พึ่งแห่งแรก ดังที่ทราบกัน และท้ายสุดเมื่อเจ็บป่วย มหาฤาษีทรงเมตตาทูลขอยาจากพระโพธิสัตว์กวนอิมให้แม่ล่ม จะบอกว่าไม่มีสายสัมพันธ์กับท่านได้อย่างไร
รู้จักเจ้าของสถานที่แล้ว ก็ขอแนะนำกิจกรรมที่สมควรทำบ้าง หลังกราบพระประธาน องค์สมมติพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ฯในศาลาต่างๆครบแล้ว เรามาเดินจงกรมบนยันต์แปดทิศหน้าลานเทพอุทยานกัน
ผู้นำเดินยันต์แปดทิศจะได้รับ“อ้อ”ชุดสีขาว ตัวยาว แขนยาว เป็นเครื่องหมายของผู้ถือบวชมาสวมใส่ คืนนั้นภูเตศวร พาญาติธรรมเดินบนทางเดินยกสูงจากพื้นประมาณหนึ่งคืบ กว้างไม่เกินแปดนิ้ว เท่าความกว้างของกระเบื้องขนาดเล็ก พอสำหรับเท้าทั้งคู่ ที่ต้องใช้สติกำกับพอสมควร จึงไม่เสียหลักพลัดตกลงมาเหยียบต้นเข็มดอกชมพูจิ๋วแน่นขนัด ขับให้เห็นทางเดินเด่นชัดขึ้น มีเสียงสาธยายมนต์แสนไพเราะจากคุณใหม่กับคณะตลอดเวลาร่วมชั่วโมง
“อาจารย์เก่งมาก สามารถกำหนดจิตพาญาติธรรมกลุ่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี เดินได้ครบรอบ ถูกต้อง ไม่หลง ไม่มีใครพลัดหล่น ทั้งที่มีผู้สูงอายุสองท่าน (อาม่า ของตั้มกับคุณป้าประทิน) ร่วมกระบวนด้วย” อาอี๊เอ่ยกับคณะ และอธิบายต่อว่า
“การเดินยันต์แปดทิศ ที่มีรูปลักษณ์เป็นยันต์ซ้อนกันสองยันต์นี้ ถ้าจิตสงบจะเห็นยันต์เคลื่อนไหวได้ จุดประสงค์คือเพิ่มพลังดีๆและขจัดสิ่งไม่ดีต่างๆออกจากตัว”
กิจกรรมต่อมาคือ ไหว้หลวงพ่อศิลา ๓๖ องค์ ที่สวนโชคดีให้ผล เราถือโอกาสสรงน้ำพระขอพรท่านเนื่องในวันปีใหม่ไทย อาอี๊ให้ความรู้อีกว่า ถ้าทำถูกต้องตามลำดับแล้ว ธูป ๑๐๘ ดอก ปัก ๓๖แห่ง แห่งละ ๓ ดอก ธูปจะหมดพอดีที่องค์สุดท้าย ให้ผู้นำแต่ละกลุ่มทำดังนี้
- อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระแม่คงคา เทพยดาแห่งสายน้ำ มาสรงองค์หลวงพ่อศิลาครั้งนี้” จากนั้นให้รดองค์พระสูงที่สุดนับจากพระอังสะ คือไหล่ลงมาเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน
- เอานิ้วจุ่มน้ำที่ขังตรงพระเพลา หรือหน้าตักมาแตะเบาๆที่อกหรือหัวใจของเรา อธิษฐานว่า “ขอความชุ่มเย็นนี้ จงชำระจิตวิญญาณของข้าพเจ้าให้เข้มแข็ง มีพละกำลัง สามารถละลดจากกิเลสทั้งหลายด้วยเถิด”
- จุ่มน้ำอีกครั้ง มาแตะที่หน้าผาก อธิษฐานว่า “ขอให้กายสังขารของข้าพเจ้า มีสุขภาพดีเท่ากับอายุขัยด้วยเถิด”
ทำเช่นนี้จนครบทุกจุด จากนั้นมาอธิษฐานขอพรที่ต้องการได้เพียงหนึ่งข้อด้วยจิตที่แน่วแน่จากพระไวโรจนพุทธเจ้าองค์ประธานอีกครั้ง เสร็จแล้วควรไปที่ศาลาไร้ทุกข์ที่สระไร้ทุกข์ไร้สุข เพื่อกราบพระโพธิสัตว์น้อย ผู้ทรงมีพระทัยเมตตา ท่านมักจะประทานพรให้เสมอถ้าไม่เกินวาสนาบารมีของคนขอ ทั้งนี้อาอี๊บอกว่า ทรงโปรดพวงมาลัยมะลิสีขาวล้วน ที่คณะเราเตรียมมาถวายอย่างมาก
หากได้พักค้างคืน สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ ปฏิบัติภาวนากลางลานใหญ่ ที่เป็นจุดรวมกระแสพลังงานเข้มข้น เสียงสวดมนต์จะก้องกังวานไปยังยอดเขาที่เป็นฉากหลังแล้วสะท้อนกลับมายังลานใหญ่กลางแจ้งนี้ สมาชิกหลายท่านที่นั่งสมาธิภาวนาคืนนั้นยอมรับว่า ใจสงบ จิตรวมได้ง่ายจริงดังที่อาอี๊บอกไว้
ปัจจุบันเทพอุทยานสอยดาว ยังเป็นสถานที่ปิดสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ในอนาคต ภูเตศวรฝากความหวังไว้กับเจ้าของสถานที่ว่า สักวัน..เมื่อพร้อมคงเปิดให้บุคคลที่มีวาสนา มีสายใยกับพระโพธิสัตว์ฯ ได้เข้ามากราบสักการะเช่นคณะเรา
กราบขอบพระคุณอาอี๊ที่ต้อนรับเราด้วยจิตอันเปี่ยมกุศล
ขอพระพุทธเจ้าในอดีตตลอดจนพระโพธิสัตว์ฯทุกพระองค์ ประทานความศานติสุขแด่ทุกท่านเสมอ ..โอม..ศานติ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com