การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๑๐ พระปรีชาญาณ (๒) by แม่ล่ม

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#532]

ตอนที่ ๑๐ พระปรีชาญาณ (๒)

 

     ธรรมะ ข้อคิดเตือนใจที่มหาเดวะ มหาฤาษี และมหาวิษณุทรงอบรมสั่งสอนคนใกล้ชิดภูเตศวร ตามโอกาสที่ทรงเห็นเหมาะสมนั้นล้ำค่าเหลือแสน แม่ล่มนั้นนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้สดับรับฟังธรรมะโดยตรงจากทุกพระองค์ ในยามต้องต่อสู้กับ”เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น” จนผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้

     แม้วันนี้มิได้เสด็จให้กราบพระบาทดังเช่นก่อน หากเกิดปัญหาใดๆก็ตาม ยังรำลึกนึกถึงพร้อมน้อมนำทุกถ้อยรับสั่งที่ทรงเคยอบรมสั่งสอนมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจนลุล่วงไปด้วยดีก็นับครั้งไม่ถ้วน ที่ประมาทเลินเล่อ เผลอสติ เพราะความต่ำต้อยด้อยปัญญา ผลของการไม่ระมัดระวังกาย วาจา ใจนั้น ก็ย้อนกลับมาทำลายจิตใจให้ซวนเซเกือบเสียหลักก็มีมิใช่น้อย

     พระมหากรุณาธิคุณอันมหาศาลนี้ ขอจารจดไว้ในหัวใจแม่ล่มตราบสิ้นชาติขาดภพเลยทีเดียว

     หากธรรมะสิ่งละอัน พันละน้อยที่จะเล่าต่อไปนี้ มีประโยชน์บ้าง ขอกราบถวายอานิสงส์อันน้อยนิดไว้แทบเบื้องพระยุคลบาททุกพระองค์หมดหัวใจ

     มหาศิวะเจ้าหรือมหาเดวะที่เราเรียกขาน จะเสด็จเฉพาะงานสำคัญหรือพระราชพิธีเท่านั้น และจะทรงสอนตรงไปตรงมาออกจากจิตล้วนๆ แม้ได้เฝ้าไม่กี่ครั้ง แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ ยามใดที่แม่ล่มมีทุกข์ จนตรอกอยู่กับความหดหู่ และจิตใจเศร้าหมอง ทรงมีพระเมตตาเสด็จสั่งสอนให้ได้คิดเฉพาะตัว ครั้งหนึ่งแม่ล่มมีเรื่องเสียใจ วิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไปตามถนนเหมือนคนขาดสติ ทรงสอนและตั้งคำถามว่า

     “โง่มาก..ที่ทำเช่นนั้น การวิ่งออกไปอย่างขาดสติด้วยอารมณ์โกรธ หากพลาดพลั้งถูกรถชนตาย แล้วผลจะเป็นอย่างไร”

     “คงเป็นสัมภเวสี อยู่กลางถนนเพคะ”

     “ได้เป็นแน่ๆไม่ใช่คง..จำไว้..การเป็นคนของเทวดาและเป็นลูกพระพุทธเจ้านั้น ต้องเชื่อเรื่องกรรม ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันทั้งสิ้น ตั้งสติแล้วพิจารณาให้ดี” ทรงสำทับ

     มหาวิษณุทรงรอบรู้วิทยาศาสตร์ชั้นสูงเป็นพิเศษ ทรงรับสั่งให้เรามองท่านเป็นพลังงานอย่ามองแบบเป็นรูปร่าง ทรงให้ธรรมะมากครั้งกว่ามหาเดวะ เพราะเสด็จค่อนข้างบ่อยในช่วงแรก

     มีหลายครั้งที่ลูกศิษย์ปรับทุกข์ อยากถูกหวย อยากรวย อยากเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งทรงสอนว่า

     “ชีวิตในโลกนี้สั้นนัก จงอย่าประมาท ถ้าเทวดา เทพ พรหมทั้งหลาย สามารถบันดาลความสุขสบาย ความสำเร็จ สมหวัง ร่ำรวยเงินทอง ยศศักดิ์ ต่างๆให้ลูกหลานได้ ทุกพระองค์ก็พร้อมที่จะอวยให้ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า

     กัมมัสโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน

     กัมมะทายาทา มีกรรมเป็นผู้ให้ผล

     กัมมะโยนิ มีกรรมเป็นแดนเกิด

     กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นผู้ติดตาม

     กัมมะปฏิสะระณา มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

     ใครเลยจะล่วงกฎแห่งกรรมได้ ถ้ามิใช่พระอรหันต์”

     บางครั้งพระสุระเสียงของมหาวิษณุที่กำลังให้ธรรมะข้อคิดต่างๆ ราวกับล่องลอยมาจากปลายฟ้าอันไกลโพ้น ก็กระทบจิตแม่ล่มที่นั่งพิงเสาบ้าน ข้างบัลลังก์ หน้าตาซีดเซียว ผ่ายผอมด้วยโรคร้ายกำเริบ ให้หันกลับมามองผู้คนมากหน้าหลายตาที่บ่ายหน้ามาหาที่พึ่ง ซึ่งกำลังพนมมือฟังอย่างพินิจพิเคราะห์

     ทรงมีพระประสงค์เน้นย้ำว่าทุกคน อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น แม้แต่เทพพรหมสูงส่งอย่างไรก็ไม่เว้น

     นี่คือตัวอย่างที่บางครั้งทรงสอนคนอื่น แต่ก็กระทบใจแม่ล่มให้เลิกฟูมฟาย หยุดโทษนี่โทษนั่นแล้วกลับมาอยู่กับความเป็นจริงของปัจจุบันตรงหน้าว่าทุกอย่างที่ได้รับคือวิบากของกรรมที่เคยทำไว้ ดีกว่าจมอยู่กับอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างที่เคยเล่าไว้ว่าประโยคที่รับสั่งบ่อยมากเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

     ”รู้แล้วได้อะไร ไม่รู้แล้วได้อะไร”

     มหาฤาษีจะเสด็จแทนพระองค์มหาวิษณุในระยะหลังมากขึ้น แม่ล่มและคนใกล้ภูเตศวรเคยใช้เครื่องบันทึกพระสุระเสียงทุกพระองค์ แต่สิ่งที่ได้คือไม่มีข้อความใดๆปรากฏให้ได้ยินเลย จนครั้งสุดท้ายที่มหาฤาษีเสด็จที่บ้านของน้องนุช ลูกสาวแม่ชีสุภาเมื่อวันที่เธอทำบุญบ้าน (วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ) แม่ล่มขอพระวโรกาสบันทึกธรรมะที่ทรงแสดงให้ลูกหลานชาวธรรมะ ๕ นาทีไว้เป็นที่ระลึก จึงได้ข้อความมาเป็นบางส่วน ซึ่งจะขอนำมาเขียนไว้ตอนท้ายนะคะ

     มหาฤาษีทรงใช้ภาษาง่ายๆแบบบ้านๆ ทรงเจ้าสำบัดสำนวน บางคำทรงสร้างขึ้นจากรูปลักษณ์ภายนอก

     “ทำไมปู่เรียกรถยนต์ว่าไอ้ตู้ เรียกมอเตอร์ไซค์ว่าไอ้ตั่งล่ะเจ้าคะ”

     แม่ล่มยังงงกับคำที่ทรงบัญญัติใช้ ฟังคำทรงเฉลยแล้วเห็นภาพ หายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง

     “ก็มันเหมือนตู้ แล้วก็เหมือนตั่งหรือม้านั่งที่ติดเครื่องวิ่งได้ทั้งคู่ไงล่ะ”

     “ฟังดูเป็นภาษาโบราณมากเลยนะเจ้าคะ”

     “ก็ข้าเป็นคนโบราณ เป็นฤาษีโคนต้นไม้นี่นา”

     มหาฤาษีทรงถ่อมพระองค์เช่นนี้เสมอ ทำให้เห็นว่าอย่าว่าแต่มนุษย์ผู้บำเพ็ญจิตหลุดพ้นแล้วเลย แม้แต่เทพพรหมทั้งหลายยังแสดงให้ประจักษ์แก่ใจว่ายิ่งมีภูมิจิตภูมิธรรมสูงส่งเพียงใด ความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความรัก เมตตาและอ่อนโยนต่อเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายยิ่งมากเสมอกัน

     เรื่องที่ทรงสอน มีตั้งแต่ธรรมะระดับพื้นๆ ฟังง่าย ไม่มีความรู้ก็เข้าใจ นานวันเข้าก็ขยับขึ้นเป็นธรรมะระดับโลกุตระธรรม

     อย่างแรก ทรงสอนเรื่องอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น รู้ว่าอยากได้อะไร รักอะไร หวงแหนสิ่งใด รอไปเถอะ จนกว่าเลิกหวัง เลิกรอ สิ่งนั้นจะกลับมาเป็นของเราแบบไม่คาดฝัน บางครั้งได้มาแล้วชื่นชมไม่ทันไร ทรงหยิบยื่นให้คนอื่นไปต่อหน้าต่อตาเสียอย่างนั้น เรื่องนี้คุณรัตน์ซาบซึ้งดีที่สุด

     เราทราบว่าทรงเสวยหมาก ทุกคนจึงจ้องชานหมากอยากเก็บไว้บูชาเป็นที่ระลึก ใครขอท่านก็ประทานให้ง่ายดาย แต่เราลองขอบ้างท่านจะไม่ประทานให้แม้แต่สักครั้งเดียว รวมถึงคุณรัตน์ด้วย

     “วันหนึ่งท่านยื่นชานหมากให้อย่างไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งๆที่อยากได้มานาน หนูดีใจมากเก็บงำอย่างดีเลยเพราะกลัวหาย แต่ได้ชื่นชมอยู่ไม่เท่าไหร่ อยู่ๆท่านก็บอก..ไอ้หมี ข้ายืมชานหมากเอ็งให้ไอ้คนนี้ก่อนนะ..หนูงี้เสียใจแทบน้ำตาร่วงรู้สึกเสียดายที่สุด”

     นานพอควรทีเดียว คุณรัตน์จึงได้ชานหมากใหม่ทดแทนคำเดิม ทุกวันนี้ชานหมากคำนั้นคุณรัตน์บูชาติดตัวตลอดเวลา เจอะเจอก็ขอเธอชื่นชมได้ค่ะ

     ส่วนแม่ล่มนั้น รอชานหมากนานและได้รับการประทานเหมือนคุณรัตน์ แต่แตกต่างในรายละเอียดโดยสิ้นเชิง

     “เอ้า..แบมือมา” แม่ล่มไม่คิดว่าเป็นตัวเองที่ทรงเรียก จึงนิ่งเงียบ

     “ปู่เรียกให้รับชานหมากค่ะ”

     เสียงคุณรัตน์เรียกจึงได้สติ คลานเข่าเข้าไปรับอย่างปลื้มปิติ ทรงคายชานหมากใส่อุ้งพระหัตถ์ กำไว้หลวมๆ แล้ววางลงกลางฝ่ามือแม่ล่ม พร้อมกับกดนิ้วให้แม่ล่มกำมือให้แน่น ขณะนั้นรู้สึกประหลาดใจที่ชานหมากเคลื่อนไหวเบาๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมไม่ตกใจแล้วสะบัดมือทิ้งตามสัญชาตญาณ กลับทำเพียงคลายมือออกช้าๆ ยื่นไปข้างหน้าเพื่อให้คนอื่นช่วยกันดูว่าเกิดอะไรขึ้นในมือตัวเอง

     ท่ามกลางเนื้อของชานหมากที่ยังไม่แหลกดี สีเขียวของพลู สีแดงของหมากกับปูน มีวัตถุเล็กประมาณนิ้วหัวแม่มือ สีนวลปนอยู่ จึงจับขึ้นมาดู สิ่งนั้นเป็นพระปิดทวารค่ะ แกะจากงาช้างขนาดองค์กำลังเหมาะที่จะนิมนต์ขึ้นคอบูชา แม่ล่มน้ำตาไหล ซาบซึ้งใจเป็นที่สุด

     แต่แม่ล่มได้คล้องคอเพียงครั้งเดียว ก็มีคนงัดบ้านหยิบฉวยท่านไปพร้อมสร้อยที่แขวนและเงินอีกจำนวนหนึ่ง รสชาติความรู้สึกสูญเสียของรักแล้วเป็นทุกข์เริ่มกัดกร่อนใจนับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา และหนักหนาขึ้นเป็นลำดับ

     การอัญเชิญพระอรหันต์ธาตุโดยเฉพาะพระธาตุพระสารีบุตรอัครสาวกผู้ล้ำเลิศทางปัญญา ของมหาวิษณุเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของพวกเรามาก ทรงโบกพระหัตถ์วาดไปกลางอากาศ เมื่อแบออกจะปรากฏพระธาตุสัณฐานกลมบ้าง รีบ้าง ตรงตามตำราที่บอกว่ามีสัณฐานเหมือนไข่จิ้งจก ผิวสัมผัสเรียบเนียน มีวรรณะสีขาวงาช้างบ้าง สีนวลบ้าง สีชมพูบ้างอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ ทรงประทานให้คนนั้น คนนี้ผ่านหน้าแม่ล่มกับคุณรัตน์เกือบทุกวัน แต่ไม่มีพระธาตุองค์ไหนเป็นของเราทั้งสองเลย ตอนนั้นรู้สึกน้อยใจเหลือเกิน ครุ่นคิดแต่ว่าเราคงวาสนาน้อยไร้บุญบารมีจึงไม่มีโอกาสได้รับจากท่าน จนวันที่เราเฉยๆไม่ยินดียินร้าย ไม่เฝ้าจดจ้องว่าเมื่อไหร่จะเป็นของเราเสียทีนั่นแหละ จะทรงประทานให้ทันที

     ทั้งกรณีชานหมากที่กลายเป็นพระ และการที่มหาวิษณุทรงอัญเชิญพระสาวกธาตุ ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุในโอกาสต่อๆมานั้น แม่ล่มเคยกราบบังคมทูลถามว่าทรงทำได้อย่างไร มหาฤาษีรับสั่งเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาว่า

     “ทุกอย่างประกอบขึ้นจากธาตุ ก็แค่อธิษฐานจิตนำธาตุดิน น้ำ ลม ไฟมาผสมผสานในสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น เรื่องการอัญเชิญพระธาตุก็เช่นกัน เอ็งก็รู้นี่ว่า สสารหรือพลังงานไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสถานะเท่านั้นเอง”

     อำนาจจิตของท่านช่างน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย!

     “ผลของความดี บางครั้งต้องใช้เวลาพอสมควร หัดรู้จักอดทนและรอให้เป็นเสียบ้าง อะไรที่ได้มาง่ายๆมักไม่มีค่า ลาภ ยศถ้ามาในจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจพาเราเสียจิตวิญญาณไปก็ได้”

     คำเตือนสตินี้ ทรงให้แม่ล่มเต็มๆ โทษฐานที่โอดครวญเรื่องขั้นเงินเดือน ฟังครั้งแรกก็ฮึดฮัดขัดเคือง ไม่เห็นด้วยย้ำคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม ทรงให้ความเห็นว่า

     “ความยุติธรรมของมนุษย์อยู่ที่ความพอใจของคนที่มีอำนาจเหนือเรา เขาก็ว่าเขายุติธรรมแล้วสำหรับคนของเขา แต่ไม่ถูกใจเอ็งจึงไม่ยุติธรรมสำหรับเอ็งไง”

     เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ ๗ ปี แม่ล่มเหนื่อยที่จะคิด เบื่อต่อการคาดหวัง และไม่สนุกที่จะลุ้นผลการประกาศรายชื่ออีกแล้ว ซ้ำยังปลงตกว่า คิดไปก็แค่นั้น ยังไงก็ไม่ได้อยู่แล้วจะคิดให้เสียเวลาทำไม

     ต้นเดือนตุลาคมของปีที่ ๘ ที่เคยลุ้นระทึกว่าเราจะติดโผไหมหนอ แม่ล่มกลับลืมสนิท ปีก่อนฝึกนักเรียนให้เล่นโขนร่วมกับโรงเรียนในกลุ่มจำนวนหลายร้อยคน เพื่อแสดงในโอกาสฉลองกรุงเทพรัตนโกสินทร์ฯครบรอบ ๒๐๐ ปี ทุ่มเทเวลาฝึกซ้อมเด็กในช่วงเย็นทุกวันไม่เว้นวันหยุด คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานได้ความดีความชอบหมด ยกเว้นแม่ล่มกับพี่สนิทอีกคนที่เก่งเรื่องโขนละครซึ่งเป็นต้นคิดการแสดง ปีนั้นจึงไม่มีอะไรให้เสียเวลาวาดหวัง

     แต่..ผลลัพธ์คือ แม่ล่มได้รับการพิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ หลังจากปีนั้นไป มีการปรับโครงสร้างระบบราชการใหม่ ปรับฐานเงินเดือนให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ เงินเดือนแม่ล่มจึงพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว และเมื่อผลของการประกาศผลงานวิจัยทางวิชาการตกลงมาว่าผ่าน แม่ล่มจึงมีเงินประจำตำแหน่ง มีค่าวิชาเพิ่มทำให้มีรายได้มากพอที่จะส่งบ้านหลังใหม่ได้ทันที

     แม่ล่มเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ..ต้องวางเท่านั้นจึงว่างพอที่จะรับได้..สาธุ..

     เราสองคนพี่น้องถูกสลายอัตตาทุกวิถีทาง เราดิ้นรน ต่อสู้และต่อต้านด้วยความโกรธเคืองในเบื้องต้น แต่เมื่อทรงทำให้เข้าใจถ่องแท้ว่า ตราบใดที่เรายังยึดมั่น มีมานะแรงกล้าเราก็คงวนเวียนมืดบอด เป็นอเวไนยสัตว์ที่อบรมสั่งสอนไม่ได้ตลอดไปในท่ามกลาง และสุดท้ายเราได้คิดว่าโอกาสมาถึงแล้วทำไมไม่เปิดใจให้กว้าง ใครจะมองเราอย่างไร ใครจะเข้าใจอย่างไร ใครจะตัดสินเราอย่างไรไม่สำคัญ เพราะเรารู้ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอย่างน้อยบุพการีก็ปลูกฝัง อบรมสั่งสอนให้เราเชื่อมั่นในคุณงามความดี พ่อแม่ครูบาอาจารย์อันเป็นที่พึ่งที่เคารพทุกรูปก็รับรองพร้อมบอกที่มาที่ไปให้รับรู้ตามที่เคยเล่าไปแล้ว ในขณะที่การศึกษาธรรมะทำให้เชื่อในกรรมและผลของกรรมว่ามีจริง สำคัญที่สุดคือพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าเทพพรหมมีจริงอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราพี่น้องคิดตก มหาฤาษีจึงรับสั่งถามแม่ล่มว่า

     “ถามจริงๆเหอะไอ้ล่ม ถ้าสังขารข้า(ภูเตศวร)กะเอ็งไม่ทุกข์สาหัสเจียนตาย พวกเอ็งจะหันหน้าเข้าวัด ปฏิบัติธรรมอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า”

     “สังขารปู่ก็คงยังกินนอนกับโต๊ะสนุ้ก ตีหัวหมา ด่าพ่อล่อแม่ชาวบ้านไปตามเพลง ส่วนหนูนะเหรอน่าจะลากปืนไปยิงไอ้คนที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ แล้วกลับบ้านมาตีกบาลผัวด้วยไม้หน้าสาม ป่านนี้ลูกเต้าไม่มีใครสอน หมดอนาคตเพราะแม่ติดคุกไม่ว่างดูแลสิเจ้าคะ”

     แม่ล่มตอบแบบไม่ลังเล เลยได้รับคำชมจากมหาฤาษี

     “เออ..เอ็งฉลาดขึ้น หลังจากโง่มานาน”

     ลูกศิษย์หลายท่านที่แวะเวียนมาหา บางคนถูกกำหนดให้รับขันธ์ ความโลภไม่เคยเข้าใครออกใคร รวมทั้งแม่ล่มด้วย จึงรอคอยด้วยความหวังว่า เมื่อไหร่หนอโอกาสนั้นจะมาถึงเสียที ถึงตอนนี้คิดแล้ว สุดจะละอายใจ

     “ไอ้ล่มเอ้ย..เทวดาอดตาหลับขับตานอน มานั่งสอนเรื่องการละอุปาทานปากเปียกปากแฉะให้เอ็งฟัง แล้วยังยึดอุปาทานไว้ทำไมอีก ขันธ์น่ะเขาเอาไว้สำหรับวางอุปาทานให้คนรับ เมื่อไหร่ที่มองเห็นขันธ์ก็จะระลึกได้ว่าเป็นสิ่งที่เทวดาประสิทธิ์ให้ จึงต้องพยายามประพฤติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม ในเมื่อเอ็งรู้จักสวดมนต์ไหว้พระ ถือศีลปฏิบัติภาวนา เข้าใจในความไม่เที่ยงของกฎไตรลักษณ์อยู่แล้ว เอ็งจะรับขันธ์ไปทำไมอีก”

     เฮ้อ..แม่ล่มปวดใจแทนท่าน ที่มีลูกหลานโง่เง่าเบาปัญญาเยี่ยงนี้ สมควรแล้วที่ถูกชยันโตเสียยืดยาว

     การสอนธรรมะบางครั้งก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไปทรงค่อยๆสอดแทรกจนคนฟังซึมซับไปไม่รู้ตัว แต่บางครั้งก็หนักหน่วง ซ่อนเงื่อน ซ่อนปมจนตามไม่ทัน

     “ไอ้ล่ม เอ็งไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจจะตายวันนี้ พรุ่งนี้ หรือไม่ก็ใน ๓วัน ๗วัน แล้วถ้าเอ็งตายไปในสภาพจิตขุ่นเคืองอย่างนี้จะคุ้มมั้ย”

     เมื่อแม่ล่มฮึดฮัดขัดเคืองเพื่อนร่วมงานที่เอารัดเอาเปรียบ พูดมากปากเสีย มีแต่เรื่องไม่สร้างสรรค์ เลยคิดตายประชดป่าช้าด้วยการลาออกจากงาน มหาฤาษีเลยรับสั่งถามขึ้นมาอย่างนั้น ที่จริงทรงชี้ให้เห็นว่าไม่มีอะไรเที่ยง คนที่เราโกรธแทบจะฆ่าให้ตายนั้น เขาก็มีความไม่แน่นอนเป็นที่ตั้งเหมือนเรา อาจจบชีวิตได้ทุกเวลา แต่ความมืดบอดและมีจิตเป็นอกุศลแม่ล่มกลับไม่คิดเช่นนั้น รีบยุติการยื่นใบลา แล้วตั้งตาคอยด้วยใจจดใจจ่อว่าเมื่อไรจะได้ข่าวร้ายของเขาเสียที คอยแล้วคอยเล่าคอยจนเบื่อ เมื่ออารมณ์วู่วามที่มีอยู่ค่อยหายไป กลับได้คิดว่าถ้าตอนนั้นโกรธเขา ไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้วชิงลาออกโดยที่ยังไม่มีงานอื่นรองรับ ใครลำบากถ้าไม่ใช่เราเอง เมื่อเห็นแม่ล่มเริ่มได้คิดแล้ว ทรงสอนว่า

     “ความเคียดแค้นชิงชังทำให้คนจ้องทำลาย และทำร้ายกันอย่างหน้ามืดตามัว ลืมคิดไปว่าชีวิตนั้นแสนสั้น ยังเอาไฟพยาบาทมาสุมหัวใจให้รุ่มร้อนขึ้นไปอีก เอ็งไม่ให้ราคาค่างวดกับเขาเสียอย่าง เอ็งก็อยู่ได้อย่างสบาย”

     ทรงเมตตาสอนแม้แต่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นว่า ต้องรู้จักให้มากกว่าตั้งตาเอาแต่รับ ไม่จำเป็นต้องเป็นวัตถุสิ่งของ มีโอกาสก็ให้ไปเถิด ทั้งน้ำใจ น้ำคำ ทรงอุปมาว่า

     “เราต้องหัดเปิดหน้าต่างไว้ทั้งสองด้าน เพื่อให้ลมมีทางระบายเข้าและออกบ้าง ปิดประตูหน้าต่างเสียหมดทุกบาน ลมที่ไหนจะเข้าบ้านได้ มิตรจิตไป มิตรใจตอบ เป็นหลักธรรมชาติง่ายๆ”

     “แต่ถ้าเขาอยากได้ตลอดเวลา จะเอาที่ไหนให้ล่ะเจ้าคะ”

     “ก็ให้เท่าที่ให้ได้ซี เราต้องเมตตาตัวเองก่อน เรามีโอกาสเป็นคนให้ดีกว่าเป็นคนรับตรงที่อย่างน้อยเราก็มีให้ การสละออกทำยากแต่ก็เป็นการลดความตระหนี่ไปในตัว”

     ยามกังวลกับภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนบ้าน มหาฤาษีรับสั่งว่า

     “ทำไมไม่คิดว่าเอ็งโชคดีมากมายที่ได้อยู่บ้านหลายล้านตั้งหลายปี นอกจากพักอาศัย เป็นที่หลับนอนแล้ว ยังขี้รดตดใส่ ทั้งหนักทั้งเบาอีกด้วย ถึงถูกยึดก็คุ้มแล้ว แต่เอาเถอะ ข้ารับปากว่าเอ็งจะใช้เขาหมดก่อนกำหนดแน่นอน”

     ถ้อยรับสั่งนี้ประโลมใจให้กลับมาทบทวนว่า ทุกข์หรือสุขก็อยู่ที่กระบวนความคิดนี่เอง แม่ล่มใช้เวลาเพียง ๗ ปี ก็เป็นอิสระจากหนี้สินตามที่รับสั่งจริงๆนับว่าทรงเป็นต้นแบบของการคิดบวกองค์จริง ถ้าพูดแบบภาษาวัยรุ่นสมัยนี้ต้องนับได้ว่าทรงเป็น “ไอด้อล” บุคคลต้นแบบของแม่ล่มมาจนถึงทุกวันนี้


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com