
ตอนที่ ๙ พระปรีชาญาณ ( ๑ )
เรื่องการเอ่ยพระนามเหล่าเทพเทวาที่พิทักษ์ลูกหลานคนแวดวงภายในครอบครัว ทำให้คุณรัตน์มีเรื่องสงสัยจึงเอ่ยปากทูลถามมหาฤาษี
“ปู่จ๋า องค์แม่ของหนูท่านปางไหนหรือคะ”
“ปางตายไงลูก” ทรงตอบดื้อๆอย่างนี้ซะงั้น
“อุ๊ย..ไม่ใช่ยังงั้นค่า ลูกหมายถึงพระญาณท่านน่ะค่ะ”
“ก็ยานเท้งเต้งไงล่ะไอ้หมี”
คราวนี้มีเสียงหัวเราะครืนเป็นตัวประกอบ ส่วนคุณรัตน์ได้แต่ค้อนลมค้อนแล้ง การที่ทรงมีกระแสรับสั่งตอบเช่นนั้น แสดงว่าทรงเข้าใจความหมายและคำตอบที่คุณรัตน์ต้องการ แต่ทรงตอบไปอีกทาง ภายหลังเมื่อปลอดผู้คน คุณพระพี่เลี้ยงก็ได้รับคำตอบไปแล้วเรียบร้อย
นอกจาก คุณรัตน์ แม่ล่มที่มีฉายาเฉพาะแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ทรงเรียกตามพฤติกรรม หรืออัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของผู้นั้น เช่น ไอ้ตัวผู้ของเอ็งกับไอ้ตัวเล็กของเอ็ง หมายถึงลูกชายกับลูกสาวแม่ล่ม ทรงเรียกหมอไอซ์ว่า ไอ้ตัวเล็กของข้า ส่วนไอ้โป๊งเหน่งนั้นคือน้องชายคนเล็กของภูเตศวร
คงต้องเล่าที่มาที่ไปของชื่อโป๊งเหน่งให้อ่านพอคลายเครียด แต่เจ้าตัวต้นเรื่องจะเครียดหนักขึ้นหรือไม่ ก็แล้วแต่เขา เป็นเรื่องตัวใครตัวมันแม่ล่มไม่รับผิดชอบ ใครที่ได้อ่านแล้วขอความกรุณาช่วยกันเหยียบให้กระจายเลยนะคะ แต่เตือนก่อนว่าเรื่องที่จะเล่า เป็นสีสันของแต่ละวันที่ช่วยให้ความเคร่งเครียด วุ่นวาย สับสน ลดความเสียดทานลง ได้ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง อาจดูเหมือนไร้สาระ หากพินิจให้ดีย่อมมีอะไรให้ศึกษามิใช่น้อย
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มหาฤาษีทรงพระปรีชาญาณด้านเจโตปริยญาณอย่างยิ่ง ทรงบอกตำแหน่งแห่งที่ของ ไฝ ฝ้า กระ ปาน ในที่ลับตาคนของคุณได้แม่นยำไม่มีผิดเพี้ยนแม้องศาเดียว ใครมาดี ต้องการฟังธรรมะท่านก็สอนด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ทรงให้กำลังใจคนท้อแท้สิ้นหวังด้วยคำเปรียบเทียบลึกซึ้งกินใจ ทรงใช้ภาษาเข้าใจง่ายๆ ถ้าจะทรงติก็เพื่อก่อมิได้ทำร้ายจิตใจใคร แต่หากใครต้องการมาลองดีกับท่าน จะรู้ฤทธิ์พิษสงนี้เข้ากระดูกชนิดที่เรียกว่า “หงายเงิบ” ตกกระไดไม่รู้เท่าไหร่ราย โดยเฉพาะไฝในที่ลับ
“เจ้าชู้นักไม่ใช่เร้อ คลำไม่เจอหาง เป็นไม่เลือกเลยนะเอ็ง”
นี่คือประโยคแรกที่คนมาลองดีแล้วคิดหมิ่นในใจได้รับ ตามด้วยประโยคสอง
“มีไฝเม็ดเบ้อเร่อตรงของลับด้วย”
เจ้าตัวคงคิดอะไรต่อในใจ เลยเจอประโยคสามตามมาติดๆ
“รู้สิ รู้ว่าไฝเม็ดนั้นอยู่ตรงปลาย...”
“พอแล้ว..คร้าบ!เชื่อแล้ว..คร้าบ!หลวงปู่”
เจ้าของความลับเหงื่อตก รีบละล่ำละลักขอหย่าศึก พร้อมยอมรับว่าต้องการมาจับผิด แต่ถูกดักจับความคิดเสียอยู่หมัด
ทรงให้เหตุผลที่ต้องใช้เจโตปริยญาณบ้างในบางครั้ง ก็เพราะไม่อยากให้เจ้าของความคิดที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องติดมโนกรรมไปโดยไม่รู้ตัวและที่สำคัญสุดคือไม่ต้องการให้ใครดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้เป็นโอษฐ์แห่งเทวะทั้งที่ไม่รู้พระประสงค์อันแท้จริงของพระองค์นั่นเอง
ถ้าใครมีไฝอยู่ในตำแหน่งไม่ดี มีผลกระทบกับการดำรงชีวิตครอบครัว เช่น ทำให้คู่ครองเจ็บป่วย อายุสั้น อย่างที่โบราณเรียกว่า หญิงกินผัว ชายกินเมียนั้น ทรงมีวิธีแก้ไขด้วยการตัดไฝเจ้าปัญหานั้นให้
ใหม่ๆคนที่ได้รับคำสั่งให้เตรียมตัว เตรียมของและนัดหมายวันตัดไฝ มักคิดหนักประหนึ่งว่าเข้าสถานพยาบาลรับการผ่าตัดใหญ่ คิดไกลขนาดเห็นมีดหมอในมโนนึก หากมีอยู่ตรงตำแหน่งกล่องดวงใจก็ถึงกับถอยกรูด ส่ายหน้าเดียะ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ขอเข้าพิธีเด็ดขาด ปะเหมาะเคราะห์ร้ายทรงตัดแฉลบออกนอกรันเวย์แล้วลูกช้างจะเหลืออะไร
“ข้าตัดนิดเดียวเอง ใช้เวลาไม่นาน ตัดแล้วก็กลับบ้านได้น่า ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น อยากตัดข้าก็ทำให้ ไม่อยากก็ไม่เป็นไร”
ทรงขันเจ้าของไฝที่มีปัญหาแต่ซ่อนนัยสำคัญเอาไว้ให้คิดเองว่า ระหว่างความกลัวตัดไฝกับการทำเพี่อครอบครัวให้เป็นสุข ควรเลือกทำอะไรก่อน
พอถึงเวลาทรงให้คนต้นเรื่องนั่งหันหลังให้หน้าต่าง สั่งเจ้าของไฝหยิบเหรียญสตางค์แดงโบราณที่มีรูตรงกลางกรีดเหรียญเบาๆผ่านตำแหน่งที่มีไฝจากบนลงล่างด้วยตัวเอง แล้วขว้างเหรียญข้ามหัวออกหน้าต่างไป (ทิ้งแล้วห้ามเก็บมาใช้อีก)นี่คือวิธีหนึ่งที่ทรงใช้ ต่อมาทรงให้คุณรัตน์หรือแม่ล่มแนะนำวิธีให้ไปทำเองที่บ้าน บางคนบางกรณีทรงใช้ด้ายสายสิญจน์พันตัวเจ้าของไฝ อีกปลายพันด้ามจับกระจกส่องหน้าบานเล็กๆ ร่ายพระคาถา จรดปลายมีดหมอกรีดตัดบนกระจก แล้วปลดสายสิญจน์
“เสร็จแล้ว ไปได้”
คนเข้าพิธีที่หลับตาปี๋เตรียมหวาดเสียวลืมตาขึ้นแบบงงๆ
“เสร็จแล้วหรือครับ ไม่เห็นเจ็บเลย”
“หรือเอ็งจะเอาแบบเจ็บ”
“ไม่ล่ะครับ แหะๆ”
น้องชายคนเล็กของภูเตศวร เห็นพิธีกรรมน่าเลื่อมใส เกิดอยากรู้ขึ้นมาบ้างว่าตัวเองมีไฝฝ้าราคีขึ้นในที่ลี้ลับหรือไม่ จึงคลานเข้าไปบ้าง มหาฤาษีทรงให้คำตอบโดยไม่รอคำถาม
“อยู่ใต้โป้งเหน่ง” น่าน..อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวแล้ว ไอ้น้องชาย
“อ้า..คือ..ไม่มีนี่ครับ” ตอบแบบเริ่มไม่มั่นใจ
“เอ็งมีก็แล้วกันน่า” ทรงยืนยันสำทับ
เวลาล่วงเลยไปจนเราลืมกันแล้ว แต่..และแล้ววันแห่งเกียรติยศได้ติดบอร์ดฉายา ก็มาเยือนเจ้าน้องชายตัวดีจนได้
“ว่าไงไอ้โป๊งเหน่ง ตกลงมีมั้ยวะไฝน่ะ” ทรงทักเมื่อเจอหน้าอีกครั้ง
“ครับ”
“ครับน่ะ มีหรือไม่มีเล่า”
“มีครับ” ตอบแบบอุบอิบ แถมหน้าแดงไปถึงหู ถ้าแทรกพื้นหายวับไปได้ คงทำไปแล้ว
“มันไม่เชื่อข้าว่ะไอ้ล่ม รีบให้เมียพิสูจน์ทันทีเลย”
“ปู่ค้าบ เชื่อแล้วค้าบ”
“มันลงทุนโกยโป๊งเหน่งให้เมียมันส่องดูเชียวนา” ไม่รับสั่งเฉยๆ หากทรงทำท่าทางประกอบการเล่าแบบเห็นภาพชัดเจน ไม่ต้องนึกให้เสียเวลา
นับจากนั้นคำว่า “ไอ้โป๊งเหน่ง”จึงเป็นฝันร้าย พร้อมประวัติความเป็นมาที่เจ้าของฉายาไม่อยากให้เอ่ยถึง
ลูกศิษย์ทุกรุ่น จะเคยได้ยินคำ คำหนึ่งอยู่เสมอ แต่ไม่มีใครคิดถาม นอกจากแม่ล่มที่สงสัยไปทุกเรื่อง ดีที่ไม่ได้ฉายา “อีหนูจำมัย” ช่วงที่ซวดเซด้วยปัญหาระลอกแล้วระลอกเล่า กำลังครุ่นคิดเงียบๆ ก็ได้ยินว่า
“ฉิบหาย..ถามได้ ก็กรรมไงล่ะ”
“ปู่จ๋า..ปู่พูดคำหยาบ” แม่ล่มรีบท้วง
“มันหยาบตรงไหน ก็ข้าอวยพรให้พวกเอ็งจงฉิบหายจากกิเลส ตัณหา อุปาทานนี่นา ทุกอย่างมันอยู่ที่เจตนานะลูก อย่าด่วนสรุปความและตัดสินคนอื่นจากความคิด ความเคยชินของเรา แล้วก็ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้น ยอมรับแล้วแก้ไขเสีย”
จบคำรับสั่งที่มีน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตานั้น อะไรที่เคยหนักหน่วงในใจได้หลุดผลัวะเป็นอิสระ จิตของแม่ล่มยอมรับในบัดดล
“ใช่แล้วกรรมของเราเอง ต่อจากนี้เราจะไม่ดิ้นรนขัดขืนอีก อะไรจะเกิดก็เกิดไป ยินดีก้มหน้ารับไว้หมด” แม่ล่มสะอื้นไห้ น้ำตานองหน้า โล่งใจเมื่อคิดได้
“เอาแต่พอประมาณ เท่าที่เรารับได้ไม่ดีกว่าหรือ ค่อยผ่อนปรนไปเหมือนเราติดหนี้เขาเป็นล้าน จะเอาที่ไหนมาใช้ทีเดียวได้ล่ะในเมื่อเรามีไม่ถึง ทำอะไรเกินกำลังตนเองจะเดือดร้อน”
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง ในการทรงมีเจโตปริยญาณ การล่วงรู้วาระจิตอันแม่นยำของท่าน มิเพียงมหาฤาษีเท่านั้นหากแต่มหาวิษณุก็ทรงพระปรีชาญาณยิ่งเช่นกัน
ความไม่รู้ของแม่ล่มมีมากมายมหาศาล แต่หลงผิดคิดว่าตัวเองรู้ จึงอวดรู้และอวดดี ยามใดที่มหาวิษณุทรงชี้แนะ แล้วแม่ล่มนำไปปฏิบัติ แก้ปัญหาได้บ้างแม้เพียงผิวเผิน เด็กอวดดีก็ไม่วายอวดรู้
“หม่อมฉันพอทำใจได้แล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอีก คิดว่าคงไม่ทุกข์แล้ว”
“แน่ใจหรือว่าจะไม่ทุกข์”
“น่าจะทุกข์น้อยลงเพคะ” คนตอบเริ่มขาดความมั่นใจ
“ที่เจอน่ะมันเป็นกิเลสอย่างหยาบ ที่ละเอียด ที่ประณีต ยังไม่เห็นหน้าค่าตาเลย มิเป็นการด่วนสรุปหรือ”
“อย่างละเอียดกับประณีต เป็นอย่างไรเพคะ”
“พื้นบ้านนี้” ทรงชี้ไปที่พื้นไม้กระดานบ้านของแม่ล่ม
“เคยเป็นแผ่นกระดานเนื้อหยาบ เห็นเสี้ยนได้ชัดเจน พอผ่านกระดาษทรายขัดครั้งสองครั้ง พื้นเรียบขึ้นแต่เสี้ยนยังคงมี เมื่อขัดหลายๆครั้งเข้า ผ่านการเคลือบเงา แม้ลูบลื่นมือก็ใช่ว่าเสี้ยนจะหมดไปจากไม้ ไม่มีไม้นั่นแหละ...จึงไม่มีเสี้ยน!”

ช่างเป็นคำเปรียบที่ไพเราะจับใจ และตรึงใจแม่ล่มตราบเท่าทุกวันนี้ และได้พิสูจน์ตัวเองอย่างประจักษ์แล้วว่า แม่ล่มยังเป็นไม้กระดานที่เต็มไปด้วยเสี้ยน ลูบเมื่อไรเสี้ยนก็ยังทิ่มแทงให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ร้อนไม่หยุดหย่อนเหมือนเดิม
เรื่องความทุกข์จากเสี้ยนหนามอันเกิดจากความคิด การปรุงแต่งนี้ เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การไม่มองตัวเอง ไม่หาเหตุของทุกข์ เป็นพฤติกรรมที่ว่าแย่แล้ว แต่ที่แย่มากกว่าคือแม่ล่มต่อว่าโชคชะตา ลำเลิกถึงบุญกุศลที่เคยทำ เคยสร้าง ว่าทำดีไม่ได้ดีเสียอีก จึงถูกมหาฤาษีกระหนาบเสียจนมุม โต้แย้งไม่ได้
“ใครไม่เห็นเทวดาก็เห็น คำติเตียนนินทาเพียงคำเดียว เข้ารูหู แทนที่จะปล่อยให้หายไปกับลม กลับมาติดอยู่ที่ใจ เอ็งเลยเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิตตก เศร้าหมอง หากจิตดับขณะนั้นก็มีอบายภูมิเป็นที่พึ่งไม่ต้องสงสัย ข้าถามเอ็งหน่อยว่าเวลาเอ็งทำความดี ไม่ว่าเป็นทาน ศีล ภาวนา มีเทพยดาร่วมอนุโมทนาสาธุการทั่วทั้งจักรวาล แต่..เอ็งไม่รู้ กับคำเยินยอจากมนุษย์ขี้เหม็นด้วยกันเพียงไม่กี่คำ ผ่านหูแล้วหาย เอ็งจะเลือกอะไร”
“หนูก็เลือกอย่างแรกซีเจ้าคะ เพราะบางคำเราก็รู้อยู่เต็มอกว่าเขาพูดไปอย่างนั้น ไม่ได้จริงใจอะไร”
“เอ็งเอาอะไรไปตัดสินล่ะ”
“ความรู้สึก กับอุปนิสัยส่วนตัวเขาเจ้าค่ะ”
“นั่นแหละ เขาเรียกว่าเอ็งใช้ผัสสะภายนอกตัดสินอะไรต่อมิอะไรในชีวิตมาตลอด จึงทุกข์กับโลกไม่จบไม่สิ้น ใครจะพูดอะไร ทำอะไร ถ้าเอ็งไม่เอาจิตไปจับแล้วนำไปปรุงแต่งต่อมันก็จบจริงมั้ย ตามองเห็น จึงชอบไม่ชอบ หูได้ยินจึงถูกใจไม่ถูกใจ ลิ้นสัมผัสรส จึงอร่อยไม่อร่อย กิเลสมันซัดเอ็งน่วมทุกวันแหละไอ้ล่ม”
แม้จะเข้าใจแต่แม่ล่มก็จนปัญญาที่จะปลดแอกตัวเองออกจากการเป็นเครื่องมือของ”กิเลส”อย่างที่ทรงแจกแจง
“สติ! ทำอะไรก็รู้ เพียงแค่รู้ไม่ต้องแทรกแซง รู้ไปเรื่อยๆ เมื่อชำนาญเรียกว่าเกิดวสี เป็นมหาสติ มหาปัญญาเอง”
เฮ้อ! เฮ้อ! เฮ้อ! และเฮ้อ !
“เอ็งอย่าประมาทไปนา ใครจะไปรู้ว่าใครคนไหนมีวาสนา หรือมีของเดิมมามากน้อยแค่ไหน บารมีเขาเต็มพละเมื่อไหร่ เพียงฟังธรรม หรือข้อแนะนำตรงจริต ตรงจิต เติมเต็มสิ่งที่ขาดอยู่ เขาก็บรรลุธรรมได้ชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นอย่างเขาว่าก็ได้ หรือเอ็งว่าไม่จริง”
สาธุ..จริงที่สุดแล้วเจ้าข้า
การรู้ความคิดของผู้คนเฉพาะหน้า เพราะกำหนดจิตดู ณ.ปัจจุบันว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์แล้ว เรื่องที่ผ่านมานานนับสิบปี มหาวิษณุก็ทรงทราบ
“ความจริงสังขารของวิษณุ (ภูเตศวร)หมดอายุขัยไปนานแล้ว แต่เพราะมีหน้าที่ต้องกระทำ เทพเทวาเล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับพระศาสนาแลพี่น้องญาติธรรมทั้งหลาย อีกทั้งพันธะสัญญาที่เคยตั้งสัจจาธิษฐานไว้ ได้ส่งผลให้รอดตายจากการจมน้ำมาแล้วเมื่อตอนยังเด็ก ลองถามสังขารดูว่าใช่หรือไม่”
มหาวิษณุรับสั่งเล่าในวันหนึ่ง เรื่องนี้แม่ล่มไม่รู้เพราะช่วงนั้นไปอยู่หอพักแล้ว คงต้องบอกเล่าถึงสถานที่เกิดเหตุสักนิด เพื่อใช้อ้างอิงในตอนต่อๆไปของเรื่องที่พาดพิงถึงสาเหตุการเจ็บป่วยทั้งของเราพี่น้องและบิดาในกาลข้างหน้า
แม่ล่มกับภูเตศวรมีบ้านติดแม่น้ำโขง เล่นน้ำ ว่ายน้ำ หากินกับน้ำ จำได้เสมอว่าบ้านเรามีพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษปลูกริมฝั่งแม่น้ำรับประทานเกือบตลอดปี ยกเว้นหน้าน้ำหลาก ที่พาพญาปลาอย่างปลาบึกมาให้ แม้บางปีมีศพมัดไขว้หลังผูกติดท่อนไม้ไผ่ไม่ต่ำกว่าสิบศพลอยผ่านหลังบ้านให้ได้มรณานุสติ และเข้าใจถึงความไร้เมตตาของมนุษย์ที่เบียดเบียนมนุษย์ด้วยกันเพราะคำว่า “อำนาจ” เพียงคำเดียว มารดาเราเคยตกใจกับกระสุนปืนจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำพลัดเข้าบ้าน แต่ก็ไม่ทำให้เรารักบ้านเราน้อยลง เราเคยเถียงตำราที่บอกว่า อีสานแห้งแล้ง เพราะเราไม่เคยขาดแคลนอาหารการกิน เราจ่ายตลาดกับแม่น้ำ ซ้ำยังมีเหลือไปเปลี่ยนเป็นเงินที่ตลาดสดใกล้บ้านได้ทุกวัน อยู่ที่จะขยันมากหรือน้อย เราไม่เคยรู้สึกต่ำต้อยกับการที่จะบอกใครต่อใครว่าเราเป็นลูกอีสาน
“สังขารดำน้ำจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งของแพลูกบวบ แต่กะระยะความกว้างผิด ลมหายใจมีไม่พอ ขณะใจกำลังจะขาดก็กลืนน้ำเข้าไปอึกใหญ่ พร้อมออกแรงเฮือกสุดท้าย เลยโผล่พ้นแพออกมาได้หวุดหวิด”
“กลืนน้ำกับลมหายใจเกี่ยวกันอย่างไรหรือเพคะ”
“น้ำมีส่วนประกอบทางเคมีอย่างไรล่ะ”
“เฮช..ทู..โอ.. อ๋อ ในน้ำมีออกซิเจนอยู่ พอกลืนน้ำเท่ากับได้ออกซิเจนไปต่อเวลาให้ปอดนี่เอง แต่ต้องต่อในเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นใช่ไหมเพคะ”
“ถูกต้อง” เมื่อมีโอกาสสอบถามเจ้าตัว ภูเตศวรก็รับว่าเป็นความจริงตามที่รับสั่ง
“ทำไมต้องกลืนน้ำด้วย”
“ไม่รู้เหมือนกัน คงตกใจเลยกินน้ำเข้าไปมั้ง ก็เพิ่งรู้นี่แหละว่ารอดตายเพราะน้ำอึกนั้น”
แม่ล่มว่าท่านคงดลใจให้ภูเตศวรทำอย่างนั้น ทั้งที่ยังโตไม่พอ และไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ได้ลึกซึ้งจนสามารถนำมาใช้ในยามคับขันขนาดนั้นแน่นอน
คนยิ่งมาก จริตนิสัยก็แตกต่างคละเคล้ามาให้สัมผัส มีไม่น้อยที่จบธุระแล้วก็หายไปเลย บางคนจดทะเบียนเป็นสมาชิกถาวร มาหาทุกวันที่เสด็จ ที่สมปรารถนาใจก็ฟู บ้างไม่ได้ดั่งใจก็กลับไปกระฟัดกระเฟียดต่อที่บ้าน มีอยู่รายเดินผ่านพระรูปมหาวิษณุ เธอชูหัวแม่มือให้พลางค้อนควัก
“โป้ง! พ่อแล้ว”
มิพูดเปล่าแต่ยิงหนังยางใส่พระรูปด้วย ถึงเวลาเสด็จ มหาวิษณุรับสั่งกับเธอท่านนั้นว่า
“คราวหลังมายิงหนังสติ๊กใส่วิษณุเลย ไม่ต้องแอบทำที่บ้านก็ได้”
คนทำก็เข็ดไปตามระเบียบ พลอยทำให้คนอื่นต้องระวังความคิดและการกระทำเพิ่มขึ้น ทำสิ่งใด พูดอะไรที่ไหน ไม่เคยพ้นพระเนตรพระกรรณสักที อยู่ที่ท่านจะขนาบเมื่อไรเท่านั้น
ระยะแรกที่ทรงปรับภูเตศวรให้รับรู้หน้าที่นั้น การรับผู้คนยังไม่เข้มข้น แต่เน้นเรื่องการปฏิบัติภาวนาเป็นหลักใหญ่ ป้าติ๋ว คุณรัตน์ แม่หลิว ศิษย์รุ่นแตกลายงาที่ปัจจุบันทั้งแก่เก่าเก๋ากึ๊กจะรู้ดีว่าสาหัสเพียงใด เคยนอนมาหมดแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าป่าช้าผีดิบ (ป่าช้าฝังคนตายผิดปกติ) บนหลุมฝังศพ กลางดิน กลางทราย แม้แต่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยขี้ค้างคาวก็ไม่เว้น
คราวหนึ่ง นัดแนะไปภาวนาที่ถ้ำแกลด จ. จันทบุรี ได้พี่สาวญาติธรรมคนหนึ่งพาไป รถคันเล็กๆกลางเก่ากลางใหม่ อัดผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง เสื้อผ้า ข้าวของทั้งหมดทั้งมวลจึงอยู่บนตักแต่ละคน ระหว่างทางรู้สึกผิดสังเกตที่มีเสียงกดแตรเป็นระยะ จากรถคันที่ขับสวนทาง หรือแซงเราไป บางรายเปิดกระจกชี้หลังคารถแล้วหัวเราะ สมาชิกในรถลงความเห็นว่า รถเราหนัก ขับช้า คันอื่นใหม่กว่า แรงกว่าจึงกระเซ้าเล่น ต่อเมื่อกราบทูลถามในภายหลังเพราะค้างคาใจ มหาฤาษีทรงแย้มพระสรวล
“ก็..มันขำที่เห็นหลังคารถพวกเอ็งเต็มไปด้วยสัมภาระนะซี”
“คนกับของก็อยู่ในรถนี่เจ้าคะ หลังคารถก็ไม่มีที่บรรทุกของด้วยเจ้าค่ะ”
“เวลาไปปฏิบัติภาวนา ข้าก็มีของจำเป็นต้องใช้เหมือนกันนี่หว่า”
แสดงว่าที่ประชาชีร่วมท้องถนนหัวเราะ ก็เพราะภาพที่ทรงทำให้เห็นนั่นเอง แค่คิดว่ารถแน่นเป็นปลากระป๋องก็น่าสงสารพอแล้ว บนหลังคายังมีสารพัดอุปกรณ์ยังชีพ เดินป่าอีก ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆปลงตกไป พระอารมณ์ขันของท่านช่างร้ายเหลือ แต่ทำให้อมยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
ถ้ำแกลดนี่แหละค่ะ เป็นแห่งแรกที่แม่ล่มเริ่มเรียนรู้หลักการหาสถานที่ สัปปายะนอกบ้านเพื่อภาวนา ได้ข้อปฏิบัติอันถูกต้องจากประสบการณ์ตรงของ “เถร” เพื่อนซี้ภูเตศวรผู้อาจหาญทวงเพื่อนคืนจากมหาวิษณุ แล้วหลับกลางอากาศเสียเอง
เถรเลือกนั่งภาวนานอกถ้ำ บนพลาญหินกว้าง ติดเพิงหลังคาสังกะสี ใต้ต้นมะฮอกกานีขนาดใหญ่
ดึกสงัดคืนนั้น เถรหน้าซีด เหงื่อแตก วิ่งกลับเข้าถ้ำแบบหมดรูป ละล่ำละลักเล่าเสียงรัว
“กูกะลังสงบ จิตตกภวังค์เลยเชียว เสียงอะไรไม่รู้ดังกึกก้อง กัมปนาทแก้วหูจะระเบิด กูงี้สะดุ้งตัวลอย ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว หลับหูหลับตาวิ่งหามึงนี่แหละ”
“ใครใช้ให้มึงนั่งไม่ดูตาม้าตาเรือล่ะ ลูกมะฮอกกานีแก่จัด ร่วงใส่สังกะสีเสียงไม่ดังได้ไง” ภูเตศวรสอนเพื่อน
ขวัญเอ้ยขวัญมา ดีที่แม่ล่มยังไม่แก่กล้าพอที่จะออกไปภาวนานอกถ้ำคนเดียวได้ ไม่งั้นคงขวัญกระเจิงอีกคน
“เวลาจิตสงบ คนข้างๆกลืนน้ำลาย ยังได้ยินเลย นับประสาลูกไม้หล่นใส่สังกะสียามดึก ไม่ปรึกษากันก่อนออกไปนั่งเด่นเป็นสง่ากลางพลาญหิน สมน้ำหน้ามึง” นี่คือคำปลอบใจที่ได้รับ เถรคงลืมไม่ลงจนถึงวันนี้
พระปรีชาญาณหยั่งรู้วาระจิตมนุษย์ ตลอดจนถ้อยรับสั่งที่แสดงถึงภูมิจิตภูมิธรรมที่ทรงเข้าพระทัย ในหลักธรรมคำสอนแห่งพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งของทั้งสามพระองค์นั้นมีมากมาย คงต้องยกรายละเอียดเท่าที่จำได้ไปเล่าในตอนต่อไปอีกทีนะคะ ขอความสงบสุขในธรรม ความร่มเย็นในเมตตา มุทิตาจิตจงบังเกิดต่อท่านผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านค่ะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com