การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๘ ลิขิตเทวา by แม่ล่ม

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#523]

ตอนที่ ๘ ลิขิตเทวา

 

     การเดินทางไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ – อยุธยา นอกจากหาที่สงบแล้ว ยังได้แวะเวียนหยุดริมทาง นั่งมองบัวหลวงสีชมพูเข้ม บัวนิลุบลสีม่วงน้ำเงิน บัวสายบานสะพรั่งแข่งกับสัตตบุษย์ บัวหลวงสีขาวกลีบซ้อน นาข้าวสีเขียวตลอดเส้นทางตัดกับนกกระยางขาวฝูงใหญ่ที่ไม่ตื่นคน สร้างความเพลิดเพลินมิใช่น้อย

     ขากลับวันหนึ่ง ก็ประสบเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้จวบจนวันนี้

     เมื่อรถวิ่งมาจนสุดถนนสายสุพรรณบุรี – บางบัวทอง แยกซ้ายเข้าถนนบรมราชชนนี ที่กำลังสร้างถนนลอยฟ้าอยู่ข้างบน จู่ๆกระจกทุกด้านของรถก็มืดลงและดำสนิทเหมือนใครเอาน้ำหมึกจีนราดทั่วทั้งคันรถ ทมยันตียื่นหน้าชิดกระจกตรวจตราความผิดปกตินั้น

     “ข้างหลังก็มืดสนิทไม่เห็นอะไรเช่นกันค่ะ” แม่ล่มนั่งหน้าคู่กันช่วยมองด้านหลังอีกแรง รีบบอก

     บรรยากาศขณะนั้นทุกอย่างหยุดนิ่งกับที่ รถลอยตัวช้าๆเคว้งคว้างกลางอากาศ หูดับสนิทเงียบงันไร้เสียง แม้แต่เครื่องยนต์รถก็ไม่ได้ยิน เวลาไม่ถึง ๒ นาทีแต่แม่ล่มรู้สึกยาวนานมากจนอึดอัด แล้วรถก็ไหวยวบอีกที คราวนี้ทุกอย่างรอบตัวกลับมาเหมือนเดิม ไฟส่องถนนสีส้ม รถวิ่งไปมาทั้งฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯและฝั่งขาออกไปนครปฐม เสาตอม่อถนนลอยฟ้าวิ่งผ่านด้านข้างเราเป็นปกติ

     “แกเห็นเหมือนชั้นมั้ยวะ”

     “เห็นค่ะ มืดตึ๊ดตื๋อแถมลอยบนอากาศด้วย”

     “อืม..มม งั้นเราย้อนกลับไปดูอีกทีดีมั้ยวะ”

     เอ้า..! ไปก็ไปกัน ลงทุนกลับรถไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อประจักษ์สายตาว่าทุกอย่างสว่างไสวเป็นปกติ

     เมื่อเล่าให้ภูเตศวรฟัง เธอได้แต่หัวเราะ หึหึ ตามเคย

     “ก็รู้ๆกันอยู่”

     อ้าวไอ้ที่ไม่รู้อย่างแม่ล่มล่ะ ควรทำอย่างไรดี ซึ่งจนบัดนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น แต่นึกได้ขึ้นมาคราวใดก็รู้สึกเสียววาบในใจทุกครั้ง เพราะคิดต่อว่าถ้ารถวิ่งไปเรื่อยๆ ทั้งที่คนในรถมองไม่เห็นรอบข้าง หน้า หลังอะไรเลย อาจวิ่ง คล่อมเลน หรือไถลเข้าไปอยู่อีกเลนแล้วเบียดหรือตัดหน้ารถคันข้างๆ อะไรจะเกิดขึ้นหนอ ขอไม่คิดดีกว่า

     วกกลับมาที่เรื่องหมากพลูอีกครั้ง เรื่องหมากดูเล็กๆแต่แอบซ่อนธรรมะให้ได้อมยิ้มเหมือนกัน

     มารดาแม่ล่มมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจบางอย่าง แต่ลูกๆไม่ทราบกัน พอท่านคลานตุบตับเข้ากราบมหาฤาษีหมายเพ็ดทูลความในใจให้ทรงทราบ ยังไม่ทันอ้าปาก หรือตั้งตัว ทรงยื่นหมากให้หนึ่งคำ

     “เอ้า ! แม่เฒ่า ลองหมากสักคำมั้ย”

     มารดารับหมากมาใส่ปากเคี้ยวช้าๆอย่างงงๆ ไม่กี่ขยับ คำหมากยังไม่ทันแหลกก็ถึงแก่เหงื่อทะลัก หน้าแดง หายใจหอบถี่ ทำท่าจะหลับกลางอากาศ

     “ปล่อยแม่เฒ่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย” ทรงรับสั่งห้ามเมื่อเห็นพวกเราตกใจกัน ช่วยกันพัดวีให้สักพักก็ดีขึ้น

     “เป็นไงล่ะแม่เฒ่า เมาหมากน่ะยังมีวันสร่าง แต่ไอ้ที่เมาชีวิตน่ะมันสร่างยากอยู่นา จริงมั้ย” เกิดมายังไม่เคยฟังธรรมะอะไรได้ถึงใจพระเดชพระคุณเท่านี้เลย

     แม่ล่มเมาชีวิตมาตั้งหกสิบกว่าปี จนป่านนี้ยังไม่สร่างเมาเลยเจ้าค่ะ

     ไหนๆก็เผลอเขียนนินทามารดาไปแล้ว ขอแถมอีกสักเรื่องคงไม่บาปมากไปกว่านี้แล้วล่ะ

     นอกจากเบาหวานอันนำไปสู่โรคหัวใจแล้ว (ภูเตศวรรับมรดกจากมารดาไปเต็มๆ) ยังเป็นโรคปวดเข่า ปวดขาตามวัยที่มากขึ้น จึงเดินเหินไม่สะดวก มหาฤาษีทรงเมตตานวดบำบัดให้ การบีบคลายเส้นที่ตึง ทำให้เธอแสดงอาการเจ็บปวดออกทางสีหน้า

     “เป็นไรล่ะแม่เฒ่า”

     “ปวดขา เพราะโดนเส้นค่า”

     “คนเรานี่ก็แปลก....เจ็บที่ขาแต่ไปเบี้ยวที่ปากได้เนาะ”

     คำที่ทรงสัพยอกนี้ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เห็นและคิดว่าจริงในสายตาเรานั้น ก็ไม่แน่ว่าจะจริงตามที่เห็นและเข้าใจเสมอไป...สาธุ

     ความวุ่นวายเรื่องหมากพลูที่ตนเองไม่ถนัดของคุณรัตน์ยุติลง เมื่อวันหนึ่งแม่ล่มนั่งกอดเข่าพิงลูกกรงราวบันไดข้างบัลลังก์ รอเป็นลูกมือหยิบของถวายช่วยคุณรัตน์ หรือไม่ก็จดอะไรต่อมิอะไรให้แขก ตามกระแสรับสั่ง ตาเหลือบไปเห็นพานพระศรีที่เตรียมไว้ จู่ๆใจก็คิดอยากเจียนหมาก จีบพลูถวายบ้าง

     วันไหนเร่งรีบทำหมากไม่ทัน คุณรัตน์ก็ซื้อหามา บางเจ้าก็หนักปูน ทิ้งหลักฐานและปัญหาให้ภูเตศวรหงุดหงิด บางเจ้ามีแต่พลูเปล่าๆไร้ปูนก็มี

     “ฮู้ย วันๆทำส่งขายเยอะ ไม่มีเวลาป้ายปูนร้อก เสียเวลาแล้วก็เปลืองด้วย แค่ใช้ขึ้นหิ้งไหว้พระไหว้เจ้าเท่านั้นจะอะไรกันนักหนา”

     คนขายแทบจะเคี้ยวแม่ล่มแทนหมาก ข้อหาเรื่องมากอยากรู้เหตุผลว่า ถ้าไม่มีปูนแล้วจะเรียกคำหมากได้อย่างไร เออหนอ.. แม้พระหรือเจ้าที่เราไหว้จะเป็นสิ่งมองไม่เห็น แต่ทำไมต้องไม่ซื่อสัตย์กับอาชีพที่ทำ เพราะคิดแต่ว่าท่านไม่รู้ไม่เห็น เขาคงไม่รู้ว่ามีคนอีกมากมายที่อยากทำทุกอย่างถวายท่านเพราะความเคารพรักพร้อมศรัทธา ด้วยของที่ประณีต สวยงามและจริงใจ


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

     เหตุผลนี้ทำให้คุณรัตน์ต้องซื้ออุปกรณ์มาทำเอง แต่ก็มีผลกระทบจากความไม่ถนัดดังที่เล่าไปแล้ว เมื่อได้คิดเช่นนั้น วันต่อมาแม่ล่มจึงซื้อหาเครื่องปรุงหมากพลูบางอย่างแบบโบราณเท่าที่รู้มาเพิ่มเติม หากใครถามว่าแม่ล่มรู้ได้อย่างไรว่าต้องมีเครื่องปรุงมากกว่าที่ท้องตลาดเขาทำขาย ก็คงตอบไม่ได้ถนัด อาจจะอ่านเจอ หรือเคยเห็น แล้วเคยเห็นที่ไหนล่ะในเมื่อบรรพบุรุษไม่มีใครกินหมาก

     แม่ล่มได้ต้นเนียมจากพ่อค้าต้นไม้ริมคลองติดตลาดสดเทเวศน์หลังจากถามคนขาย

     “นอกจากเปลือกสีเสียด กับแก่นคูน (แก่นราชพฤกษ์) แล้ว ยังมีไม้อะไรใช้กินกะหมากได้อีกมั่ง”

     “ก็มีต้นเนียมมั้ง ผสมกะหมากพลูแล้วจะหอมน่ากิน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครถามซื้อ เพราะเลี้ยงยากมาก..กก ไม่ทนแดด ไม่ทนน้ำ ไม่ทนร่ม เหลืออยู่ต้นเดียวไม่ค่อยงามเท่าไหร่”

     คนขายสาธยายพลางแหวกกลุ่มไม้ในถุงเพาะชำพลาสติกดำขนาดเล็กดึงต้นไม้สูงประมาณคืบ ผอมเรียว มีใบสีเขียวอมเหลืองติดอยู่ไม่ถึงห้าใบ ทำท่าจะปลิดชีวิตอยู่รอมมะร่อ ก็เพิ่งเห็นหน้าตาต้นเนียมครั้งแรกที่นี่แหละว่าเป็นอย่างไร

     แม่ล่มเคยรู้แต่ว่าต้นเนียมเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ใบใช้เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในการทำน้ำอบและน้ำปรุงให้มีสีสวย กลิ่นหอม แต่ใช้ปรุงหมากให้ได้รสชาติก็เพิ่งรู้ และเพิ่งเห็นต้นจริงในวันนั้น

     ต่อรองราคาแล้วก็หอบหิ้วกลับมาประคบประหงม จนยอมแตกยอด แทงช่อออกใบ งามพอที่จะเก็บมาหั่นฝอยโรยบนใบพลูที่ป้ายปูนแดงบางๆไว้แล้ว จากนั้นจีบเป็นคำให้แน่นแบบเบามือ มิฉะนั้นพลูจะปริแตก จีบจากโคนใบแล้วม้วนให้แน่นจนถึงปลายใบ เหมือนมวนบุหรี่ใบตอง พันด้ายสองสามรอบพออยู่ ขมวดปมกันพลูคลายตัว เวลาจะเสวยก็เพียงบีบพลูที่จีบนิดหนึ่ง รูดด้ายให้หลุดไปทางเรียวท้ายของพลูก็ใช้ได้แล้ว

     ใหม่ๆแม่ล่มเจียนใบพลูทิ้งเป็นบางส่วนให้จีบง่ายขึ้น แต่มหาฤาษีทรงสอนว่า คนโบราณจะจีบพลูทั้งใบ ไม่ตัดส่วนใดส่วนหนึ่งทิ้งนอกจากก้านใบ ให้พับส่วนที่จะทิ้งเก็บไว้ ป้ายปูนแล้วค่อยจีบตามปกติ จึงทำตามนั้นมาจนทุกวันนี้

     ระลึกได้ว่ากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชการที่ ๒ ทรงกล่าวถึง ซ่าหริ่ม หรือ สลิ่มขนมโบราณที่หอมหวานด้วยน้ำกะทิอบควันเทียน ฝีพระหัตถ์พระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีการโรยพิมเสนเพิ่มรสเย็นแทนน้ำแข็ง เป็นภูมิปัญญาของไทยแท้จากการนำของใกล้ตัวที่มีอยู่แทนสิ่งที่ขาด ซึ่งน่าจะใช้กับหมากพลูให้เย็นแทนเมนทอล เหมือนบุหรี่ได้ ก็ซื้อหามาเตรียมไว้ ซึ่งเนื้อเรื่องในกาพย์เห่ชมมีว่า

     “ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
     วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพย์หริ่มพิมเสนโรย”

     เครื่องปรุงทุกอย่างครบถ้วนจึงได้หมากพลูซึ่งปรุงรสด้วยสูตรที่แม่ล่มทำถวาย เมื่อมหาฤาษีเสวย ทรงเอ่ยชมทันที

     “วันนี้เป็นบุญปากว่ะไอ้หมี ได้เหวยหมากของชาววังเค้า หอม หวาน อร่อยจริงจริ๊ง ขอหลายๆคำหน่อยนะไอ้ล่ม ต้องงี้ซีวะ แน่น กรอบ หอม เย็น หมากก็หวานครบรส จีบพลูทิ้งหางซะสวยเชียว”

     หมากที่ใช้ คัดเฉพาะหน้าหวานคือไม่แก่ไม่อ่อน เวลาฝานแบ่งเป็นคำ หน้าหมากจะเต็ม ไม่โหว่เป็นหลุม อย่างนั้นเรียกว่าหมากอ่อนค่ะทานแล้วอาจมีสิทธิ์เมาหมากหรือถูกหมากยันเอาได้

     ที่แน่น กรอบเพราะแช่ตู้เย็น ใบเนียมเมื่อเจอพิมเสนจะหอมเย็นเหมือนเตยหอม ชื่นใจทั้งคนนั่งถวายงานและแขกที่มา

     “ทำไมปู่ถึงเรียกหมากชาววังเจ้าคะ” แม่ล่มหลุดปากถาม

     “เอ็งก็รู้อยู่แก่ใจ จะถามข้าทำมั้ย”

     รับสั่งพลางทรงหยิบจับของข้างพระกายไปพลางเหมือนไม่ใส่พระทัย แต่แม่ล่มเกิดวาบอะไรขึ้นในใจทันที ครุ่นคิดเงียบๆว่า

     “เราเคยว่ายน้ำได้เหมือนปลา กลับกลัวน้ำ ทำสมาธิมานานเป็นสิบปีด้วยอานาปานสติก็กลับหายใจไม่ออกเหมือนสำลักน้ำ” แม่ล่มคิดใคร่ครวญไปมาในใจ

     “งั้น..เทพที่ทรงคุ้มครองหนูอยู่ตอนนี้คือ..” คราวนี้ทรงแย้มพระสรวล

     “เออ..! แล้วเอ็งว่าคือใครล่ะ”

     “สมเด็จพระนางเรือล่ม ใช่มั้ยเจ้าคะ” แม่ล่มหลุดปากโพล่งออกมาเสียงดัง ผวาเข้าเขย่าพระชานุ(เข่า)ท่าน

     “เฮ้ย..เบา..เบา..ผ้าข้าจะหลุดเอา” รับสั่งพลางขยับพระภูษาโจง แลดูชะเวิบชะวาบเหมือนจะหลุดลุ่ย คุณพระพี่เลี้ยงเด้งตัวเข้าจับพระบาทละล่ำละลักเสียงสั่น

     “ปู่! เดี๋ยวสังขารปู่โป๊..!ถ้ารู้เข้าเค้าจะโกรธเอานะเจ้าคะ”

     “ของของมันไม่ใช่ของข้านี่” รับสั่งพร้อมขยับพระภูษาไปมา

     ”ไม่ใช่ธรรมดานะ หนักตั้งสามโลแปดเชียวแหละ” คราวนี้คุณรัตน์กุมขมับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

     “โธ่..โธ่..โธ่..อายเค้าเจ้าค่า”

     “อายทำไม เรื่องของธรรมชาติ ก็แค่อวัยวะส่วนหนึ่งของสกลกาย เอากิเลสตัณหาไปปรุงไปแต่งให้มันผิดแผกจากส่วนอื่นกันเอง ดูให้เป็นธรรมะมันก็เป็นได้หมดไอ้หมี มนุษย์มันฆ่าฟันรันแทงกันทุกวันนี้ก็เพราะตัณหาราคะหนักหนากับไอ้สามโลแปดนี่แหละ “

     กิเลสหนาตัณหาหน่วงถ่วงใจจิต

     พาชีวิตติดจมปลักหักไม่หาย

     รู้และเห็นแต่ยังเป็นเข่นเจียนตาย

     ไม่จางคลายจากกิเลสตัณหาแรง

     แม่ล่มเข้าใจเอาเองว่า ทรงหมายถึงกิเลส ตัณหาและราคะที่คนยึดมั่นและแบกรับนั้น หนักหนายิ่งนัก ทรงเปรียบให้เห็นว่าหนักเกือบสี่กิโลกรัม ซึ่งไม่ใช่เบาเลย ผิดถูกแม่ล่มรับเองทั้งหมดค่ะ

     มหาฤาษีทรงไม่รับ หรือปฏิเสธคำที่แม่ล่มทูลถามนั้นว่าใช่หรือไม่ใช่ รับสั่งแต่เพียงว่า

     “ตัวรู้เอ็งดีใช้ได้นี่หว่า” แล้วพยักพระพักตร์กับคุณรัตน์

     “สัญญาเดิมมันแรง”

     ปกติรับสั่งเรียกเรากับคนอื่นๆว่า พี่สาวสังขารบ้าง พี่สาวร่างบ้าง แล้วเปลี่ยนเป็นไอ้ล่ม เมื่อทมยันตีได้มาเฝ้าท่านที่บ้านบิดาภูเตศวร แล้วทรงเรียกทมยันตีว่าไอ้เล็ก (กรุณาอ่านที่มาในจิตตเทวะ) แม่ล่มคิดสงสัย แต่สถานการณ์รอบข้างทุกอย่างวุ่นวาย มากมายไปด้วยเรื่องที่ต้องแก้ไข และทำใจ จึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องตัวเอง แล้วจะเล่าบรรยากาศตอนที่นักเขียนใหญ่ได้กราบมหาฤาษีครั้งแรกให้อ่านค่ะ

     แต่ชื่อที่ทรงเรียกขานก็สร้างความกระอักกระอ่วนจนต้องประท้วงขอความเห็นใจ

     “ปู่เรียกป้าอี๊ด (ทมยันตี)ว่าไอ้เล็กก็พอเข้าใจความหมาย เรียกคุณรัตน์ว่าไอ้หมี แต่เรียกหนูว่าไอ้ล่มเนี่ยฟังดูไม่เป็นมงคลเลยเจ้าค่ะ”

     อ่านแล้วลองเดาเล่นๆว่าท่านจะทรงตอบอย่างไร

     “มันมีความหมายทั้งนั้นล่ะลูก หมีนะมันสัตว์ตัวใหญ่ ทำยังไงมันก็ล้มยากแต่ถ้าล้มแล้วก็ยากที่จะลุก จึงต้องระวังสติ ส่วนเอ็งนะเมื่อรู้ว่ามันจะล่มก็ต้องประคองสติอย่าให้สติมันล่มก็เท่านั้นเอง เอ็งจะเอาอะไรกับสมมุติบัญญัติล่ะ ถ้าเอ็งดีต่อให้ข้าเรียกไอ้ชั่ว เอ็งก็ดีอยู่วันยังค่ำ”

     ว่าแล้วก็ทรงยิ้มตาหยี แม่ล่มจึงก้มลงกราบท่านด้วยกายและใจอย่างนอบน้อมที่สุดในชีวิต

     ครั้นเมื่อทมยันตีขึ้นเครื่องบวงสรวง ถวายแด่เทพนารีที่ทรงปกปักรักษาเธอตามที่เคยเล่าไปแล้ว ยามใดที่เสด็จและใช้พลังงานสัมผัสทมยันตี เทพนารีพระองค์นั้นทรงเรียกแม่ล่มว่า ”สรัสวตี” เสมอ แม่ล่มก็ไม่ทูลถามอีกเช่นกันว่าเหตุใดจึงทรงเรียกขานเช่นนั้น แม่ล่มได้ถวายงาน จดบันทึกกระแสรับสั่งเรื่องต่างๆที่ทรงมีพระประสงค์บอกกล่าวให้ทมยันตีรับรู้ ข้อความที่จดนั้นได้สมุดบันทึกหนาพอควรมาหนึ่งเล่ม แต่แปลกที่สมุดเล่มนั้นทมยันตบอกกับแม่ล่มว่าได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม่ล่มทำหน้าที่ติดตามทมยันตีและถวายงานอยู่หลายปี เมื่อปัญหาทุกอย่างในชีวิตคลี่คลายไปจนหมด เหมือนจะทรงรู้ว่าหน้าที่ที่ถวายงานนั้นถึงเวลาต้องยุติลง จวบวันสุดท้ายก่อนแม่ล่มต้องหันกลับมาดูแลลูกๆที่ถึงวัยเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยกัน เทพนารีฝ่ายพลังงานที่อ่อนโยน ทรงพระเมตตายิ่งพระองค์นั้นทรงรับสั่งกับแม่ล่มหลายเรื่อง เนื้อหาคล้ายคลึงกับมหาฤาษีที่ว่าทุกคนมีทั้งส่วนดีและไม่ดี แม้แต่แม่ล่มเองก็เช่นกัน ต่อไปภายหน้า ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้ระลึกถึงถ้อยรับสั่งนี้ ทรงทิ้งท้ายไว้ให้คิดอีกว่า

     “สรัสวตี นับจากนี้เป็นต้นไป ขอให้ทุกข์หมดจากใจ จำไว้นะ ไม่ต้องขอพรกับใคร ให้ขอพรกับตัวเอง”

     อันหมายถึง ถ้าคิดดี ทำดี อยู่ในศีลธรรม ละอายและเกรงกลัวที่จะกระทำชั่ว ย่อมเป็นพรอันประเสริฐในตัวอยู่แล้ว ดังคำที่ว่า”ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”

     เป็นกระแสรับสั่งสุดท้ายก่อนทรงลาจากไป แม้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า แม่ล่มก็อดใจหายไม่ได้ ถึงกระนั้นยังทรงห่วงใยและมีพระเมตตาต่อแม่ล่มโดยรับสั่งถึงสิ่งที่จะมีจะได้ทุกครั้ง ให้รู้ล่วงหน้าเมื่อมีโอกาสเสด็จ ให้กราบบังคมเสมอ

     “กลับไปนี้จะได้เคหาใหม่”

     ทรงรับสั่งที่วัดป่าพอกในวันสงกรานต์ปี ๒๕๔๖ แม่ล่มได้บ้านใหม่ในเดือนนั้นและย้ายออกไปอยู่กับลูกๆ อย่างสงบสุขตามที่ใฝ่ฝันในวันเข้าพรรษาเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

     “จะได้อยู่บ้านหลังสิบล้านนะ”

     ทรงรับสั่งที่วัดป่าชนะสงคราม ปี ๒๕๕๒ ถัดมาไม่กี่เดือนลูกๆที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วก็รับมาอยู่บ้านหลังใหม่จริงๆ

     หลังจากต้องกลับมาทุ่มเทให้กับการดูแลลูก และทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงานมานาน มีเหตุการณ์หลายอย่างทำให้แม่ล่มไม่สบายใจ หาทางออกไม่ได้จึงคุยกับคุณรัตน์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้ววันหนึ่งแม่ล่มก็ตัดใจได้ด้วยประโยคเดียวของคุณรัตน์ว่า

     “พี่กุ้งทุกข์เพราะรัก ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องทุกข์ พี่ควรมีความสุขที่หมดกรรมเร็ว หนูเสียอีกที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้หมดกรรมเหมือนพี่เสียที”

     ยอมรับว่าผงเข้าตาตัวเองแต่ละครั้ง ยากนักที่จะเขี่ยทิ้งได้รวดเร็ว แต่ความทุกข์กับประสบการณ์จากผู้คนที่บากหน้ามาหาที่พึ่ง รับรู้วิบากกรรมนานัปการของผู้คนมากหน้าหลายตา ได้ฟังหลักธรรมคำอบรมสั่งสอนเข้าหู อยู่ติดบัลลังก์ที่ประทับมาหลายปี แม้ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปบ้าง ยามพบความคับขันในชีวิตแต่ละครั้ง สิ่งต่างๆเหล่านั้นกลายเป็นกระจกส่องให้เห็นสัจธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ วนเวียนไปมาระหว่าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ อยู่กับเราประเดี๋ยวประด๋าว จากนั้นก็ผ่านไปอีก สิ่งใหม่จะเกิดขึ้นอีก แล้วก็ดับอีก เช่นนี้ไม่จบสิ้น

     วันนั้นจึงได้ข้อคิดคำเตือนจากผู้ถวายงานข้างบัลลังก์มาด้วยกัน ประโยคนั้น สามารถปลดทุกข์ออกจากใจและตอบตัวเองได้ว่าควรหยุดที่เราใช่ใครอื่น ไม่เสียทีที่ปฏิบัติงานถวายตัวเป็นคุณพระพี่เลี้ยงของมหาเทพ มหาวิษณุและมหาฤาษี กระแสรับสั่งของมหาฤาษียังแว่วมาในจิต

     “ทุกคนมีทั้งส่วนดีและไม่ดี เขาไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขาเราไม่เกี่ยว”

     ปู่จ๋า..ถูกต้องที่สุดแล้วเจ้าค่ะ งั้น..แม่ล่มกราบถวายคืนคำมั่นสัญญาเดิมที่เคยรับกับพระองค์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากไอ้ล่มของปู่แม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าถึงเวลาจริงๆก็จะพยายามทำตามที่เคยทูลนะเจ้าคะ

     ท่านอาจสงสัยเหมือนแม่ล่มซึ่งเคยกราบทูลขอคำอธิบายว่าเหตุใดจึงมีพระญาณของเทพนารีปกปักมากกว่าหนึ่งพระองค์ นี่เป็นกรณีศึกษาเฉพาะของแม่ล่มเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับใครแม้แต่ภูเตศวรที่มีคำตอบแล้วในเรื่อง “โอษฐ์เทวะ”ทรงอธิบายว่า

     “ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่หรือความจำเป็นในแต่ละเวลาเป็นคราวๆไป ณ.เวลาโน้นเอ็งต้องมีความรู้เรื่องเครื่องใช้ไม้สอยที่ถูกต้องละเอียดลออ พระญาณพระนางเรือล่มก็มาสัมผัสสัมพันธ์กับเอ็ง พอเอ็งต้องมีความรู้เรื่องทางขีดเขียนเพื่อเลี้ยงลูก พระสรัสวตีก็มาช่วย ทั้งนี้ขึ้นกับวาสนาบารมีที่เคยเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่ใครจะมาจะไปก็ได้”

     วันนี้สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าแม่ล่มมีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ใช้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม ได้ฝึกฝนจิตใจอย่างศิษย์มีครูก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณแห่งทวยเทพทั้งหลายทั้งปวง ขอนอบน้อมอัญชลีด้วยเศียรเกล้าและชีวิต!


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com