
ตอนที่ ๗ สืบสานเทวกิจ
ถึงชีวิตปลิดปลงลงวันนี้
ถึงปฐพีแตกยับดับสลาย
ถึงฟากฟ้าไร้ดาราเคยพร่างพราย
มิเสื่อมคลายใจจงรักภักดิ์เทวัญ
ถ้อยรับสั่ง”ฤามีทางอื่นไป”
สะท้านโสตสะเทือนไหวหทัยฉัน
ขอถวายงานเทวกิจนิจนิรันดร์
ไม่เหหันเป็นอื่นหนอขอสัญญา
การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ จะเตรียมไม่เหมือนกัน มหาวิษณุเสวยพระสุธารสที่เป็นน้ำเย็นธรรมดาเช่นเดียวกับมหาศิวะเจ้า ส่วนของมหาฤาษีนอกจากพระสุธารสชาแล้ว ยังมีพานพระศรี (หมากพลู) ประกอบด้วย
แรกเริ่มถวายงาน เราต่างมือใหม่กัน แม้คุณรัตน์จะท่องยุทธจักรสำนักทรงทะลุปรุโปร่ง ก็ได้แต่รายหยาบ เพราะเฝ้าเจ้าจนเสร็จธุระก็กลับ รายละเอียดต่างๆจำได้ไม่หมด ส่วนแม่ล่มไม่มีประสบการณ์กับเขาจึงต้องขวนขวายตามดูกระบวนท่าตำหนักแถวละแวกบ้านเป็นกรณีศึกษา
ใหม่ๆเขาก็ต้อนรับขับสู้ดี เพราะเขาแอบทศเราเป็นศิษย์ไว้ในใจทันทีแล้วตั้งแต่เห็นหน้า โดยที่เรายังไม่ได้ลงทะเบียนเลย ถ้าเขารู้สักนิดว่าหน้าตาที่ดูละอ่อนไร้ประสบการณ์ด้านตำหนัก แต่ประสบการณ์ด้านชีวิตสร้างพิษสงได้เกินพิกัด เขาคงไม่รีบรับแม่ล่มเป็นศิษย์ตั้งแต่ต้นหรอก
บุญวาสนาแม่ล่มคงน้อย พอไปมาหลายครั้งเข้า กะจะนำมาประยุกต์ใช้กับงานของเราบ้าง กลับเป็นที่รังเกียจของสังคมเจ้าสำนักไปเลย ในที่สุดพอเห็นหน้า ท่านก็ถอยทัพกลับวิมาน ด้วยเหตุผลว่า มีพระราชธุระต้องทำด่วน
จะไม่รีบเสด็จด้วยพระราชกิจด่วนจี๋ได้ไง เจอแม่ล่มเมื่อไหร่ก็เจอคำถามที่ลูกช้างทั่วไปไม่ถามกัน เมื่อได้รับคำถามของแม่ล่มไม่กี่ครั้ง ก็จอดไม่ต้องแจว
เล่ามาถึงตรงนี้ ขอบอกว่า ณ.เวลานั้นแม่ล่มไม่ได้คิดดูหมิ่นถิ่นแคลนใครหรือเทพองค์ใด แต่เป็นคนขี้สงสัย และจะถามไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าใจ แล้วก็จะสงสัยอีกว่าถามแค่นี้ทำไมต้องไม่พอใจด้วย เรียกว่าซื่อปนโง่หรือเซ่อปนฉลาดก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน
“พระราชชนก พระชนนีของพระองค์ทรงพระนามอย่างไรหรือเพคะ”
“ขณะมีพระชนม์ชีพ ประทับอยู่พระตำหนักองค์ใดเพคะ”
“ทรงโปรดน้ำจัณฑ์ประเภทไหนเพคะ”
“พระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรพระองค์คือใครเพคะ”
ก็ทรงบอกแม่ล่มว่าเป็นพระญาณของเจ้าฟ้า เป็นราชนิกูล แม่ล่มก็ถามด้วยความอยากรู้ไปตามประสา ทรงอึกอักไม่ตอบ บางเรื่องทรงเล่าพระประวัติกับลูกช้างคนอื่นๆไม่ตรงกับที่แม่ล่มบังเอิญรู้มาจากการอ่านบ้าง ผู้รู้เล่าให้ฟังบ้าง แม่ล่มก็หาที่ดูใหม่
อาการอยากรู้อยากเห็นเยี่ยงนี้ ทมยันตีออกใบประกาศให้ว่า “ตามไปดูแห่” บางทีแห่ดูจนสุดขบวนแล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บางครั้งโชคดีได้ศัตรูเพิ่มมาทั้งหมู่บ้านก็เคยมาแล้ว
คิดเสียว่าท่านคงไม่มีพระประสงค์ให้ล่วงรู้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนพระองค์ ก็ไม่ว่ากันต้องเคารพในสิทธินั้น
แต่ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าประคุณสมเด็จโต พรหมรังสีนี่สิ น่าคิดและน่าถาม
“ไหนๆลูกช้างก็มีโอกาสได้กราบเจ้าประคุณแล้ว ขออาราธนาสวดชินบัญชรให้เป็นบุญหูหน่อยได้มั้ยเจ้าคะ”
”เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” นี่คือคำตอบ แม่ล่มคิดว่าพูดเบาไปท่านคงไม่ได้ยิน จึงพูดย้ำอีกครั้ง
“ลูกช้างอยากฟังฉบับที่ท่านรจนานั่นแหละเจ้าค่ะ”
“เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” อ้าวมันเกี่ยวกันตรงไหนนะ
คราวนั้นทมยันตีก็อยู่ด้วย เธอกำลังศึกษาอาการของเจ้าจับเพื่อประมวลผลให้ตัวเอง ที่ยังสรุปไม่ลงตัวว่าสิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่นั้นคืออะไร เรามุบมิบไปดูงานแถวจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ โดยขัดคำเตือนของภูเตศวรว่าอย่าไปเลย
ก็เจอดีทั้งขาไปคือแดดร้อนระอุ รถกระบะของเพื่อนที่ไปรับขยับไม่ค่อยออก หนักมากเหมือนบรรทุกหินร้อยตัน เร่งเครื่องไม่ขึ้น รถก็ติดยาวตลอด ทุลักทุเลกว่าจะถึงที่หมายได้ ขากลับฝนตกหนักกระหน่ำตลอดทางเช่นกัน แม่ล่มนั่งเปียกปอนหนาวสั่นเป็นลูกนกอยู่กระบะหลัง ภูเตศวรยืนหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อถึงบ้าน
“เป็นไงล่ะ บอกไม่ให้ไปก็รั้นจะไป กลับถึงบ้านได้ก็บุญแล้ว”
ยังกะรู้แน่ะว่าไปเจอเจ้าประคุณสมเด็จโต พรหมรังสี ที่สวดชินบัญชรไม่ได้ จึงพึมพำแต่คำว่า “เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” ตลอดเวลา
แรกๆทมยันตีแยกไปนั่งดูอยู่ห่างๆอีกส่วนหนึ่ง หลังจากฟังการโต้ตอบแล้วไม่ไปถึงไหน เธอเลยเดินมาให้คำตอบชัดถ้อยชัดคำว่า
“เหนือฟ้า ไม่ใช่มีฟ้า แต่เหนือฟ้ามีพระพุทธเจ้า”
เท่านั้นแหละเจ้าสำนักลุกขึ้นปิดบ้าน พรรคพวกที่ตามไปทั้งรถกระบะวงแตกกระเจิง กว่าจะหลุดจากป่าไผ่พ้นบริเวณนั้นได้ ก็ช่วยกันลุ้นจนเหงื่อหยด
ความสงสัยใคร่รู้ มีมากจนขาดสติ จึงลืมคิดว่าหลุดเข้าไปในถิ่นเขาแท้ๆ ไม่เจอ สหบาทาก็บุญแล้วอย่างที่ภูเตศวรบอก
“ดีนะที่รอดปลอดภัยกลับมาได้ รถหนักไปไม่ไหว ยังพากันไปอีก”
ภูเตศวรอยู่ระหว่างถูกปรับธาตุขันธ์เพื่อรับข่ายพระญาณได้ดีขึ้น จึงมีกระแสพลังงานของท่านแตะอยู่เอ่ยสำทับ
ที่เล่าก็เพราะอยากให้ทราบว่าในวงการไหนๆก็มีทั้งที่เชื่อได้ และไม่ได้ ผู้รู้จึงให้ข้อคิดว่าอยากรู้อะไรดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ ให้พิจารณาอย่างนี้ ดูพระสงฆ์ให้ดูที่ศีลและวัตรปฏิบัติตลอดจนปฏิปทาของท่าน ดูเทวดาดูที่คุณสมบัติคือมีหิริ โอตตัปปะ ความละอาย ความเกรงกลัวต่อบาป พรหมก็ต้องมีพรหมวิหารสี่ เป็นต้น อย่างน้อยก็ใช้เป็นหลักในการเชื่อหรือศรัทธา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้สติพิจารณาปัญหา แล้วใช้ปัญญาแก้ไข
อย่าคิดว่าจะเข็ดกัน เผลอสติเมื่อไหร่ กิเลสความอยากรู้อยากเห็นก็ชักนำให้ไปอีกจนได้ แต่ก็ได้ข้อสังเกตว่าถ้ามีพลังงานของเทพเทวามาสัมผัสจริง จะมีจิตรู้มากกว่าคนเดินดินที่จิตยังไม่ได้อบรมอย่างเรา ยิ่งมีวิชาความรู้ในศาสตร์ต่างๆเกินไปจากตัวตนที่แท้จริงได้ก็ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์อีกทาง
ภูเตศวรแม้มีอาชีพจริงจังกับเขาแต่ไม่สำคัญเท่าอาชีพหลักที่เลือกคือ กิน นอนและเดินรอบโต๊ะสนุ้ก อาชีพเสริมเป็นนักเลงคุมซอย ความรู้ต่างๆที่เป็นสาระแทบไม่มี เพราะไม่มีเวลาอ่าน ไม่ชอบอ่าน จึงไม่เคยอ่านอะไรทั้งสิ้น นอกจากเรื่องวาบหวิวเรทอาร์
แต่เมื่อท่านทาบพลังงานมาแตะ ผิวพรรณจะเปลี่ยนไปจากปกติ ทมยันตีเคยให้ข้อสังเกตว่า
“ผิวขาวออกเหลือง เหมือนซับด้วยสีทอง”
ภูเตศวรเรียนรัฐศาสตร์ แต่รู้เรื่องภาษาศาสตร์ลึกซึ้งขึ้นมากระทันหันน่าอัศจรรย์ใจของคนเรียนภาษาศาสตร์อย่างแม่ล่ม ที่รู้แต่ว่ามีภาษาเก่าแก่ชื่อกูโบ้ส แต่เพิ่งได้ฟังเมื่อมหาวิษณุทรงอรรถาธิบายความเป็นมาของต้นตอภาษาในโลก พร้อมรับสั่งสาธิตด้วยพระสุระเสียงก้องกังวานออกมาจากอกของภูเตศวร
ครั้งหนึ่งพระพิฆคเณศวร์หรือทูลกระหม่อมน้อยที่พวกเราเรียกกันภายใน เสด็จผ่านที่บ้านของทมยันตี ทรงให้เราทูลท่านทางความคิด หรือเรียกว่าใช้กระแสจิตส่งถึงท่าน แล้วทรงรับสั่งตอบเป็นภาษาพราหมี ทมยันตีกับแม่ล่มก็เข้าใจ ถ้าไม่ใช่เทพพรหมแล้วจะเป็นน้องชายแม่ล่มได้อย่างไรที่เก่งกาจขนาดนั้น
นอกจากนั้นภูเตศวรยังจารอักษรธรรม เขียนยันต์ ร่ายคาถา สวดพระปริตกับพระสูตรยากๆได้คล่อง ใช้สำนวนโบราณประกอบเข้ากับเรื่องที่พูดได้ถูกต้อง พูดภาษาจีนลื่นไหล ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับเข้าใจ ที่เล่าเช่นนี้เพราะ ใหม่ๆมหาวิษณุมักจะรับสั่งเป็นภาษาเบื้องบนปนภาษาอังกฤษและไทย จนในที่สุดก็รับสั่งได้ดีในทุกภาษาที่ทรงถ่ายทอด คนธรรมดาอย่างภูเตศวรคงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองทั้งบุคลิก น้ำเสียง และสรรพความรู้ได้เพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน
แม่ล่มเคยทูลถามเรื่องการพัฒนาภาษาที่ทรงใช้ว่ามีวิธีอย่างไร
“วิษณุถอดภาษาจิตของมนุษย์ที่มาหา เป็นภาษาพูดของเขา จึงพูดได้ทุกภาษาถ้าต้องการ แต่ต้องปรับคลื่นให้รับกันได้ก่อน ที่มนุษย์เรียกว่าอะไรนะ..จูนเครื่อง ใช่มั้ย” รับสั่งพร้อมแย้มพระสรวล
เวลาเสด็จ เราจะทราบว่าเป็นพระองค์ใด เพราะพระบุคลิก พระสุระเสียง จะเปลี่ยนไปเป็นพระลักษณะเฉพาะแต่ละพระองค์ กว่าแม่ล่มกับคุณรัตน์จะคุ้นเคยและบอกได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน
หากทรงเคยรับสั่งหรือพระราชทานคำทำนายไว้ แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน บางทีนานจนเจ้าตัวลืมแล้ว ถ้ายังทูลถามอีกจะรับสั่งเรียบๆว่า
“เคยบอกแล้ว อย่าถามอีก”
ทรงมีความรู้เรื่องหยูกยา บอกโรคและตำแหน่งของอวัยวะที่มีปัญหาได้ถูกต้อง พร้อมวิธีการรักษา
“ดูจากแสงในกาย รังสีที่ส่งออกมาจะบอกได้ว่ากำลังเป็นโรคอะไร แม้แต่จริตนิสัยก็บอกได้ อย่างคนขี้โกรธก็จะเป็นสีแดง”
นี่คือความรู้ที่แม่ล่มได้ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ถามเพียงคิดสงสัยในใจ แต่บางเรื่องรบเร้าทูลขอคำตอบ กลับทรงนิ่งเฉยเสียอย่างนั้น อย่างที่แม่ล่มเคยเล่าเกี่ยวกับมหาฤาษี
“เอ็งเคยถามข้าใช่ไหมว่าทำไมต้องเป็นเอ็ง กรรมไงล่ะไอ้ล่ม”
เพราะชีวิตที่ผจญทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างโดดเดี่ยว ทำให้ขาดสติ ขาดปัญญาจึงออกปากทูลถามท่าน ในสิ่งที่ค้างคาใจทุกเรื่องและทุกครั้งที่มีโอกาส แรกๆทรงมองหน้าแต่ไม่ตอบ มารู้ภายหลังเอาเองว่า ถึงวันนั้นทรงตอบ แม่ล่มก็ทุกข์เกินกว่าใจจะยอมรับ เมื่อใดที่จิตยอมรับโดยดุษฎีว่ามันเป็นผลของกรรมที่ทำไว้เองนั่นแหละ ถึงไม่ถาม ถ้าทรงวินิจฉัยแล้วว่าเป็นประโยชน์ หรือถึงเวลาที่ควรรู้ ก็จะรับสั่งเอง เหมือนมหาวิษณุที่จู่ๆก็ทรงเอ่ยว่า
“เราน่ะเคยตีดาบ ฝึกดาบอยู่ที่วัดกษัตราธิราช เคหาที่พักก็อยู่หลังวัด แล้วก็ตายที่นั่นในคราวเสียกรุง”
คงต้องขออนุญาตเล่าเรื่องนี้แทรกสักนิดเผื่อใครเคยเป็นเหมือนแม่ล่มบ้าง ที่จริงความรู้สึกนี้เคยค้างคาในใจแม่ล่มมาหลายปี นับจากต้นปี ๒๕๓๑ ที่ต้องระหกระเหินเดินทางไปอยุธยาในช่วงเย็นหลังทำงาน สัปดาห์ละหลายวันสองคนกับทมยันตี ด้วยอาการที่เรียกว่าเจ้าจับ ส่วนแม่ล่มกำลังป่วย เมื่อการตามไปดูแห่เจ้าสำนักไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น (ยกเว้นภายหลังไปหาองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมหรือเนี้ยที่พุทธมณฑลสาย ๕ ดังที่เคยเล่าไว้ในตอนที่ ๓) จึงชวนกันไปสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนาสมาธิ ที่วัดตูม จ.อยุธยา
ช่วงนั้นถนนสายบางบัวทอง – สุพรรณบุรี เพิ่งสร้างเสร็จ เปลี่ยวมาก นานๆจึงมีรถขับสวนมาสักคัน ไม่คึกคักติดหนึบเหมือนทุกวันนี้ ทมยันตีใช้เวลาขับไม่เกินชั่วโมงก็ถึงวัด บางครั้งได้กราบหลวงพ่อหมื่นอุดม ชาติการุณย์ (พระครูสิริปุญญาธร)เจ้าอาวาสผู้ทำน้ำมนต์ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์นัก ท่านเป็นอีกหนึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เคารพรักของทมยันตีและภูเตศวร (ท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๕๔๙ ) ส่วนใหญ่จะกราบหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ พระประธานทรงเครื่องสวยงาม ที่มีน้ำมนต์อยู่ในเศียรท่าน เมื่อสวดมนต์นั่งสมาธิสักพักก็พากันกลับ ถึงกรุงเทพฯราว ๒ ทุ่มประมาณนั้น
ทุกครั้งที่ข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านวัดศรีสุริโยทัย แม่ล่มจะมองวัดกษัตราธิราชซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ด้วยความรู้สึกเงียบเหงา เศร้า เสียใจ อาลัยอาวรณ์จนอยากร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ แล้ววันหนึ่งมหาวิษณุก็ทรงเผยความจริง เมื่อเวลาล่วงเลยยาวนาน ภูเตศวรไม่เคยรู้ความในใจนี้เพราะไม่ได้ปริปากบอกน้องเลยแม้แต่น้อย
แม่ล่มเข้าใจว่าบางเรื่องยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้ บางเรื่องรู้ไปก็แค่นั้นสร้างความวิตกกังวลเป็นทุกข์เปล่าๆ ชีวิตควรอยู่กับปัจจุบันที่เป็นของจริง มากกว่าจมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว
เรื่องนี้ภูเตศวรกับทมยันตีเคยเห็นนิมิต และยืนยันว่าทั้งสองเคยเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นเพื่อนร่วมสู้ศึกสงครามกับพม่า และเสียชีวิตที่วัดมเหยงค์ ตัวแม่ล่มคงงุ่มง่าม มัวแต่แต่งองค์ทรงเครื่องกว่าจะครบ ไหนจะประเจียด พิสมร พิรอด เสื้อยันต์ใช้เวลานานไปหน่อย ยังไม่ทันออกจากวัดกษัตราธิราชไปสมทบทัพ ก็ถูกพม่าฆ่าตายเสียก่อน จิตจึงผูกพันกับวัดนี้ดังที่เล่า ขอให้อ่านเป็นเรื่องแปลกก็แล้วกันนะคะ อย่าไปจริงจังกับมันเลย แต่..เอ..หรือแม่ล่มเป็นผู้หญิงที่ฝึกดาบเพื่อช่วยเหลือตัวเองในยามคับขัน จึงอยู่โยงเฝ้าที่มั่น จนถูกฆ่าเพราะหนีไม่ทันกันแน่ ดันลืมถามรายละเอียดเสียนี่ เฮ้อ..
นอกจากมีความรู้เรื่องศาสตร์ต่างๆขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนแล้ว ยังมีเจโตปริยญาณ รู้ซึ้งเข้าถึงความคิดอ่าน ตลอดกำหนดรู้เรื่องเฉพาะตัวของใครก็ได้ไม่ใช่เฉพาะกับคนใกล้ชิดที่ปิดเป็นความลับได้ถูกต้อง
เมื่อถึงคราวมหาฤาษีสลับพระญาณเสด็จแทนมหาวิษณุ ทรงเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า
“ก็เอ็งอธิษฐานขอดวงตาเห็นธรรมมิใช่เร้อ ไม่มีทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ ไม่ผ่านทุกข์ แล้วจะเห็นธรรมได้ยังไงไอ้ล่ม”
คนวัยยี่สิบเศษสอนธรรมะแทงทะลุความทุกข์ของพี่สาวได้น่าทึ่งอย่างนี้ นี่คือหลักง่ายๆที่แม่ล่มใช้พิจารณา ในการพิสูจน์ว่าภูเตศวรเป็นโอษฐ์แห่งเทวะจริงหรือไม่ หรือเป็นโรคอุปาทาน สะกดจิตตัวเอง เป็นโรคเครียด วิตกกังวล อย่างที่จิตแพทย์วินิจฉัย แล้วให้ยาระงับประสาท ยาคลายเครียด ยานอนหลับมาถุงใหญ่ จนในที่สุดบอกภูเตศวรอย่างปลงๆพร้อมยื่นกระดาษ ปากกาให้ว่า
“เอางี้..อยากเป็นโรคอะไร ก็กรอกเอาเองแล้วกันจะได้สบายใจ”
สำหรับแม่ล่มแล้ว หมดข้อกังขา ไร้ข้อสงสัยในตัวภูเตศวรว่าใช่หรือไม่ใช่มานานนักหนาแล้ว !
สำหรับพัสตราภรณ์เครื่องแต่งพระองค์นั้น แรกทีเดียวก็อาศัยร้านแขกละแวกพาหุรัตน์แก้ขัดไปก่อน จำได้ว่าธูปหอมกกลิ่นแก่นจันทร์แท้ เจ้าประจำที่ซื้อคือร้านกุลดิป ราคาค่อนข้างแพงเพราะเป็นสินค้านำเข้า คุณรัตน์จึงค่อนข้างหวง
เมื่อทรงสื่อกับภูเตศวรได้ราบรื่นแล้ว จึงปรับเปลี่ยนเป็นชุดโจงกระเบนจีบหน้านางดังที่เห็นในปัจจุบัน ผ้าได้จากการสั่งทอเป็นพิเศษด้วยฝีมือช่างทอลายผ้ายกดอกแบบโบราณฝีมือชั้นครูร้านคุณสาธร แห่งศรีสัชนาลัย แม่ล่มไม่ใช้จักรแต่ตรึงจีบหน้านางด้วยมือแบบโบราณเช่นกันเพื่อให้ประณีตสมค่าของผ้า และรักษาวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้
มหาวิษณุทรงพระเมตตาอธิบายถึงที่มาของความรู้ต่างๆที่ภูเตศวรได้รับ
“เหมือนน้ำที่ไหลผ่านท่อมา แม้จะปิดเมื่อเลิกใช้แล้ว แต่มีน้ำบางส่วนยังคงค้างอยู่ในท่อนั้น ร่างจึงรู้ในสิ่งที่วิษณุทิ้งไว้ให้”
เรื่องนี้ใครที่รู้จักภูเตศวรดี จะกลัวที่สุด แค่คิดอะไรไม่ดี หรือไม่ถูกต้องอยู่เงียบๆในใจก็รู้แล้ว ใหม่ๆจะหันขวับมาบอกหรือตอบในสิ่งที่เธอรู้ทันที แต่เมื่อชินแล้ว มีสติกำกับมากขึ้น ภูเตศวรจะมองหน้าตรงๆ หรือชายหางตานิดหนึ่งแล้วยิ้มหรือหัวเราะ หึ..หึ..แค่นี้คนที่ถูกมองก็เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า คุณเอกราช ทักขิณะ กับคุณวสันต์ จันทร์เฉิด บัณฑิตลูกศิษย์ทั้งสองน่าจะอธิบายความรู้สึกนี้ได้ดีกว่าเพื่อน เจอเมื่อไหร่ลองถามกันดูเอาเองนะคะ
บางคราวก็บอกทันที เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข หรือต้องการกำราบเหมือนที่แม่ล่มถูกยกเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา

“พี่สาวยังไม่เว้น พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไปกินข้าวรอเลย รายนี้ออกจากโรงพยาบาล เดินเข้าบ้านก็โดนเต็มๆ ไม่ปลอบด้วย ผิดคือผิด แล้วก็โกรธเป็นโกรธ ผมถือว่าถ้ารักกันจริงต้องบอกให้รู้เพื่อแก้ไขกัน ”
รู้ทั้งรู้ ว่าทุกข์ มันจุกอก
ปลงไม่ตก เพราะจิต ยังติดหลง
ขาดสมถะ หนุนปัญญา พาปลดปลง
เดินเป็นวง วนอาลัย ไม่รู้วาง
อันมรรคผล ใช่ได้มา แค่เพียงนึก
แม้นมิฝึก อย่างพลีกาย ถวายร่าง
ก็อย่าหมาย สิ้นรันทด รู้ปลดวาง
สุดท้ายใจ ก็จืดจาง ห่างปัญญา
คิดวางโลก ต้องตัดห่วง บ่วงร้อยรัด
มุ่งขจัด ตัดอาวรณ์ ถอนตัณหา
ทั้งลูกหลาน บ้านสมบัติ ที่ได้มา
ก็ไม่พ้น อนัตตา พาทุกข์เอย
นี่คือสิ่งที่ภูเตศวรเขียนส่งมาให้เพื่อต้องการบอกพี่สาวในคราวที่คิดมาก จากคนความดันต่ำตลอดมากลายเป็นความดันขึ้นสูงไม่หยุด จนลูกๆต้องพาไปนอนโรงพยาบาล ด้วยกลัวเส้นเลือดที่โป่งพองในสมองอยู่แล้วจะแตกเสีย
”รู้แล้วได้อะไร ไม่รู้แล้วได้อะไร”
เป็นประโยคที่มหาวิษณุพระราชทานให้คิด เมื่อแม่ล่มแส่ส่าย อยากรู้อยู่ไม่จบสิ้น ก็มันน่าให้อยากรู้ไหมล่ะ มีแต่เรื่องแปลกเกิดขึ้นต่อหน้าทุกวัน ไม่ซ้ำแบบกัน
คนหนุ่มไฟแรง รักความอิสระเป็นสรณะ เมื่อถูกกำหนดให้อยู่นิ่งกับที่ โลกกับชีวิตหายไปจากตัวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อสติสัมปชัญยะกลับคืนมาก็เจ็บปวดรวดร้าวทางกายและบอบช้ำทางใจ เหมือนคนไร้ค่า ใครเขาคงคิดว่าทำงานหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ มองไม่เห็นอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป มีแต่ความท้อแท้สิ้นหวัง โลกนี้กว้างใหญ่นัก แต่เหมือนไม่มีที่ให้ยืนอย่างสง่าเลยแม้เศษเสี้ยวธุลีดิน เรื่องนี้เมื่อทุกอย่างจบลงตรงตั้งสัจจาธิษฐานขอทำหน้าที่ต่อพระศาสนาแล้ว ภูเตศวรพูดและยอมรับหน้าชื่นตาบานว่าทรงสลายอัตตาของเธอได้เจ็บแสบถึงใจจริงๆ
“คนของเทวะ นอกจากหน้าที่แล้ว
ไม่มีอะไรเป็นของตน ไม่มีกระทั่งเวลาส่วนตัว
ชีวิตยังเป็นของท่านเลย เราจะเหลืออะไรให้ยึดถืออีก”
( คือความจริงแห่งโอษฐ์เทวะ..ภูเตศวร )
การรับปลดทุกข์ให้ผู้คน ทั้งๆที่ทุกข์ตัวเองยังแบกบนบ่า ทำให้ภูเตศวรกับคุณรัตน์พยายามหาทาง”เบี้ยว” แต่ไม่เคยรอดสักครั้ง
“พี่รัตน์ วันนี้ไม่รับแขกล่ะนะ พี่จะทำอะไรก็ไปเหอะ”
นัดแนะแล้วก็แต่งตัวโก้ เรียกมอเตอร์ไซค์ให้ส่งปากซอย แต่ต้องสั่งให้ส่งกลับบ้านโดยด่วน เพราะแขก(ชื่อ)ตี้ กำลังจ่อหลังมาติดๆโดยไม่มีอาการหรือนัดหมายล่วงหน้า ส่วนคุณรัตน์เกิดนึกอยากไปสนามหลวง ไปเพื่ออะไรก็บอกตัวเองไม่ได้ ไปแล้วก็เดินวนรอบแล้วรอบเล่า หยุดไม่ได้
“ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า กูมาเดินรอบสนามหลวงทำไมวะเนี่ย แต่ก็หยุดเดินไม่ได้จนเหนื่อยนั่นแหละเกิดนึกเป็นห่วง อยากกลับ เท่านั้นแหละได้สติหยุดเดิน กระโดดขึ้นรถเมล์เลย พอเข้าถึงบ้านเท่านั้น หัวใจงี้ตกถึงตาตุ่ม ท่านประทับบัลลังก์เรียบร้อย..ยย..”
คุณรัตน์เล่าไปหัวเราะไป แต่ตอนที่เกิดเหตุ คงอยากร้องไห้เป็นกำลัง
อีกเรื่องที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณรัตน์มากก็คือ การเตรียมหมากพลูถวายมหาฤาษี หนึ่ง..คือไม่สันทัดในการเจียนหมาก จีบพลู สอง..คือกลัวน้ำหมากกระเซ็นเลอะพระภูษาทรงแล้วซักไม่ออก สาม..ภูเตศวรจะบ่นทุกครั้งเมื่อทรงถอยพระญาณแล้วว่า หมากทำให้ฟันเธอเป็นคราบ เศษหมากตกค้างต้องทำความสะอาดนาน
เมื่อนี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ควร อยากบ่นกันนักใช่มั้ย พอได้โอกาสเหมาะ มหาฤาษีเลยแก้เผ็ดด้วยการเสวยพระศรี(หมาก)เพิ่มจากไม่กี่องค์(คำ)เป็น ๒๐ – ๓๐ องค์ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
เรื่องหมาก พลู บุหรี่ ที่ถวายนี้ความจริงไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับท่าน ที่ทรงดำรงพระสถานะเป็นอรูปพรหม เทียบขั้นอนาคามีแล้ว จึงเสวยเพียงปีติเท่านั้น หากแต่ต้องการกำราบทิฐิมานะคนของท่าน กับเป็นการแสดงนัยว่า ถ้าเป็นภูเตศวร การเคี้ยวหมากครั้งละ ๒๐-๓๐คำนั้น คงไม่รอดจากการเมาหมาก หรือ หมากยัน ปากบวมเจ่อเป็นพญานกแล้ว ทรงตอบความสงสัยนี้กับแม่ล่มว่า
“ก่อนเคี้ยวข้าก็กำหนดจิตเพิกพิษหมากให้จืดซีวะ ทีนี้มันก็แค่ใบไม้ เคี้ยวเท่าไหร่มันก็ไม่เมา”
คุณรัตน์มองตาม และคงคิดอะไรในใจ จึงทรงพ่นน้ำพระศรีใส่พระภูษา พลางรับสั่ง
“ถุย.! ถุย.! ถุย.! สามสิบสองถุย.! เอ็งอยากหวงดีนักไอ้หมี “
คุณรัตน์อ้าปากค้าง หยิบจับอะไรไม่ถูก
“มันกลัวชุดพ่อมัน (หมายถึง มหาวิษณุ) สกปรก เปื้อนน้ำหมากข้าว่ะไอ้ล่ม”
คุณรัตน์ต้องหักใจเลิกบ่นโดยปริยาย ขืนไม่เชื่อฟังพระภูษาองค์อื่นจะเลอะตามมาให้ซักอีก แต่ก็ไม่วาย วันหนึ่งมหาฤาษีเสวยพระศรีเพียงครึ่งองค์ ยังไม่ทันจะแหลกดี ก็บ้วนพระโอษฐ์ทิ้งไป
“เมา..วันนี้เมาจริงๆ”
“เมาหมากหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้เมาหมากไอ้ล่ม แต่ข้าเมาอารมณ์ไอ้พี่เลี้ยงมัน”
“อ้าวปู่” คราวนี้ไอ้ล่มร้องเป็นค่างบ้าง
“มีอย่างที่ไหน มันทำหมากไป ก็กระแทกไปว่า กินทำไมไม่รู้ ยุ่งยาก เลอะเทอะ ดูมันจีบพลูซิวะไอ้ล่ม ใหญ่เท่ากับหัวแม่ตีนข้าเลย”
ทรงหยิบพลูเทียบกับนิ้วพระบาทด้วย คุณเอ๊ย..แม่ล่มจะขำก็ไม่กล้า กลัวคุณรัตน์เคือง แต่รูปลักษณ์ของพลูนั้น ละม้ายแม้นคำที่ทรงเปรียบจริงๆ คือหลวมโพรก พันด้ายไม่แน่น ใช้พลูใบใหญ่ทำให้จีบไม่ลงตัว ต้นใหญ่ปลายบานเป็นปากแตร
สงครามหมากคงยังไม่ยุติถ้าไม่มีตัวช่วย ตอนหน้าตัวช่วยจะมาพร้อมคำเฉลยของชื่อ”แม่ล่ม”ค่ะติดตามกันนะคะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
