การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๖ ถวายงาน by แม่ล่ม

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#500]

ตอนที่ ๖ ถวายงาน

 

     ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่านิยาย เปิดม่านมาหลายตอน บางเรื่องผ่านไปนานแล้ว บางเรื่องเพิ่งเกิดหมาดๆ แต่ข้องเกี่ยวเป็นเรื่องที่ต้องบอกเล่า เนื่องจากเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกัน เหตุเกิดก่อนเมื่อหลายปี แต่วันนี้คือผลที่ตามมาก็จำเป็นต้องเขียนถึง อาจสลับกลับไปมาก็อย่าเพิ่งวิงเวียนไปกับแม่ล่ม ที่เป็นแค่นักเล่าสมัครเล่นไม่ใช่นักเขียนโดยอาชีพเลยนะคะ

     มหาวิษณุทรงย้ำเสมอว่า ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นคนของใคร เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ที่แปลว่าผู้มีใจสูงส่ง ต้องตระหนักเสมอว่า “หน้าที่” สำคัญยิ่งยวด และยิ่งเป็นคนของเทวดาแล้ว ภูเตศวร แม่ล่ม ตลอดจนผู้ถวายงานทั้งหลายต่างยึดมั่นต่อคำว่า “หน้าที่คือชีวิต” ประดุจปณิธานที่เดินตามรอยพระยุคลบาทตลอดชีวิตไม่คิดเปลี่ยนแปร

     “ต้องเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว อดทน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำดีเพื่อความดี อย่าถามว่าทำแล้วได้อะไร แต่ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ”

     ถ้อยรับสั่งนี้ยังคงกังวานในหัวใจเสมอ พวกเราน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วปฏิบัติตามตลอดมาโดยปราศจากข้อแม้ใดๆ เพราะซาบซึ้งแล้วว่า สัจจะและหน้าที่ของตนคืออะไร

     ชีวิตและลมหายใจยังมอบให้พระรัตนตรัย พระศาสนา และเทพยดาเจ้าได้ นับประสาอะไรกับการถวายงานเพื่อดำรงไว้ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เพื่อผลลัพธ์คือ มีส่วนในการแบ่งเบาพระราชภาระที่พอจะทำได้ ตลอดจนอุทิศตนทำงานเพื่อพระศาสนา ได้อุปฐากดูแลพ่อแม่ ครูอาจารย์ที่ทรงคุณ ซึ่งยอมสละความสุขทางโลก ดำรงตนเป็นเนื้อนาบุญอันแสนประเสริฐทั้งหลาย ในฐานะพุทธมามกะคนหนึ่ง

     แม้แต่ภูเตศวร กว่าจะถึงจุดที่ต้องบอกตัวเองได้ว่า

     “จึงก้มราบกราบเทวัญสู่ครรลอง รับสนองโอษฐ์เทวามาเนิ่นนาน”

     ก็ทุกข์จากการถูกละลายอัตตาตัวตน ไม่ต่างกับพี่สาวเลย จนวันหนึ่งได้พบพ่อแม่ ครูอาจารย์อันประเสริฐ เลิศด้วยปัญญา อีกเทพเทวาสำแดงให้เห็นแล้วว่า ท่านห่วงใย ไม่อยากให้ลูกหลานวนเกิด เวียนตาย ก่อบาป สร้างเวรไม่รู้จบ จึงเมตตาอบรมสั่งสอนทุกวิธี ทั้งไม้นวม และไม้แข็งหักดิบเอาซึ่งหน้า จะต่อว่าใครได้เล่า เพราะเราทำกรรมไว้เอง

     ..เคยต่อว่าปวงเทวดาว่าโหดร้าย ที่ทำลายความเชื่อมั่นอันใหญ่หลวง

     ล้างชีวิตหมดสิ้นไปในทั้งปวง หากพอล่วงถึงวันนี้จึงเข้าใจ...

     ...เพราะเทวะ ธ เมตตาจึงยื่นหัตถ์ มาช่วยขัดช่วยเกลาเฝ้าเสกสรร

     แรกทุกข์ร้อนเจียนตายวายชีวัน ใกล้อาสัญจึงได้นึกตรึกจิตตรอง..

     แม่ล่มได้กระทำในสิ่งที่เรียกว่า “หน้าที่” มาในทุกบทบาทของความเป็นมนุษย์ในสังคมโลกเกินหกสิบปี แต่ถ้ากระทำถวายทวยเทพก็นับว่าหลายสิบปีเช่นกัน แต่คงไม่บังอาจเรียกว่าเป็นการปฏิบัติเทวะกิจ เพราะดูเกินศักดิ์ และอัครฐานเกินตัว ซึ่งคำนี้ ภูเตศวรใช้เรียกขานผู้ทำงานถวายเทพยดาเจ้าในทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ รวมถึงทุกงานที่สนองพระราชดำริ พระราชโองการให้ลุล่วงไปด้วยดีทุกคน

     จากการถวายงานอันใกล้ชิดนี้เอง แม่ล่มพบคนที่ทุกข์จนไม่คิดว่าจะทุกข์ได้เพียงนั้น ได้ผ่านคนสิ้นหวัง สิ้นศรัทธาในการที่จะทำความดีอีกต่อไป ได้รู้จักกับคนหลายประเภท ทั้งดีสุดๆตลอดจนได้เจอะเจอคนที่มากล้นด้วยความทะยานอยาก คนโลภที่เอาแต่ได้แม้แต่เทวดาก็ไม่เว้นที่จะเอาเปรียบท่าน ได้สดับรับฟังข้อธรรมที่แต่ละพระองค์ทรงเมตตาอบรมให้ข้อคิดกับบุคคลเหล่านั้นทำให้แม่ล่มสิ้นความสงสัยเรื่อง “กรรม” และยอมรับโดยดุษฎีว่า ความทุกข์ใดๆในโลกไม่ได้เกิดจากใครเลยนอกจากเราเป็นคนแบกรับเอาไว้ว่าเป็นของเราทั้งสิ้น ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะกิเลสหนา ปัญญาหยาบกดหัวอยู่ทุกชาติภพ

     เคยเวียนเกิดเวียนตายก็หลายชาติ ยังมิอาจตัดเกิดตายได้สักหน

     เคยต่อกรกิเลสผลาญมารผจญ ยังอับจนหนทางสู้แม้รู้ทาง

     เคยสดับโมกขธรรมอันล้ำค่า ยังไม่เกิดปัญญาพากระจ่าง

     เคยถูกสอนให้รู้จัก ลด..ละ..วาง ยังไม่ห่างจาก “ตัวกู” จนบัดนี้

     อันความรัก..โลภโกรธหลงในสงสาร ก็เคยผ่านมาแล้วทุกวิถี

     ความทุกข์สุขที่หักร้างถางฤดี ก็ถูกชี้ให้ซาบซึ้งถึงแก่นใจ

     เคยล้มลุกคลุกคลานก็นานหนัก เดี๋ยวเดินเดี๋ยวพักเกินอิ่มหนำ

     เดี๋ยวตื่นเดี๋ยวหลับนับประคำ เดี๋ยวถลำเดี๋ยวสติก็กลับคืน

     ตามที่เคยเล่า เมื่อครั้งภูเตศวรมีอาการผิดปกติ แม่ล่มใช้ประสบการณ์แบบบ้านๆ แนะนำจนภูเตศวรรับทราบในสิ่งที่กำลังเป็น หน้าที่ที่ต้องกระทำ ครั้นมหาวิษณุเสด็จเพื่อมอบหมายพระราชภารกิจที่ต้องรีบเร่งกระทำถวาย แม่ล่มก็เหมือนราชเลขาณุการิณี จดและจำพระกระแสรับสั่งให้ได้ใจความมากที่สุด เพื่อบอกกล่าวกับภูเตศวร กับคุณรัตน์ที่จะเป็นคุณพระพี่เลี้ยงในวันข้างหน้าเมื่อทรงปรับทุกอย่างเข้าที่เข้าทางได้แล้ว แต่งานด่วนขณะนั้นคือการแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงในครอบครัวของคุณมิ่งขวัญ จันทร์เฉิด (คุณหมู) กับอาการป่วยหนักของบิดาเรา ที่ทรงรับสั่งให้ภูเตศวรบวชทดแทนพระคุณและยืดเวลาให้บิดาได้เตรียมจิตวิญญาณก่อนจากโลก แล้วแม่ล่มจะเล่าในตอนต่อๆไปให้อ่านนะคะ

     ระยะแรกทรงใช้บ้านของคุณรัตน์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับคุณหมูอบรม สอนธรรมะ เป็นที่พึ่งให้คนในตระกูลจันทร์เฉิด(รายละเอียดอยู่ใน โอษฐ์เทวะ) มหาวิษณุทรงรับสั่งสั้นๆว่า

     “เทวดาก็มีกรรมต้องชดใช้เช่นเดียวกับมนุษย์”

     มื่อปัญหาของครอบครัวจันทร์เฉิดคลี่คลายไประดับหนึ่ง ภูเตศวรจึงย้ายมาอยู่บ้านบิดาที่สี่แยกถนนพิชัย ใกล้สวนรื่นฤดี สร้างบารมีเพื่อนำอานิสงส์มาช่วยบิดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านให้อาการป่วยดีขึ้น จะเห็นได้ว่าปุถุชนอย่างเราไม่มีใครหลีกพ้นกรรมที่ตนทำได้ อย่างดีที่สุดก็คือละเว้นชั่วแล้วสร้างบุญกุศลให้มาก กรรมไม่ได้หายไปไหน แต่ผ่อนคลายจากหนักเป็นเบาเท่านั้นเอง

     การดูแลสถานที่ จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ประจำพระองค์ ดอกไม้ ธูปเทียน พานครู ตลอดจนการอำนวยความสะดวก อธิบาย ขยายความคำแนะนำของท่านเมื่อแขกใครไปมาที่ยังไม่เข้าใจ แต่ละวันมีคนเดือดร้อนมาหาให้ช่วยจากทุกสารทิศไม่ต่ำกว่าร้อยราย น้ำท่าใช้ดื่ม ใช้อาบน้ำมนต์ แม้กระทั่งผ้านุ่ง ผ้าขาวม้า ต้องพร้อมเสมอยามทรงเรียกใช้ แม่ล่มกับคุณรัตน์เคยขุ่นข้องใจว่า ทำไมหนอเมื่อเจ้าตัวรู้ว่าจะมา ทำไมไม่รู้จักเตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้าให้พร้อม ซ้ำบางรายอาบน้ำมนต์เสร็จก็ รูดผ้ากองเป็นเลขแปดเอาไว้ให้ซักอีก เป็นเรื่องอึดอัด โศกเศร้าเคล้าน้ำตาทุกวัน มหาวิษณุทรงเอ็ดเราว่า

     “มีหน้าที่ก็ทำไป ทำแล้วก็ไม่ต้องบ่น แต่ถ้าบ่นก็ไม่ต้องทำ”

     หลายปีผ่านไปนั่นแหละจึงได้รู้ว่า มีกรรมต้องใช้ให้คนเหล่านั้นประการแรก ต่อมาคือทรงกำราบอัตตาของเราที่มีมากมายไม่ให้สำแดงฤทธิ์เดช และฝึกความอดทน อดกลั้น สำหรับทำงานใหญ่ที่ไม่ใช่การเป็นบาทบริจาริกาของใครในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเป็นพระราชประสงค์อันแท้จริง ตามที่ทรงรับสั่งไว้แต่ต้น

     ยิ่งบ่นก็เหมือนยิ่งถูกแกล้ง วันนั้นจะเจอะเจอแขกแบบนี้ ทุกช็อต วันไหนปลงตกเบื่อที่จะคิด แขกดีๆ เพียบพร้อมด้วยมารยาทก็ทยอยมาไม่ขาดสายเช่นกัน
     
     ต่อมาเริ่มมีการรับขันธ์พานครู การจัดเตรียมพานผลไม้ ขนมมงคล และบายศรี ก็มีมาให้ทำเพิ่มขึ้นอีก ดูเหมือนว่าการมีอะไรวุ่นๆให้ทำจนเหนื่อยตลอดเวลาเป็นการบำบัดความทุกข์และความฟุ้งซ่านได้ชะงัด แม่ล่มกับคุณรัตน์ ยุ่งกับงานจนลืมคิดถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่อย่างหนักหนาไม่แพ้กันทั้งคู่ ต่อเมื่อล้มตัวลงนอนนั่นแหละแม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันยันดึก ยังไม่สามารถหลับลงได้ถ้ายังไม่ได้เอาแขนก่ายหน้าผากครุ่นคิดเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     ในช่วงวันปิดเทอมกับเสาร์ อาทิตย์แม่ล่มจะเป็นทัพหน้ารับรองแขกให้ก่อน ต่อเมื่อคุณรัตน์เสร็จจากขายของเพื่อเลี้ยงลูกๆตามลำพังแล้วจึงเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่พระพี่เลี้ยงตามปกติ วันธรรมดาท่านจะเสด็จก็ต่อเมื่อคุณรัตน์เสร็จภารกิจแล้วในช่วงก่อนเที่ยงหรือบ่ายไปแล้ว จนวันหนึ่งมหาวิษณุทรงถามคุณรัตน์ว่า

     “ลักษมีอยากได้วันละเท่าไหร่”

     ทรงเรียกพระนามเทพนารี องค์ที่ทรงพระเมตตารับดูแลคุณรัตน์ และหมายถึงรายได้แต่ละวัน ที่คุณรัตน์ต้องการ เพราะบางวันมาช้ากว่าของจะขายหมด แล้วแม่ล่มก็ติดงานประจำ แขกต้องรอกันไป

     “สองร้อยห้าสิบค่ะพ่อ”

     คุณรัตน์ผู้ชำนาญการเรื่องท่องตำหนักมานักต่อนัก แต่ถนัดใช้ภาษาธรรมดา มากกว่าราชาศัพท์ กราบทูลอย่างมั่นใจ หลัง ”คิดสะระตะ” แล้วว่า รายได้เดือนละเจ็ดพันห้าร้อยบาท น่าจะพอกับค่าใช้จ่ายในบ้าน ตลอดจนค่าเทอม ค่าขนมลูกๆ

     เงินสองร้อยห้าสิบบาทเมื่อยี่สิบกว่าปี ที่ทองคำราคาบาทละพันกว่า ค่าของเงินจึงมิใช่น้อย

     “ได้..วิษณุฯให้ตามนี้”

     ปรากฏว่าคุณรัตน์ขายดีได้เงินตามจำนวนที่ขอในเวลาไม่นาน แต่เห็นว่าน่าจะขายได้อีก จึงยังไม่หยุด วิ่งกลับไปเอาของมาขายเพิ่ม ผลก็คือขายไม่ได้อีกเลย ต้องตัดใจกลับมาทำหน้าที่ทันที นี่คือการสอนให้รักษาสัจจะของมหาวิษณุ พอเจอหน้ามหาฤาษีทรงเตือนคุณรัตน์ว่า

     “ก่อนจะพูดอะไร คิดให้ดี เมื่อพูดแล้วก็คือสัจจะ ยิ่งเป็นสัจจะต่อเทวดายิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าพูดพล่อยๆ”

     อย่าคิดว่าการรับใช้ถวายงานท่านแล้วจะทรงไว้หน้า วันหนึ่งแม่ล่มถวายงานมหาฤาษีตั้งแต่เช้าจนเกือบบ่ายโมง คุณรัตน์ก็ยังมาไม่ถึง ก็ได้แต่เป็นห่วงว่าจะเป็นอะไรไป ทรงนิ่งเฉยไม่สนใจคำของแม่ล่ม จนได้ยินเสียงคุณรัตน์ออกตัวขณะเดินขึ้นบันไดมาห้องพระที่ประทับอยู่

     “ขอโทษนะค้า ที่มาช้า รถติดมากเลยค่ะ แต่เห็นว่ามีพี่สาวร่างอยู่ถวายงานก็เลยไม่ห่วงเท่าไหร่”

     “เอ็งก็บอกไปเลยซี้ไอ้หมี ว่าที่มาช้าน่ะมัวไปยืมทรัพย์คนอื่นเขาไปจ่ายค่าไฟมา”

     อย่าคิดว่าการเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดจะร่ำรวย สุขสบาย ถูกหวยรวยเบอร์ได้เงินง่ายๆเหมือนคนอื่น

     “แหมปู่ก็..ปู่ไม่บอกใครจะรู้” คุณรัตน์ประท้วง

     “มนุษย์นี่ก็แปลก ทำไมต้องอายที่จะพูดความจริง ถ้าเอ็งไม่พูดแก้ตัวอะไรเลยเสียตั้งแต่แรกมันก็จบไปแล้ว จริงมั้ย”

     ที่จริงก็ไม่มีอะไรมาก ทรงแสดงให้เห็นว่าทรงมีตัวตนจริง เทวดามีจริง การมีเจโตปริยญาณทำให้ทราบว่าคุณรัตน์ทำอะไรมา แขกที่มาจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามจะได้เลิกดูแคลนคนของท่านว่าทำมาหากินกับการรับแขก คนยิ่งมา ภูเตศวรกับสมาชิกร่วมชะตากรรมยิ่งกลุ้ม เพราะนั่นคือค่าใช้จ่ายก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว

     เมื่อบิดาจากโลกไป บ้านที่พิชัยก็ไม่สะดวกในการต้อนรับแขก จากปัญหาของน้องๆที่ไม่เข้าใจ ทรงเห็นแม่ล่มที่ยังปลุกปล้ำทรมานกับโรคร้ายจึงพระราชทานโอกาส ให้ใช้บ้านที่บางพลัดของแม่ล่มแทน นับว่าทรงพระเมตตา และเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อแม่ล่มเป็นที่สุด

     ด้วยเหตุผลลึกๆคือ การที่แม่ล่มสละความเป็นส่วนตัว เปิดบ้านบรรเทาทุกข์ให้ผู้เดือดร้อนพบปัญหาสารพัดจาก ครอบครัว คู่ครอง ญาติพี่น้อง ลูกหลาน การงาน ตลอดจนคนสิ้นหวังจากการเจ็บป่วย ทั้งที่รู้สาเหตุแต่หมดหวังในการรักษา และไม่รู้สาเหตุหมดทางแก้ไข เพราะถูกกระทำคุณไสยมานั้น เพื่อนำอานิสงส์แห่งบุญกุศลที่ร่วมสร้าง มาเป็นปัจจัยในการเยียวยาโรคร้ายที่กำลังเป็นอยู่

     ที่สำคัญคือเพื่อให้แม่ล่มได้ตระหนักว่า ที่คิดว่าเราทุกข์มากแล้วนั้น ยังมีคนอื่นทุกข์มากกว่าเราอีกร้อยเท่า พันทวี

     บ้านแม่ล่มจึงคล้ายสถานพยาบาลแบบแพทย์ทางเลือกกลายๆ คือใช้ยาสมุนไพร ใช้ธรรมะ ให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหา ผสมอิทธิปาฏิหาริย์อย่างเข้มข้น ในราคาย่อมเยา ค่าพานครู ๑๙ บาทไทย บางครั้งเมื่อผ่านครบทุกกระบวนท่าแล้ว ขากลับมหาฤาษีหยิบเงินจากพานครูที่สะสมมาแต่เช้ายื่นให้เป็นค่ารถด้วย งานนี้คุณรัตน์เลยประท้วง

     “โห..ปู่ ยังงี้เราก็เหนื่อยแย่ซีเจ้าคะ สงสารร่างด้วย ไหนจะค่าธูปเทียน ดอกไม้ ทองคำเปลว ค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะ...”

     “เอ็งไม่รู้ก็อย่าพูด ข้าเสียเวลานวดขาให้มันเป็นชั่วโมง บ้านมันอยู่ไกลกว่าจะเดินถึงบ้านไอ้ที่ข้ารักษาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ก็มันจนถึงขนาดไปรักษาตามโรงพยาบาลไม่ได้ ต้องยืมทรัพย์มารักษากับข้า จะเอาอะไรมาจ่ายค่ารถล่ะไอ้หมี”

     นี่คือพระเมตตาอันหาที่เปรียบไม่ได้ของท่าน

     “คนเขาทุกข์มา ต้องเมตตาเขา อย่าเพิ่มทุกข์ให้เขาอีก”

     นอกจากจดชื่อยา จดคาถาให้ท่อง จดวัตรที่ต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เกิดบุญกุศลเพื่อผ่อนเคราะห์ให้เบาบางลง จดหมายเลขรถประจำทางที่จะไปแหล่งซื้อยา เขียนแผนที่ฯลฯ ช่วงหลังแขกคงได้ยินกิติศัพท์มากขึ้น ก็หลั่งไหลมาเป็นเงาตามตัว แม่ล่มจึงได้รับใช้ถวายงาน เป็นนักกายภาพบำบัดผู้ช่วยมือสองของมหาฤาษี ก็เขียนให้เก๋ ดูดีมีระดับไปงั้นแหละค่ะ ความจริงก็คือ ท่านฝึกให้นวด จับเส้นให้คนที่มีอาการกระดูกทับเส้น บางรายก็เป็นอัมพฤกษ์มา ไม่รู้ว่าเพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้ แม่ล่มก็เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ปวดร้าวลงขามาหลายปีแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้กระดูกต้นคอเสื่อม ทรุดลงกดทับกันจนออกซิเจนขึ้นเลี้ยงสมองไม่ค่อยพอ บางวันอยู่ดี ๆ ก็มีอาการวูบและมึนงง แพทย์ให้ผ่าตัด แต่บอกว่าเปอร์เซ็นต์หาย ๕๐ – ๕๐ ซ้ำทมยันตียังออกใบประกาศว่า

     “แกอยากนั่งกินนอนกินก็ไปผ่าเลย”

     แม่ล่มยังไม่อยากเป็นภาระให้กับสังคมลูกหลาน จึงจำต้องขัดใจแพทย์กับคุณหญิง เลิกคิดผ่าตัดตั้งแต่บัดนั้น เพราะไหวทันก็เลยอดเป็นอัมพฤกษ์ไปอีกโรค

     คิดอีกทีอาจได้นั่งกินนอนกินไปแล้วถ้าไม่ได้ผลบุญที่เคยช่วยมหาฤาษีรักษาผู้คนในครั้งนั้น ก่อนรักษาทรงสอนการวินิจฉัยโรคให้ด้วยทุกครั้ง ไม่ใช่ทำแบบเลื่อนลอยไร้หลักการ
     
     “ถ้าจับเส้นนี้ แล้วเขารู้สึกปวด แล่นไปตามนี้ แปลว่ายังพอรักษาได้ แต่ถ้ากดแล้ว เขาไม่รู้สึกอะไรเลยก็แปลว่าอาการมากแล้ว”

     ทรงจับเส้นนวดไป ก็ประสิทธิ์ประสาทถ่ายทอดความรู้ให้แม่ล่มไป เรื่องนี้ภูเตศวรไม่ทราบ เพราะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองขณะท่านเสด็จ ต่อเมื่อวันหนึ่งเห็นว่ามีความรู้พอเป็นเดี่ยวมือหนึ่งได้ แม่ล่มจึงตัดสินใจลองบำบัดให้น้องเมื่อเห็นอาการทรมานอย่างหนักจากการเจ็บปวดทุกอณูของร่างกาย และหมดเรี่ยวแรงอย่างนี้ทุกครั้งหลังทรงถอยพระญาณเสด็จกลับ นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่คนเป็นโอษฐ์แห่งเทวะที่แท้จริง จึงพยายามหลบเลี่ยง คงไม่ใช่เรื่องสนุกที่เสียเวลาทั้งวัน เพื่อเจ็บปวดร่างกายแสนสาหัสยามรู้ตัว มีสติสัมปชัญญะกลับคืน

     “นวดเป็นนี่นา จับตรงไหนโดนเส้นที่ปวด ไม่ผิดตำแหน่งเลย”

     “อือ..ปู่แก่ถ่ายทอดวิชาให้น่ะ”
     
     “อูย...ยย..เส้นตะบวยเนี่ยก็เจ็บจริงเจ็บจัง นี่เจ๊ใช้อะไรนวด เหมือนไล่เส้นเป็นลูกระนาดเลยอ่ะ”

     “มะเหงก!”

     “หา..!?”

     ”จริง..จริ๊ง”

     แม่ล่มตอนนั้นน้ำหนักเหลือ ๓๖ กิโลกรัม ตัวเล็ก มือเล็ก นิ้วเลยเล็กแถมแรงก็ไม่ค่อยมีเพราะเจ็บป่วยอยู่ จึงประยุกต์กำปั้นที่ภูเตศวรให้ฉายาว่า “มะเหงกพิฆาต”ขึ้นเพื่อผ่อนแรงในการนวด ทำเอาภูเตศวรชอบใจในลีลานวด แถมหายปวดได้เป็นระยะๆ พอประทะประทังรับแขกได้ในวันต่อมา ทุ่นแรงให้คุณรัตน์ได้ในระดับหนึ่ง

     การนวดผ่อนคลายแบบตามมีตามเกิดให้ภูเตศวรเป็นเรื่องต้องทำสำหรับคุณรัตน์ และคนใกล้ชิด แต่ทำมากๆ ก็มีการบ่นเป็นของแถม และแล้ววันดีของมหาฤษีแต่เป็นคืนร้ายของคุณรัตน์ก็มาถึง

     “ไอ้หมี เอ็งช่วยข้านวดตรงนี้ให้มันหน่อย เป็นสะบักจมมานานแล้วใช่มั้ยล่ะนี่” ทรงไหว้วานคุณรัตน์ช่วยเป็นลูกมือ

     เมื่อทรงถอยพระญาณเสด็จกลับ ภูเตศวรสบายดี กระปรี้กระเปล่าไร้อาการปวด แต่คุณพระพี่เลี้ยงถึงแก่อาการ “เดี้ยง” ปวดเมื่อยเนื้อตัวแสนสาหัสแทน

     “โอย..ยย... ปวด..ป๊วด...ปวด..” คุณรัตน์โอด

     วันรุ่งขึ้นมหาฤาษี ทรงถามคุณรัตน์ว่า
     
     “รู้หรือยังว่ารักษาเขาแล้วร่างข้าต้องทรมานเจ็บปวดแทนมันเป็นยังไง”

     นับจากนั้นคุณพระพี่เลี้ยงกับพลพรรคจึงเลิกบ่นเรื่องนวด แต่เผลอสติ ไปบ่นเรื่องอื่น แล้วได้รับบทเรียนบทใหม่ ตามมาไม่รู้จักจบสิ้น เขียนไปก็ละอายในความดื้อด้านของตัวเองเหมือนกันนะนี่

     ยิ่งวันไหนรับแขกแต่เช้า กว่าแขกจะวาย เสด็จกลับสองยาม ตีหนึ่ง ภูเตศวรจะปวดเมื่อยเนื้อตัว ข้ามคืนข้ามวันน่าเวทนาที่สุด(การเจ็บปวดเหล่านี้เกิดจากการเบียดแทรกพลังงานของเทพ กรุณาอ่านรายละเอียดจากโอษฐ์เทวะนะคะ) คนเป็นพี่ก็ได้แต่เห็นใจ ใหม่ๆเจ้าตัวก็อาละวาดฟาดงวงฟาดงา ท้าตีท้าต่อยสิ่งที่ไม่เห็นรูป จนตื่นมาปากบวมเป็นพญาครุฑก็ทำมาแล้ว

     อย่าว่าแต่ปวดเมื่อยเลย วันไหนมีการถอนคุณไสย ภูเตศวรก็ถึงกับรับบทเป็นจิวยี่คืออาเจียนเป็นเลือด ก็บอกแล้วไง กรรมของเขาเราไปตัดรอนเราก็รับสิ่งนั้นมาเต็มๆ ใครอยากเป็นเจ้าตำหนัก (ที่เป็นของจริง) มีคนกราบไหว้ ก็อยากไปเทิ้ด แม่ล่มคนหนึ่งล่ะที่ขอโบกมืออำลา เป็นแค่พี่สาวเจ้าตำหนักยังแทบเอาชีวิตไม่รอดเล้ย

     แต่เมื่อวันหนึ่งได้ประจักษ์แล้วในคุณแห่งไตรสรณคมน์บนภูขี้กระโตด อันเงียบ สงบ สงัด ด้วยความเมตตาจากหลวงปู่เฉลียว ปัญญาธโร พ่อแม่อาจารย์อีกรูปของภูเตศวร ขณะอยู่ในร่มเงาผ้ากาสาวพัตร์ เมื่อครั้งบวชแทนพระคุณมารดา เจ้าตัวจึงหยุดการคร่ำครวญ มุ่งหน้าทำงานเพื่อพระศาสนาเต็มสติกำลังความสามารถ ตามคำขอของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร และที่สำคัญคือปฏิบัติเทวะกิจของการเป็นโอษฐ์แห่งเทวะ รับสนองพระราชโองการแห่งมหาวิษณุเจ้าเรื่องการสร้างวัดป่าชนะสงคราม เมื่อทรงประกาศว่า

     “เราจะปักธงชัยไว้ที่นั่น”

     ทรงมีพระราชประสงค์ชัดเจนว่า ญาติพี่น้องกับผองเพื่อนที่เคยเคียงบ่าร่วมรบ เพื่อรักษามาตุภูมิมาด้วยกัน เคยเกิด เคยตาย ณ.ทุ่งสี่เหลี่ยมหรือทุ่งเสลี่ยมสมรภูมิรบแห่งนั้น เราเคยทั้งฆ่า และถูกฆ่า วิญญาณเพื่อนร่วมรบและฝ่ายตรงข้ามยังมีอีกมากมายที่ตกค้างอยู่ ยังไม่ไปสู่สุคติภูมิ การสร้างศาสนสถานไว้ที่นั่นจึงเสมือนการกลับไปแก้ไขชดใช้กรรมของตนตรงจุดที่เกิดเหตุ ยิ่งมีหลวงปู่พรม พรหมโชโตเป็นเสาหลักให้ ธงชัยแห่งมหาเทพจึงโบกสะบัด เด่นสง่าเป็นศรี สมศักดิ์พระเทวตานุภาพ ไร้ข้อกังขา ทุกอย่างจึงใกล้บทสรุปแล้วว่า ภูเตศวรกับญาติธรรมทั้งหลายต่างกระทำตนสมกับเป็นลูกพระพุทธเจ้า รับใช้ถวายงานเป็นบาทบริจาริกาแห่งเทวะตามสัจจาธิษฐานของเราทุกคน

     ภูเตศวรบอกแม่ล่มและญาติมิตรเสมอว่า

     “มหาวิษณุ ทรงต้องการให้วัดนี้เป็นที่ ที่ทุกคนสามารถมาพักพิงได้ทั้งยามสุขและทุกข์ หากมีเหตุเภทภัยใดๆก็ตาม ขอให้มาที่นี่แล้วจะปลอดภัย เราจะกลับให้ถึงบ้านด้วยกัน ใครไปได้ให้รีบไปก่อน ไม่ต้องห่วงผม ถ้ายังไม่จบสิ้น สักวันหนึ่งแม้ต้องเป็นคนสุดท้าย ผมจะตามหลังไปให้ได้”


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

คุณรัตน์ นั่งหน้า ด้านขวามือ
แม่ล่ม นั่งด้านซ้ายมือ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพในอดีตของแม่ล่ม


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพในอดีตของแม่ล่ม


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com