
ตอนที่ ๕ ประสบทุกข์เพราะคู่กรรม
“เวลาเอ็งฝัน เอ็งคิดว่าไอ้ที่เอ็งเห็นน่ะ มันจริงหรือฝันวะไอ้ล่ม ?”
มหาฤาษีเคยรับสั่งถามแม่ล่มอย่างนี้จริงๆค่ะ แม่ล่มก็ตอบแบบงงๆไปว่า
“ก็คิดว่าจริงนะซีเจ้าคะปู่ ถ้าฝันร้ายละก็วิ่งตับแล่บทู้กทีเลยเจ้าค่ะ”
“แล้วแน่ใจหรือว่า วันนี้ เวลานี้ ที่เอ็งกำลังคุยกับข้าเนี่ย มันจริงหรือว่าฝัน ?”
“เอ๋..นั่นซีเจ้าคะ”
แล้ว..วันนี้ ..ขณะนี้..เรากำลังฝันอยู่หรือเปล่า แม่ล่มคิดตามคำของมหาฤาษี
ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็เป็นความจริงที่ยิ่งกว่าฝัน แต่ถ้าเป็นความฝัน แม่ล่มก็ผ่านการฝันร้ายมาตลอดคืนอันยาวนานจนเหนื่อยหอบ หลังจากรู้ว่าก็แค่ฝันร้ายแล้วตื่นมาในยามเช้าอย่างอิดโรย หมดแรง
แม่ล่มเป็นผู้หญิงธรรมดา ที่ยิ่งกว่าธรรมดา เหตุผลง่ายๆคือ แม่ล่มก็มีความใฝ่ฝันในชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นต่างจังหวัดที่คิดว่า วันหนึ่งชีวิตจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าได้เข้ากรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร ประมาณว่าอยากเป็นพระสังข์ตอนได้ชุบตัวในบ่อทองคำของนางยักษ์ เพื่อเรียนในมหาวิทยาลัยรัฐแนวหน้าของชาติ ในคณะที่มุ่งหวัง และวันหนึ่งจะมีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้าชื่อ
ได้พบผู้ชายดีๆสักคน ตามมาตรฐานของใครก็ไม่รู้ที่บอกว่า เขาควรมีความรับผิดชอบ รักครอบครัว โดยไม่เน้นว่าต้องหน้าตาดีมากมาย แต่ถ้าได้ก็ดีถือเสียว่าเป็นรางวัลสมนาคุณลูกค้าชั้นพิเศษ สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขนับจากนาทีแรกที่แต่งงาน อยู่เป็นเพื่อนในยามเหงา ดูแลกันในยามแก่เฒ่าและเจ็บไข้ ไม่หวังมากขนาดต้องร่ำรวย แต่ควรแบ่งปันรายได้มาจุนเจือสมาชิกในครอบครัวด้วยกัน เปิดเผยและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ยังฝันต่อไปอีกว่า วันหนึ่งในอนาคต น่าจะได้ทำงานมั่นคงในสายอาชีพที่ตัวเองรัก อยู่กับครอบครัวอันอบอุ่น มีลูกสุขภาพดี แข็งแรง สติปัญญาใช้ได้ สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำตามที่เขาปรารถนา มีงานทำโดยที่ไม่ต้องห่วงกังวล หากโชคชะตาดีมีบุญพาวาสนาส่ง แม่ล่มคงอายุยืนยาว ทันได้เห็นหลานย่า หลานยายก่อนปิดตาลงในบั้นท้ายปลายชีวิต
เป็นความฝันแสนหวานสมบูรณ์แบบ ประเภทฟูลอ๊อปชั่น ซ้ำยังต่อยอดให้ลูกหลาน เพิ่มวงจรชีวิตให้กับเขาที่ยังไร้ตัวตนในเวลานั้น
หากรู้สักนิด..แม่ล่มเคยบอกตัวเองด้วยวลีนี้เมื่อต้องพบกับคู่กรรมตัวจริงในชีวิตจริงที่ไม่ต้องออกแรงฝัน แม้จะสายไปนิด แต่ก็ยังหักลำทันหวุดหวิด
“ชีวิตเหมือนฝันตามที่ข้าบอกหรือเปล่า ข้ารู้ว่าเอ็งทุกข์ แต่เอ็งก็ต้องใช้กรรมนั้น จึงได้แต่หลอกล่อให้เอ็งมีกำลังใจ พยายามก้าวผ่านทุกข์นั้นให้ได้ โลกไม่เคยให้อะไรใครครบถ้วนทั้งหมดหรอกไอ้ล่ม บางคนมีผัวดี แต่มีลูกเกเรติดยา บางคนลูกดี ผัวดี แต่มาเสียตรงที่มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า บางคนอาชีพการงานดีแต่เสียที่คู่ครองและลูกไม่เอาไหน บางคนอดมื้อกินมื้อ แต่ครอบครัวรักใคร่กันดี อย่างน้อยเอ็งก็โชคดีแม้จะเสียที่ผัว แต่มีลูกดี กตัญญูรู้คุณ รักเอ็งมากกว่าใคร รึเอ็งจะเอาผัวดีแล้วลูกไม่มีอนาคตหือ? จำไว้นะไอ้ล่มเมื่อไหร่ที่เห็นจิตแท้ของตน นั่นแหละคือสุขจริง”
คำปลอบประโลมที่จี้ถึงใจแบบนี้ มีแต่มหาฤาษีหรือปู่แก่ ที่แม่ล่มเรียกขาน คอยเตือนสติ คอยสะกิดให้ได้คิด ในยามน้ำตาพร่างพรูด้วยทุกข์โทมนัสในชีวิตครอบครัว
“ไม่เจ้าค่ะ ขอให้ได้ลูกดีอย่างที่เป็นอยู่นี้แหละเจ้าค่ะ”
“เออ..คิดได้ก็ดีแล้ว เอ็งมันอยากโลภมากแถมโกงเทวดามานานแล้วด้วย ขอพรแต่ละที ประโยคเดียวเหมารวมหมด”
“ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ” แม่ล่มงงเหมือนถูกชกอีกครั้ง เอ..เวลาขอพร ก็ขอคนเดียวเงียบๆหน้าที่พระ แล้วท่านรู้ได้อย่างไร ถ้าเป็นภูเตศวรแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะรู้เรื่องนี้
“เอ็งขอว่าไงล่ะ”
“ก็..ขอให้พบแต่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเจ้าค่ะ” แม่ล่มเริ่มอึกอัก
“สิ่งดีๆของเอ็งนี่ หมายถึงมีลูกดี มีผัวดี ร่ำรวยเงินทอง มียศศักดิ์ การงานก้าวหน้า พรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติ อยู่เคหาหลังใหญ่ มีไอ้ตู้ (รถยนต์) มีไอ้ตั่ง(รถจักรยานยนต์)ขับ มีโชคมีลาภ..งั้นรึ ?”
“เอ้อ..!?” ถูกของท่านแฮะ แม่ล่มอับจนถ้อยคำ ตอบไม่ได้ ไปไม่ถูกเอาเสียเลย
“มนุษย์มีอธิษฐานฤทธิ์กันทุกคน อยู่ที่ว่าจะฉลาดใช้แค่ไหน ขออะไรก็ให้น้อยๆหน่อย บุญบารมีเรามีแค่ไหนไม่มีใครรู้ ขอเกินไปก็ไม่ได้อยู่ดี ควรตั้งจิตขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวให้แน่วแน่ในแต่ละคราว สำเร็จแล้วก็หัดทำความดีแลกเปลี่ยนบ้าง จะสวดมนต์ ไหว้พระ ภาวนา ใส่บาตร ทำสังฆทาน หรือทำบุญอย่างอื่นก็ได้ อานิสงส์เกิดกับคนทำ ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว”
มหาฤาษีทรงหมายถึง สิ่งที่ได้ เกิดจากการอธิษฐานใช้บุญเก่าที่เราเคยสร้าง เมื่อได้แล้ว ก็ควรเติมกลับให้เหมือนเดิม ถ้าใช้ไปเรื่อยๆไม่เติม บุญบารมีเดิมก็มีวันหมดได้
“ไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากให้ลูกแคะกระปุกบุญของตัวเองจนหมดหรอก อยากให้เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง เอ็งจะรู้ล่วงหน้าไหมเล่าว่าจำเป็นต้องใช้ อีกเมื่อไหร่ จะเจ็บหนัก จะเจอวิบากตัดรอนเวลาไหน แม้ไม่ได้ใช้มันในยามมีชีวิต ตอนเอ็งหลับตาตาย บุญกุศลนี่แหละจะเป็นเชื้อเพลิงสะสมจุดดินระเบิดสมทบส่งให้จิตวิญญานไปไกลจนพ้นอบายภูมิได้”
เป็นคำตอบที่ทรงให้ เมื่อแม่ล่มอาละวาดฟาดงา ยามไม่ได้อะไรตามใจหวัง ซ้ำบ่นบ้าว่าต่อไปนี้จะไม่ทำแล้วความดี ทำไปก็ไม่มีคนเห็น นับว่าท่านทรงอดทนยิ่งยวดกับแม่ล่มที่เอาแต่ใจตัวเอง อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่าแม่ล่มกำลังอยู่ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่ถาโถมเข้ากระแทกลูกแล้วลูกเล่า ซวนเซล้มลุกคลุกคลาน อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย จึงเมตตาเป็นกำลังใจให้ เพื่อเด็กชายหญิงคู่หนึ่งไม่ต้องกำพร้าแม่
ครั้นเมื่อแม่ล่มยืนหยัด ฟันฝ่ามาได้จนเห็นว่าฟ้าหลังพายุฝนสวยงามเพียงใด คุ้มค่ากับการอดทนแค่ไหน ทรงเฉลยสั้นๆว่า
“เอ็งเคยถามใช่ไหมว่าทำไมต้องเป็นเอ็ง กรรมไงล่ะไอ้ล่ม”
“แล้วเมื่อไหร่กรรมนี้จะหมดเสียทีล่ะปู่”
ที่ถามเพราะแม้แต่วันนี้ แม่ล่มยังคงสถานะทางสังคมว่า “ไม่โสด”
“ถ้าหย่าได้ เจ๊จะแต่งงานใหม่ไหมล่ะ”
ภูเตศวรเคยย้อนถาม ยามแม่ล่มขุ่นเคืองเมื่อนัดจดทะเบียนหย่าไม่ได้ผล
“วุ้ย..แค่นี้ก็เข็ดแล้ว หาเหาใส่หัวทำไมอีก”
“งั้นก็ปล่อยให้กอดทะเบียนสมรสไปแล้วกัน”
เมื่อน้องว่างี้ ก็ตามใจน้อง พี่สาวเลยจัดหนัก จัดเต็ม คือเลิกสนใจกระดาษใบนั้นไปจนบัดเดี๋ยวนี้ที่กำลังเขียนอยู่

ผงเข้าตา ทำให้ฝ้าฟาง ได้แต่คิดว่า ทะเบียนสมรสคือโซ่ตรวนทางสังคมใช้จองจำผู้หญิงที่ผู้ชายมอบให้
หากเมื่อคิดได้ ใจก็บอกว่ากระดาษใบไหนๆ ก็เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น ตราบใดที่สามารถเลี้ยงตัวเองและลูกได้เป็นอย่างดี มีอิสระเสรีในการดำรงชีวิต ยกเว้นอย่างเดียวคือจดทะเบียนกับชายคนใหม่ตามที่ภูเตศวรสรรพยอก แล้วเราจะทุกข์กับมันทำไม
“ทุกอย่างอยู่ที่ใจทั้งนั้นไอ้ล่ม ทำใจได้วันนี้ ก็หมดวันนี้ จะหมดหรือไม่หมด อย่าถามข้า ให้ถามตัวเอง”
นี่คือรับสั่งที่สะเทือนถึงก้นบึ้งของใจอันมืดบอดมายาวนาน
วางเถิด วางที่ใจ ไยให้บอก
ความเจ็บยอก เกิดที่ใจ ใช่ใดอื่น
ดับทุกข์ ดับที่ใจ ให้กล้ำกลืน
แม้สุดฝืน ก็ต้องดับ ลงกับใจ
คงมีใครสักคนอยากบอกแม่ล่มว่า ปัญหาชีวิตครอบครัวเป็นปัญหาโลกแตกไม่มีคู่ไหนราบรื่นแท้จริง แม่ล่มทราบดีว่ามันซ้ำซากเกือบทุกบ้าน จะแตกต่างในรายละเอียดเท่านั้น แต่ความอดทนคงไม่พอในกรณีของแม่ล่ม
หากมีใครสักคนคิดจะแต่งงานคงต้องถามตัวเองเสียก่อนว่า พร้อมหรือยังที่จะเห็นแก่ครอบครัวมากกว่าเพื่อนและสังคมที่ต้องห่างออกไปบ้าง ไม่ใช่มีครอบครัวเป็นเพียงสถานะหนึ่งที่ระบุในใบทะเบียนสมรส แต่พฤติกรรมทางสังคมยังเหมือนเดิม คนที่อยู่กับคุณต้องการเป็นหุ้นส่วนในบริษัทชีวิตร่วมกัน มิใช่เป็นเพียงแม่บ้านสำนักงาน ที่เหมาทำอยู่คนเดียวทุกชนิด ตั้งแต่ชงกาแฟ แก้ปัญหาบริษัท กำจัดขยะ หาทุนการศึกษา เลี้ยงดูเด็ก ห้ามลา ห้ามพักร้อน ห้ามป่วยและพร้อมใช้หนี้ยามบริษัทขาดทุน
มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่รับรู้ แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร
“คนเรา ถ้าศักดิ์เสมอศักดิ์ และยิ่งศีลเสมอศีลได้ ย่อมอยู่กันได้ยาวนาน ศักดิ์แม้ไม่เสมอศักดิ์ก็พอกล้อมแกล้มอยู่ได้ถ้าปรับตัว แต่ลงศีลไม่เสมอศีลเสียอย่าง มันอยู่กันยาก”
คำเตือนสติของมหาฤาษี ที่มีให้หญิงผู้ทุกข์ทนคนหนึ่ง กับการขาดความรับผิดชอบของพ่อบ้าน ขี้เหล้า เจ้าชู้ ติดการพนัน ด้วยโทษสมบัติครบถ้วนนี้ ทำให้เธอดั้นด้นมาขอให้เทวดาช่วย ทำให้แม่ล่มหันกลับมามองตัวเองมากขึ้น
“ไม่ว่าเทวดาหรือมนุษย์อยู่ด้วยหน้าที่ เอ็งทำหน้าที่อันพึงมี พึงกระทำให้ดีที่สุด ผลลัพธ์ที่เกิดจะเป็นเช่นไร ก็วางลงเสีย อย่าแบกไว้ เอ็งทำใจให้เหมือนใบบอนได้เมื่อไหร่ เอ็งก็เบาสบาย ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันทั้งสิ้น ถ้าเอ็งเห็นอดีตได้ จะคิดตกว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่เจอแค่นี้ ถ้าไม่เคยทำกับใครหนักหนาสาหัสมาก่อน ชีวิตเอ็งจะเป็นเช่นนี้หรือ”
นั่นสินะ ถ้าเป็นลูกพระพุทธเจ้าจริง ต้องเชื่อและยอมรับในกฎแห่งกรรม เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เพราะใจเป็นฟองน้ำจึงซึมซับรับแต่ทุกข์ ไม่ตรึกตรองว่าทุกข์เกิดจากอะไร
เมื่อปัญหาที่อีกฝ่ายคิดว่าเล็กน้อย ทำให้ขาดการเอาใจใส่ จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต พอที่วันหนึ่งแม่ล่มอิ่มตัวกับการขอร้องและร้องขอที่ไม่เคยได้ผล การเลือกที่จะมีชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ จึงเป็นวิธีที่คิดว่านิ่มนวลที่สุดก็มาถึง ตามด้วยการไม่สื่อสารกันเป็นส่วนตัวอีกเลย เรากลายเป็นคนแปลกหน้า ทั้งที่ยังอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน นับจากวันนั้นมา
ณ วันที่ต้องใช้กำลังใจในการตัดสินชะตากรรม แม่ล่มปลุกปลอบตัวเองว่า อยากร้องไห้ ก็ร้องไปเถิด ร้องให้สาแก่ใจ ไม่ต้องอายที่จะร้อง เพราะเราจะร้องไห้ให้กับชีวิตคู่เป็นครั้งสุดท้าย ปาดน้ำตาเงยหน้าสู้กับความจริงที่จะต้องดูแลลูกเพียงลำพัง นับแต่นี้ เราจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดด้วยหนึ่งสมองกับสองมือบวกใจรักอันบริสุทธิ์ของความเป็นแม่ เราต้องทำให้ได้
น้ำตาอีกเท่าไร จึงสาใจใครอีกคน
ทุกข์ท้ออีกกี่หน จึงซาบซึ้งถึงแก่นใจ
ชีวิตแลกชีวิต จึงล้างผิดฤาไฉน
เพราะกรรมเคยทำไว้ จำต้องตัดสลัดคืน
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะเดินหน้านำพานาวาชีวิตที่เหลือเพียงแม่ลูกตามลำพังแล้ว จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น เงินเดือนข้าราชการเพียงน้อยนิดอย่างไรก็ไม่พอถ้าไม่หางานเสริม แม่ล่มจึงเขียนหนังสือ เรื่องแก๊งขาสั้น ลงนิตยสารโลกวลี ตามคำแนะนำของทมยันตี เป็นการหยิบเรื่องจริงและพฤติกรรมแสบของนักเรียนมาเล่าตามสไตล์แม่ล่ม ใช้ภาษาของวัยรุ่นได้เนียนจนไม่มีใครจับได้ว่าคนเขียนเป็นหญิงเลยล่ะ ไม่เชื่อก็ลองคลิกอ่านฟรีได้ที่คอลัมน์วิถีไทยนะคะ
พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ หาเงินเลี้ยงลูกด้วยการนินทาลูกศิษย์นี่แหละง่ายดี ปรากฏว่าเมื่อรวมเล่มก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จะไม่ดีได้อย่างไร ในเมื่อคนเขียนประกาศสรรพคุณ ประชาสัมพันธ์ จนเด็กๆอยากรู้ว่าครูเขียนถึงตัวอย่างไร บางรายคิดไปไกลถึงขนาดเหมาเป็นตัวละครทุกตัว หนังสือถูกเหมาหมดแผง นอกจากซื้อเป็นที่ระลึกแล้วยังซื้อฝากสาวโรงเรียนข้างๆกันอีก นัยว่าอยากประกาศให้เธอรู้ว่า ข้าคือใครในเรื่อง ผลคือครูมีเงินจ่ายค่าเทอมลูกที่เข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกันทั้งสองคน สบายไปเลย เด็กนักเรียนในแก๊งขาสั้น เขาจารึกลงหน้าโต๊ะเรียนในเชิงขำๆว่า
“นักเรียนดี เพราะครูด่า (ก็จริงอยู่ แต่อย่าลืมว่า..) ครูอาจตาย... เพราะด่านักเรียน “ ที่เว้นว่างคือ ให้ท่านเติมคำลงในช่องว่างกันเองตามสบายเลยนะคะ
แม่ล่มขอยืมมาดัดแปลงใหม่ว่า "นักเรียนดี เพราะครูด่า ครูรวยตาย..เพราะนินทานักเรียน " รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอันใหญ่หลวงของนักเรียนจริงจริ้ง ขอบอก
แม่ล่มรอคอยวันที่ลูกจบการศึกษาอย่างใจเยือกเย็นเป็นสุขมากขึ้น เพื่อเติมพลังยามท้อ ยามเงียบเหงาเปล่าดายตามลำพัง บนถนนชีวิตที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ สองข้างทางรกร้างว่างเปล่า มีเพียงต้นไม้ใหญ่คือเทพยดาเจ้าที่ให้ร่มเงาไว้พักหลบร้อน ผ่อนหนาว ในคราวคับขันเท่านั้น
มหาฤาษีเคยปุจฉาว่า
“ลูกหลานข้ามันเป็นกลุ่มแปลกปลอมในสังคม เป็นชนกลุ่มน้อย ที่คิดอ่านไม่เหมือนชาวบ้าน เอ็งไม่คิดบ้างหรือว่า คู่ครองเอ็งเขาก็ทุกข์ที่มีเอ็งเป็นเมีย”
อ้าว..!..ซะงั้น
“เมียคนอื่น ผัวเฮไหนเมียเฮนั่นไม่เคยขาด ผัวกรึ๊บแก้ว เมียกรึ๊บขวด ตามใจผัวทุกอย่าง หึงบ้าง หวงบ้าง พอกระชุ่มกระชวย นี่เอ็งเล่นไม่ไปด้วย แล้วยังแตะต้องเนื้อตัวไม่ได้ ซ้ำถีบตกเตียงซะงั้น บางวันเสือกเห็นเอ็งมีหนวดอีก ใครมันจะอยู่บ้านวะ”
ระยะนั้นแม่ล่มเริ่มเจ็บป่วย ได้รับการรักษาจากมหาวิษณุและมหาฤาษี มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นกับตัวเองมากมาย จนยากหาคำมาอธิบาย คนร่วมบ้านยังออกใบประกาศให้เลยว่า “เพี้ยน” ก็คงเก็บไว้เล่าในตอนที่เกี่ยวข้องโดยตรงอีกทีนะคะ
ปัญหามีมากมาย ที่พึ่งอันประเสริฐคือหันหน้าเข้าห้องพระที่บ้าน สวดมนต์ ปฏิบัติภาวนาอยู่เงียบๆ เคยไปหาที่สงบตามวัดหลายแห่ง แต่ต้องถอยกลับมาห้องพระที่ดูเหมือนสัปปายะกว่าที่วัดหลายเท่านัก เฝ้าดูใจตัวเอง จนตระหนักว่า อะไรๆก็ไม่สำคัญเท่ากับการรักษาใจ ให้คิดดี ทำดี เมื่อทำใจได้ อะไรก็ดีหมด แม่ล่มจึงเข้าใจถ่องแท้ตามที่มหาฤาษีทรงสอนว่า
“แท้ที่จริงแล้ว เพราะคาดหวัง จึงทุกข์เมื่อผิดหวัง ถ้าไม่คาดหวัง ก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่มีใครผิดหวัง”
ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้ต้องแบกภาระหนักหน่วงทางใจไม่มีที่สิ้นสุด ใจที่วางได้ ย่อมว่างที่จะกลับมาพินิจพิจารณาตัวเอง ยอมรับกับความจริงอันปวดร้าวจากผลแห่งวิบากกรรมที่กระทำไว้แล้วแก้ไข จงอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด เลิกคร่ำครวญตัดพ้อต่อสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีก และตั้งความหวังได้แต่อย่าวาดหวังไว้กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ท่านอย่านำเรื่องของแม่ล่มมาเป็นบรรทัดฐานหรือเปรียบเทียบกับชีวิตคู่ของตัวเอง ถึงอย่างไรแม่ล่มก็ยังคงเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว ยังชื่นชมคู่ชีวิตที่รักใคร่กันยืนยาวจนแก่เฒ่า ดูแลซึ่งกันและกันยามเจ็บไข้ เป็นเสาหลัก เป็นร่มโพธิ์ใหญ่ให้ลูกหลานอุ่นใจ คงไม่มีครอบครัวไหนเหมือนหรือต่างกันทุกอย่างเพราะไม่มีใครออกแบบตามใจตัวเองได้ นอกจากเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อหาจุดที่ดีที่สุดแล้วเดินไปด้วยกัน อย่างเห็นอกเห็นใจ ความรักจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักของชีวิตคู่ แต่ความไว้ใจ ความเคารพ ศรัทธา ตลอดจนคุณธรรมต้องเสมอกันจึงเป็นหลักให้คนสองคนที่ต่างคนต่างมา สามารถอยู่จนตายจากกันอย่างเข้าใจ ปัญหาชีวิตครองเรือน จึงไม่มีใครผิดทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครถูกทั้งหมดเช่นกัน
ปัญหาทุกอย่าง จึงมีไว้ให้ใช้สติกับปัญญาแก้ไข จะลุล่วงแคไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการยอมรับกับความจริงอย่างสงบว่า “ทุกอย่างเป็นอย่างนี้แหละ มีความแปรปรวน ไม่เที่ยงเป็นธรรมดา” ได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก
การทำใจ ยอมรับ กับทุกสิ่ง
ว่าความจริง ย่อมเปลี่ยนไป ไร้กังขา
ครองสติ พินิจเถิด เกิดปัญญา
ทุกข์ใดใด ในโลกา ล้วนภาพลวง
ถึงอย่างไรก็ดี แม่ล่มยังยืนยันความคิดที่ว่า ปัญหาของใครก็แก้ไขด้วยตัวเองเถิด อย่าให้ลำบากถึงเทวดาเลย เพราะเท่าที่สัมผัสมา ไม่ว่าพระองค์ใดจะทรงสอนอย่างไร ด้วยวิธีใดก็ตาม ทรงได้แต่แนะให้คิดแล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ทรงล่วงกรรมของใคร ด้วยเหตุผลคือ “มีกรรมก็ต้องใช้” ไม่เว้นแม้จะเป็นคนของท่านก็ตาม

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com